Divine Epic (มหากาพย์เทพประยุทธ์)

ตอนที่ 30 : รัตนธนู

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 99
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ต.ค. 53


                “เอาล่ะ บุกเข้าไปเจ้าพวกกระหายเลือดทั้งหลาย”

                เมื่อสิ้นเสี้ยนหนามคอยขัดขวาง นิมะเวจึงสั่งเหล่าอสูรกายรุกคืบเข้าไปในในอาณาเขตของวูดแลนด์ หมู่แมกไม้ล้มครืนเป็นแถบๆ ราวกับถูกเปลวเพลิงสีแดงฉานกลืนกิน สิงสาราสัตว์น้อยใหญ่ในชายป่าวิ่งหนีตายกันอย่างอลม่าน

 

                “รูนแอ็ค - กิกันติกฟอร์ม!!!”



                ทันใดนั้นก็มีขวานขนาดมหึมาฟาดลงมาที่แนวหน้าของทัพอสูร เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ เหล่าปีศาจซึ่งกำลังหึกเหิมถึงกับ เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ ขนาดใหญ่หยุดชะงัก

                “พอแค่นั้นแหละ! ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าเข้าข้ามหลุมนี้ไปได้เด็ดขาด” เสียงฟริกก้ากึกก้องดุจอัสนีบาต

                นักรบสาวแห่งนอร์ธการ์ด ล่วงหน้ามาก่อนด้วยความลิงโลดใจ เมื่อได้เห็นทัพอสูรขนาดมหึมาด้วยตาตัวเอง เลือดชาวไวกิ้งในตัวก็เดือดพล่านจนเนื้อเต้น

                ทันใดนั้นเธอก็เปลี่ยนอาภรณ์เป็นวัลคีรีโหมด โบยบินขึ้นฟ้าแล้วเริ่มร่ายมนต์

                “ข้าแต่ดีแลนบุตรแห่งปวงคลื่นในท้องสมุทรอันกว้างใหญ่ โปรดจงอำนวยมหานทีกลืนกินอริแห่งข้าให้สูญสิ้น”

                วงเวทย์ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นกลางนภาพร้อมเสียงครืนๆ มาแต่ไกล พลันก็บังเกิดคลื่นยักษ์สูงเสียดฟ้าไหลบ่าเข้าใส่ฝูงอสูร



                “ไรซิ่งไทด์!!!”



                คลื่นยักษ์ม้วนตลบกลบอสูรน้อยใหญ่หายไปกับสายน้ำเชี่ยว พร้อมดับเปลวเพลิงแดงฉานที่ลุกไหม้ชายป่า

 

                ในตอนนั้นเอง กฤษณ์และกองทัพวูดแลนด์ซึ่งนำโดยราชินีไททาเนียก็ตามมาถึง

                นิมะเวยิ้ม มองฟริกก้าและกองทัพวูดแลนด์อย่างไม่เกรงกลัว

                “อ้าวท่านไททาเนีย เพิ่งจะหายจากพิษร้ายไม่ใช่หรือ ไม่น่าต้องฝืนตัวเองมาถึงที่นี่เลย”

                “ข้าแข็งแรงดีแล้ว ไม่สิแข็งแรงยิ่งกว่าที่เคยด้วย” ราชินีตอบกลับไปอย่างเด็ดเดี่ยว แม้จะทนทรมานเพราะพิษร้ายมานานหลายปี แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกแข็งแรงยิ่งกว่าที่เคย

                เพราะนี่คือชีวิตที่ราชาโอบีรอนผู้เป็นที่รักได้พลีชีพปกป้อง

                ชีวิตของข้าไม่ใช่ของข้าเพียงคนเดียว ข้าจะต้องปกป้องอาณาจักรวูดแลนด์ให้ได้... ไททาเนียคิด


                “กฤษณ์ดูนั่น” นามิซึ่งนั่งแฟรี่ดราก้อนมาด้วยกันพูดขึ้น

                “อลิเซีย!”

                ร่างของอลิเซียถูกมนต์ของนิมะเวตรึงอยู่บนฟ้า

                “ข้าจับพลังชีวิตอ่อนๆ จากพี่อลิเซียได้ ไม่ต้องห่วง พี่เขายังไม่ตาย”

                ว่าแล้วนามิก็พาผมกระโดดลงมาจากแฟรี่ดราก้อน

                “จังหวะนี้แหละ ไปช่วยพี่อลิเซียกันเถอะ”

                พูดเสร็จ ผมกับนามิก็วิ่งลัดเลาะตามป่า เพื่อเข้าไปใกล้ๆ อลิเซีย

 

                ทั้งหมดเป็นไปตามแผนที่วางไว้...

                ก่อนที่พวกเราจะเคลื่อนทัพออกมาจากปราสาทอัลเบอร์ทาร์ นามิจับพลังเวทย์ของอลิเซียที่ลดลงฮวบฮาบได้ เลยคิดว่าเธออาจจะพลาดท่าให้นิมะเว จึงให้ฟริกก้าล่วงหน้ามาสกัดทัพอสูรก่อน เพื่อดึงความสนใจของนิมะเว แล้วค่อยหาทางลอบเข้าไปช่วยอลิเซีย

 

                กองทัพเอลฟ์นำโดยไลแซนเดอร์ และมีราชินีไททาเนียเป็นแม่ทัพ กระโจนเข้าโรมรัญ สะกัดทัพอสูรเอาไว้ ในขณะที่ฟริกก้าก็ตีฝ่าเข้าไปประชิดนิมะเวเพื่อช่วยอลิเซีย

                “คืนพี่อลิเซียมานะ!” ฟริกก้ากำชับดาบคู่ ฟาดฟันนิมะเว รุกไล่กันกลางเวหา

                นิมะเวใช้คทาป้องกัน แต่ก็ตามวิถีดาบของรูนวอริเออร์สาวไม่ทัน ต้องหลบหลีกแทบไม่ได้พักหายใจ

                ทันใดนั้นฟริกก้าก็ปัดคทาของนิมะเวออกไปพ้นทาง จนเกิดช่องว่าง

                “เสร็จล่ะ!” ฟริกก้าเงื้อดาบหมายฟาดฟันแม่มดสาว แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อปลายดาบของตัวเองถูกตรึงด้วยกับดักเวทย์มนต์จนหนักอึ้ง

                ที่แท้นิมะเวก็ไม่ได้ถอยร่นเฉยๆ แต่แอบวางเวทย์มนต์สะกดการเคลื่อนไหวไว้เป็นจุดๆ . . . ฟริกก้าหลงเข้ามาอยู่กลางดงกับดักของแม่มดจอมเจ้าเล่ห์โดยไม่รู้ตัว

                “หึๆๆ ใครกันแน่ที่เสร็จ” นิมะเวควงคทา เตรียมร่ายมนต์เผด็จศึกฟริกก้าทันที



                “เพลงดาบฮิเมะมุระซากิ - ดาบผ่าเวหา”



                นามิดีดตัวจากยอดไม้ ฟันกับดักเวทย์มนต์ของนิมะเวเกลี้ยงในกระบวนท่าเดียว

                “เพราะบุ่มบ่ามยังงี้แหละนะ ถึงได้พลาดท่าอยู่เรื่อย” นามิแขวะ

                “โธ่! ถึงเจ้าไม่ช่วย ข้าก็กำลังจะกำจัดกับดักพวกนี้อยู่แล้วเชียว” ฟริกก้าว่า

                การที่นามิกระโดดขึ้นมาช่วยฟริกก้า ทำให้นิมะเวรู้ทันแผนการของพวกกฤษณ์ที่หวังจะช่วยอลิเซีย

                ยิ่งไปกว่านั้น กองทหารเอลฟ์ก็กำลังรุกไล่ทัพอสูรให้ถอยร่นไปทีละนิดๆ

                ในที่สุดแม่มดสาวจึงเปลี่ยนใจ

                “หึๆ ดูเหมือนพวกเจ้าจะแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิดไว้ เห็นทีคราวนี้คงต้องถอยก่อน” แม่มดสาวร่ายมนต์เปิดประตูมิติ และทำท่าจะเข้าไปในนั้นพร้อมกับอลิเซีย

                “เดี๋ยวสินิมะเว!” ฟริกก้าพุ่งเข้าไปช่วยอลิเซีย แต่นิมะเวก็กางข่ายมนต์อันแข็งแกร่งสะกัดเอาไว้ ทำให้ดาบรูนเบลดของฟริกก้าแทงไม่เข้า

                หากเสียเวลาร่ายมนต์รุนแรงก็จะไม่ทันการ...

                “หึๆ ข้าขอตัวสาวน้อยคนนี้ไปก่อนนะ” นิมะเวแสยะยิ้ม

                “อลิเซีย!” ขณะนั้นผมได้แต่ดูเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ข้างล่าง

                โธ่เว้ย! นี่เราช่วยช่วยอะไรไม่ได้เลยหรือไง!!



                “นี่เจ้ามัวทำอะไรอยู่” ทันใดนั้นก็มีเสียงๆ หนึ่งเอ่ยขึ้น

                “เจ้าเขียว!” เป็นอีกครั้งที่เจ้าเขียวปรากฏตัวโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า

                “อาวุธก็มีอยู่ในมือแท้ๆ ทำไมถึงไม่ใช้”

                อาวุธ... ธนูสีทองคันนี้งั้นหรือ

                “แต่ข้ายิงศรเวทย์ได้แค่เดือนละครั้งนี่...”

                “นั่นมันกรณีที่เจ้าใช้อาวุธที่ไม่คุ้นมือมีต่างหาก... แต่ถ้าเป็น รัตนธนู ซึ่งเป็นอาวุธประจำตัวเจ้าละก็ มันจะช่วยแบ่งเบาพลังเวทย์ของเจ้าได้มาก”

                รัตนธนู... สิ่งนี้เป็นอาวุธประจำตัวผมงั้นหรือ

                “แต่พลังทำลายล้างของศรเวทย์มันรุนแรงเกินไป ถ้ายิงใส่นิมะเวตอนนี้ ดีไม่ดีจะโดนอลิเซียเอานะ” ผมว่า

                “ศรเวยท์นั้นมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับวิธีใช้ ลืมไปแล้วหรือว่าเวทย์มนต์เกิดจากจิตใจ หากเจ้าปรารถนาจะช่วยแม่สาวนั่น ศรเวทย์ก็จะมีรูปลักษณ์แตกต่างออกไป”

                ขณะที่ผมกำลังคุยกับเจ้าเขียวอยู่นั้น นิมะเวก็กำลังจะพาอลิเซียหายเข้าไปในประตูมิติ ไม่มีเวลาให้คิดแล้ว เสี่ยงเป็นเสี่ยงล่ะ!!

                “โนม! ขอศรเวทย์” ทันใดนั้นศรทองคำก็ผุดขึ้นมาจากดิน

                ผมง้างคันศรเล็งไปที่อลิเซียโดยไม่ลังเล

                ต้องช่วยให้ได้!!



                ขณะที่ง้างธนูอยู่นั้นผมรู้สึกถึงพลังงานอันมหาศาลที่หนักแน่นดุจหินผาคอยค้ำจุนกายใจของผมไว้ ทันใดนั้นพลังเวทย์ทั้งหมดก็หลั่งไหลไปอยู่ที่คันศรแล้วพุ่งออกไปพร้อมกับลูกธนู

                ในตอนนั้นเองลูกธนูสีทองที่พุ่งออกไป ก็กลายร่างเป็นมังกรขนาดยักษ์ แหวกอากาศทะยานขึ้นไปหาอลิเซีย เกิดเป็นเสียงกัมปนาท

                นิมะเวตกใจ เพราะเธอเอาอลิเซียเป็นโล่กำบังไว้จึงไม่คิดว่าจะมีใครโจมตีเข้ามา

                มังกรสีทองมิได้ทำร้ายใคร มันทะลุข่ายเวทย์อันแข็งแกร่งของแม่มด และโฉบเอาร่างอลิเซียคืนมาในพริบตา

                แม่มดสาวหมายจะชิงตัวอลิเซียคืน แต่ก็โดนฟริกก้าและนามิเข้ามาขวาง จนต้องยอมตัดใจกลับไปมือเปล่า

                ครู่หนึ่งสีหน้าของแม่มดสาวก็กลับมาเป็นปกติ เธอหันมามองผมที่อยู่เบื้องล่าง

                “เจ้าชื่อกฤษณ์ใช่ไหม เป็นคนที่น่าสนใจเหมือนกันนี่” หล่อนหัวเราะก่อนจะหายเข้าไปในประตูมิติ "ฝากไว้ก่อนเถอะ เจ้าพวกจอมเวทย์แห่งศาสนจักรฯ หนี้ครั้งนี้ข้าต้องเอาคืนแน่"

... ... ...

 

                หลังจากที่นิมะเวหนีไป ฟริกก้ากับนามิก็เข้าไปช่วยกองทหารเอลฟ์ขับไล่อสูรทั้งหมดออกจากวูดแลนด์จนสำเร็จ สวนผมนั้นก็พาอลิเซียกลับให้ผู้เฒ่ารัมเปลรักษาที่ปราสาท



                รัตนธนูนี้เคยเป็นอาวุธคู่กายผมจริงๆ หรือ...

                ผมนั่งคิดขณะที่นั่งเฝ้าอลิเซียอยู่ในห้องที่ปราสาทอัลเบอร์ทาร์

                เมื่อกี้มันฉุกระหุกเกินไปจึงไม่ทันได้คิดอะไร... แต่ตอนที่ง้างธนูคันนี้ ผมรู้สึกคุ้นกับมันอย่างน่าประหลาด

                “ศรที่เจ้ายิงใส่รุงนีร์คือ ศรพรหมมาศ ส่วนศรที่เจ้าใช้ช่วยแม่สาวคนนี้คือ ศรนาคบาศก์” เจ้าเขียวเอ่ยขึ้น “อานุภาพของมันเป็นหลักฐานยืนยันว่าเจ้าคือเจ้าของ ผู้ครอบครองมันโดยชอบธรรม” เจ้าเขียวบินมาเกาะที่หน้าต่าง

                “เจ้าเขียว... แกไปอยู่ไหนมา ฉันมีเรื่องอยากถามแกเป็นภูเขาเลยรู้ไหม”

                “บอกไปก็เท่านั้น ถ้าจะไม่สามารถนึกได้ด้วยตัวเองก็ไม่มีความหมายหรอก”

                “อย่างน้อยก็ช่วยบอกทีสิ ว่ารุทรคือใคร... เขาบอกว่าฉันกับเขามีชะตาเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง”

                “มีชะตาเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งเรอะ... จะพูดอย่างงั้นก็คงไม่ผิดมั้ง” เจ้าเขียวทำท่าไม่สนใจ “แต่ระวังไว้ดีกว่า เพราะรุทรนั้นไม่ใช่คนที่เจ้าจะไว้ใจได้หรอก"

                "หมายความว่ายังไง"

                "เรื่องที่ยังไม่ควรรู้ เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก ข้าไปก่อนนะ” ว่าแล้วเจ้าเขียวก็บินจากไป

                “กฤษณ์ พี่อลิเซียเป็นยังไงบ้าง” ทันใดนนั้นฟริกก้าก็ผลักประตูเข้ามา

                “อืม ท่านผู้เฒ่าบอกไม่เป็นอะไร พักซักหน่อยก็หายแล้ว” ดูจากท่าทีคึกคักของฟริกก้าก็รู้แล้วว่าเธอยังมีแรงเหลือเฟือ

                “ศรเวทย์เมื่อกี้เยี่ยมไปเลยนะ แหม มีดีแล้วชอบอุบไว้นะ” ฟริกก้าหัวเราะร่วน ตบไหล่ผมดังป้าบ ดวงตาเป็นประกาย ถึงผมจะยังอ่านความคิดคนอื่นไม่ได้เหมือนเจ้าเขียว ผมก็รู้ว่าเธออยากจะเอาเรี่ยวแรงที่มีเหลือจนล้นนั้นมาใช้ประลองกับผมต่อ ที่นี่เดี๋ยวนี้เลย



                เฮ่อ... ถ้ามีภารกิจอีก คราวหน้าผมขอจับคู่กับฟริกก้าละกัน จะได้นั่งดูเธออาละวาดโดยไม่ต้องทำอะไร

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ^^


58 ความคิดเห็น

  1. #57 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2553 / 00:11

    คิดถูกป่าวจะคู่กับฟริกก้าเนี่ย

    #57
    0