Divine Epic (มหากาพย์เทพประยุทธ์)

ตอนที่ 3 : รุงนีร์แห่งโยทุนไฮม์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 720
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 มิ.ย. 53


                “กฤษณ์... กฤษณ์....”

                ใครคนหนึ่งกำลังเรียกชื่อผมอยุ่... เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่มีดวงตาสีฟ้า ใบหน้าอ่อนโยน...

                "กฤษณ์!"

                เมื่อลืมตาขึ้นมา ผมก็พบตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องสีขาว... และข้างๆ เตียงก็มีเด็กผู้หญิงผมยาวนั่งอยู่

                “อลิสา...” ผมเรียกเธอ

                อลิสายิ้ม ผมสังเกตเห็นน้ำใสๆ ปริ่มอยู่ตรงขอบตาของเธอ

                “ตาบ้า! อย่าทำให้เป็นห่วงสิ”

                อลิสาใช้นิ้วปาดน้ำตา

                “ที่นี่...”

                “ห้องพยาบาลไง... จำไม่ได้หรือ ชั่วโมงคุณครูฉัตรชัย จู่ๆ เธอก็ฟุบลงกับโต๊ะ ฉันสงสัยว่าเป็นเพราะเมื่อเช้าเธอโดนลูกรักบี้กระแทกเข้าที่หัวรึเปล่า เลยให้คุณครูช่วยพาเธอมาที่นี่”

                “ชั่วโมงของครูฉัตรชัย...”

                เอ... เหมือนกับผมจะลืมเรื่องอะไรไปซักอย่าง เป็นเรื่องที่สำคัญมากด้วย...

                “อลิเซีย...” จู่ๆ อลิสาพูดขึ้นมา

                “ตอนที่หลับอยู่เธอเพ้อคำๆ นี้ออกมา... แต่ฉันคงฟังผิดมั้ง ก็มันออกจะคล้ายชื่อฉันซะขนาดนั้น”

                อลิเซีย... ใช่แล้ว! ชื่อนี้แหละ! ผู้หญิงที่มีใบหน้าเหมือนอลิสา... นึกออกแล้ว! เมื่อกี้ผมพบอลิเซีย ฟริกก้า และนามิ พวกเธอบอกว่าตัวเองเป็นทูตจากดินแดนแห่งเทพปกรณัม

                “กฤษณ์... เป็นอะไรรึเปล่า สีหน้าไม่ค่อยดีเลย”

                “อืม... ฉันไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ เธอกลับไปที่ห้องเรียนก่อนเถอะ”

                “ไม่เป็นไรแน่นะ...” อลิสายังมองผมอย่างไม่มั่นใจ

                “อื้ม...”

                เมื่อเห็นผมยืนยันหนักแน่น อลิสาจึงยอมออกจากห้องพยาบาล จากนั้นผมก็พยายามทบทวนเหตุการณ์ในฝันเมื่อครู่นี้...



* * * * *


ประมาณครึ่งชั่วโมงก่อน...



                . . . . . "เฮฟเว่นลี่ดรีม เป็นข่ายมนต์ที่ทำให้จิตของทุกคนอยู่ในภวังค์เหมือนหลับฝันไป เหตุกาณ์ทั้งหมดจะเกิดขึ้นในโลกแห่งจิต ดังนั้นวัตถุต่างๆ ที่โลกภายนอกจึงไม่เสียหาย..."

                อลิเซียอธิบาย

                "ยังไงซะทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม... เพราะยังงี้ก็เลยทำร้ายเพื่อนฉันตามใจชอบงั้นเรอะ..." ผมหันไปมองหน้าฟริกก้า ภาพเจ้าโยและเพื่อนๆ ที่มีแผลทั่วตัวและนอนร้องโอดโอย... ภาพอลิสาที่ถูกกรีดขาจนเลือดไหล ยังติดตาผมอยู่...

                เด็กผู้หญิงในชุดเกราะสีเงินสะดุ้งเล็กน้อย

                "อ... อะไรเล่า นี่ข้ายั้งมือแล้วนะ แล้วอีกอย่าง... วิธีนี้ก็ทำให้ข้าหาตัวเจ้าพบไม่ใช่รึไง!"

                "โป๊ก!"

                นามิฟาดหัวฟริกก้า

                "ยังไม่สำนึกอีก" เด็กสาวในชุดมิโกะว่า

                อลิเซียเข้ามายืนแทรกฟริกก้า

                "ต้องขอโทษแทนฟริกก้าด้วยนะ พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเธอหรือเพื่อนๆ ของเธอเลย เราเพียงแต่ได้รับคำสั่งมาให้หาตัวเธอและเกลี้ยกล่อมเท่านั้นเอง"

                "เกลี้ยกล่อม..."

                อลิเซียพยักหน้า

                “ขอแนะนำตัวอีกครั้งนะ ฉันชื่ออลิเซีย ส่วนนี่ฟริกก้า และนามิ เธอล่ะ...”

                “ฉัน... กฤษณ์”

                “กฤษณ์... เรามาเพื่อพาเธอไปยังดินแดนแห่งเทพปกรณัม"

                “เอ่...!? แล้วทำไมฉันต้องไปที่นั่นด้วย”

                “ตอนนี้ยังเล่ารายละเอียดให้เธอฟังไม่ได้ บอกได้แต่ว่าเธอจำเป็นสำหรับพวกเรา”

                "ฉันจะจำเป็นอะไร ฉันไม่ได้มีพลังอะไรเหมือนพวกเธอสักหน่อย..."

                "มีสิ! พลังจิตของเจ้าแข็งแกร่งขนาดข่มข้าได้เชียวนะ... ถึงจะแค่แว้บเดียวก็เถอะ..." ฟริกก้าแทรกขึ้น "อลิเซีย... ข้าว่าพวกเราพาเจ้านี่ไปเลยดีกว่า แล้วค่อยอธิบายให้ฟังทีหลัง ข้าล่ะคันไม้คันมือ อยากฉะกับบุตรของท่านไวส์เต็มแก่แล้ว"

                "โป๊ก!"

                "นามิ! เจ้าตีข้าอีกแล้วนะ นี่ถ้าข้าเกิดสมองเสื่อมขึ้นมาเจ้าจะรับผิดชอบยังไง" ฟริกก้าโวยวาย

                "เสื่อมก็ดี เผื่อโรคบ้าจะหายด้วย" นามิพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเรียบเฉย

                "ในเมื่อพลังของเจ้ายังไม่ตื่นก็ช่วยไม่ได้ แต่ข้าว่าเจ้ารีบตัดสินใจดีกว่านะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเจ้าและทุกๆ คน" นามิหันมาบอกผม

                "หมายความว่ายังไง"

                "ถึงเวลาแล้วเธอก็จะรู้เอง แต่ไม่ต้องห่วงเพราะพวกเราจะคอยเฝ้าดูอยู่ข้างๆ แล้วเจอกันใหม่จ้ะ" อลิเซียยิ้มแล้วโบกมือให้

                จากนั้นสติผมก็ค่อยๆ พร่าเลือน. . . . .




* * * * *
 

                ใช่แล้ว... ผมฝันอย่างงั้นจริงๆ ด้วย! แต่มันก็เป็นแค่ความฝัน... ฮะๆๆๆ ก็แค่ความฝัน!!

                “ไม่ใช่ความฝันหรอกเจ้าโง่...”

                เสียงนี้มัน...

                “เจ้าเขียว!”

                ผมหันไปทางหน้าต่างก็เห็นเจ้านกตัวเมื่อเช้า

                “เรียก เจ้าเขียวๆ อยู่ได้ ข้าชื่อ 'กรีน' ต่างหาก”

                น่าน... นกตัวนี้ชื่อฝรั่งซะด้วย แต่ความหมายก็เหมือนเดิมนั่นแหละ

                “นี่เจ้าอ่านใจข้าได้ด้วยเรอะ เมื่อเช้าก็ทีนึงแล้ว”

                “ไม่ได้อยากฟังหรอก เพียงแต่เจ้า 'คิด' ดังเกินไป ข้าก็เลยได้ยิน”

                “พอแล้วๆ ไอ้คำอธิบายที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ยังงั้น ทั้งเรื่องความฝัน ทั้งเรื่องของนาย สงสัยฉันต้องไปหาจิตแพทย์แล้วล่ะมั้ง”

                “อะไรๆ ก็วิทยาศาตร์ ข้าไม่เข้าใจเลยว่าไอ้ภูมิปัญญาเท่าหางอึ่งของพวกเจ้านี่มันวิเศษตรงไหน ถึงได้ยกย่องบูชาอย่างกับพระเจ้า เท่าที่ข้าเห็น คนที่พวกเจ้าเรียกว่า 'นักวิทยาศาตร์' ก็เอาแต่ปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองไม่สามารถอธิบายได้ทั้งปรากฏการณ์วิญญาณ ทั้งพลังจิต หรือการระลึกชาติท่าเดียว ทั้งที่บางครั้งก็มีให้เห็นอยู่ตำตา...”

                เอาล่ะสิ... แค่คุยกับนก ผมก็ว่าตัวเองเพี้ยนแล้วนะ แต่นี่ผมกำลังโดนนกสั่งสอนอยู่เรอะ

                “อ้าว... หายดีแล้วหรือจ๊ะ”

                ในตอนนั้นเองอาจารย์ประจำห้องพยาบาลก็เดินเข้ามา

                “ครับ... หายดีแล้วครับ”

                เว้นแต่เรื่องที่พูดกับนกรู้เรื่องนี่แหละ...

                เมื่อผมหันกลับไปที่หน้าต่าง เจ้าเขียวก็ไม่อยู่แล้ว ในที่สุดจึงขอออกจากห้องพยาบาล ขณะนี้มีนักเรียนออกมาเดินตามระเบียงกันพลุกพล่าน น่าจะถึงเวลาพักอาหารเที่ยงตอนสิบโมงแล้วมั้ง

                “อ้าว! เจ้ากฤษณ์กลับมาแล้ว” โยพูดขึ้นเมื่อเห็นผมเดินกลับมาที่ห้องเรียน

                “โธ่---! โดนลูกรักบี้แค่นี้ทำสำออย” เจตน์รีบเสริม

                “นี่พวกนาย! ยังไม่สำนึกอีก!” อลิสาดุทันควัน เธอเดินเข้ามาหาผม

                ผมมองไปรอบๆ ห้อง ก็เห็นว่าบรรยากาศในห้องเรียนเป็นเช่นทุกวัน ดูเหมือนไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่ผมเห็นในฝันเลย แต่ก็ไม่แปลกมั้ง... เพราะมีอยู่บ่อยๆ ที่เราตื่นขึ้นมาแล้วจำเรื่องในความฝันไม่ได้ ผมเอง..ถ้าไม่ได้คำพูดของอลิสาช่วยกระตุ้นก็อาจลืมเรื่องทั้งหมดนั้นไปแล้วก็ได้...

... ... ...



                 หลังเลิกเรียนผมยังนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียน จนกระทั่งเพื่อนๆ กลับไปกันหมด... ความคิดหลายอย่างยังวิ่งไปวิ่งมาอยู่ในหัว สิ่งที่เจ้าเขียวพูดนั่นเป็นความจริงหรือ... เรื่องที่อลิเซียพูดในฝันเป็นความจริงหรือ... แล้วคุณแม่ของผมกับคนที่ชื่อไวส์นั้นเกี่ยวข้องกันยังไง... แล้วผมคือใคร...!?

                ความรู้สึกบางอย่างดันขึ้นมาที่หน้าอก... ผมรู้สึกชื้นๆ ที่นัยน์ตา... คุณแม่... ทั้งที่อุตส่าห์ลืมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับคุณแม่ไปแล้ว... ทั้งที่หันหลังให้เทพปกรณัมที่ไม่เคยให้อะไรผม แล้วหันมาเชื่อแต่สิ่งที่จับต้องได้อย่างวิทยาศาตร์แล้วแท้ๆ ทำไมป่านนี้มันถึงยังตามมาหลอกหลอนผมอีก!

                "กฤษณ์..."

                เมื่อผมหันไปก็เห็นอ.ฉัตรชัยยืนอยู่ที่หน้าประตูห้อง

                “เป็นไง หัวไม่เป็นอะไรใช่ไหม..." อาจารย์เดินเข้ามาหาผม

                “ครับ”

                "ทำไมยังไม่กลับอีกล่ะ เพื่อนๆ เขากลับกันหมดแล้วนะ"

                “เอ่อ... คุณครูครับ”

                “ว่าไงมีอะไร...” อ.ฉัตรชัยยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

                ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดออกมา...

                “ถ้าสมมุติวันหนึ่งครูไปเจอสิ่งที่เหลือเชื่อและขัดกับทฤษฎีที่เคยรู้มาทั้งหมดเลย ครูจะทำยังไงครับ”

                อ.ฉัตรชัยมองตาผมอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าผมไม่ได้ถามเล่นๆ จึงค่อยยิ้มให้

                “ครูจะถือว่าเป็นโชคนะ...” อ.ฉัตรชัยพูดขึ้น “กฤษณ์รู้ไหมทฤษฎีทางวิทยาศาตร์ไม่ใช่สัจธรรม แต่เป็นเพียงกระจกที่สะท้อนความจริงเท่านั้น ในวงการวิทยาศาสตร์มีคำพูดอยู่ว่า 'เกียรติยศของนักวิทยาศาตร์อยู่ที่อายุของทฤษฎีที่เขาคิด' นั่นหมายความทฤษฎีที่นักวิทยาศาสตร์คิดไม่ได้สมบูรณ์แบบ... เหมือนกับที่ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของนิวตันถูกทำให้สมบูรณ์ขึ้นด้วยทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ และสักวันก็จะต้องมีคนก้าวข้ามทฤษฎีของไอน์สไตน์ไปอีก”

                “เธอลืมไปแล้วเหรอว่าพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ คือการสังเกตและทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็นด้วยใจที่เป็นกลาง... หากครูได้เจอสิ่งที่เหลือเชื่อ ครูจะถือว่านั่นเป็นโชคที่ครูจะมีโอกาสได้เก็บข้อมูลจากตัวอย่างที่ไม่เคยมีใครศึกษามาก่อน... เธอไม่คิดว่านั่นเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเหรอ”

                คำพูดของอ.ฉัตรชัยทำให้ใจของผมเปิดกว้าง ความอึดอัดลึกๆ ข้างในพลันมลายไป ยังงั้นหรอกเหรอ... แท้จริงแล้ววิทยาศาตร์กับเทพปกรณัมไม่ได้ขัดแย้งกันหรอกเรอะ!



                “ตูมมม!!”

 

                ทันใดนั้นก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น

                “หึๆ เจ้ารึลูกของไวส์...” เสียงนั้นมาจากสัตว์ประหลาดที่ตัวใหญ่จนหัวชิดเพดาน ใบหน้าของมันโหดเหี้ยมราวกับอสูรกายและมีร่างกายเป็นหิน มันพังทางเข้าซึ่งเล็กกว่าขนาดตัวของมันเข้ามาในห้อง

                “ตายซะ!”

                ไม่ทันที่ผมจะได้ทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เจ้ายักษ์นั่นก็ขว้างหินลับมีดขนาดใหญ่ใส่ผมทันที!

                “ระวัง!”

                อ.ฉัตรชัยเอาตัวเข้ามาบังผม จึงโดนหินลับมีดกระแทกเข้าที่ท้องเต็มๆ และกระเด็นไปชนโต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด

                “ครูครับ!” ผมรีบวิ่งไปหาอ.ฉัตรชัย

                “แค่กๆ” อ.ฉัตรชัยไอออกมาเป็นเลือด เสื้อเชิ้ตสีขาวของเขากลายเป็นสีแดงฉานจนแทบไม่รู้ว่าเลือดไหลออกมาจากตรงไหนบ้าง

                ทันใดนั้นเอง! บรรยากาศรอบๆ ตัวผมก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกนี้มัน... หรือว่าจะเป็นข่ายมนต์เฮฟเวนลี่ดรีมของอลิเซีย

                "เพล้ง!"

                สาวน้อยในชุดเกราะสีเงินพังหน้าต่างห้องเรียนเข้ามา

                “พอแค่นั้นแหละ!”

                ฟริกก้ายืนประจันหน้ากับเจ้าสัตว์ประหลาดนั่น

                “เป็นอะไรไหม” รู้สึกตัวอีกที อลิเซียก็โผล่มาอยู่ข้างๆ ผมกับอ.ฉัตรชัย

                “ฉันไม่เป็นไรหรอก แต่ครูเขา...”

                เมื่ออลิเซียเห็นแผลของอ.ฉัตรชัยก็มีสีหน้าจริงจัง จนผมใจสั่นไปด้วย

                “ครูฉัตรชัยจะไม่เป็นไรใช่ไหม ก็เธอร่ายมนต์แล้วนี่”

                “แผลนี้เกิดก่อนที่ฉันจะร่ายมนต์... แล้วที่สำคัญถึงมนต์นี้จะทำให้วัตถุทุกอย่างไม่ได้รับความเสียหาย แต่มันไม่ได้ปกป้องร่างจิต พูดง่ายๆ ก็คือใครที่อยู่ในมนต์นี้แล้วได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงก็ย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนๆ นั้นโดยตรง อย่างร้ายแรงที่สุดก็คือ เมื่อฉันสลายมนต์นี้แล้วคนๆ นั้นอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกตลอดชีวิต หรือไม่ก็ตาย...”

                ผมเข้าใจสิ่งที่อลิเซียพูด แต่ดูเหมือนสมองจะไม่ยอมรับฟังอะไรทั้งนั้น

                อะไรกัน... เอาอีกแล้ว... อ.ฉัตรชัยทำผิดอะไรถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ เหมือนกับคุณแม่ที่จู่ๆ ก็ถูกพรากจากผมไปตลอดกาล... นี่โชคชะตาคิดจะพรากชีวิตคนใกล้ชิดผมไปอีกกี่คนถึงจะพอใจ!

                “พวกแก... เจ้าพวกมดปลวกของศาสนจักรจอมเวทย์” เจ้าสัตว์ประหลาดพูดด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำและหยาบกร้าน

                “แล้วเจ้าล่ะรุงนีร์* กลายเป็นสุนัขรับใช้ของเทพมารไปแล้วเรอะ” ฟริกก้าโต้ตอบ

[Hrungnir = รุงนีร์]

                รุงนีร์...! นั่นมันชื่อของยักษ์ในเทพปกรณัมยุโรปเหนือ เป็นยักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโยทุนไฮม์ที่แม้แต่เทพทอร์เอง ยังต้องต่อสู้ด้วยความยากลำบาก

                “หึ! ในเมื่อพวกเจ้าโผล่มาก็ดีแล้ว ข้าจะได้เอาศพของพวกเจ้าไปเป็นบรรณาการท่านดิสซะ!”

                รุงนีร์ว่า ทันใดนั้นมันก็ดูดกลืนคอนกรีตและวัสดุรอบๆ ตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย

                แล้วอาคารเรียนก็ค่อยๆ ทรุดตัวถล่มลงมา แต่ก่อนที่ผมจะถูกเพดานพังลงมาทับ ฟริกก้าก็คว้าตัวผมกระโดดออกไปทางหน้าต่าง

                เมื่อออกมาพ้นเขตอาคารเรียน ผมก็เห็นเจ้ายักษ์นั้น ลุกขึ้นยืนด้วยร่างกายที่มีขนาดพอๆ กับตึกสิบชั้น

                ด้านหลังมีอลิเซีย เธอประคองร่างของอ.ฉัตรชัยไว้บนตัก

                แล้วสาวน้อยผมสีม่วงในชุดมิโกะก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ พวกเรา

                “ข้าย้ายคนที่อยู่ในอาคารเรียนออกไปไว้ในที่ๆ ปลอดภัยหมดแล้ว” นามิว่า

                "อลิเซีย... ข่ายมนต์ของเจ้าขยายได้ไกลที่สุดเท่าไร" ฟริกก้าถามขึ้น

                "เต็มที่ก็รัศมี 2 ไมล์"

                "ดีล่ะ! งั้นคราวนี้ข้าขออาละวาดให้เต็มที่ล่ะนะ!" สาวน้อยผมสีฟ้าในชุดนักรบแสยะยิ้ม

-----------------------------------
----------------------------------------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ!

58 ความคิดเห็น

  1. #35 Sun Creator (@suncreator) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2553 / 20:08
    เพอซี่แจ็คสัน ภาคพิเศษ รับไม่ได้
    #35
    0
  2. วันที่ 13 มิถุนายน 2553 / 18:31
    อืม เจ้ากรีน จงเจริญ !!
    #21
    0
  3. #8 Prisma Dominatus (@prisma) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2553 / 23:44
    ผมว่าชื่อตอนสะกดผิด?
    ...
    ไม่แฮะ ไม่ผิด...แต่มันไม่น่ามีการันต์เลยง่ะ Hr ถ้าจะให้มันอ่านเป็น ฮรุง ก็ได้มั้งครับ ไม่ต้อง ฮ์รุง ตามอักษรเป๊ะก็ได้ครับ เหมือน yggdrasil อ่านว่า อิกดราซิล หรือ อิกเดรอซิลครับ ไม่ต้องมี อิกก์ดราซิล

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 27 พฤษภาคม 2553 / 23:46
    #8
    0
  4. #7 Prisma Dominatus (@prisma) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2553 / 23:43
    เจ้าเขียวกับเจ้ากรีน...มันไม่ต่างกันเลยนี่หว่า!
    #7
    0