Divine Epic (มหากาพย์เทพประยุทธ์)

ตอนที่ 13 : ภารกิจแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 448
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 ก.ค. 53


                ท้องฟ้าสีครามที่กว้างใหญ่... หมู่เมฆสีขาวเหมือนปุยนุ่น...

                ทิวทัศน์ของเมืองที่ผมอยู่มาสิบกว่าปีบัดนี้ดูแปลกตาไป เมื่อมองลงมาจากด้านบน

                หลังคาบ้านสีแดงปนน้ำตาลแบบใบเมเปิ้ลที่เห็นอยู่นั้นคือบ้านของผม

                หญิงสาวคนหนึ่งเดินมากดกริ่งที่บ้านหลังนั้น

                “อ้าวหนูอลิสา เป็นไงบ้าง สบายดีไหม” คนที่เปิดประตูออกมาต้อนรับอลิสาก็คือพ่อของผมนั่นเอง

                “สวัสดีค่ะ คุณอาอารยะ” อลิสายกมือไหว้ “หนูสบายดีค่ะ คุณอายังดูหนุ่มเหมือนเดิมเลยนะคะ”

                “ขอบใจนะ” คุณพ่อยิ้ม “หนูอลิสาไม่ได้มาที่นี่นานแล้วนี่ ไม่เข้ามาข้างในก่อนล่ะ”

                “ไม่เป็นไรค่ะ” อลิสารีบปฏิเสธ “ที่หนูมาที่นี่ก็เพราะมีเรื่องจะบอกคุณอา... คือว่าเมื่อคืนหนูฝัน...”

                “ฝัน?”

                “ค่ะ... มันอาจจะเป็นแค่ความฝันก็ได้ แต่ในฝันนั้นหนูเห็นกฤษณ์กับผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าเหมือนหนูกำลังสู้กันอยู่ และกฤษณ์ก็มีแผลเต็มตัวเลยค่ะ”

                พ่อยิ้มอย่างอ่อนโยน พลางลูบหัวอลิสา

                “หนูอลิสาไม่ต้องห่วงหรอกนะ กฤษณ์เขาเป็นเด็กที่เข้มแข็งเหมือนแม่ของเขา ไม่ว่าจะเผชิญกับอะไร อาเชื่อว่าเขาจะต้องฝ่าฟันไปได้”

                “ค่ะ หนูก็เชื่ออย่างนั้น” สาวน้อยยิ้ม ความกังวลใจค่อยจางลงจากใบหน้า


***** ***** *****

 

                ผมลืมตาขึ้นมาบนเตียงที่อ่อนนุ่มในห้องสีเบจ... เมื่อกี้นี้เป็นแค่ความฝัน หรือว่า...

                สีหน้ากังวลของอลิสาเมื่อครู่นี้นั้นยังติดตรึงอยู่ในใจของผม ต่อหน้าผมเธอจะเป็นคนร่าเริงไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้เห็น ผมจึงเพิ่งเห็นเธอทำหน้าแบบนี้เป็นครั้งแรก

                หากทำได้ผมเองก็อยากจะไปอยู่ใกล้ๆ เผื่อจะช่วยให้เธอสบายใจขึ้นมาได้บ้าง

                ทันใดนั้นเองผมก็สะดุ้งโหยง เมื่อเห็นอลิเซียนั่งหลับอยู่ข้างๆ เตียง

                “อ้าวกฤษณ์ ตื่นแล้วเรอะ” ฟริกก้าเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับนามิ “อย่าส่งเสียงดังล่ะเดี๋ยวพี่อลิเซียตื่น รู้ไหมว่าหลังการประลองพี่เขาใช้เวทย์มนต์รักษาเจ้า แล้วยังคอยดูแลพยาบาลเจ้ามาตลอดสามวันด้วย”

                “สามวัน?” ผมทวนคำ

                “ใช่ เจ้าน่ะสลบไปสามวันเต็มๆ” ฟริกก้าย้ำ “พี่อลิเซียเขาจริงจังไปซะทุกเรื่องอย่างงี้แหละ เห็นอย่างนี้ที่จริงเขาเป็นห่วงเจ้ามากเลยนะ”

                ตอนประลองก็เอาจริง ตอนรักษาก็ตั้งใจรักษา... เอ่อ ถ้างั้นทีหลังหัดยั้งมือซะบ้างไม่ดีกว่าเรอะ

                ผมนึกถึงที่โรงเรียน อลิสาเองก็จริงจังไปหมดทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรียนหนังสือ ทำกิจกรรม ขนาดตอนแข่งกีฬาสียังเล่นอย่างไม่ปราณีใคร ในแง่นี้อลิเซียเองก็คล้ายอลิสาอยู่เหมือนกันแฮะ

                “อืม...” ในตอนนั้นเอง อลิสาก็ลืมตาขึ้นมา “กฤษณ์ตื่นแล้วเหรอ ไม่เจ็บตรงไหนนะ”

                ผมลุกพรวดออกมาจากเตียง “อื้ม! ไม่เลย เพราะเธอช่วยรักษาให้แท้ๆ” ร่างกายของผมเบาหวิว ไม่รู้สึกปวดตรงไหนเลยสักนิด

                แล้วผมก็เพิ่งสังเกตว่าตัวเองใส่เสื้อคนละตัวกับตอนประลอง เฮ่ย นี่อย่าบอกนะว่าอลิเซียเป็นคนเปลี่ยนชุดให้!

                อลิเซียหน้าแดงขึ้นมาทันที

                ฟริกก้าหัวเราะ “ไม่ใช่ยังงั้นหรอกกฤษณ์ ตอนเปลี่ยนชุดนี่ พี่อาเรสเขาส่งคนมาช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนชุดให้”

                ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก พี่อาเรสกู๊ดจ๊อบ!

                “น่าเสียดายนะ ว่าจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้เจ้าอยู่หรอก พอดีพี่อาเรสให้มาตามเจ้าไปที่วิหารกลางน่ะ" (วิหารกลาง = วิหารชาร์เตรอะส์) ฟริกก้าพูดต่อ "เจ้าเตรียมตัวก่อนละกัน ข้า นามิ และพี่อลิเซียจะออกไปรอข้างนอกนะ”

                ก่อนที่ทุกคนจะเดินออกไปนามิก็เข้ามากระซิบกับผม “จำความรู้สึกตอนประลองไว้ให้ดีล่ะ จากนี้ให้เจ้าพยายามมีสติและเปิดสัมผัสไว้อย่างนั้นตลอดเวลา อย่าประมาท ในการต่อสู้จริง ศัตรูจะไม่เปิดให้โอกาสเจ้าได้แก้ตัวเหมือนอย่างพี่อลิเซียหรอกนะ”



                เมื่อผมเปลี่ยนชุดที่อลิเซียเตรียมไว้ให้ (ซึ่งเป็นชุดสีน้ำเงินเหมือนเดิมเปี๊ยบ) พวกเราก็ไปที่วิหารชาเตรอะส์

                ที่วิหารนั้นดูโล่งไปถนัดตา เพราะวันนี้ไม่มีเหล่าผู้ใหญ่ที่แต่งชุดขุนนางยืนตั้งแถวซ้ายขวา จะมีก็แต่อูรานอส อีเรบัส และอาเรสเท่านั้น

                “ก่อนอื่นข้าขอชมว่าในงานประลองนั้น เจ้าสู้ได้น่าประทับใจมาก" อูรานอสเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเป็นกันเอง ขณะที่ลูบเคราสีขาวของตัวเอง "น่าเสียดายที่เราไม่มีรางวัลอะไรให้เจ้า ถ้ายังไงสนใจหลานสาวของข้าไหม" ว่าแล้วอูรานอสก็หัวเราะร่วน

                "ท่านประมุขครับ!" อาเรสขัด

                เจอมุขนี้เข้าไปหัวใจผมถึงกับเต้นไม่เป็นจังหวะ... พอได้ยินเสียงอาเรสแล้วสติค่อยกลับเข้าร่างหน่อย ไม่กล้าหันไปมองเลยว่าอลิเซียจะทำหน้ายังไง

                อูรานอสกระแอมที่หนึ่ง "งั้นขอเข้าเรื่องภารกิจนะ เมื่อสองวันก่อนมีทูตจากเหล่าแฟรี่แจ้งมาว่า นักรบมฤตยูได้ออกอาละวาดที่วูดแลนด์อีกครั้ง"

                “กฤษณ์ อลิเซีย ข้าขอมอบภารกิจนี้ให้เจ้าสองคน ช่วยปกป้องวูดแลนด์จากนักรบมฤตยูที่ว่านี้”

                “เอ๋! แล้วฟริกก้ากับนามิล่ะ?” ผมถาม

                “ภารกิจระดับนี้ ไม่จำเป็นต้องส่งเอซของศาสนจักรฯไปตั้งสามคนหรอก" อาเรสเอ่ยขึ้น

                "ปกติ ถ้าไม่ใช่ภารกิจสำคัญจริงๆ พวกข้าจะไม่ไปด้วยกันสามคนหรอก" ฟริกก้าอธิบาย "อย่างตอนไปตามหาเจ้าที่โลกมนุษย์นั้น เราไม่รู้ว่าเทพมารดิสจะส่งใครมาไล่ล่าเจ้าบ้าง จึงต้องกันไว้ก่อน"

                “เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก ที่วูดแลนด์เองก็มีจอมเวทย์เก่งๆ เยอะ เจ้าน่าจะขอความร่วมมือจากพวกเขาได้” อูรานอสช่วยเสริม

                “หึ คนที่ตัดสินส่งเจ้ากับอลิเซียไปวูดแลนด์กันสองคนเป็นท่านประมุขก็จริง แต่อย่าได้ใจนักล่ะ ถ้าข้ารู้ว่าเจ้าแอบล่วงเกินอลิเซียละก็...” อาเรสใช้นิ้วโป้งลากผ่านคอ "รับรองว่าได้เห็นนรกแน่!"

                ง่า... พี่อาเรสครับ ถึงไม่ขู่ ป๋มก็ไม่กล้าทำอยู่แล้วครับ!



                เมื่อออกมาจากวิหารอลิเซียก็ถามขึ้น

                “ก่อนจะไปวูดแลนด์ กฤษณ์จะดูอะไรก่อนไหม"

                “อืม ขอแวะที่จตุรัสกลางเมืองหน่อยละกัน” ผมบอกเธอ

                จะว่าไป ผมยังไม่ได้จ่ายค่าม้วนคัมภีร์ที่เอาจากลุงคนแคระเลยนี่นา

                แต่เมื่อไปถึงที่ย่านร้านค้า กระโจมของลุงคนแคระก็หายไปแล้ว



                'หึๆ ไม่ต้องทำหน้ากังวลไปหรอก พ่อหนุ่ม เจ้าอยากได้อะไรก็เอาไปก่อนก็ได้ ไว้ถึงเวลาแล้วข้าจะขอสิ่งตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อเป็นการแลกเปลี่ยนเอง'



                นึกถึงรอยยิ้มของลุงคนแคระแล้ว ผมก็เพิ่งจะรู้สึกเสียวขึ้นมาว่าไอ้ "สิ่งตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ" นั่นจะเป็นอะไรกันหนอ... ลุงเขาพูดอย่างกับรู้ว่าเราจะได้พบกันอีกยังงั้นแหละ

                “ไม่มีอะไรแล้วล่ะ เราไปกันเถอะ” ผมหันไปพูดกับอลิเซีย เอ..ว่าแต่จะไปกันยังไงหว่า

                "อืม... ที่จริงถ้าไม่รีบมาก ฉันก็อยากจะพากฤษณ์เดินชมทิวทัศน์ของดินแดนแห่งเทพปกรณัมอยู่เหมือนกัน แต่คราวนี้คงต้องให้กฤษณ์ชมทิวทัศน์จากบนท้องฟ้าไปก่อนแล้วกันนะจ๊ะ"

                "บนท้องฟ้าเหรอ"

                อลิเซียพยักหน้า เธอยกมือทั้งสองข้างกุมไว้ที่หน้าอก ทันใดนั้นก็มีปีกสีขาวขนาดใหญ่สยายออกมาจากกลางหลัง เหมือนตอนงานประลอง               

                "จับมือฉันให้แน่นๆ นะ เราจะบินไปวูดแลนด์กัน"

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ! ^^


ไรเตอร์ประสบปัญหาในการโพสต์นิดหน่อย
ทำให้ตอนมันกระโดดข้ามไปหนึ่งตอน (คือตอนที่14)
ใครที่ต้องการอ่านตอนถัดจากตอนนี้ (คือตอนที่ 15)
กรุณาคลิกตามลิงค์นี้แทนการคลิกที่คำว่า "ตอนถัดไป" นะครับ
ขออภัยในความไม่สะดวกครับ _/\_
http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=622363&chapter=15

58 ความคิดเห็น