Divine Epic (มหากาพย์เทพประยุทธ์)

ตอนที่ 9 : พื้นฐานของเวทย์มนต์ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 492
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 มิ.ย. 53


                "ขอเสริมที่ฟริกก้าพูดหน่อยนะ" อลิเซียหันมาพูดกับผม ขณะเดินอยู่ในเมือง

                หลังจากที่ผมเห็นใบหน้าของอลิสาซ้อนทับกับใบหน้าของอลิเซียจนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว (หวังว่าอลิเซียคงไม่รู้หรอกนะ) อลิเซียก็พาผมออกมาเดินชมศาสนจักรฯ เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศเพื่อให้ผมผ่อนคลาย

                "ฟริกก้าบอกว่าพื้นฐานของเวทย์มนต์คือพลังสมาธิหรือพลังจิตใช่ไหม แต่ไม่เพียงเท่านั้น ที่จริงแล้วเวทย์มนต์เกิดจากใจ... ใจเป็นผู้รังสรรค์สรรพสิ่ง... อย่างที่กฤษณ์เห็น มนต์แสงสว่าง อาศัยใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาเป็นพลังรักษา มนต์ธาตุ อาศัยใจที่คุ้นเคยกับธาตุนั้นๆ เพื่อควบคุมพลังธาตุ"

                แล้วเราก็เดินมาถึงน้ำพุที่จตุรัสกลางเมือง

                "แต่ละคนถนัดไม่เหมือนกัน อย่างฟริกก้าก็ไม่ถนัดมนต์แสงสว่าง ฉันก็ไม่ถนัดมนต์ธาตุ ดังนั้นกฤษณ์ไม่ต้องร้อนใจหรอก ไว้ค่อยๆ ลองไปเดี๋ยวก็เจอเวทย์มนต์สายที่ตัวเองถนัดเอง"

                อลิเซียหยุดนั่งลงที่ม้านั่งข้างน้ำพุ ผมเงยหน้าขึ้นมองน้ำพุซึ่งทอแสงเป็นประกายสีรุ้งอยู่บนยอด เธอคงเข้าใจว่าผมกังวลเรื่องการประลองเลยคิดจะปลอบกระมัง...

                คิดดูอีกทีถึงผมจะแพ้ก็ไม่เห็นแปลกตรงไหนนี่นา (ถ้าชนะสิแปลก) แต่ได้มาเดินชมเมืองสบายๆ กับอลิเซียแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน

                ผมนั่งลงข้างๆ อลิเซีย เอนหลังพิงม้านั่งแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าสีคราม

                สักพักผมก็เห็นว่าที่อีกฟากของจตุรัสมีร้านค้าวางแผนเรียงรายกันอยู่

                "อลิเซีย นั่นอะไร..."

                "ทางด้านโน้น เป็นเขตร้านค้านะ ส่วนมากจะเป็นร้านขายอุปกรณ์เวทย์มนต์"

                "อุปกรณ์เวทย์มนต์..."

                "หมายถึงอุปกรณ์ที่แปลงพลังเวทย์ของผู้ใช้เป็นเวทย์มนต์ต่างๆ อย่างคฑาแองเจลิกเฟเธอร์ของฉันเองก็แปลงพลังเวทย์เป็นการโจมตีด้วยอนุภาคแสงนะ" ว่าแล้วอลิเซียก็ลุกขึ้น

                "กฤษณ์สนใจจะเดินไปดูไหมจ๊ะ"

                "อื้ม"

... ... ...



                อลิเซียพาผมไปดูอุปกรณ์เวทย์มนต์ต่างๆ แต่ก็ไม่มีอันไหนที่ผมใช้ได้ เพราะอุปกรณ์เวทย์มนต์แต่ละชนิดนั้นต้องอาศัยพลังเวทย์ที่ตรงกับสายของผู้ใช้ แต่ผมยังใช้เวทย์มนต์ไม่ได้สักสาย

                ในที่สุดเมื่อถึงเวลา อลิเซียก็พาผมไปยังทุ่งหญ้าที่ชายป่า ซึ่งนามิยืนรออยู่แล้ว

                “ตามมา” เธอพูดแค่นั้น ก่อนจะพาผมเดินเข้าไปในป่า

                หญ้าที่นี่นุ่มราวกับพรม ผืนป่าโปร่งโล่งมีแดดส่องทั่วถึง สังเกตดีๆ จะเห็นว่าต้นไม้นานาพันธุ์ขึ้นเรียงกันอย่างเป็นระเบียบพอดี ไม่ชิดกันเกินไป ไม่ห่างกันเกินไป ทำให้ทิวทัศน์ภายในป่าร่มรื่นและงดงาม

                "ที่นี่เป็นป่าที่เธอกับฟริกก้าเพิ่งสู้กันเมื่อเช้านี้เหรอ" ผมเอ่ยขึ้น

                "ใช่"

                "แล้วเอ่อ... ไม่ใช่ว่าถูกฟริกก้าโค่นราบไปหมดแล้วเรอะ"

                "พลังของคริสตัล..." นามิว่า "แสงสีฟ้านั้นช่วยฟื้นฟูและหล่อเลี้ยงทุกชีวิตในศาสนจักรฯ"

                สักพักหนึ่งเราก็เดินมาถึงโขดหินใหญ่ติดกับลำธารที่มีน้ำใสไหลเย็น

                “นั่งก่อนสิ” นามิหันมาสบตาผม “สิ่งที่ข้าจะสอนเจ้าไม่ใช่เวทย์มนต์ แต่เป็นการลับสัมผัส"

                ผมนั่งขัดสมาธิลงกับโขดหิน แล้วเธอก็พูดต่อ

                "หลับตา"

                ผมหลับตาลงแล้วทุกอย่างก็มืดมิด

                เอ... นามิจะให้ผมทำอะไรต่อนะ

                ทันใดนั้นเอง! จู่ๆ ผมก็ขนลุกซู่จนสั่นสะท้านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับถูกสัตว์ร้ายจ้องจะขย้ำ!

                ผมผวาลืมตาขึ้นมา พบว่าเบื้องหน้ามีเพียงสาวน้อยผมสีม่วงในชุดกิโมโนนั่งคุกเข่าจ้องผมอยู่
... อย่าบอกนะว่าความรู้สึกเมื่อกี้มาจากนามิ!

                ชักเริ่มรู้สึกว่าคุณเธอน่ากลัวกว่าฟริกก้าเสียอีก...

                "เมื่อครู่นี้คือจิตสังหาร..." ดวงตากลมโตคู่นั้นยังคงจ้องมาที่ผม "นี่เป็นแค่ตัวอย่างคลื่นจิตชนิดหนึ่ง... จากนี้เจ้าจะต้องลับสัมผัสให้ไว และแยกแยะคลื่นจิตแต่ละชนิดให้ออก สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับเจ้าในการต่อสู้"

                ลมเย็นๆ พัดมาวูบหนึ่ง

                แล้วบรรยากาศรอบตัวผมก็เปลี่ยนไป ภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉยของนามิ ผมสัมผัสได้ถึงจิตอันสงบนิ่งดุจผิวน้ำที่เรียบสนิทไร้ระลอกคลื่น

                “เอาล่ะหลับตาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ต้องคิดอะไร" น้ำเสียงของนามิคล้ายดั่งกระแสลมเย็นที่พัดเข้ามาในใจ ทำให้ผมคล้อยตามไปกับคำพูดของเธอ

                "ทิ้งความคิดที่ว่าเจ้าเป็นใครไปเสีย เปิดใจให้กว้าง สัมผัสเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นตรงหน้า"

                ท่ามกลางความสงัดนั้น ผมได้ยินเสียงน้ำไหล ในไม่ช้าเสียงนั้นก็ผันไปเป็นหยดน้ำ... จากหยดน้ำก็กลายเป็นสายน้ำชโลมกายใจผมจนชุ่มชื่น

                "คราวนี้ลองสัมผัสดู สายลมกำลังกระซิบบอกอะไรกับเจ้า สายน้ำกำลังขับร้องสิ่งใด ต้นไม้ใบหญ้ากำลังร่ายรำเช่นไร..."

                ผมส่งใจไปตามถ้อยคำเหล่านั้น จนกระทั่งตัวตนของผมเริ่มเบาบางลง ความรู้สึกที่ร่างกายและแขนขาค่อยๆ หายไป แต่ใจของผมกลับแผ่กว้างออก ราวกับว่าผมได้กลายเป็นแก้วกลวงใสปล่อยให้ท่วงทำนองของผืนป่าผ่านเข้าออกระลอกแล้วระลอกเล่า

                ผมเห็นหมู่แมกไม้ไหวไปมาทั่วป่า ได้ยินเสียงน้ำในลำธารจบทั้งสาย แล้วสัมผัสก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เสมือนคนอยู่ในความมืด พอออกมาเจอแสงสว่าง แล้วตาก็ค่อยๆ ชินกับแสง

                พอเริ่มจะคุ้นกับสภาพเช่นนี้แล้ว ผมก็ได้ยินเสียงเรียก

                "เอาล่ะ ค่อยๆ ลืมตาขึ้น"

                ผมลืมตาขึ้นอย่างว่าง่าย ทันใดนั้นเหน็บก็กินขาทันที

                "เจ้านั่งมาหนึ่งชั่วโมงแล้ว" นามิยังนั่งคุกเข่าอยู่ที่เดิม จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเธอนั่งอยู่อย่างนี้ตลอดหนึ่งชั่วโมงเลยหรือเปล่า

                "ทำได้ดีนะสำหรับครั้งแรก ตอนที่เจ้าเล็งศรไปยังหัวใจรุงนีร์ก็เหมือนกัน ดูเหมือนเซนส์ด้านจิตสัมผัสของเจ้าจะไวเช่นเดียวกับท่านไวส์"

                "แม่ของฉันน่ะเหรอ"

                นามิพยักหน้า

                "จงเปิดใจสัมผัสท่วงทำนองแห่งจักรวาล เมื่อใดที่พรมแดนระหว่างเจ้ากับสิ่งอื่นหายไป เจ้าจะเป็นหนึ่งเดียวกับโลก แม้ในท่ามกลางสมรภูมิก็จะรับรู้กระแสความเป็นไปทั้งมวล เฉกเช่นที่รับรู้ความเคลื่อนไหวของแขนขาตนเอง"

                "นี่คือสิ่งที่ท่านไวส์สอนข้าเมื่อ 8 ปีก่อน" นามิพูดกับผม แต่แววตากลับมองออกไปไกล ในดวงตาของเธอมีความรู้สึกหลายอย่างซ้อนทับกันอยู่

                ชั่วขณะนั้น ใจของผมก็สั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเช่นกัน

                ท่านไวส์... คุณแม่ในอีกด้านหนึ่งที่ผมไม่เคยเห็นเป็นยังไงกันนะ

                จากนั้นนามิก็สอนศิลปะการต่อสู้อื่นๆ ให้ผม พอหมดเวลา อลิเซียก็มารับผมกลับที่พัก

                เมื่ออลิเซียจากไป ผมก็ล้มตัวลงกับเตียง

                แล้ววันแรกที่ดินแดนแห่งเทพกรณัมจบลง... ปวดแขน ปวดขา ปวดขมอง มึนตึ๊บ พอแค่นี้แหละ... ขอนอนก่อนละกัน . . .

                . . .

                ผมวูบไปนานเท่าไรไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีก็มีเสียงเปิดประตูดังโครม

                "กฤษณ์ ได้เวลาฝึกเวทย์มนต์แล้ว!" เสียงห้าวๆ ที่ดังราวกับฟ้าร้องทำเอาผมสะดุ้งโหยง

                ฟริกก้า...!

                "น..นี่เพิ่งจะตีสี่เองไม่ใช่เรอะ" ผมเหลือบมองนาฬิกา

                "คนที่นี่เขาไม่นอนกันนานหรอก เอาล่ะไปได้แล้ว วันนี้ข้าเตรียมเมนูการฝึกไว้เพียบเลย" ฟริกก้าหัวเราะพลางเดินเข้ามาลากผมออกจากเตียง

                "เฮ่ฟริกก้า! อย่างน้อยก็ขอเปลี่ยนชุดก๊อนนน----!!!"



************ ************ ************



                แล้วการฝึกหฤโหดก็ดำเนินต่อไปจนกระทั่งวันสุดท้าย ในที่สุดผมก็สามารถเพ่งธาตุไฟไว้ที่มือจนอุ่นกาแฟให้ร้อนได้ อืม... ดูมีประโยชน์มากเลย

                หลังจากการฝึกเสร็จสิ้น ผมก็ออกมาเดินเล่นในเมือง เพราะขืนให้นั่งอยู่เฉยๆ คงได้จิตตกคิดถึงวันประลองแหง

                จนแล้วจนรอดผมก็ยังใช้เวทย์มนต์อะไรไม่ได้เลย แล้วนี่วันประลอง ผมไม่กลายเป็นเป้านิ่งให้อลิเซียถลุงเล่นเรอะ...

                พอกันที! เวทย์มนต์อะไรก็ไม่รู้ ทำไมถึงยากงี้ฟระ ผมแค่มาตามหาแม่เท่านั้นเอง มีจอมเวทย์ระดับพระกาฬอย่างอลิเซีย ฟริกก้า นามิอยู่ด้วยทั้งคน ยังต้องกลัวอะไรอีก พรุ่งนี้รีบๆ ยอมแพ้ซะก็หมดเรื่อง!

                ขณะนั้นเองเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น

                "กำลังคิดอะไรไม่เข้าท่าอีกแล้วสินะ"

                เมื่อผมหันไปก็เป็นอย่างที่คิด

                เจ้าเขียว...!

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่อไปคร้าบ ^^


58 ความคิดเห็น