Divine Epic (มหากาพย์เทพประยุทธ์)

ตอนที่ 20 : นิมะเว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 255
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 ก.ค. 53


                บัดนี้ทั้งผม อลิเซียและไลแซนเดอร์ได้หลงเข้ามาในมิติลึกลับของนิมะเว

                นิมะเว... เป็นชื่อแม่มดในตำนานของเซลติก สาวงามที่แสร้งยอมเป็นคนรักของผู้วิเศษเมอร์ลินเพื่อเรียนเวทย์มนต์จากเขา ภายหลังก็รบเร้าให้เมอร์ลินเผยจุดอ่อนที่ทำให้เวทย์ของเขาเสื่อมฤทธิ์ ก่อนจะหลอกล่อเมอร์ลินลงไปในอุโมงค์แล้วร่ายเวทย์มนต์ใส่ก้อนหินที่ปิดปากถ้ำเพื่อขังเขาทั้งเป็น

                หรือว่านางก็เป็นข้ารับใช้ของเทพมารดิสด้วย...! ถ้าเป็นนิมะเวคนนั้นจริงๆ ละก็จะประมาทไม่ได้เลยทั้งเรื่องเวทย์มนต์และความเจ้าเล่ห์เพทุบาย

                “อลิเซียอย่าประมาทนะ นิมะเวจะต้องมีแผนอะไรแน่ๆ” ผมร้องเตือน

                ทันใดนั้นมิติที่เวิ้งว้างก็กลายเป็นห้องภายในวิหารที่ปรักหักพังซึ่งมีเสาหินนับร้อยเรียงกันระเกะระกะ

                “เธอคืออลิเซียจอมเวทย์แห่งศาสนจักรฯ ซึ่งถนัดการต่อสู้ระยะไกลสินะ ดูซิว่าในสภาพแวดล้อมที่คับแคบเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวางเช่นนี้ เจ้าจะสามารถสู้ได้ไหม” นิมะเวซึ่งลอยอยู่บนอากาศเชิดหน้ามองอลิเซียอย่างผู้เหนือกว่า

                “ไม่ลองก็ไม่รู้หรอก” ว่าแล้วอลิเซียก็ยิงเฟเธอร์ช็อตใส่แม่มดสาว

                นิมะเวไม่ได้ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว แต่กลับมีเสาหินต้นใหญ่ล้มลงมารับกระสุนของอลิเซียเสียก่อน

                “ทุกอย่างในมิตินี้เป็นไปตามที่ข้าต้องการ ตัดใจเสียเถอะ พวกเจ้าไม่มีวันรอดออกไปจากที่นี่หรอก”

                นิมะเวโบกมือร่ายมนต์ หลุมดำเล็กๆ นับสิบปรากฏขึ้นรอบตัวอลิเซีย ก่อนที่จะมีเหล่าพรายน้ำแววตาดุร้ายโผล่ออกมาจากในนั้น

                “นี่มันพวกพรายน้ำที่ทะเลสาบเกรทเลค”

                “ใช่ พวกมันกำลังคลั่งเพราะฤทธิ์คทาของข้า” นิมะเวแสยะยิ้ม “เป็นไงน่ารักดีใช่ไหมล่ะ เหล่าทาสผู้ซื่อสัตย์ของข้าจงจัดการนางซะ!”

                พรายน้ำเหล่านั้นแยกเขี้ยวกางเล็บกระโจนใส่อลิเซียโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง จอมเวทย์สาวได้แต่หลบเลี่ยงไม่ตอบโต้ เธอรู้ดีว่าพรายน้ำเหล่านี้ไม่ได้ชั่วร้ายอะไร เพียงแต่ถูกคทาของแม่มดทำให้คลุ้มคลั่งเท่านั้น

                ศัตรูที่ต้องกำจัดมีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือนิมะเว...

                "เอาแต่หลบอย่างงั้นไม่ทำให้เจ้าชนะหรอกนะ" นิมะเวหัวเราะยิ้มหยัน

                ขณะที่อลิเซียกำลังหลบหลีกอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีกำแพงผุดขึ้นปิดทางหนี ในขณะที่เหล่าพรายน้ำไล่กวดมาติดๆ อลิเซียร่ายเวทย์เสกปีกออกมาแล้วปีกบินขึ้นข้างบน แต่ก็ถูกพรายน้ำตนหนึ่งกระโดดคว้าขาไว้

                และในวินาทีที่เธอเสียจังหวะ อยู่ดีๆ เสาหินหลายต้นก็พังถล่ำลงมาทับเธอและพรายน้ำเหล่านั้น

                “อลิเซีย!”

                ผมได้ยินเสียงดังอึกทึก จึงเหลียวไปดูก็เห็นกองหินมหึมาฝังร่างของอลิเซียและพวกพรายน้ำไว้ทั้งเป็น

                บัดซบ มันเกินไปแล้ว!

                “ยังมีเวลาไปมองที่อื่นอีกเรอะ!” ไลแซนเดอร์เงื้อดาบฟาดใส่ผม

                ผมกำดาบมั่นด้วยสองมือแล้วยกขึ้นป้อง ได้ยินเสียงเหล็กปะทะกันดัง แคร้ง! แล้วไลแซนเดอร์ก็กดดาบผมลงมาจนหน้าของเราสองคนเข้ามาใกล้กัน

                “พรายน้ำเหล่านั้นเป็นพวกพ้องของเจ้าไม่ใช่รึไง! เจ้าเห็นพวกเขาถูกฆ่าแล้วไม่รู้สึกอะไรบ้างเรอะ!” ผมเอ่ยขึ้น

                เอลฟ์หนุ่มยังคงนิ่งเงียบ

                “ไลแซนเดอร์ ตั้งสติหน่อยสิ เจ้าคิดว่าคนเหี้ยมโหดอย่างนิมะเวจะยอมช่วยราชินีไททาเนียจริงๆ หรือ... ไม่สิ เจ้าก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าการทำอย่างนี้ไม่สามารถช่วยราชินีไททาเนียได้หรอก!”

                ไลแซนเดอร์แท็คผมกระเด็น

                “แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอะไร! ให้ยืนดูท่านไททาเนียตายไปเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยงั้นเรอะ!”

                “เพราะยังงั้นก็เลยยอมดูพวกพ้องตัวเองโดนฆ่าเรอะ เคยคิดไหมว่าถ้าราชินีไททาเนียรู้เข้าจะเสียใจแค่ไหน”

                ไลแซนเดอร์พุ่งเข้าใส่ผมอย่างกราดเกรี้ยวยิ่งกว่าเดิม

                “หุบปาก! อย่างเจ้าจะไปเข้าใจอะไร คิดว่าข้าไม่เสียใจเลยรึไง พวกมนุษย์อย่างเจ้าซึ่งไม่เคยคิดเหลียวแลพวกเราอย่ามาทำเป็นพูดดีหน่อยเลย!!”

                ผมเริ่มอ่านทางดาบของไลแซนเดอร์ได้ เขามีเชิงดาบดีก็จริง แต่ถูกครอบงำด้วยความรุ่มร้อน กระวนกระวาย จ้องแต่จะปลิดชีพผมให้เร็วที่สุด จึงเล็งแต่ที่อก คอ และหัวซึ่งเป็นจุดตาย โดยไม่สนใจเล่นงานแขน ขาหรือลำตัว

                อย่างไรก็ดี แม้เพลงดาบของไลแซนเดอร์จะไม่เฉียบคมและปราดเปรียวเท่าเพลงดาบของนามิ แต่ก็หนักหน่วงรุนแรงกว่า จนเล่นเอามือผมชาและดูท่าว่าจะปัดป้องได้อีกไม่นาน

                ขณะที่ประมือกับไลแซนเดอร์อยู่นั้น ผมก็รู้สึกถึงความขัดแย้งบางอย่าง... การต่อสู้นี้มันไร้ประโยชน์สิ้นดี เหมือนกับว่าเรากำลังเต้นอยู่บนฝ่ามือของนิมะเว!

                จากที่เห็นไลแซนเดอร์ไม่ใช่คนที่มีจิตใจชั่วร้าย เขาเพียงแต่พยายามช่วยราชินีไททาเนียเท่านั้นเอง ก่อนหน้านี้ตอนที่อลิเซียเล็งคทาไปที่ราชาโอบีรอน(นักรบมฤตยู)เขาก็เข้ามาปกป้อง

                ที่โอบีรอนกลายเป็นนักรบมฤตยูน่าจะเป็นฝีมือของนิมะเว การที่ไลแซนเดอร์จำใจปล่อยให้นักรบมฤตยูไล่เข่นฆ่าพวกภูตก็น่าจะเป็นเพราะโดนนิมะเวยุยง หากเปิดอกพูดคุยกันสักหน่อย ไลแซนเดอร์อาจจะยอมรับฟังก็ได้

                ลังเลไปก็เท่านั้น ลองเสี่ยงดูซักตั้งดีกว่า!

                “ไลแซนเดอร์ ให้ข้าช่วยเจ้าด้วยคนสิ”

                ผมชิงพูดขึ้น... เป้าหมายที่แท้จริงของไลแซนเดอร์ไม่ใช่การกำจัดผมกับอลิเซียแต่เป็นการ ช่วยชีวิตราชินีไททาเนียต่างหาก

                “หา!?” เอลฟ์หนุ่มชะงัก

                “ข้ากับอลิเซียเป็นคนที่ศาสนจักรฯส่งมาก็จริง แต่ไม่ได้มีสิทธิ์ตัดสินลงโทษใคร ที่สำคัญตอนนี้ชีวิตของราชินีไททาเนียกำลังอยู่ในอันตรายไม่ใช่เรอะ ข้าจะช่วยพวกเจ้าหาทางรักษาเอง”

                “พูดบ้าๆ ขนาดข้ากับท่านโอบีรอนพยายามแทบตายยังรักษาไม่ได้เลย แล้วอย่างเจ้าจะทำได้”

                ได้ผล! อย่างน้อยเขาก็มีท่าทีหวั่นไหว

                “ให้ข้าลองดูก่อนสิ ถ้าไม่สำเร็จค่อยฆ่าข้าปิดปาก แล้วเอาพลังวิญญาณของข้าไปช่วยราชินีทีหลังก็ได้นี่"

                แน่นอนว่าผมไม่รู้เลยว่าตัวเองจะช่วยอะไรได้บ้าง ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้สักแต่พูดเพื่อเอาตัวรอด เพราะผมรู้สึกอยากช่วยราชินีไทเทาเนียด้วยใจจริง ความโศกเศร้าของโอบีรอนและความงดงามของไททาเนียนั้นกระทบใจผม ทำให้ผมปรารถนาจะเห็นดินแดนแห่งนี้กลับมาสงบสุขอีกครั้งเพื่อราชา ราชินีและเหล่าภูตทั้งหลาย

                “อย่ามาทำพูดดี เจ้าก็แค่อยากจะถ่วงเวลาเพื่อเอาตัวรอดใช่ไหมล่ะ ถ้ายังไงเจ้าก็ต้องตายอยู่แล้ว แล้วจะช่วยท่านไททาเนียไปเพื่ออะไร”

                น้ำเสียงของไลแซนเดอร์เริ่มสั่นเครือ

                “คำตอบนั้นเจ้าเองก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ...”

                ชั่วขณะนั้น... ความรู้สึกของเอลฟ์หนุ่มก็หลั่งไหลเข้ามาในใจผม เป็นความอ้างว้างและขมขื่นที่ยากจะบรรยาย เพื่อราชินี เพื่ออาณาจักรวูดแลนด์เขาถึงกับยอมแบกรับความเลวทรามทั้งหมดไว้เพียงลำพัง ต้องทนดูราชาที่ตนเคารพถูกทำให้คลุ้มคลั่ง ต้องยืนดูพวกพ้องถูกสังหารโดยไม่ทำอะไร ต้องปิดปากเงียบเก็บงำความลับทั้งหมดไว้เพียงลำพัง แม้จะเป็นเรื่องที่ยากจะให้อภัย แต่ผมกลับรู้สึกเห็นใจเขา

                วินาทีนั้นผมตัดสินใจทิ้งดาบลงกับพื้น

                “ไลแซนเดอร์... ข้ารู้สึกได้ถึงความปวดร้าวของเจ้า แต่จากนี้ไปเจ้าไม่ต้องแบกภาระนี้ไว้เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว”

                ผมมองตาเอลฟ์หนุ่มนิ่ง ในเมื่อผมสัมผัสใจจริงของเขาได้ เขาก็น่าจะสัมผัสใจจริงของผมได้เช่นกัน

                ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นจ้องตาผมตอบ มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ยาวนานประหนึ่งเวลาได้หยุดลง

                “ไลแซนเดอร์ ฆ่ามันซะ!” ในตอนนั้นเอง นิมะเวก็ตะโกนลงมา

                แล้วเอลฟ์หนุ่มก็ตวัดดาบมาที่คอของผม!

                ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น ปลายดาบอันคมกริบได้จ่ออยู่ที่คอหอยผม

                 "มัวทำอะไรอยู่เล่า ถ้าเจ้าไม่ฆ่ามัน เจ้าก็จะช่วยไททาเนียไม่ได้ แล้วความชั่วร้ายของเจ้าก็จะถูกเปิดโปงด้วยนะ!" แม่มดเจ้าเล่ห์ยุส่ง

                ไลแซนเดอร์มิได้สนใจคำของนิมะเว เขามองผมด้วยใบหน้าที่สงบนิ่งและอิ่มเอิบ

                “จะให้ข้าปลิดชีพ คนที่ยอมหลั่งน้ำตาเพื่อข้าได้อย่างไรกัน"

                น้ำตาเหรอ...! ผมเพิ่งรู้สึกว่าขอบตาของตนชื้นอยู่ คงเป็นตอนที่ความปวดร้าวของไลแซนเดอร์ได้หลั่งไหลเข้ามาในใจผม นี่ไม่ใช่น้ำตาของผมเอง แต่เป็นน้ำตาของไลแซนเดอร์ผู้ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่สามารถเปิดเผยความอ่อนแอให้ใครเห็นได้

                "เจ้าช่างเป็นมนุษย์ที่ประหลาดนัก ทำไมจึงเห็นใจคนบาปอย่างข้าถึงเพียงนี้"

                "ก็เพราะข้าเข้าใจดีนะสิ ว่าความรู้สึกที่ไม่อยากสูญเสียใครซักคนนั้น มันเป็นเช่นไร"

                นั่นคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผมมายังดินแดนแห่งเทพปกรณัมและได้รู้ว่าคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ความรู้สึกของไลแซนเดอร์ที่อยากจะช่วยราชินีกับที่ผมอยากจะช่วยคุณแม่นั้นช่างคล้ายคลึงกันเหลือเกิน

                ในตอนนั้นเองลูกแก้วสีม่วงที่อยู่ในเสื้อคลุมของไลแซนเดอร์ก็ถูกดูดไปอยู่ในมือของนิมะเว!

                "ฮ่าๆๆๆๆ มิตรภาพของพวกหนอนอ่อนแอเรอะ ไอ้ความฝันอันเปรอะบางนั่น ข้าจะดับมันไปพร้อมๆ กับชีวิตของพวกเจ้าซะที่นี่เลยก็แล้วกัน!" นิมะเวหัวเราะลั่น

                "ไลแซนเดอร์ ต้องขอบใจเจ้าที่ช่วยสะสมพลังงานในลูกแก้วนี้ให้เสียมากมาย ข้าจะบอกให้นะว่าพลังวิญญาณที่ข้าแบ่งให้เจ้าเอาไปใช้ต่อชีวิตไททาเนียนั้น เป็นแค่เศษเสี้ยวเดียวเท่านั้นเอง"

                "ว่าไงนะ!" เอลฟ์หนุ่มร้อง

                "เอาเถอะ ข้าเองก็หมดธุระกับที่นี่แล้วเหมือนกัน หลังจากกำจัดพวกเจ้าสองคนแล้ว ข้าก็จะทำลายอาณาจักรนี้ให้สิ้นซากซะ"

                "ไม่ใช่สองคน แต่เป็นสามคนต่างหาก!"

                เสียงนี้มันอลิเซีย!

                อลิเซียทลายกองหินขนาดมหึมาออกมา ภายในนั้นเธอกางข่ายมนต์สีน้ำเงินไว้เพื่อปกป้องเหล่าพรายน้ำซึ่งนอนหมดสติอยู่

                "อลิเซีย!" ผมทักด้วยอารามดีใจ ก่อนจะเห็นเลือดไหลออกมาจากหัวของเธอ "เอ่อ...แผลนั่น ไม่เป็นไรใช่ไหม"

                "ขอบใจจ้ะกฤษณ์ แค่นี้เอง ฉันไม่เป็นไรหรอก" อลิเซียยิ้มให้ผม แล้วจรดคทาพร้อมสู้อีกครั้ง

                "เอาล่ะนะ นิมะเว เรามาต่อยกสองดีกว่า!"

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่ไปครับ ^^

58 ความคิดเห็น