Divine Epic (มหากาพย์เทพประยุทธ์)

ตอนที่ 22 : เมล็ดพันธุ์แห่งความมืด (Seed of Darkness)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 229
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 ก.ค. 53


                ในตอนนั้นเอง เหล่าทหารเอลฟ์ก็กรูกันเข้ามาในห้องโถงใหญ่

                “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ท่านไลแซนเดอร์”

                “เอ่อคือ...” ไลแซนเดอร์อ้ำอึ้ง

                “มีผู้บุกรุกสินะ... แล้วกฤษณ์กับอลิเซียก็ช่วยกันไล่ออกไป”

                เสียงนี้มันท่านผู้เฒ่ารัมเปล... นี่ท่านก็มาที่ปราสาทอัลเบอร์ทาร์ด้วยเรอะ

                ท่านผู้เฒ่าเดินแหวกเหล่าเอลฟ์เข้ามากระซิบกับไลแซนเดอร์

                “เจ้ายังไม่ควรสารภาพความผิดตอนนี้ เรามีเรื่องเร่งด่วนต้องทำก่อน”

                เมื่อได้ฟังท่านผู้เฒ่า ไลแซนเดอร์จึงหันไปสั่งพวกเอลฟ์

                “เอาล่ะ ไม่มีปัญหาอะไรแล้วพวกเจ้ากลับไปได้”

                เมื่อพวกเอลฟ์ตนอื่นจากไป เราจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ผู้เฒ่ารัมเปลฟัง

                “ยังงี้นี่เอง เขาของม้ายูนิคอร์นสินะ ถ้าสิ่งที่ยัยหนูนั่นพูดเป็นความจริง เราอาจจะช่วยท่านไททาเนียได้” ท่านผู้เฒ่าเอ่ยขึ้น

                “แต่ว่ามันเสี่ยงมากนะครับ เพราะชายป่าตอนใต้นั้นติดกับอาณาจักรเฮลไฮม์ซึ่งผนึกก็อ่อนกำลังลงไปมาก นี่อาจจะเป็นกับดักล่อเราไปกำจัดก็ได้” ไลแซนเดอร์แย้ง

                “จากที่ได้ยินมา ยูนิคอร์นเป็นม้าที่หยิ่งทะนง ไม่ยอมให้ใครจับง่ายๆ ต้องใช้สาวพรหมจรรย์ล่อ มันถึงจะยอมออกมาหา การจะนำเขาของมันมานั้นคงต้องให้อลิเซียไปเพียงลำพัง” ผมสรุปแผนการจากที่ได้คุยกัน ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับคำตอบของอลิเซียแล้วล่ะนะ

                “ฉันจะไป” อลิเซียอาสา “ฉันเชื่อใจเอล์ม เธอไม่คิดจะหลอกเราหรอก”

                ผมพยักหน้า

                “อลิเซียระวังตัวด้วยนะ เอล์มเชื่อใจได้ก็จริง แต่จะวางใจนิมะเวไม่ได้” ผมจำได้ว่าก่อนนิมะเวจะหนีเข้าไปในหลุมดำ เธอหันมามองอลิเซียด้วยแววตาอาฆาต ไม่แน่ว่านางอาจจะไปดักรออลิเซียอยู่ที่นั่น

                “ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าเจอยูนิคอร์นแล้วฉันจะรีบกลับมาทันที”

                “ตกลงกันได้แล้วสินะ ถ้างั้นก็เหลืออีกเรื่อง” ผู้เฒ่ารัมเปลหันไปทางไลแซนเดอร์ “พาพวกเราไปหาท่านโอบีรอนหน่อยสิ”

                ไลแซนเดอร์มีสีหน้าหนักใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมา “ตามมาสิ”

                เอลฟ์หนุ่มพาเราเดินผ่านห้องโถงใหญ่ลึกเข้าไปข้างใน จนมาหยุดที่หน้าประตูบานใหญ่

                ผมสัมผัสได้ถึงคลื่นความโศกเศร้าที่บีบอัดหัวใจของผม จากด้านหลังประตูนั้น มันเข้มข้นกว่าที่ผมสัมผัสได้ก่อนหน้านี้หลายเท่า

                ไลแซนเดอร์เปิดประตูออก สายลมที่ชวนให้รู้สึกอ้างว้างพรั่งพรูออกมาจากภายในห้องนั้น แล้วผมก็ได้เห็นร่างของนักรบมฤตยูตนนั้นเต็มสองตา

                เขาถูกขังอยู่ในกรงเหล็กซึ่งลงอาคมไว้ สัมผัสจากพลังเวทย์แล้วน่าจะเป็นฝีมือนิมะเว นักรบมฤตยูซึ่งเคยออกอาละวาดสร้างความหวาดกลัวให้กลับเหล่าภูตนั้น เมื่ออยู่หลังกรงเหล็กแล้ว ก็เป็นเพียงชายร่างผอมโกรก ใบหน้าซูบตอบ แววตาหดหู่ ดูแล้วน่าเวทนา

                “นิมะเวจากไปแล้ว ทำไมราชาโอบีรอนยังเป็นแบบนี้อยู่ล่ะ” ผมถาม

                “กรณีของท่านโอบีรอนคงต่างจากพวกพรายน้ำที่ถูกคทาของนิมะเวทำให้คลั่งเพียงชั่วคราว” ผู้เฒ่ารัมเปลตอบ “นิมะเวคงให้กินเมล็ดพันธุ์แห่งความมืดเข้าไปสินะ”

                "เมล็ดพันธุ์แห่งความมืด?” ผมนึกถึงเศษลูกแก้วที่เอล์มส่งให้ “รึว่ามันคือสิ่งนี้”

                “ใช่... นั่นคือสิ่งที่จะไปกระตุ้นความรู้สึกด้านลบพร้อมกับเพิ่มพูนพลังเวทย์อันมหาศาลให้กับผู้ที่ทานเข้าไป ใครที่พ่ายแพ้ให้กับอารมณ์ด้านมืดก็จะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองแล้วกลายเป็นปีศาจ”

                “แล้วไม่มีทางช่วยท่านโอบีรอนเลยเรอะ” ไลแซนเดอร์ถาม

                “กุญแจอยู่ที่เมล็ดพันธุ์แห่งความมืดนี่แหละ” ผู้เฒ่ารัมเปลว่า “หนามยอกเอาหนามบ่ง... เมล็ดพันธุ์แห่งความมืดต้องเอาชนะด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งความมืด ใครคนหนึ่งในหมู่พวกเราจะต้องกินมันเข้าไป แล้วข้าจะใช้เวทย์มนต์ส่งจิตสำนึกจองคนๆ นั้นดำลงไปในจิตใจของท่านโอบีรอน เพื่อเรียกสติสัมปชัญญะของท่านกลับมา”

                “งั้นข้าจะ...” เอลฟ์หนุ่มเอ่ยขึ้น

                “ข้าจะกินเอง” ผมแทรกทันที

                ไลแซนเดอร์หันควับ “นี่มันเสี่ยงมากนะ เจ้าไม่จำเป็นต้องเพื่อพวกข้าถึงขนาดนี้”

                “ไลแซนเดอร์ ข้าไม่ได้ทำเพื่อพวกเจ้าหรอก" ผมหันไปมองตาเอลฟ์หนุ่ม "ข้าทำเพื่อตัวเองต่างหาก”

                ภารกิจของเราคือการปกป้องอาณาจักรวูดแลนด์จากนักรบมฤตยู ถ้าช่วยทั้งราชินีไททาเนียและราชาโอบีรอนไม่ได้ การที่ผมกับอลิเซียมาที่นี่ก็ไม่มีความหมาย ที่สำคัญผมรู้สึกติดใจความโศกเศร้าของคนผู้นี้ นับตั้งแต่ที่ย่างเข้ามาในอาณาจักรวูดแลนด์ ความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างนี้คล้ายคลึงกันกับตอนที่ผมเสียคุณแม่ไป บางทีผมอาจจะพอทำอะไรได้ก็ได้... ไม่สิ... ผมจะต้องช่วยให้ได้!

                ดูเหมือนไลแซนเดอร์จะยอมเข้าใจ จึงหลีกทางให้ผม

                “เตรียมใจไว้ให้ดีล่ะ หากถูกความมืดครอบงำ เจ้าก็จะเป็นเช่นเดียวกับท่านโอบีรอนนะ” โนมผู้เฒ่าเตือน

                "อืม" ผมตอบหนักแน่น แม้จะหวั่นใจอยู่ลึกๆ

                “กฤษณ์ ระวังตัวด้วยนะ” อลิเซียว่า

                “เธอก็เหมือนกัน ระวังตัวด้วยล่ะ”

                เช่นนี้เอง ผมกับอลิเซียจึงต้องแยกกันทำภารกิจ ในขณะที่อลิเซียมุ่งหน้าไปยังชายป่าตอนใต้ของวูดแลนด์เพื่อค้นหายูนิคอร์น ผมก็ต้องทานเมล็ดพันธุ์แห่งความมืดและดำดิ่งลงไปในจิตใจของโอบีรอนเพื่อดึงสติสัมปชัญญะของเขากลับมา

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ^^


58 ความคิดเห็น