Divine Epic (มหากาพย์เทพประยุทธ์)

ตอนที่ 25 : ในความทรงจำของเด็กน้อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 206
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    4 ส.ค. 53


ประมาณสามสิบนาทีก่อนที่ปราสาทอัลเบอร์ทาร์

 

                “เอาล่ะ ไลแซนเดอร์ก็ไปแล้ว เรามาเริ่มกันดีกว่า” ผู้เฒ่ารัมเปลเอ่ยขึ้น

                “เริ่มยังไงหรือครับ” ผมถาม

                ทันใดนั้นเองเองรากไม้ขนาดใหญ่ก็ไชทะลุพื้นปราสาท พังกรงขังพันร่างโอบีรอนไว้แน่น

                “นี่เป็นเวทย์มนต์ที่เพื่อนดรูอิดของข้าทิ้งไว้ให้” ผู้เฒ่ารัมเปลพูดต่อ “กฤษณ์นั่งลงตรงนี้”

                ผมเดินเข้าไปนั่งลงตรงหน้าราชาโอบีรอนซึ่งถูกรากไม้พันธนาการ

                “ทานเมล็ดพันธุ์แห่งความมืดเข้าไปซะ”

                ผมพิศดูเศษลูกแก้วเล็กๆ ในมือ มันเปล่งแสงสีม่วงน่าพิศวงให้ความรู้สึกที่ไม่ดีเอาเสียเลย

                ไม่ได้สิ... เมื่อกี้ท่านผู้เฒ่าบอกว่าสังหรณ์ใจไม่ดีให้ไลแซนเดอร์ตามไปช่วยอลิเซีย ผมเองก็ต้องรีบจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จจะได้ตามไปด้วย

                ผมกลั้นใจกลืนลูกแก้วเล็กๆ นั่นเข้าไป . . . แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                "พลังงานของลูกแก้วจะดึงความรู้สึกด้านลบในจิตสำนึกเจ้าออกมา อย่าต่อต้านมันและอย่าคล้อยตามมัน ถ้าเจ้ามีสติ เจ้าจะเป็นอิสระจากความรู้สึกทั้งสองขั้วนั้น หากเจ้าควบคุมมันได้มันจะช่วยเพิ่มอำนาจของเจ้าชั่วขณะหนึ่ง ถึงตอนนั้นข้าจะส่งเจ้าเข้าไปในจิตสำนึกของท่าโอบีรอน" เสียงของท่านผู้เฒ่าค่อยๆ ห่างไกลออกไป ก่อนที่สติผมจะเริ่มเลือนลาง...

 

                เรื่องราวในตอนนั้นคล้ายภาพความฝันเมื่อนานมาแล้ว...

                วันนั้นเมื่อ 8 ปีก่อน เด็กชายคนหนึ่งกำลังขมักเขม้นอยู่กับการตกแต่งต้นคริสต์มาสเพื่อต้นรับการกลับมาของคุณแม่ พรุ่งนี้เป็นวันคริสมาสและเป็นวันเกิดของแม่ด้วย แม่สัญญาว่าจะกลับมาฉลองคริสมาสด้วยกัน

                สำหรับเขาแล้ว คุณแม่คือโลกทั้งใบ แม่มีเหตุต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ ครั้งแรกที่แม่หายไปห้าวัน เขาร้องไห้ด้วยความคิดถึงทุกวัน แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจและเป็นเด็กดีรอการกลับมาของคุณแม่อย่างใจจดใจจ่อ

                เด็กน้อยยิ้มร่า เมื่อนึกว่าพรุ่งนี้จะได้เจอหน้าแม่แล้ว เขาเตรียมของขวัญสุดพิเศษให้แม่ เป็นการ์ดวันเกิดที่เขาประดิษฐ์เองในชั่วโมงศิลปะซึ่งคุณครูเองยังชมเปาะ เขาอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงใบหน้าของคุณแม่ตอนเห็นการ์ดนี้

                คุณแม่ไม่เคยผิดสัญญา เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ คุณแม่จะต้องกลับมาหาเขาแน่นอน...

 

                ดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางหัวใจ เมื่อรุ่งขึ้นคุณพ่อได้เดินมาบอกว่าคุณแม่จะไม่กลับมาอีกแล้ว...

                เช้าวันที่ 26 ธันวาคม 2012 เครื่องบินที่ออกจากออสเตรียมุ่งหน้ากลับประเทศไทย ประสบอุบัติเหตุ ผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งลำ

                เสียชีวิต... ตาย... นั่นเป็นคำที่เด็กชายได้ยินจากข่าวในโทรทัศน์บ่อยๆ แต่ไม่เคยเข้าใจความหมายของมัน จนกระทั่งบัดนี้...

                ความรู้สึกบางอย่างดันขึ้นมาจนจุกแน่นอยู่ที่อก น้ำอุ่นๆ เปียกแก้ม สมองด้านชา โลกทั้งใบกลายเป็นสีเทา...

                นับจากวันนั้นรอยยิ้มก็หายไปจากใบหน้าของเด็กน้อย...

 

                แต่ละวันผ่านไปอย่างว่างเปล่า เสียงพูดคุยของคนรอบข้าง ดูห่างไกลราวกับในความฝัน...

                รู้สึกโหวงๆ เหมือนมีโพรงอยู่ที่กลางหน้าอก ข้าวที่ตักเข้าปากให้ความรู้สึกขม... ความทรงจำเก่าๆ ที่อบอุ่นมีแต่จะทิ่มแทงตอกย้ำให้เจ็บปวดทุกครั้งที่นึกขึ้นมา

                เด็กน้อยด่าทอโชคชะตาที่พรากคุณแม่ไปจากเขาอย่างไร้ความปราณี

                หากเทพเจ้ามีตัวตนอยู่จริง ท่านก็ช่างโหดเหี้ยมอยุติธรรมสิ้นดี!



                ความขมขื่นค่อยๆ กัดกินจิตใจของเขาจากข้างใน ทำลายโลกที่เคยสดใส ย้อมทุกอย่างให้กลายเป็นสีดำ

                ถ้าต้องทุกข์ทรมานเหมือนตายทั้งเป็นอย่างนี้ สู้ย้อมใจตัวเองให้มืดดำ เพื่อหนีจากความเป็นจริงไปเลยไม่ดีกว่าหรือ...

 

                “กฤษณ์!”



                ในความทรงจำที่เป็นสีเทานั้น เสียงของอลิสากลับดังขึ้นในห้วงมโนสำนึก

                นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้าที่คุณแม่จะจากไป...

                วันหนึ่งผมพบแมวจรจัดตัวหนึ่งที่สวนหลังบ้าน มันเป็นแมวสีน้ำตาลแก่ๆ มอมอแมม ท่าทางอุ้ยอ้าย มันขู่ผมเมื่อทำท่าจะเข้าไปใกล้

                วันต่อมาผมเห็นมันยังนอนอยู่ที่เดิม เลยแอบเอานมในตู้เย็นเทใส่ชามให้มันกิน

                จากนั้นมามันก็เริ่มเชื่องกับผม ผมตั้งชื่อให้มันว่า "เจ้าหง่าว" วันๆ เจ้าหง่าวจะไม่ทำอะไร เอาแต่นอนกลิ้งไปกลิ้งมา เอาตัวถูกับกำแพงบ้าง มาไซ้ผมบ้าง พักหลังเมื่อคุ้นเคยกับคุณพ่อคุณแม่ มันก็ถือวิสาสะเดินเข้ามาในบ้าน บางทีก็เข้ามานอนในห้องผมเฉย (แน่นอนว่าผมจับมันอาบน้ำก่อนแล้ว) มันจึงกลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวไปโดยปริยาย อลิสาซึ่งแวะมาที่บ้านเสมอๆ ก็พลอยชอบเจ้าหง่าวไปด้วย

                จนกระทั่งวันหนึ่งมันก็หายไปจากบ้าน...

                จะหาที่ไหนก็ไม่เจอ ทั้งในบ้าน นอกบ้าน หรือระแวกใกล้เคียง ทั้งที่มันก็อุ้ยอ้ายขนาดนั้น ปีนกำแพงก็ไม่ค่อยไหว ไม่น่าจะเดินไปไหนได้ไกล

                เหมือนเคยอ่านเจอที่ไหนว่าเวลาที่แมวใกล้ตาย มันจะหนีไปตายเงียบๆ คนเดียวไม่ให้ใครเห็น

                วันที่เจ้าหง่าวหายไป ผมกับอลิสานั่งเสียใจอยู่ จนกระทั่งคุณแม่เข้ามาปลอบ

                "แม่ครับ... เจ้าหง่าวตายแล้วใช่ไหมครับ" ผมสะอื้น

                "ใช่จ้ะ..." แม่พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "แต่มันก็ไม่ได้ตายจริงๆ หรอกนะ มันเพียงแต่จากเราไปเพื่อเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่"

                "หมายความว่ายังไงครับ"

                 "อย่างก่อนหน้าที่กฤษณ์จะมาเกิดเป็นลูกแม่ กฤษณ์ต้องเคยเกิดเป็นอะไรสักอย่างมาก่อน อาจจะเคยเกิดเป็นแมวอย่างเจ้าหง่าวก็ได้ แล้วถ้าตอนนั้นกฤษณ์ไม่ตาย กฤษณ์ก็จะมาเกิดเป็นลูกแม่ไม่ได้ไงล่ะจ๊ะ"

                "หากไม่มีการตายก็จะไม่มีการเกิด หากไม่มีการพลัดพรากย่อมไม่มีการพบเจอ... วันนี้เราอาจจะได้อยู่กับคนที่เรารัก เหมือนที่แม่กับกฤษณ์กับหนูอลิสาได้อยู่ด้วยกัน แต่วันหนึ่งเราก็ต้องพลัดพรากจากคนที่เรารักและต้องทุกข์ใจ มันเป็นธรรมดาของโลกใบนี้

                ทุกๆ วินาทีที่กำลังผ่านเราไปจะไม่มีวันหวนคืนมาอีก และเพราะไม่รู้ว่าเวลานั้นจะมาถึงเมื่อไร เราจึงต้องให้ความสำคัญกับทุกๆ วินาทีที่นั้นเหมือนอย่างตอนนี้... ต้องขอบคุณเจ้าหง่าวนะ ที่สอนให้กฤษณ์กับหนูอลิสาได้รู้จักกับคุณค่าและความงดงามของชีวิต"

                ตอนนั้น คำพูดของคุณแม่ไม่ได้ส่งผ่านเข้ามาในใจของผมเลยแม้แต่นิดเดียว แต่น้ำเสียงที่อบอุ่นและอ่อนโยนนั้นก็ช่วยปลอบโยนผมให้คลายจากความเศร้าได้

                บัดนี้คำพูดของคุณแม่กลับปรากฏแจ่มชัด ราวกับผมได้กลับอยู่ในวันนั้นอีกครั้ง

                บัดนี้ผมเริ่มเข้าใจคำพูดของคุณแม่ขึ้นมาบ้าง... ตอนที่รู้ว่าคุณแม่ตายนั้นผมเศร้ามากก็จริง แต่เพราะยังมีชีวิตอยู่ผมถึงได้ผมเจอเรื่องราวมากมาย ได้มายังดินแดนแห่งเทพปกรณัม ได้พบอลิเซีย ฟริกก้า นามิและคนอื่นๆ และที่สำคัญคือได้รู้ว่าคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่

                นี่ไม่ใช่เวลามาจมอยู่กับความเจ็บปวดในอดีตเพราะตอนนี้ผมต้องหาทางช่วยราชาโอบีรอน ช่วยอลิเซีย ช่วยอาณาจักรวูดแลนด์...

                แต่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ในขณะที่ผมเกือบจะถูกความมืดครอบงำนั้น เสียงที่เรียกสติผมกลับมานั้น กลับเป็นเสียงของอลิสา...


 
                “ได้สติแล้วสินะ" เสียงของผู้เฒ่ารัมเปลดังเข้าในจิตสำนึกของผม "พร้อมนะ ข้าจะพาเจ้าเข้าไปในจิตสำนึกของท่านโอบีรอนเดี๋ยวนี้แหละ”

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ^^

58 ความคิดเห็น