Divine Epic (มหากาพย์เทพประยุทธ์)

ตอนที่ 29 : รุทร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 163
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ต.ค. 53


                "แกเป็นใคร!" ไลแซนเดอร์ชักดาบออกมา

                “ชื่อของข้าคือรุทร”

                ชายคนนั้นไม่ได้สนใจไลแซนเดอร์ นัยน์ตาอันคมกริบของเขามองมาที่ผม

                ความรู้สึกบางอย่างบอกกับผมว่าผมรู้จักชายคนนี้ดี ใช่แล้ว เขาคือคนที่ปรากฏตัวในความฝันคืนแรกที่ผมมาเยือนดินแดนแห่งเทพปกรณัม

                ทันใดนั้นก็มีเสียงคล้ายแก้วแตกดังอยู่ในอกผม ก่อนที่ศรซึ่งเสียบอยู่ที่อกผมจะสลายไป

                “ถ้าข้าไม่ทำลายเมล็ดพันธุ์แห่งความมืดในตัวเจ้าละก็ อีกสักพักมันคงกลืนกินตัวเจ้าแน่”

                ศรเวทย์ของรุทรไม่ได้ทำอันตรายร่างเนื้อ แต่ทำลายเฉพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความมืดในตัวผมงั้นเหรอ...

                ถ้างั้น...

                ผมหันไปทางราชาโอบีรอน ศรเวทย์ที่เสียบร่างโอบีรอนสลายไปแล้วก็จริง แต่ท่าทางเขาดูแปลกๆ

                ดูเหมือนร่างกายของโอบีรอนจะดูเลือนลางลง

                “เวลาของข้ามาถึงแล้วสินะ” โอบีรอนเอ่ยขึ้น

                “ไม่นะโอบีรอน!” ไททาเนียโผเข้ากอดร่างของราชาแห่งเอลฟ์ซึ่งค่อยๆ โปร่งแสงขึ้นทีละน้อย

                “ขอโทษด้วยนะไททาเนีย ข้าช่างเป็นราชาที่แย่จริงๆ จึงไม่สามารถช่วยอะไรเจ้าได้เลย”

                ราชินีเอลฟ์ส่ายหน้า

                “ไม่หรอก ท่านเสียสละเพื่อข้ามาตลอด หากไม่ได้ท่านข้าคงไม่มีชีวิตอยู่ถึงทุกวันนี้หรอก” สองมือที่จับชายเสื้อของโอบีรอนไว้สั่นเทา

                ร่างที่เกือบจะโปร่งใสของโอบีรอนหลุดจากพันธนาการของรากไม้ เขาลูบหัวไททาเนียแล้วยิ้ม

                “ดีใจจริงๆ ที่ได้เห็นหน้าเจ้าอีกเป็นครั้งสุดท้าย”

                จากนั้นราชาเอลฟ์ก็หันมาทางพวกเรา

                “พวกเจ้าคือรุทรกับกฤษณ์ใช่ไหม ขอบคุณนะที่ช่วยให้ข้าได้ตายในฐานะเอลฟ์ ไม่ใช่ในฐานะปีศาจ”

                ว่าแล้วร่างของเขาก็ปริร้าว ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นแสงเล็กๆ คล้ายสะเก็ดดาวบนฟ้า

                “ท่านโอบีรอน!” ไลแซนเดอร์ร้องเรียก

                "ขอบโทษด้วยนะไลแซนเดอร์ที่ต้องให้เจ้าแบกรับภาระอันหนักอึ้ง เจ้าทำได้ดีมาก"

                เสียงสุดท้ายของราชาโอบีรอนดังก้องอยู่ในห้อง ก่อนจะจากไปโดยไม่ทิ้งอะไรไว้แม้แต่ผมสักเส้น

                ท่ามกลางความโศกเศร้าของเหล่าภูต แม้ผมจะไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ที่อกกลับร้อนวูบขึ้นมาทันที

                ผมตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อรุทร

                “นี่มันหมายความว่าไง เจ้าทำอะไรกับราชาโอบีรอน!”

                ชายคนนั้นไม่ตอบอะไร แต่กลับยิ้มที่มุมปาก ซึ่งทำให้ผมรู้สึกเดือดดาลยิ่งขึ้น

                “ใจเย็นไว้กฤษณ์ นี่ไม่ใช่ความผิดของชายผู้นั้นหรอก” เสียงนั้นมาจากท่านผู้เฒ่ารัมเปล

                "กายของพวกเราที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งเทพปกรณัมนั้นเกิดจากวิญญาณล้วนๆ ซึ่งไม่เหมือนกายของมนุษย์อย่างเจ้า ซึ่งเป็นกายหยาบที่เกิดจากธาตุสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ"

                "ท่านโอบีอรนถูกความมืดครอบงำมานาน ทำให้สมดุลของวิญญาณพังทลาย และยังคงร่างอยู่ได้เพราะอาศัยพลังงานจากเมล็ดพันธุ์แห่งความมืด เมื่อแหล่งพลังงานถูกทำลายจึงไม่สภาคงสภาพไว้ได้อีกต่อไป"

                "แม้ท่านจะได้สติขึ้นมาชั่วขณะหนึ่งเพราะเจ้าช่วยเป็นสื่อ ทำให้ท่านโอบีรอนได้ยินเสียงเรียกของท่านไททาเนียก็จริง แต่ถ้าไม่ทำลายเมล็ดพันธุ์ฯละก็ อีกสักพักมันก็จะกลับมาครอบงำร่างกายและจิตใจของท่านโอบีรอนอีกอยู่ดี" ผู้เฒ่ารัมเปลอธิบาย

                “ถ้างั้นมันอาจจะมีวิธีอื่นที่จะช่วยราชาโอบีรอนโดยไม่ต้องทำลายเมล็ดพันธุ์แห่งความมืดก็ได้” ผมแย้ง

                เมื่อพูดเสร็จผมก็ได้ยินเสียงหัวเราะ มันมาจากชายชุดดำนั่นเอง

                “อ่อนหัดจริงๆ นะกฤษณ์ เจ้าคิดว่าตัวเองจะช่วยทุกคนได้โดยที่ไม่มีการสูญเสียอย่างงั้นเหรอ” แววตาของเขายิ้มหยันเหมือนเวลาผู้ใหญ่ได้ยินเด็กถามคำถามแบบเด็กๆ

                “มันก็...”

                “ถ้างั้นทำไมตอนนั้นเจ้าถึงแผลงศรใส่รุงนีร์ล่ะ”

                คำพูดนั้นทำเอาผมสะอึก เหมือนมีก้อนตะกั่วอยู่ที่คอ

                “ความคิดอันสวยหรูของเจ้ามันก็เป็นได้แค่อุดมคติ... แท้จริงแล้วเมื่อเจ้าเลือกจะปกป้องใครคนหนึ่ง เจ้าก็อาจจะต้องทำร้ายใครอีกมากมาย นี่ต่างหากคือสัจธรรมของโลกใบนี้”

                “ธรรมะและอธรรมมันมีอยู่แต่ในเทพนิยายของมนุษย์เท่านั้น เจ้าคิดว่าปีศาจคือสิ่งชั่วร้าย และการฆ่าปีศาจไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายอย่างงั้นหรือ”

                ผมอ้ำอึ้ง ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าความคิดเหล่านั้นมาจากการฟังเทพนิยายที่มีคนแต่งขึ้น โดยไม่เคยพิจารณาว่าตนเห็นด้วยจากใจจริงหรือเปล่า

                "ความดีและความชั่วเป็นสิ่งที่มนุษย์สมมุติเรียกขึ้น ใครกันที่กำหนดว่าสีดำคือความชั่วและสีขาวคือความดี"

                เมื่อเห็นผมเงียบ รุทรก็ยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า

                “หึๆ และที่สำคัญเจ้าไม่ควรจะต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้แล้วด้วย... นี่เจ้าไม่ห่วงแม่สาวที่มากับเจ้าเลยเรอะ”

                หรือว่า... อลิเซีย!

                "จริงด้วย อลิเซียกำลังอยู่ในอันตราย!" ไลแซนเดอร์ว่า

                “รับนี่ไว้ซะ” รุทรโยนคันธนูสีทองอร่ามให้ผม “แล้วพบกัน”

                “เดี๋ยก่อนสิ เจ้าเป็นใครกันแน่” ผมถาม

                รุทรหันมา ความรู้สึกบางอย่างอัดแน่นอยู่ในสีหน้าที่เรียบเฉยของเขา

                “ข้าคือผู้ที่มีชะตาเกี่ยวพันกับเจ้าอย่างลึกซึ้งและยาวนานเกินกว่าที่เจ้าจะคิดจินตนการได้”

                พูดเสร็จเขาก็เดินออกจากห้องแล้วหายตัวไป

                “กฤษณ์ เราต้องรีบไปช่วยอลิเซีย!” ไลแซนเดอร์เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

                หลังจากนั้นไลแซนเดอร์ก็เล่าสถานการณ์ให้ฟังโดยย่อ และพาพวกเราออกมาหน้าปราสาทอลัเบอร์ทาร์

                “เราจะไปกับท่านด้วย” ไททาเนียเอ่ยขึ้น สีหน้าของราชินีเอลฟ์ในตอนนี้ดูเด็ดเดี่ยว ไม่เหลือคราบความโศกเศร้าเมื่อครู่ให้เห็น

                เมื่อออกมานอกปราสาทผมก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าประหลาดของดินแดนแห่งภูต

                ต้นไม้ทุกต้นในป่าเปล่งประกายเจิดจ้ากว่าที่เคย แสงสีทองเล็กๆ นับอนันต์ระยับพราว เริงระบำไปทั่วทุกแห่งหน ดูราวกับป่าทั้งป่ากำลังต้อนรับการกลับมาของราชินีด้วยความยินดียิ่ง

                ไททาเนียคือร่างแยกของพฤกษชาติแห่งชีวิต เมื่อนางกลับมาแข็งแรงพื้นป่าแห่งอาณาจักรวูดแลนด์ก็เลยกลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้งอย่างงั้นหรือ...



                แล้วจู่ๆ ก็มีสายลมแรงพัดวูบ จนกิ่งไม้โค้งงอ เมื่อผมเงยหน้าขึ้น จึงเห็นเงาสีดำทะมึนอยู่บนท้องฟ้า

                “แฟรี่ดราก้อน!” ไลแซนเดอร์อุทาน “ไม่น่าเชื่อ ข้านึกว่ามันตายหมดสิ้นไปแล้ว”

                เจ้ามังกรยักษ์นั้นมีเกล็ดและปีกเป็นสีรุ้ง เขาทั้งสองบนหัวม้วนงอ มันบินลงมาหมอบตรงหน้าราชินีไททาเนีย

                “ไปกันเถอะ” ไททาเนียว่า

                และขณะที่ผมเดินตามหลังไลแซนเดอร์ขึ้นไปบนหลังของแฟรี่ดราก้อนนั้นเองก็มีเสียงห้าวๆ ดังขึ้น

                “นี่พวกเจ้าจะไปไหนกัน!”

                เมื่อผมหันไปก็เห็นสาวน้อยสองคนที่ตนรู้จักดี

                ฟริกก้ากับนามิ!

                "งานเทศกาลที่ยิ่งใหญ่อย่างงี้จะขาดข้าไปได้ยังไง!"

                จอมเวทย์สาวในชุดเกราะสีเงินยิ้มร่า

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

โปรดติดตามตอต่อไปครับ ^^


58 ความคิดเห็น

  1. #51 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2553 / 18:18

    อย่างที่รุทรว่า ความคิดของกฤษมันก็เป็นได้แค่อุดมคติ

    #51
    0