Divine Epic (มหากาพย์เทพประยุทธ์)

ตอนที่ 28 : ณ ก้นบึ้งแห่งความโศกเศร้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 171
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ส.ค. 53


                ข้าขอโทษ... ไททาเนีย... พี่อัลเบอริช... เหล่าภูตทุกตน ทั้งหมดนี้เป็นเพราะข้าแท้ๆ . . .



                ภาพความทรงจำอันเรืองรองของราชาโอบีรอนเปลี่ยนไป นับจากวันนั้นโลกของเขาก็กลายเป็นสีเทา

                โอบีรอนซึ่งนอนอยู่บนเตียง เฝ้าโทษตัวเองมาตลอดจนกระทั่งนิมะเวโผล่ออกมาและยื่นขอเสนอที่จะพาเขาหลุดออกไปจากความรู้สึกผิดนั้น

                เขารับเมล็ดพันธุ์แห่งความมืดจากมือของนางและกลืนมันลงไป โดยมิได้สนใจถึงแผนการอันชั่วร้ายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

                พลังแห่งความมืดแทรกซึมเข้าไปถึงทุกอณูของวิญญาณ ครอบงำทั้งกายและใจของโอบีรอน รังสีออร่าสีดำพวยพุ่งออกมาจากตัวเขาแผ่ปกคลุมไปทั่วห้อง

                ไลแซนเอดร์ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ก็ได้เป็นสักขีพยาการแห่งการกำเนิดของนักรบมฤตยู...

 

                ถึงตรงนี้โลกแห่งจิตใจของโอบีรอนก็มีม่านหมอกสีดำปกคลุมทำให้ผมดำดิ่งลงไปลึกว่านี้ไม่ได้ แสดงว่าจากนี้ตรงนี้ไปเป็นตัวจิตสำนึกของโอบีรอนจริงๆ แล้ว

                หมอกสีดำนี้เอง ที่เป็นเหมือนกำแพงขวางกั้นผมไว้

                “อย่าพยายามเจาะเข้าไป” เสียงของท่านผู้เฒ่าดังขึ้นในหัวผมอีกครั้ง “เจ้ามีธาตุแห่งความมืดจากเมล็ดพันธุ์ฯที่เจ้ากินเข้าไป ฉะนั้นเจ้าไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ให้ตั้งสมาธิแล้วทำใจให้กลมกลืนกับความมืด ปล่อยให้ธาตุแห่งความมืดในตัวเจ้ากับของท่านโอบีรอนเรียกหากันเอง”

                ผมทำตามที่ท่านผู้เฒ่าว่า ไม่นานม่านสีดำนั่นก็เป็นฝ่ายดูดผมเข้าไปเอง

                ในม่านหมอกนั่นผมสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดรวดร้าว ประหนึ่งอกจะฉีกขาดเป็นชิ้นๆ

                ตัวหมอกดำนี่เองคือก้อนความปวดร้าวระทมของราชาโอบีรอน เป็นบรรยากาศเดียวกับที่ผมสัมผัสได้เมื่อย่างเท้าเข้าในยังดินแดนแห่งนี้ ที่ใจกลางของมันจะต้องมีจิตสำนึกของโอบีรอนอยู่แน่นอน

                ผมแหวกหมอกนั้นเข้าไป ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความอึดอัดที่ชวนให้รู้สึกโศกเศร้าปริ่มจะขาดใจ จนแทบจะก้าวต่อไปไม่ไว้

                แต่ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดี ความทุกข์ทรมานที่เหมือนกับจมลงไปในมหาสมุทรแห่งความเศร้าที่ไร้ก้นบึงนี้ ตอนที่ผมเสียคุณแม่ไปผมก็โกรธแค้นโชคชะตา ส่วนราชาโอบีรอนเองก็โกรธแค้นตัวเอง ไม่อาจยกโทษให้ตัวเอง จนกระทั่งก้อนความเศร้าหมองได้ขยายดั่งห้วงมหรรณพอันกว้างใหญ่ กลายเป็นรังสีออร่าสีดำปกคลุมไปทั่วอาณาจักรวูดแลนด์

                แท้จริงแล้วใจของเราเองนั่นแหละ ที่เป็นผู้สร้างความมืดขึ้นมา

 

                ในที่สุดผมก็พบร่างของโอบีรอน ณ ก้นบึ้งที่ลึกที่สุด แววตาของเขาปราศจากความรู้สึกใดๆ ไม่ต่างอะไรกับคนตาย เมื่อผมพยายามเข้าไปใกล้ก็ปรากฏว่ามีม่านใสๆ ที่มองไม่เห็นขวางกั้นอยู่อีกชั้นหนึ่ง

                “ราชาโอบีรอน” ผมตะโกนเรียกจากตรงนี้ แต่ก็ไม่มีการตอบสนอง

                เมื่อครู่นี้ผมได้รู้เรื่องราวของราชาโอบีรอนและได้สัมผัสความโศกเศร้าของเขาแล้ว จึงรู้ดีว่าความโศกเศร้าของเขานั้นมันลึกล้ำเกินกว่าที่ผมจะเข้าใจ ผมรู้ดีว่า คำพูดของผมอาจจะไม่สามารถส่งไปถึงเขาได้เลย แต่ถึงยังงั้นก็ต้องพูดออกไป

                “ราชาโอบีรอน ท่านได้ยินข้าใช่ไหม” ผมร้องเรียกอีกครั้ง “ข้ามาที่นี่เพื่อช่วยท่านและอาณาจักรวูดแลนด์ ขอท่านได้โปรดรู้สึกตัวด้วยเถอะ"

                ร่างนั้นยังคงนิ่งเงียบ

                "ไม่ใช่แค่ข้า แต่ทั้งไลแซนเดอร์ ทั้งผู้เฒ่ารัมเปล และภูตตนอื่นก็เป็นห่วงท่านอยู่นะ"

                 "ถ้าท่านอยากจะจมอยู่กับความเสียใจอย่างนี้ต่อไปมันก็เรื่องของท่าน แต่ท่านรู้ไหมว่าความเสียใจของท่านมันไม่ได้ทำลายแค่ตัวท่านเอง แต่ยังทำลายแม้กระทั่งทุกคนที่ท่านรักด้วย ท่านต้องการให้เป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ"

                ผมก็เคยเป็นเช่นราชาโอบีรอน ขังตัวเองอยู่ในโลกสีเทา หวนหาอดีตที่ไม่มีวันย้อนกลับมา จนมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ตอนนั้นผมได้คุณพ่อ มีอลิสาช่วยประคับประคองไว้ แต่ผมกลับไม่รู้ถึงคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น จึงกระทั่งต้องจากพวกเขามายังดินแดนแห่งเทพปกรณัม

                เวลาของผมเริ่มเดินอีกครั้ง ตอนที่รู้ว่าคุณแม่ยังไม่ตาย ในตอนนั้นเองที่ผมมองย้อนกลับไปแล้วเพิ่งได้ตระหนักว่า ช่วงเวลาเจ็ดปีแห่งโศกเศร้านั้นช่างว่างเปล่าสิ้นดี

                คนที่จมอยู่กับอดีตก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาย เพราะคนเป็นจะต้องก้าวไปข้างหน้า
 


                "และที่สำคัญ... ราชินีไททาเนียยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือไง!!" ผมร้องตะโกน

                “ท... ไททาเนีย” เสียงนั้นออกมาจากปากของโอบีรอน

                ทันใดนั้นเอง ก็มีแสงเป็นประกายสีรุ้งส่องลงมายังก้นทะเลอันมืดมิด พร้อมๆ กับเสียงอันไพเราะกังวานที่ดังเข้ามา

                "โอบีรอน"

                “ไททาเนีย!” แววตาของโอบีรอนเปลี่ยนไป แล้วม่านหมอกในใจของโอบีรอนก็ค่อยๆ สลายไป


 
                ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้งที่ห้องภายในปราสาทอัลเบอร์ทาร์ และเห็นราชินีไททาเนียยืนอยู่ รอบตัวเธอมีรัศมีสีทองเปล่งปลั่ง ดูงดงามยิ่งกว่าตอนที่ถูกผนึกอยู่ในคริสตัลอย่างเทียบกันไม่ได้

                นี่อลิเซียทำสำเร็จแล้วเหรอ... ถ้างั้นอลิเซียล่ะ

                ผมมองไปรอบๆ ก็เห็นว่าไลแซนเดอร์กลับมาแล้ว แต่ไม่เห็นอลิเซีย

                “ไททาเนีย...” โอบีรอนเอ่ยขึ้น แววตาของเขาเริ่มกลับมามีชีวิตชีวา

                "โอบีรอน... ท่านคงทรมานมากสินะ"

                ไททาเนียยิ้มแล้วตรงเข้าไปหาโอบีรอนซึ่งยังถูกรากไม้ตรึงอยู่

                แล้วพริบตานั้น ก็มีลูกศรพุ่งเข้าไปปักอกโอบีรอน!



                “โอบีรอน!”

                เมื่อผมหันไปทางทิศที่ลูกศรพุ่งมา ก็มีศรอีกลูกพุ่งเข้ามาเสียบอกผม!


                ชายคนที่โผล่ออกมาจากด้านหลังสวมผ้าคลุมสีดำ มีดวงตาดั่งเหยี่ยว ถือคันธนูสีทองอร่ามประดับประดาไปด้วยเพชรพลอย

                และที่สำคัญ... เขามีใบหน้าเหมือนผมเสียด้วย!



                “สวัสดีกฤษณ์ ในที่สุดเราก็ได้พบกันเสียที” เขาฉีกยิ้ม

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ^^

58 ความคิดเห็น

  1. #48 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2553 / 14:09
    เขาคือใครนะ จิตด้านมืดหรอนะ
    #48
    0