Divine Epic (มหากาพย์เทพประยุทธ์)

ตอนที่ 27 : โอบีรอน 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 188
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    8 ส.ค. 53


---------------ในราตรีอันสงบ เอลฟ์ตัวน้อยๆ สองตนอยู่กันตามลำพังใต้ร่มพฤกษชาติแห่งชีวิต ดวงไฟเล็กๆ คล้ายแสงหิ่งห้อย ระยิบพราวสว่างไปทั่วบริเวณ แต่งแต้มค่ำคืนของทั้งสองให้เจิดจรัส

                “เจ้าชอบข้าไหมโอบีรอน”

                “อื้ม ชอบสิ”

                “ถ้างั้นเจ้าจะอยู่เคียงข้างข้าตลอดไปได้ไหม”

                “ได้สิ”

                “แต่ข้าไม่ใช่เอลฟ์ทั่วไป หากเจ้าจะอยู่เคียงข้างข้า เจ้าจะต้องดูแลอาณาจักรวูดแลนด์ รวมถึงภูตทุกตนในดินแดนแห่งนี้ด้วยนะ”

                “อื้ม ถึงตอนนั้นข้าจะคอยดูแลเจ้าและภูตทุกตนในวูดแลนด์เอง” เด็กชายตอบอย่างไม่ลังเล

                ไททาเนียยิ้ม น้ำใสๆ ปริ่มอยู่ที่ขอบตาทั้งสองข้าง เธอยื่นนิ้วก้อยให้โอบีรอน

                “สัญญาแล้วนะ”

                “อื้ม” โอบีรอนเกี่ยวก้อยกับเธอ
---------------

 

                ภาพความทรงจำในวัยเด็กย้อนกลับมาหาโอบีรอน ในขณะที่มองดูอัลเบอริชถูกพรากจากไปในเงามืด

                ด้วยความไม่ประสีประสา เขาไม่เคยเข้าใจถึงความหมายอันลึกซึ้งของคำสัญญาในตอนนั้น ตั้งแต่ตอนเด็กๆ เขาก็หลงคิดว่าไททาเนียแอบปลื้มพี่ชายของเขามาตลอด และเพียงแต่อยากให้เขาคอยสนับสนุนเธอกับพี่ชายเท่านั้น

                หากข้าเอะใจถึงความรู้สึกของไททาเนียสักนิด ก็คงไม่เผลอทำร้ายจิตใจของเธอ และเรื่องทั้งหมดนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น...

 

                เคลเบรอสหายไปไม่เหลือแม้แต่เงา ภูตทุกตนต่างเข้าใจดีว่าตนคงไม่มีวันได้เห็นอัลเบอริชอีกแล้ว

                แน่นอนคนที่เสียใจกับเหตุการณ์นี้ที่สุดก็คือตัวโอบีรอนเอง...

 

                นับจากวันนั้นเอลฟ์หนุ่มเคี่ยวกรำตัวเองอย่างหนัก จนกลายเป็นนักรบที่เก่งกล้าเหนือใครในดินแดนแห่งภูต

                เดิมทีเขาไม่ใช่คนอ่อนแอ เพียงแต่รักสงบ และติดจะพึ่งพาพี่ชายมากเกินไป จึงไม่เคยเอาจริงเอาจัง แต่บัดนี้เมื่อต้องแบกภาระผู้นำแห่งเหล่าภูต เขาก็ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริง ชนิดที่ไม่ได้ด้อยกว่าอัลเบอริชเลยแม้แต่นิดเดียว

                นอกจากนั้นโอบีรอนก็ยังมีพรสวรรค์ด้านเวทย์มนต์ซึ่งอัลเบอริชไม่มี ในที่สุดเหล่าภูตก็ยอมรับโอบีรอนในฐานะราชาแห่งวูดแลนด์คู่กับราชินีไททาเนีย...

 

                แล้วเวลาก็ล่วงเลยไปหลายปี จนกระทั่งมหาสงครามในดินแดนแห่งเทพปกรณัมอุบัติขึ้น...



                สงครามครั้งนี้รุนแรงจนกระเทือนไปถึงทุกชีวิตในดินแดนแห่งเทพปกรณัม แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดก็คืออาณาจักรวูดแลนด์ที่เป็นเหมือนหน้าด่าน

                เหล่าอสูรจากเฮลไฮม์ยกไพร่พลมาจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ทุกชีวิตในป่าวูดแลนด์ถูกคุกคามและหนีตายกันอย่างอลหม่าน

                แต่ราชาโอบีรอนและราชินีไททาเนียก็มิได้ตื่นตระหนก ทั้งสองได้จัดทัพนำกำลังเข้าต่อกรกับเหล่าอสูรร้ายอย่างไม่กลัวเกรง และรุกไล่เหล่าอสูรออกไปจากเขตป่าทีละนิด

                ในตอนนั้นเอง ที่ขุนพลแห่งเฮลไฮม์ได้นำทัพออกตีโต้ เขาคืออัศวินลึกลับที่สวมชุดเกราะและหน้ากากสีดำทะมึนทั้งตัว

                นักรบดำตนนั้นบุกตะลุยด้วยฝีดาบอันเฉียบคมและว่องไว ซ้ำยังมีโล่อีจีส (Aegis) ซึ่งสามารถทานเวทย์มนต์ได้ทุกชนิด ทำให้ไม่มีใครจัดการกับเขาได้ ไม่นานแนวรับของเหล่าภูตก็ถูกตีแตกกระเจิง

                ในที่สุดโอบีรอนก็ต้องออกหน้าเข้าห้ำหั่นกับนักรบดำตนนั้น

                เชิงดาบของทั้งคู่ไม่มีใครเป็นรองใคร แม้โต้ตอบกันอยู่เป็นชั่วโมงก็ยังไม่รู้ผล

                ในขณะที่ประดาบกับศัตรู โอบีรอนก็รู้สึกได้ว่า ตนรู้จักเพลงดาบของขุนพลผู้นี้ดี

                เมื่อถึงจังหวะตัดสิน ราชาแห่งภูตก็อาศัยเวทย์มนต์ เสกให้รากไม้ให้พันธนาการขาของคู่ต่อสู้ไว้ แล้วฉวยโอกาสฟันแสกหน้า

                หน้ากากของนักรบดำแตกกระจายเผยให้เห็นใบหน้าของชายผู้หนึ่งซึ่งโอบีรอนรู้จักดี

                พี่อัลเบอริช...!

                ดาบที่สองของโอบีรอนชะงัก และนั่นก็เป็นเสี้ยววินาทีที่ทำให้นักรบดำ มีโอกาสเสียบดาบเข้าไปกลางอกราชาเอลฟ์

                แผ่นเหล็กอันเย็นเยียบกรีดเข้าไปข้างใน ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วแผล ก่อนที่เลือดอุ่นๆ จะไหลทะลักออกมา...

 

                ชั่วขณะนั้นเองอบีรอนหวนระลึกถึงตอนที่ตนเคยซ้อมดาบกับอัลเบอริช...



---------------“ว้า แพ้พี่อัลเบอริชอีกแล้ว” เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เอลฟ์หนุ่มถูกดาบของพี่ชายฟาดล้มลง

                “โอบีรอน เมื่อกี้เจ้ามีโอกาสเล่นงานข้าที่ลำตัวไม่ใช่เหรอ” อัลเบอริชทัก

                “ไม่เอาหรอก ถ้าข้าเกิดยั้งมือไม่ทัน พี่อัลเบอริชก็เจ็บแย่สิ”

                “เจ้ามันก็ใจอ่อนยังงี้ทุกทีแหละน่า เวลารบจริงจะทำยังงี้ไม่ได้นะ” ว่าแล้วอัลเบอริชก็ก้มลงไปลูบหัวน้องชายซึ่งนั่งอยู่กับพื้น

                “แต่ก็เอาเถอะ ข้าก็ไม่ได้เกลียดความใจอ่อนของเจ้าหรอก ถึงเวลานั้นข้าจะเป็นคนปกป้องเจ้าเอง” อัลเบอริชยิ้มให้น้องชายอย่างเอ็นดู
---------------

 

                “พี่อัลเบอริช...”

                บัดนี้ใบหน้าอัลเบอริชไร้ซึ่งแววตาเอ็นดูเหมือนในอดีต นัยน์ตาของเขาเย็นชาแบบเดียวกับผู้ที่ถูกเมล็กพันธุ์แห่งความมืดครอบงำ

                โอบีรอนสิ้นสติล้มลง

                “โอบีรอน!” ราชินีไททาเนียซึ่งอยู่ข้างๆ พยายามจะเข้าไปช่วย และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง มังกรบัลซิลิสก์ซึ่งอยู่แถวนั้นก็พ่นพิษใส่โอบีรอนหวังซ้ำให้ตาย

                ไททาเนียพุ่งเข้าไปรับพิษนั้นแทน แต่ก็แข็งใจเข้าไปประคองร่างของโอบีรอนหนีออกมาจากสนามรบ

                เมื่อสิ้นผู้นำทั้งสอง กองทัพของเหล่าภูตก็ไม่ต่างอะไรกับผึ้งแตกรัง หนีตายไปคนละทิศละทาง และโดนทัพอสูรไล่เข่นฆ่าย่อยยับ ในตอนนั้นไลแซนเดอร์ก็นำทหารเอลฟ์เข้าคุ้มกันราชาและราชินีอย่างทุลักทุเล กว่าที่ทัพใหญ่ของอีกสี่อาณาจักรจะมาถึงก็วันรุ่งขึ้น

 

                สี่วันต่อมาสงครามก็ยุติ เหล่าภูตบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ส่วนร่างของราชินีไททาเนียก็ถูกผนึกไว้ในคริสตัลเพื่อหยุดการไหลเวียนของพิษ

                ในขณะที่ราชาโอบีรอนบาดเจ็บสาหัส ไม่สามารถขยับไปไหนได้ เขาได้แต่โทษความใจอ่อนของตนที่นำพาหายนะมาสู่อาณาจักรที่เขารัก

                ไททาเนียข้าขอโทษที่ไม่สามารถปกป้องเจ้าและอาณาจักรที่เจ้ารักได้...

 

                แล้วเวลาก็ล่วงเลยไปอีกสองปี... ในขณะที่โอบีรอนได้แต่นอนอยู่บนเตียง โดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรไททาเนียได้เลย แม่มดนิมะเวก็ปรากฏตัวขึ้น

                “โอบีรอนเอ๋ย... เจ้าต้องการพลังไหม หึๆๆ”

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ^^

58 ความคิดเห็น

  1. #47 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2553 / 16:23
    โอเรื่องราวหนหลังเป็นแบบนี้เอง
    #47
    0