Divine Epic (มหากาพย์เทพประยุทธ์)

ตอนที่ 11 : แผนรับมืออลิเซีย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 463
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    26 มิ.ย. 53


                “ขอเริ่มการประลอง ณ บัดนี้!” อาเรสประกาศ

                "เอาล่ะ ทุกท่าน ในที่สุดการประลองก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว ข้าฟริกก้าจะขอทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศเองค่ะ"

                เสียงแปดหลอดของฟริกก้าก้องไปทั่วโคลีเซียมโดยไม่ต้องใช้ตัวช่วยใดๆ

                ในที่สุดการประลองก็เริ่มต้นขึ้น! หัวใจผมเต้นโครมคราม เม็ดเหงื่อค่อยๆ ผุดขึ้นตามใบหน้า แต่อลิเซียซึ่งยืนห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตรนั้น กลับยืนยิ้มสบายๆ เหมือนตอนที่เราเดินด้วยกันในเมือง

                “แองเจลิกเฟเธอร์” อลิเซียยื่นมือออกมา ทันใดนั้นก็มีคทารูปปีกนางฟ้าปรากฏที่มือของเธอ

                หึๆ จะทำสบายใจก็แค่ตอนนี้แหละ อลิเซีย เพราะผมเตรียม "อาวุธ" ไว้รับมือกับเธอแล้ว

                ผมควักของชิ้นหนึ่งออกมาจากเสื้อคลุม

                “จ่างจ๊าง ไอเทมรับมือหมายเลขหนึ่ง กระจกเงา!”

                ใช่แล้ว ไม่ว่าจะมองยังไงมันก็คือกระจกเงาธรรมดาๆ นั่นเอง

                จากการวิเคราะห์ของผม แม้เหล่าจอมเวทย์ของดินแดนแห่งเทพปกรณัมจะใชเวทย์มนต์เสกน้ำเสกไฟได้ก็จริง แต่เวทย์มนต์เหล่านั้นก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือกฎธรรมชาติ พูดง่ายๆ ก็คือน้ำสามารถดับไฟได้ ส่วนไฟก็ต้องอาศัยออกซิเจนในการสันดาป ดังนั้นมนต์แสงของอลิเซียก็ต้องใช้กระจกสะท้อนกลับไปได้

                ฉันนี่มันอัจฉริยะจริงๆ 555 เป็นไงล่ะอลิเซีย งงเป็นไก่ตาแตกเลยล่ะสิ

                ทันใดนั้น ก็มีลำแสงพุ่งผ่านผมไป ก่อนที่มันจะวกกลับมาป่นกระจกเงาของผมจากด้านหลัง (ซึ่งเป็นด้านที่ทึบไม่มีกระจก) จนเหลือแต่ด้ามจับ

                ม่ายยย---!!!! ไอเทมฯหมายเลขหนึ่งของช้านนน!!

                “คิกๆ สนุกจังเลย คราวนี้จะเอาอะไรออกมาอีกน้า”

                "ฮ่าๆๆๆๆ กฤษณ์ได้ปล่อยอาวุธลับชิ้นแรกออกมาแล้วท่านผู้ชม หรือว่านี่คือแผนหลอกให้คู่ต่อสู้หัวเราะจนท้องแข็งตายกันแน่" สิ้นเสียงฟริกก้า ก็มีเสียงฮาตรึมจากฝั่งอัฒจันทร์

                “พรืด!” ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่อาเรสที่ยืนอยู่ในสนามยังถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

                “ใช่แล้ว เมื่อกี้นี้เป็นโจ๊กเรียกน้ำย่อยเท่านั้นแหละ” ผมรีบตีหน้าเข้มทันที เชอะถ้าของเล่นหลอกเด็กยังงี้ใช้ได้ผลจริงๆ ก็ไม่สนุกสิ! (จริงๆ แล้วคาดหวังไว้มาก)

                “คราวนี้ฉันจะไม่ใช้ลูกไม้อะไรแล้ว เข้ามาเลยอลิเซีย” ไอเทมรับมืออลิเซียยังมีอีกก็จริง แต่ยังไม่ควรเอามาใช้ตอนนี้ คงต้องเสี่ยงสักนิดหนึ่ง แต่ผมก็สังเกตเห็นจังหวะการยิงลำแสงของอลิเซียแล้ว

                “เอาล่ะนะกฤษณ์” อลิเซียเงื้อคทาขึ้นเล็งมาที่ผม

                ผมจ้องไปที่ปลายคทา เมื่อกี้ผมเห็นแล้วว่าลำแสงของอลิเซียจะพุ่งเป็นเส้นตรง ถ้ากะจังหวะดีๆ ก็น่าจะหลบได้

                ใช่... ก่อนจะยิงลำแสง ที่ปลายคทาของอลิเซียจะมีแสงออกมาแว้บหนึ่ง

                พอเห็นแสงแว้บขึ้นที่ปลายคทา ผมก็กระโดดออกข้างทันที ได้ผล! ลำแสงนั้นคลาดตัวผมไปเพียงนิดเดียว

                โชคดีที่อลิเซียยิงแม่น เพราะถ้าเธอเล็งมาที่ผมละก็ ขอเพียงผมไม่ยืนนิ่งอยู่กับที่ก็หลบได้แล้ว

                เอาล่ะ ที่เหลือก็คือจังหวะที่ลำแสงนั่นเลี้ยวกลับมา

                ผมเบี่ยงตัวอีกครั้ง ลำแสงนั้นเฉียดไหล่ผมไป ไชโยหลบพ้นแล้ว!

                ในขณะที่หลงดีใจอยู่นั่นเอง ก็มีเสียงดัง "ก๊อง!" ในหัวผม ราวกับมีลูกมะพร้าวตกใส่หัว

                แล้วร่างกายของผมหมดแรงล้มคว่ำลงกับพื้น เมื่อกี้นี้มันอะไรกัน...!

                ผมลืมตาขึ้นเห็นพื้นดินขนานกับสายตา พยายามจะชันแขนลุกขึ้นแต่ แขนทั้งสองข้างกลับอ่อนเปลี้ยไม่ฟังคำสั่ง ต้องพยายามอยู่นานกว่าจะลุกขึ้นมายืนโซซัดโซเซ

                ในหัวมึนไปหมด แต่ก็พยายามทำความเข้าใจเหตุการณ์เมื่อครู่นี้

                ทีแรกผมกระโดดหลบลำแสงที่อลิเซียยิงมา แล้วก็เบี่ยงตัวหลบมันซึ่งวกมาจากข้างหลัง จากนั้นก็...

                “เอาล่ะค่ะ พี่อลิเซียประเดิม 'คลีนฮิต' ช็อตแรกไปแล้ว ดูเหมือนกฤษณ์จะยังงงอยู่ว่าตัวเองโดนอะไรเข้าไป งั้นจะขออธิบายให้ทุกท่านในที่นี้เข้าใจว่า 'เฟเธอร์ช็อต' ของพี่อลิเซียนั้นสามารถวนกลับไปกลับมากี่รอบก็ได้ตามต้องการ ด้วยทักษะการควบคุมเวทย์มนต์ที่สูงส่งของพี่อลิเซียนั่นเอง”

                ไอ้นี่เขาเรียกเฟเธอร์ช็อตเรอะ... (ใครมันตั้งชื่อให้ฟระ) ขนาดมีอานุภาพแค่หนึ่งในสิบยังแรงขนาดนี้ ไม่อยากนึกเลยว่าถ้าเป็นปกติจะแรงขนาดไหน

[เฟเธอร์ช็อต (เฟเธอร์ = ขนนก) เป็นท่าโจมตีที่เบาที่สุดของคทาแองเจลิกเฟเธอร์ ซึ่งเน้นความแม่นยำมากกว่าพลังทำลาย แต่เผอิญว่าพลังเวทย์ของอลิเซียสูง พลังทำลายก็เลยสูงตามไปด้วย ]

                โธ่เอ๊ย... ทีแรกนึกว่าลำแสงของอลิเซียจะเลี้ยวได้แค่ครั้งเดียวเหมือนบูมเมอแรง แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้จะใช้การสังเกตอย่างเดียวคงหลบไม่พ้น เพราะจังหวะที่กำลังหลบอยู่นั้นคงไม่มีเวลาหันไปมองหรอกว่าลำแสงจะเลี้ยวมาจากทิศไหน

                “กฤษณ์! ไม่เอาศรเวทย์ออกมาใช้บ้างล่ะ” ในตอนนั้นเองก็มีเสียงผู้ชมบนอัฒจันทร์ตะโกนลงมา

                “ศรเวทย์เรอะ ฉันใช้ของอย่างงั้นกับอลิเซียไม่ได้หรอก” ผมพูดอย่างมั่นใจ “แต่ถึงไม่ใช้ก็จะชนะให้ดู!”

                สิ้นเสียงผมก็มีเสียงโห่ร้องดังขึ้น ไม่รู้ว่าเขาชอบใจตรงไหน แต่ก็พอจะเดาได้อย่างหนึ่งว่า คงไม่มีใครอยากเห็นผมทำร้ายอลิเซียแน่ๆ

                "กฤษณ์นี่อ่อนโยนจังเลยนะ" อลิเซียยิ้ม

                ก็พูดไปยังงั้นเองแหละ... ก่อนหน้านี้ตอนที่ผมเรียกแฟรี่กับโนมมาทำสัญญา พวกเขาบอกผมว่า ศรเวทย์ที่ผมยิงนั่นกินพลังเวทย์มหาศาลจนสามารถใช้ได้แค่เดือนละครั้ง... แต่เท่านี้ ถึงผมจะแพ้ก็แพ้อย่างเป็นสุภาพบุรุษล่ะ 55+!!! (ยังคิดเรื่องแพ้อยู่)

                ในตอนนั้นเอง ก็มีสายลมเย็นพัดมาวูบหนึ่ง ลมนี้มัน... ทำให้ผมนึกถึงตอนที่นั่งสมาธิอยู่บนโขดหินกับนามิ จริงด้วย... ถ้าจับกระแสของสนามประลองได้ ก็อาจจะหลบเฟเธอร์ช็อตของอลิเซียได้โดยไม่ต้องมอง

                ผมหลับตา รวบรวมความรู้สึกไว้ที่กลางหน้าผาก แต่ความรู้สึกนั้นกลับแข็งทื่อ ซ้ำยังสั่นกระสับกระส่าย แตกต่างจากตอนที่นั่งอยู่ในป่าอย่างเห็นได้ชัด

                เฮ่! ทำใจเย็นๆ ไว้... ง่า... ยิ่งไปบังคับมันก็ยิ่งลน ยังงี้ไม่ไหวแน่ๆ

                “อ่ะแฮ่ม” อาเรสกระแอมทีหนึ่ง เป็นเชิงบอกให้ผมกับอลิเซียสู้ต่อ นี่ ไอ้พี่ชายขี้เต๊ะ ขอเวลาอีกเดี๋ยวไม่ได้รึไงฟระ!

                “พร้อมไหมจ๊ะกฤษณ์” อลิเซียถามผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม... ตอนเจอกันใหม่ๆ ยังหลงนึกว่าอลิเซียต่างจากฟริกก้ากับนามิ แต่ทีไหนได้ ยัยนี่ก็เป็นอีกคนที่สามารถยิงลำแสงใส่คนอื่นได้อย่างหน้าตาเฉยเหมือนกัน

                “มาเลย ฉันพร้อมทุกเมื่อ!” ผมกวักมือท้าทาย เอาวะ! อย่างมากก็แค่โดนอัดน็อค

                คราวนี้ผมไม่ได้มองไปที่ปลายคทาของอลิเซียเพื่อจะกะจังหวะหลบ แต่รวบรวมสมาธิไปที่สัมผัสภายในใจของตัวเอง เพื่อจับกระแสจิตที่ไหลเวียนอยู่ในสนามประลอง

                ฉับพลันนั้น! ก็มีแสงสว่างวาบที่เบื้องหน้าผม แสงนั้นขยายตัวทำให้โลกเจิดจ้าไปทั้งใบ รู้สึกตัวอีกทีผมก็มาอยู่ในโลกที่มีแต่แสงสว่าง ไม่มีอลิเซีย อาเรสหรือใครทั้งนั้น เป็นโลกที่สงบนิ่งราวกับหลุดพ้นจากมิติแห่งกาลเวลา ร่างกายเบาหวิว สัมผัสทั่วร่างตื่นพร้อม สติและความรู้สึกนึกคิดเฉียบคมว่องไว แล้วกระแสอันอบอุ่นที่เสมือนมีความรู้ทั้งมวลในจักรวาลอัดแน่นอยู่นั้น ก็ได้ไหลผ่านเข้ามาในตัวผม ระลอกแล้วระลอกเล่า อย่างไม่รู้จักหมดสิ้นดั่งน้ำที่ไหลมาจากมหาสมุทร

                ในตอนนั้นเอง ผมก็ได้ยินเสียงของฟริกก้าแว่วมาจากที่ไหนก็ไม่รู้

                “คราวนี้กฤษณ์โดนเฟเธอร์ช็อตของอลิเซียเข้าไปกลางแสกหน้า และยังไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นมาเลยล่ะค่ะ หรือว่าการประลองจะจบแค่นี้"

                ผมตื่นจากภวังค์ รู้สึกได้ถึงร่างกายที่แข็งทื่อและหนักอึ้ง ซึ่งนอนแผ่หราอยู่กับพื้น รึว่าเมื่อกี้ผมโดนอลิเซียยิง...!

                “ฮะๆๆๆ” ผมหัวเราะลั่น แล้วดีดตัวกระโดดพรวดเดียวขึ้นมายืน แต่พริบตาที่ขาแตะพื้น ก็อ่อนยวบยาบจนเซไปเซมาเกือบล้ม

                “ไม่รู้ว่ากฤษณ์หัวเราะอะไร หวังว่าคงไม่ได้เพี้ยนไปแล้วหรอกนะ” ฟริกก้ายังคงพากย์ต่อ

                เพี้ยน... ก็คงใช่มั้ง ผมต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ ถึงได้เห็นโลกแบบนั้นเข้า... แต่ไม่รู้ทำไม ทั้งๆ ที่ร่างกายไม่มีแรง ตาก็ยังเบลอๆ จนมองอะไรไม่ค่อยเห็น แต่สัมผัสอื่นๆ ที่เหลือกลับคมกริบ แม้หลับตาผมก็รู้สึกได้ว่าอลิเซียอยู่ตรงไหน อาเรส ฟริกก้า อูรานอสอยู่ตรงไหน ซ้ำในใจยังโปร่งโล่งสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!

                ไม่ผิดแน่! นี่ล่ะคือเศษเสี้ยวของ “ท่วงทำนองแห่งจักรวาล” ที่แม่พูดถึง ที่ซึ่งไร้กาลเวลา และมีสรรพความรู้ทั้งมวล

                “ดูเหมือนกฤษณ์จะยังสู้ต่อไหว อ๊ะ อาเรสส่งสัญญาณให้ประลองต่อแล้ว!”

                อลิเซียขยับคทาของเธอล็อคเป้ามาที่ผมอีกครั้ง ทันใดนั้นผมก็เห็นจิตของอลิเซียพุ่งเป็นสายมาหาผมก่อนที่เธอจะยิงเฟเธอร์ช็อตออกมา!

                ผมขยับตัวหลบลำแสงนั้นอย่างง่ายดาย และแม้จะไม่หันไปมอง ผมก็รู้ว่าลำแสงนั้นจะวกกลับมาจากทิศไหน

                ผมสัมผัสได้ถึงจิตของอลิเซีย จิตนั้นเป็นตัวบอกให้ผมรู้ล่วงหน้าว่าเธอจะเล็งลำแสงไปทางไหน...

                ผมหลบลำแสงของอลิเซียครั้งแล้วครั้งเล่า และเริ่มขยับตัวน้อยลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงแค่เอี้ยวตัวหลบ โดยแทบไม่ต้องขยับเท้า

                “สมกับเป็นกฤษณ์จริงๆ ถ้างั้นฉันก็จะเอาจริงบ้างนะ” อลิเซียว่า จากนั้นก็เล็งคทายิงเฟเธอร์ช็อตลูกที่สองมาที่ผม จากสองเป็นสาม... สามเป็นสี่... เป็นห้า... หก...

                ผมจับจังหวะการเคลื่อนไหวของเฟเธอร์ช็อตแต่ละลูก แล้วเคลื่อนไหวประสานไปกับจังหวะของพวกมัน ไม่ช้าเฟเธอร์ช็อตเหล่านั้นก็กลายเป็นคู่เต้นแทงโก้ของผมไปโดยปริยาย (เร็วขนาดนี้ไม่ใช่ลีลาศแน่ๆ)

                ต้องขอบคุณนามิที่ติวศิลปะการป้องกันตัวให้ผม ทำให้ผมมีทักษะในการเคลื่อนไหวหลบหลีกอยู่บ้าง

                แต่อลิเซียยังไม่ได้หยุดแค่นั้น เธอระดมยิงเข้ามาเรื่อยๆ จนมาถึงลูกที่สิบสอง! ในที่สุดผมก็ชักตามความเร็วไม่ทัน (นี่มันเปลี่ยนจาก "แทงโก้" เป็น "สปีดเมทัล" ไปแล้ว!) จนจังหวะเริ่มรวน และทำท่าว่าจะหลบไม่พ้น

                เอาล่ะ ถึงเวลางัดไอเทมฯชิ้นต่อไปออกมาแล้ว!

                ผมหยิบม้วนคัมภีร์ออกมาจากเสื้อคลุม แล้วกางออก

                "สโครลออฟฟ็อก!" ทันใดนั้นก็มีม่านหมอกปกคลุมกว่าครึ่งหนึ่งของสนามประลอง

                ครู่หนึ่งลำแสงทั้งสิบสองลูกที่วิ่งวนอยู่รอบๆ ตัวผมก็ค่อยๆ จางลง จนแม้จะถูกตัวผมก็แค่แสบๆ คันๆ

                “หึๆๆ ความรู้วิทยาศาสตร์ม.ต้น เมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางเช่นไอน้ำ ก็จะสะท้อนออกบางส่วน ถูกดูดกลืนบางส่วน ทำให้อนุภาคกระจัดกระจายและลดความเข้มข้นลง” ผมพูดอย่างภูมิใจ

                อยากจะชมตัวเองอยู่หรอก แต่ถ้าไม่ใช่เพราะข่ายเวทย์ของอาเรสที่ทำให้พลังเวทย์ของอลิเซียลดลงเหลือหนึ่งในสิบ ป่านนี้เฟเธอร์ช็อตของเธอคงทะลุม่านหมอกพวกนี้ได้ง่ายๆ เหมือนเอามีดผ่าเค้กไปแล้ว

                (กฎของอาเรสไม่มีผลกับไอเทมที่ไม่มีชีวิตจิตใจ นอกจากนั้นม้วนคัมภีร์เวทย์มนต์ก็บรรจุเวทย์มนต์ที่มีเลเวลต่ำสุดอยู่แล้ว จึงไม่สามารถลดอานุภาพลงไปให้ต่ำกว่านี้ได้)

                “เอาล่ะได้เวลาโต้กลับแล้ว!”

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

58 ความคิดเห็น

  1. #27 focus (@focus2374) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2553 / 14:42
    หุๆ หนุกมากครับ มาต่อไวๆ อยากรู้จังพระเอกเราชนะไหมเนี่ย...
    #27
    0
  2. #25 Valentika (@valentika) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2553 / 01:31
    อิลเซีย ยิ้ม.....แล้วยิง
    #25
    0