Divine Epic (มหากาพย์เทพประยุทธ์)

ตอนที่ 21 : ดิอายออฟดิส (The Eye of Dis)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 260
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 ก.ค. 53


                “นิมะเว! เตรียมตัวชดใช้ในสิ่งที่เจ้าทำกับอาณาจักรวูดแลนด์ซะ!” ไลแซนเดอร์กำดาบในมือมั่น

                “ชดใช้เรอะ!?” แม่มดสาวทวนคำก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมา “อย่าพูดให้ขำดีกว่า ข้าอุตส่าห์ช่วยเจ้าไว้แท้ๆ ยังไม่สำนึกบุญคุณอีก... งั้นก็เข้ามาพร้อมๆ กันเลยดีกว่า อย่างพวกเจ้าน่ะไม่ครณามือข้าหรอก!”

                นิมะเวสบัดมือ ทันใดนั้นพื้นที่พวกเรายืนอยู่ก็แยกออกจากกัน ผม อลิเซียและไลแซนเดอร์ต่างหลบไปคนละทาง จากนั้นเสาหินแต่ละต้นก็ล้มครืนลงมาเล่งงานพวกเราจนไม่มีเวลาให้พักหายใจ

                ปล่อยไว้อย่างงี้ไม่ดีแน่ ยังไงก็ต้องหาทางเข้าประชิดนิมะเวก่อน!

                “แฟรี่!” ผมร้องเรียกแฟรี่ แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                “หึๆๆ เวทย์อัญเชิญเรอะ เจ้าภูตอ่อนแอพันธุ์นั้นไม่มีปัญญาเจาะเข้ามาใน 'มิสติกไดเมนชั่น' ของข้าได้หรอก”

                “เฟเธอร์ช็อต!” ในจังหวะนั้นเองอลิเซียก็ยิงสวนออกมา

                ตอนนี้เสาหินได้หายไปส่วนหนึ่งแล้ว ทำให้นิมะเวลอยอยู่โล่งๆ ไร้ที่กำบังโดยสิ้นเชิง คราวนี้แหละ..เสร็จแน่!

                “มิสติกเกท!” นิมะเวร่ายเวทย์ทำให้มีหลุมดำเล็กๆ เกิดขึ้นตรงหน้า ดูดกระสุนแสงของอลิเซียหายไป พลันก็มีหลุมดำอีกหลุมปรากฏขึ้นที่ด้านหลังอลิเซีย หรือว่า...!

                “อลิเซีย!” ผมกระโดดเข้าไปขวางทางหลุมดำนั้น แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิด เฟเธอร์ช็อตที่ถูกดูดหายไปนั้นโผล่ออกมาจากหลุมดำอันที่สอง

                ผมรับกระสุนนั้นเข้าไปเต็มๆ แรงปะทะของมันราวกับโดนลูกตุ้มเหล็กซัดโครมเข้าที่อก ร่างของผมลอยเคว้งขึ้นไปกลางอากาศ เจ็บซะจนเกือบจะหมดสติไปทั้งๆ อย่างงั้น นี่คือเฟเธอร์ช็อตของจริงรึเนี่ย!

                “กฤษณ์!”

                ในขณะที่ทุกคนกำลังพุ่งความสนใจมาที่ผม เฟเธอช็อตอีกลูกก็พุ่งเข้าใส่นิมะเวจากข้างหลัง

                แม่มดสาวมารู้ตัวเอาเสี้ยววินาทีสุดท้าย จึงเอี้ยวตัวหลบแบบเฉียดฉิว โดนเฟเธอช็อตถากเข้าที่แก้ม

                ที่จริงแล้วอลิเซียยิงเฟเธอร์ช็อตออกไปสองลูก แต่เธอจงใจพูดเสียงดังและยิงใส่นิมะเวตรงๆ ลูกหนึ่งเพื่อเบนความสนใจ ส่วนอีกลูกนั้นเธอยิงเลียดพื้นซิกแซกไปตามซากปรักหักพังของเสาหินที่ฝุ่นกำลังฟุ้งตลบ แล้วอ้อมเข้าทางด้านหลังของนิมะเว

                นิมะเวยืนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ยกมือขึ้นปาดแก้มขวา พบว่ามีเลือดไหลซิบๆ

                รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าของเธอทันที...

                “บังอาจนักนะเจ้าพวกแมลงชั้นต่ำ...” นิมะเวกัดฟันกรอด ดวงตาแดงก่ำ “ได้! ถ้าอยากตายมากขนาดนั้นละก็ ข้าจะสงเคราะห์ให้เดี๋ยวนี้เลย!!” ว่าแล้วเธอก็ชูลูกแก้ว 'ดิ อาย ออฟ ดิส' ขึ้นเหนือศีรษะ แล้วบรรยากศอึมครึมก็ปกคลุมไปทั่วมิติ

                ไม่รู้ว่าตาฝาดไปหรือเปล่าเพราะผมเห็นว่าลูกแก้วมันขยับเองได้ แล้วยังเห็นอีกว่ามันมีลวดลายนูนๆ แปลกๆ คล้ายเปลือกตาของสิ่งมีชีวิต

                ทันใดนั้นเจ้าเปลือกตาที่ว่าก็กระดิกนิดหนึ่งเหมือนจะลืมตาขึ้นมา เพียงเท่านั้นพลังบางอย่างที่น่าสยดสยองก็แผ่ซ่านไปทั่วมิติ หัวใจของผมก็เสียววาบ ขนลุกซู่ ตัวสั่นสะท้าน ผมไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่บอกได้อย่างหนึ่งว่าวิญญาณของผมกำลังกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด

                ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมพลันนึกถึงตอนที่ตัวเองซ้อนวินมอเตอร์ไซค์ซึ่งบิดซะเต็มเหนี่ยวแล้วเกือบชนเข้ากับรถเก๋งที่ปราดพรวดออกมาจากซอยแยก

                เสียงเบรกกระทันหันของมอเตอร์ไซค์ดังลั่นจนแก้วหูแทบฉีก ผมเกร็งมือขวาซึ่งกำที่จับหลังเบาะแน่น กระนั้นร่างของผมก็ถูกกระชากด้วยแรงเหวี่ยงจนก้นลอยจากเบาะทำเอาข้อมือเคล็ด มอเตอร์ไซค์หยุดห่างจากรถคนนั้นเพียงไม่กี่มิลราวปาฏิหาริย์

                ส่วนผมซึ่งนั่งซ้อนมาด้วยนั้น ได้แต่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ มือขวายังคงกำที่จับไว้แน่น หัวใจสูบฉีดพล่าน เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ตอนที่ได้กลิ่นไหม้ของยางล้อรถซึ่งสีกับถนนเป็นรอยดำยาวนั่นแหละ สติผมถึงได้กลับเข้าร่าง และเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าตัวเองยังไม่ตาย



                นั่นคือชั่วขณะที่ผมได้สัมผัสกับ "ความกลัวตาย" . . .

                เช่นเดียวกับในตอนนี้...!

                บ้าเอ๊ย! นี่ผมจะต้องมาตายที่นี่ ทั้งที่ยังไม่ทันได้พบหน้าแม่อีกครั้งงั้นเรอะ!!

 

                “หยุดนะ!” ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ผมก็ได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่จริง! เสียงนี้มัน...!?

                เอล์ม!

                เมื่อผมหันไปก็เห็นว่าเป็นเอล์มจริงๆ นั่นแหละ เด็กน้อยเดินแหวกเข้ามาในมิติของแม่มดนิมะเวหน้าตาเฉย ทันใดนั้นข่ายมนต์ของนิมะเวก็ปริร้าว ก่อนที่ทุกอย่างรอบตัวพวกเราจะกลับมาเป็นห้องโถงใหญ่ภายในปราสาทอัลเบอร์ทาร์ดังเดิม

                นี่มันเกิดอะไรขึ้น! ไหนนิมะเวบอกว่าไม่มีใครสามารถผ่านเข้าออกมิตินี้ได้นอกจากเธอไม่ใช่หรือ...

                “ท่านลิลิม! ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้” นิมะเวเองก็มีสีหน้าตกใจเช่นกัน

                “ดิอายออฟดิสไม่ใช่ของที่จะเอาใช้เช่นนี้ เจ้าก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่เหรอ” แม้เธอจะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนเอล์ม แต่บุคลิกและการพูดจากลับแตกต่างราวกับคนละคน

                “ขออภัยค่ะ ข้าลืมตัวไปหน่อย” แม่มดคนนั้นถึงกับยอมก้มหัวให้

                “เอาล่ะไปกันได้แล้ว”

                “แต่ว่า ข้ายังไม่ได้จัดการเจ้าพวกนี้”

                เด็กคนนั้นเหลียวกลับมามองด้วยหางตา “ข้าบอกว่าไปได้แล้ว”

                “ค... ค่ะ” แม่มดสาวรีบรับคำ แล้วก็สร้างหลุมดำขนาดใหญ่ขึ้นตรงหน้าเด็กคนนั้น

                และก่อนจะเดินเข้าไปในหลุมดำนั้น เธอก็หันมามองพวกเรา แล้วโยนเศษแก้วกลมๆ ชิ้นหนึ่งให้ผม

                “นี่เป็นของตอบแทนที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยหนูไว้จากพวกพรายน้ำค่ะ...” จู่ๆ เอล์มก็กลับมาพูดด้วยท่าทางแบบเด็กๆ อีกครั้ง “จริงสิ... ก่อนหน้านี้ข้าพบม้ายูนิคอร์นตัวหนึ่งแถวชายป่าตอนใต้ของวูดแลนด์ด้วยล่ะ”

                "แล้วพบกันใหม่นะค้าคุณพ่อคุณแม่"

                เธอยิ้มโบกมือให้ แล้วเดินหายเข้าไปในหลุมดำพร้อมกับนิมะเว

                “เอล์ม! เดี๋ยวก่อนสิ...” ผมร้องเรียก แต่ก็ไม่ทัน หลุมดำนั้นได้หายไปแล้ว



                เด็กผู้หญิงที่ชื่อเอล์ม หรือที่นิมะเวเรียกว่า “ลิลิม” เธอเป็นใครกันแน่...

 

                ผมมองดูเศษแก้วอันเล็กเท่าลูกปัดที่อยู่ในมือ มันเปล่งประกายสีม่วงที่มีพลังชวนขนหัวลุกแบบเดียวกับดิอายออฟดิสแต่เบาบางกว่ามาก นี่เอล์มให้ผมมาทำไม...

                นอกจากนั้นเธอยังพูดถึงม้ายูนิคอร์น เห็นว่าเธอเจอมันแถวๆ ชายป่าตอนใต้ของวูดแลนด์... อ๋อ..! จริงด้วยสิ! เขาของยูนิคอร์นที่ว่ากันว่ามีพลังในการรักษาพิษทุกชนิดนั่นไง!

                “ไลแซนเดอร์! อลิเซีย! ฉันรู้วิธีช่วยราชินีไททาเนียแล้ว!”

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ^^

58 ความคิดเห็น