Divine Epic (มหากาพย์เทพประยุทธ์)

ตอนที่ 5 : ตัดสินใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 588
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 มิ.ย. 53


                 . . . . ."พวกเราแฟรี่ขอมอบคันศรที่ทำจากพฤษชาติแห่งชีวิตแก่เธอ"

                 "พวกเราโนมขอมอบลูกศรทองคำที่ทำจากสินแรที่ดีที่สุดให้แก่เจ้า"
. . . . .



                 เมื่อมีธนูอยู่ในมือ ผมก็ลุกขึ้นง้างคันศรเล็งไปยังยักษ์หินรุงนีร์ ท่ามกลางพายุก้อนหินที่ถาโถมเข้าใส่พวกเรา เป้าหมายคือหัวใจแห่งรุงนีร์!

                 ง่า..แล้วมันอยู่ตรงไหนล่ะ...

                “เจ้าโง่เอ๊ย... หลับตาซะ” อีกครั้งหนึ่งที่เสียงของเจ้าเขียวดังขึ้นในหัวผม

                “สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ผ่อนลมหายใจสบายๆ แล้วรวบสมาธิไว้ที่กลางหน้าผาก”

                ผมทำตามที่เจ้าเขียวว่า สักพักหนึ่งก็เห็นนิมิตรเป็นแสงสีขาวกำลังพุ่งไปรวมตัวกันที่จุดๆ หนึ่ง ณ จุดที่มีแสงสีขาวพุ่งไปรวมตัวกันนั้น มีหินก้อนหนึ่งที่มีสัญลักษณ์สามง่ามอยู่ด้วย

                ผมเล็งไปที่หินก้อนนั้นแล้วปล่อยลูกธนูทันที!

                ทันใดนั้น ลูกศรที่ผมปล่อยออกไปก็กลายเป็นแสงสีทองพุ่งเป็นเส้นตรงไปยังเป้าหมาย ทะลุโล่เจ้ายักษ์นั่น แทรกผ่านช่องว่างระหว่างลำตัวทะลุทางแผ่นหลังของเจ้ายักษ์แล้วพุ่งทะยานต่อไปจนลับฟ้า

                 เกิดเสียงดัง เปรี้ยง ประหนึ่งมีสายฟ้าฟาดจากภายในร่างของรุงนีร์ เจ้ายักษ์หินหยุดการโจมตีและทรุดตัวลงร้องลั่นอย่างทรมาน



                 "อ๊ากกกกก!!!"



                 เสียงร้องโหยหวนดังกึกก้องไปทุกสารทิศ ร่างของมันเริ่มร่อนกระเทาะออกจากกัน ทันใดนั้นมันก็ชันกายลุกขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับจ้องมาที่ผมด้วยแววตาเดือดดาล!



                
"แก-----!!! ตายะซะ!!"



                 เจ้ายักษ์นั่นพุ่งเข้ามาหมายจะกระทืบพวกผมให้แหลกคาเท้า นามิหิ้วปีกผมกระโจนพรวดเดียวหลบไปอยู่ในซอกหลืบของตึกสูงห่างจากโรงเรียน ในขณะที่อลิเซียคว้าร่างของอ.ฉัตรชัยกระโดดฉีกออกข้าง ก่อนจะตามมาสมทบทีหลัง

                 "หายไปไหนกันหมดเจ้าพวกมดปลวก! ออกมาให้ข้าฆ่าซะดีๆ!!"

                 เจ้ายักษ์กู่ร้องอย่างกราดเกรี้ยว ขณะที่มองหาพวกเรา

                 "ข้าอยู่นี่แล้ว!" ในตอนนั้นเอง ฟริกกก้าก็พุ่งพรวดขึ้นมายืนบนดาดฟ้าของตึกสูง ใกล้ๆ กับที่ๆ พวกผมอยู่

                 "เมื่อกี้นี้บังอาจนักนะ ต้องตอบแทนซักหน่อยแล้ว!" ฟริกก้าพูดพลางใช้นิ้วปัดเลือดที่ไหลลงมาที่ตา

                 "นามิ!" ฟริกก้าเรียก

                 แล้วนามิก็กระโดดออกจากซอกหลืบ ถีบตัวชิ่งไปมากับตึกข้างๆ ขึ้นไปหาฟริกก้าที่อยู่บนดาดฟ้า

                 "ข้าแต่เทพธอร์ผู้ทรงฤทธานุภาพเหนือเทพเจ้าทั้งปวงในเทวสถานแอสการ์ด..."

                ฟริกก้าเริ่มท่องมนต์บางอย่าง พร้อมกันนั้นก็มีวงเวทย์สีฟ้าขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนดาดฟ้าของตึก บนท้องฟ้าเริ่มมีเมฆดำปกคลุม และเกิดประกายฟ้าแลบแปล๊บปล๊าบ

                 "คิดว่าข้าจะให้เวลาเจ้าได้ร่ายเวทย์จบเรอะ!" รุงนีร์ ทุบกำปั้นลงกับพื้นทำให้ธรณีแยกออกจากกันจนตึกที่ฟริกก้ายืนอยู่ถล่มลงมา แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะฟริกก้ายังคงท่องมนต์ต่อไปทั้งๆ กำลังลอยอยู่กลางอากาศ

                 การโจมตีของรุงนีร์ก็ไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เจ้ายักษ์พุ่งหินลับมีดขนาดใหญ่นับสิบก้อนเข้าใส่ฟริกก้าที่เป็นเป้านิ่ง!

                 แต่ก่อนหน้าที่ตึกจะถล่มลงมานั้น นามิได้ถีบตัวกระโดดเข้ามาคั่นกลางระหว่างฟริกก้าและฮรุงนีร์พอดี

                 "เพลงดาบฮิเมะมุระซากิ... ทวยเทพร่ายรำ"

                 เธอชักดาบฟันหินลับมีดเหล่านั้นด้วยท่วงท่าอันงดงามประดุจร่ายรำ ทำเอาผมถึงกับมองจนลืมหายใจ พริบตาเดียวหินลับมีดเหล่านั้นก็กลายเป็นเศษหินร่วงลงกับพื้น โดยไม่มีสะเก็ดสักก้อนกระเด็นไปถูกตัวฟริกก้า

                “อิๆ ฟริกก้านี่ล่ะก็” จู่ๆ อลิเซียซึ่งดูการต่อสู้อยู่ข้างๆ ผมก็หัวเราะขึ้นมา

                “ทำไมเหรอ...”

                "ปกติฟริกก้าจะชอบสู้แนวหน้า ทั้งที่ตัวเองมีเวทย์โจมตีที่ทรงพลังกว่าใครแท้ๆ ส่วนนามิก็ถนัดสู้ประชิดตัวชนิดหาตัวจับยาก ฉะนั้นถ้าสองคนนี้จับคู่กันโดยให้นามิออกหน้า แล้วฟริกก้าถอยไปร่ายเวทย์ละก็ เรียกได้ว่าไร้เทียมทานเลยล่ะ"

                ท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน อลิเซียกลับพูดด้วยสีหน้าปกติ ราวกับกำลังคุยเรื่องละครหลังข่าว

                ในตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่า อีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า ผมจะได้ประจักษ์สิ่งที่อลิเซียพูดอย่างซาบซึ้งถึงทรวงเลยทีเดียว...

                 "ขออำนาจแห่งสายฟ้าของท่านซึ่งกำราบเหล่ายักษ์แห่งโยทุนไฮม์มาแล้วนับพัน จงพิฆาตศัตรูแห่งข้าให้พินาศราพณาสูรเฉกเช่นกัน!"

                 ขณะนั้นเองฟริกก้าก็ร่ายมนต์จบพอดี ผมรู้สึกได้ถึงพลังอันมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ในวงเวทย์สีฟ้านั่น เธอชูมือขวาซึ่งมีประกายสายไฟเปรี๊ยะๆ ขึ้นเหนือหัว ก่อนจะวาดแขนฟาดลงมา



                 "ค้อนอัสนีบาตมีโอลนีร์!!"



                 ทันใดนั้นก็เกิดประกายแสงเจิดจ้าสว่างวาบไปทั่วฟ้า ก่อนที่จะมีสายฟ้าขนาดใหญ่ฟาดลงมากลางหัวของรุงนีร์!

                 เสียงสายฟ้ากัมปนาทกึกก้อง เจ้ายักษ์ยกโล่ขึ้นป้องแต่อัสนีบาตนั้นก็บดขยี้โล่หินแหลกเป็นผุยผงไปพร้อมๆ กับร่างของมัน

                 เพียงพริบตาเดียวร่างของเจ้ายักษ์นั่นก็ถูกป่นเป็นผงละเอียดเท่าเม็ดทราย ไม่มีโอกาสได้ร้องคำรามอีก

                “หึ! ก็แค่นี้แหละ!” ฟริกก้าเชิดหน้าพลางเอามือเสยผมสีฟ้าของเธอพริ้วสยาย

                ผมอ้าปากค้าง ขณะที่อลิเซียและนามิทำหน้าเฉยๆ ไม่ได้ตกใจอะไร...


                ทูตจากดินแดนแห่งเทพปกรณัม... ดูถูกไม่ได้เลยจริงๆ!!

                นี่ถ้าฟริกก้าใช้เวทย์นี้ตั้งแต่แรก ร่างของรุงนีร์คงกระจุยไปพร้อมๆ กับหัวใจของมันแล้ว . . .



                “อ่ะแฮ่ม”

                 ในตอนนั้นเอง ผมก็ได้ยินเสียงกระแอม เมื่อผมหันไปก็เห็นอ.ฉัตรชัยลุกขึ้นมานั่ง

                “ครูฉัตรชัย! ไม่เป็นไรแล้วเหรอครับ!!”

                “อืม... สาวน้อยคนนี้เขาช่วยรักษาให้ตั้งแต่ต้นแล้ว”

                 อ.ฉัตรชัยหันไปทางอลิเซีย

                “ขอโทษนะกฤษณ์ ฉันแอบกระซิบขอให้ครูร่วมมือกันเล่นละครหลอกเธอ เพื่อกระตุ้นเธอเองแหละ” อลิเซียทำเสียงอ่อยพูดกับผม

                “ฮะๆๆๆ ยังงั้นหรอกเรอะ” แทนที่จะโกรธอลิเซีย ผมกลับรู้สึกอยากหัวเราะออกมาดังๆ ฮะๆๆๆ! อ.ฉัตรชัยยังไม่ตาย!! อ.ฉัตรยังมีชีวิตอยู่!!!

                เมื่อความตึงเครียดผ่านพ้นไป จู่ๆ เรี่ยวแรงของผมก็หดหาย และสติก็ค่อยๆ พล่าเลือนอีกครั้ง...

... ... ...

 

                “กฤษณ์... กฤษณ์...”

                เมื่อผมลืมตาขึ้นมาก็พบตัวเองนอนอยู่ในห้องเรียน และได้ยินเสียงอ.ฉัตรชัยเรียกผม

                “ครูฉัตรชัย!”

                ผมลุกขึ้นมานั่ง... จริงสินะ หรือว่าเรื่องเมื่อกี้เป็นความฝัน

                แล้วผมก็เปลี่ยนความคิดเมื่อเห็นเสื้อเชิ้ตที่ถูกย้อมเป็นสีแดงฉานของอ.ฉัตรชัย กับซากปรักหักพังตรงทางเข้าห้องเรียน

                “เอ่อ.. แล้วแผลของครู"

                อ.ฉัตรชัยพยักหน้า "แม่หนูซิสเตอร์เขารักษาให้ครู แล้วก็เพิ่งออกไปเมื่อกี้”

                งั้น... ทั้งหมดนั่นก็ไม่ใช่ความฝันสินะ... ทั้งเจ้ายักษ์นั่น ทั้งการต่อสู้ที่เหลือเชื่อนั่น และรวมถึงพลังของผม...

                ผมยกมือซ้ายขึ้นมา รู้สึกได้ถึงสัมผัสตอนที่ผมกำชับคันธนูไว้มั่น ก่อนจะปล่อยลูกศรออกไป

                “สาวน้อยคนนั้นเขาฝากครูบอกเธอด้วยว่า คืนนี้ตอนเที่ยงคืนพวกเขาจะไปหาเธอ แล้วจะขอคำตอบจากเธออีกครั้ง”

                 คำตอบ... หมายถึงเรื่องที่จะพาผมไปยังดินแดนเทพปกรณัมเหรอ แต่ว่าผมยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับดินแดนแห่งนั้นเลย แล้วถ้าผมไปก็ต้องขาดเรียนด้วยสินะ...

                 "เอ่อ.. แล้วเขายังฝากบอกอีกว่า คุณแม่ของเธออาจจะยังมีชีวิตอยู่ก็ได้"

                 "ครูว่าอะไรนะครับ!?"

                 คำพูดของอ.ฉัตรชัยทำให้ผมลืมเรื่องอื่นๆ ไปทันที อะไรนะ! คุณแม่ยังไม่ตายเรอะ!?

                 อ.ฉัตรชัยยิ้มแล้วลูบหัวผม

                “ครูก็ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอหรอกนะ แต่จากนี้ไปไม่ว่าเธอจะเจอเรื่องอะไร ขอให้เธอเผชิญหน้ากับมันด้วยความใฝ่รู้แบบเด็กๆ ที่ยังไม่มีอคติและเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจเถอะ ในเมื่อเธอมีโอกาสได้เห็นโลกที่แตกต่างไปจากคนอื่นก็จงสนุกกับมันและเรียนรู้จากมันให้เต็มที่ จะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง”

                 เหมือนความรู้สึกนึกคิดของอ.ฉัตรชัยได้ถ่ายทอดมาถึงใจของผม จนหัวใจพองโตและสั่นวูบวาบอยู่ในอก ยิ่งคิดถึงชั่วขณะที่ผมยิงลูกธนูนั่น ก็รู้สึกเนื้อเต้นแทบห้ามความรู้สึกตัวเองไว้ไม่อยู่

                “ขอบคุณครับ!” ผมนึกคำพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ประนมไหว้อ.ฉัตรชัยด้วยความรู้สึกที่เต็มตื้น

                “ดี! แววตาอย่างงั้นแหละ อย่าลืมความรู้สึกนี้ซะล่ะ”

                 แล้วผมก็เดินลงมาจากอาคารเรียน อ.ฉัตรชัยบอกให้ผมกลับไปก่อน ไว้เขาจะหาวิธีอธิบายเรื่องที่ทางเข้าห้องเรียนพังกับทางครูใหญ่เอง
 
                เมื่อเดินออกมานอกโรงเรียนผมก็ได้พบเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

                “อลิสา!”

                 ไม่สิ... ไม่ใช่แค่อลิสา ยังมีเจ้าโย และเพื่อนๆ ในห้องอีกหลายคน

                “ทำไมทุกคนถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ!” ผมอุทาน

                “ก็หลังจากออกจากห้องพยาบาล ฉันก็เห็นเธอมีท่าทีแปลกๆ น่ะสิ เลยว่าจะมารอเธออยู่ตรงนี้ แต่รู้สึกเหมือนเพื่อนๆ ในห้องจะคิดแบบเดียวกัน” อลิสาพูดขึ้นก่อน

                “จู่ๆ ฉันก็รู้สึกตะหงิดใจขึ้นมาน่ะสิ เหมือนลืมเรื่องสำคัญอะไรไปสักอย่าง” เจ้าโยว่า

                “ที่จริงฉันก็ไม่อยากจะยอมรับหรอกนะ แต่พอคุยกันแล้ว ทุกคนก็บอกตรงกันว่าพวกเราฝันเห็นนายปกป้องพวกเราจากยัยปีศาจนั่น...” เจตน์บุ้ยปาก

                “แล้วพอพวกเรามารอนายอยู่หน้าโรงเรียน ก็ได้เห็นสิ่งที่เหลือเชื่อเข้า...” เพื่อนอีกคนเสริมขึ้น

                “เฮ่ๆ นี่ทุกคนพูดเรื่องอะไรน่ะ...” ผมรีบปฏิเสธ

                “ไม่ต้องมาทำไก๋ ตอนนั้นมีเด็กผู้หญิงผมสีม่วงพาพวกเราออกห่างจากโรงเรียนก็จริง แต่ฉันก็เห็นนะ ตอนที่นายยิงศรใส่เจ้าอสูรกายนั่น” เจ้าโยแทรกขึ้น

                “เอาเป็นว่า เธอต้องไปกับพวกเขาใช่ไหม ไปยังดินแดนแห่งเทพปกรณัมอะไรนั่น” อลิสาพูดกับผม

                “เอ่อ... คือฉันยังไม่ได้ตัดสินใจ”

                “ตั้งแต่น้าวิชญาเสียไป กฤษณ์ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย แต่กฤษณ์รู้ไหมว่าตอนที่เธอลุกขึ้นเล็งธนูไปทางยักษ์นั่น เธอดูมีชีวิตชีวามากเลย... ราวกับว่าตัวเธอเมื่อตอนเด็กได้กลับมาอีกครั้ง”

                “แต่ว่า...”

                ทันใดนั้นอลิสาก็โผเข้ามากอดผม และอะไรบางอย่างที่นุ่มนิ่มก็สัมผัสกับแก้มของผม...!

                “ไปเถอะกฤษณ์.. ไปเพื่อค้นหาตัวเอง”

                “วิ้ววว--! ยังงี้ไม่กลับมาไม่ได้แล้วนะเว้ย!” เจ้าโยและเพื่อนๆ พากันโห่ร้อง

                ม... ไม่จริง เมื่อกี้นี้มัน รึว่า...!

                "อ... อลิสา!" ผมเรียกเธอ แต่รู้สึกตัวอีกทีเธอก็วิ่งหนีไปหลบอยู่หลังกลุ่มเพื่อนเสียแล้ว

                 ใบหน้าของผมร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรง อ... อ... อ... อลิสาหอมแก้มผม! (ปกติผู้ชายต้องเป็นฝ่ายหอมแก้มผู้หญิงไม่ใช่เรอะ... เฮ่ย! แต่นั่นมันใช่ปัญหาที่ไหนกันเล่า!!)

... ... ...

 

                เวลาผ่านไปจนกระทั่งพลบค่ำ คืนนั้นหลังจากทานข้าวเย็นเสร็จและกำลังเก็บจานชามไปล้างอยู่นั้น ผมก็พูดกับพ่อ

                “พ่อครับ... ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”

                "หือ" พ่อซึ่งกำลังนั่งเอนหลังพิงโซฟาดูข่าวภาคค่ำอยู่หันมามองผม

                "ได้สิ"

                 หลังจากล้างจานเสร็จแล้วผมกับพ่อจึงนั่งคุยกันที่โต๊ะกินข้าว

                “คือว่า.... เรื่องคุณแม่...” ผมเอ่ยขึ้น “คุณแม่ตายในอุบัติเหตุเครื่องบินตกจริงรึเปล่าครับ”

                 คุณพ่อซึ่งปกติจะมีสีหน้าสบายๆ เปลี่ยนไปทำหน้าจริงจัง ผมจำได้ว่าเคยเห็นใบหน้าแบบนี้ของท่านครั้งสุดท้ายก็ตอนที่ท่านบอกกับผมว่าคุณแม่จากไปแล้ว

                 "ลูกรู้แล้วเหรอ"

                 "คุณแม่... ยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหมครับ"

                 คุณพ่อไม่ตอบคำถามทันที แต่วางมือทั้งข้างลงบนโต๊ะ แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะค่อยๆ ระบายออกมาช้าๆ

                “วันนั้นเมื่อ 8 ปีก่อน แม่ไม่ได้ขึ้นเครื่องบินไปประเทศทางยุโรปอย่างที่พ่อบอกหรอก... แม่เขาบอกพ่อแค่ว่ามีธุระสำคัญ และหากไม่กลับมาภายในหนึ่งอาทิตย์ให้บอกกฤษณ์ด้วยว่าแม่ตายแล้ว...”

                “ถ้างั้น...”

                “พ่อก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่รึเปล่า... แต่ถ้าแม่ยังไม่ตายจริงๆ ก็ต้องตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถทำอะไรได้ถึงได้ไม่กลับมาหาพวกเราเลยจนถึงบัดนี้”

                 ผมเห็นแววตาของพ่อซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเปลี่ยนไป แววตาของพ่อในตอนนี้บอกให้รู้ว่าก็ท่านคิดถึงคุณแม่ไม่น้อยไปกว่าผมเลย

                “พ่อรู้ตั้งแต่วันแรกที่ได้พบแม่แล้วว่าเธอไม่ใช่คนบนโลกนี้... และคิดไว้แล้ววันหนึ่งลูกก็จะต้องรู้ความจริง”

                 คำพูดของท่านทำให้ภาพคุณพ่อที่ผมรู้จักเปลี่ยนไป ที่แท้พ่อก็รู้มาตลอด แต่ปิดเงียบไว้ ภายใต้สีหน้าสบายๆ ที่เหมือนคนไม่คิดมากนั้น ผมไม่รู้เลยว่าที่จริงคุณพ่อได้ซ่อนความรู้สึกอะไรไว้บ้าง

                 "พ่อครับ... คืนนี้ผมจะไปยังโลกที่แม่อยู่... ไปเพื่อค้นหาแม่ และค้นหาตัวเองด้วย" ในที่สุดผมก็ตัดสินใจพูดกับพ่อตรงๆ

                 คุณพ่อยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

                 "ไปเถอะ เพื่อตัวของลูกเอง..."



เวลาเที่ยงคืน...

 

                ผมกำลังง่วนอยู่กับการจัดกระเป๋า เอ... ที่ดินแดนแห่งเทพปกรณัมจะมีแปรงสีฟัน ยาสีฟันขายไหมน้า อ๊ะ! ต้องไม่ลืมเอาที่ตัดเล็บไปด้วย

                 ทันใดนั้นเองก็มีวงเวทย์สีขาวนวลปรากฏขึ้นที่พื้นห้อง

                “สวัสดีจ้ะ พวกเรามาขอคำตอบจากเธออีกครั้ง” สาวน้อยทั้งสามที่ผมคุ้นหน้าดีโผล่ออกมาจากวงเวทย์นั้น

                อลิเซีย... สาวน้อยผมสีทองตาสีฟ้า ในชุดซิสเตอร์สีน้ำเงิน ที่มีใบหน้าอ่อนโยน

                ฟริกก้า... สาวน้อยผมสีฟ้า ในชุดเกราะสีเงิน ที่มีแววตาฮึกเหิมอยู่ตลอดเวลา...

                และนามิ... สาวน้อยผมสีม่วงผูกโบว์สีแดง ในชุดมิโกะ ที่มีใบหน้าเรียบเฉย

                “พร้อมแล้วใช่ไหม”

                ไม่ทันที่ผมจะตอบอะไร นามิซึ่งมองตาผมอยู่ก็พูดขึ้นก่อน

                “ใช่! ฉันพร้อมแล้ว..ที่จะเผชิญหน้ากับชะตากรรมของตัวเอง”

                 ผมตอบหนักแน่น

                “มันต้องอย่างงี้สิ!”

                 ฟริกก้าชกฝ่ามือของตัวเอง

                 อลิเซียยิ้ม

                “ถ้างั้นก็ไปกันเลย กฤษณ์..เข้ามาในวงเวทย์สิ”



                "อ๊ะ! เดี๋ยวก่อน"

                ผมชะงักเพราะนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

                "อะไร!" ฟริกก้าว่า

                "ลืมหยิบผ้าขนหนู" แล้วก็ยังไม่ได้เปลี่ยนชุดด้วย...

                "ดินแดนแห่งเทพปกรณัมไม่ใช่สถานที่ปิกนิกนะ! เจ้าบ้า!!"

                ฟริกก้าเข้ามาคว้าคอเสื้อผมลากเข้าไปในวงเวทย์ โดยไม่ให้โอกาสผมได้หยิบแม้กระทั่งกระเป๋าสัมภาระซึ่งอุตส่าห์นั่งจัดอยู่เกือบสามชั่วโมง

                "พี่อลิเซีย ไปกันได้แล้ว!"

                "จ้ะ"

                "เดี๋ยวก๊อนนน-----!!"

                สรุปแล้วผมก็เลยต้องไปดินแดนแห่งเทพปกรณัมทั้งๆ ชุดนอน โดยไม่มีอะไรติดตัวไปเลยด้วยประการฉะนี้ (จะรอดไหมเนี่ย!?)

---------------------------------------------------------------------------------------------------------


โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ^^

58 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 13 มิถุนายน 2553 / 18:34
    โดยไม่มีอะไรเลย  ว้าก!!!!~ แล้วจะใส่อะไร!!
    #23
    0
  2. #17 focus (@focus2374) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2553 / 09:45

    กกน.ก็ไม่เอาไปเหรอ ใส่ไรเนี่ย...

    #17
    0
  3. #11 โซฟีไร้ปีก (@skawalkza) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2553 / 19:30
    แหล่มเลยยยยยยยยยย
    #11
    0