อสูรา: ภาค ภีษวัต

ตอนที่ 6 : เหนือสิ่งที่รู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 เม.ย. 64

 

 


 

บทที่ 6


 

เหนือสิ่งที่รู้


 


 


 

เช้าวันต่อมา พีก็ต้องไปรับ ไนท์ น้องชายของเขาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง คุณหมอตรวจผลเลือดครบแล้วและผลก็ปกติดี ไนท์เองก็กลับมาแข็งแรงดีปกติและพร้อมกลับบ้านแล้ว

 

พวกเขานั่งรถกลับบ้านอย่างราบรื่นไม่มีเหตุการณ์ที่ผิดปกติ

 

“อืม พี่เคยพูดว่าไรนะตอนที่ผมโดนงูกัด มันไม่ใช่งูใช่มั้ย”
 

เสียงไนท์ดังขึ้น 
 

พียังคงนิ่งสงบ
 

“มันคืองูแหละ แต่ไม่ใช่งูจริง เรียกว่าเป็นวิญญาณที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาต และมุ่งแต่จะทำร้ายคนอื่น”

 

เขายังคงมีท่าทีสงบและบังคับพวงมาลัยด้วยท่าทีสบายๆ
 

“พี่เลยบอกว่าเป็นความผิดพี่สินะ”
 

ไนท์พูดขึ้น น้ำเสียงเขาเองก็ได้มีความแปลกใจสักนิด เขาเองก็คลุกคลีกับพีมานานพอสมควร อาจจะด้วยบุญบารมีที่เคยทำร่วมกันทำให้เขาเองก็ซึมซาบเรื่องพวกนี้อย่างไม่รู้ตัว เรียกได้ว่าเขาเองก็เป็นคนที่มีเซ็นส์ค่อนข้างแรงพอตัว แต่ก็ยังสร้างความแปลกใจให้เขาเล็กน้อยที่เขาไม่อาจสัมผัสถึงอันตรายของครั้งนี้ได้เลย
 

“ใช่มั้ยล่ะ คนอย่างแกไม่น่าจะมีคนปองร้ายขนาดหมายชีวิต ใครที่ทำแบบนี้ได้ไม่ใช่แค่ต้องการชีวิตของศัตรูหรอกนะ เขาจะต้องสละชีวิตของตนเองได้ด้วยซ้ำ มนต์ดำไม่ใช่ของเล่น”

 

พียังคงขับรถไปเรื่อย

 

คำพูดเมื่อสักครู่ทำให้ไนท์ขนลุกชู่ ไม่บ่อยนักที่เขาจะรู้สึกเช่นนี้

 

“แกจะบอกว่า แกไม่รู้สึกถึงอันตรายครั้งนี้เลย พี่ก็จะบอกง่ายๆว่า มันเป็นเรื่องที่เหนือกว่าสิ่งที่แกรู้”

 

เขาหยุดรถตรงไฟแดง เขาหันมาสบตาไนท์ นั่นยิ่งทำให้ไนท์ขนลุกมากกว่าเดิม เขาไม่ได้พูดต่อ


 

“คนที่ใช้มนต์ดำทำร้ายแกเป็นคนที่เก่งกาจ เป็นแม่มดที่มีฝีมือทีเดียว มันจึงไม่แปลกที่แกเองไม่รู้สึก แต่ผลของมนต์ดำนั้นก็ไม่ได้แสดงออกอย่างเต็มที่ เพราะแกเองก็มีของดี สิ่งที่คอยปกป้องตัวแกมาตลอด”

พีขับรถออกตัวอย่างนิ่มนวล พวกเขาไม่พูดอะไรอีกจนกระทั่งมาถึงบ้าน 

 

“นี่คือพระที่ท่านอาจารย์ให้พี่มา แกต้องใส่ไว้ตลอด ห้ามถอดเด็ดขาด”

 

พียื่นพระให้ไนท์และคอยกำชับ ไนท์ยิ้มพร้อมรับมาอย่างว่าง่าย
 

ชายหนุ่มกลับมาทำงานที่ร้านเหมือนเดิม เขายังคงทำหน้าที่ชงกาแฟ ท่ามกลางสามสาว เช่นเดิม ร้านกาแฟนี้เป็นร้านกาแฟขนาดกลาง มีเขาเป็นผู้จัดการร้าน และมีชายเจ้าของร้านอีกคนที่เป็นเจ้าของ ด้วยความที่อยู่ชานเมืองเล็กน้อย บรรยากาศร่มรื่น ลูกค้าจึงไม่ค่อยเยอะมาก แต่ก็มีมาเรื่อยๆ
 

เขากำลังยืนเช็ดถ้วยกาแฟที่หลังเคาเตอร์ หูกำลังฟังสาวๆที่คุยกันข้างๆ
 

“หญิง ฉันว่าแฟนแกท่าทีแปลกไปนะ แกให้เขาทำงานหนักไปเปล่า”
 

เสียงของเมดังขึ้น

 

“ใช่เลย ถ้าแกไม่พูดขึ้นนะเม ฉันก็ว่าจะถามแกอยู่ หญิง”

 

หญิงสาวอีกคนพูดขึ้น
 

“อืม ฉันว่าเขาก็ปกตินะ เท่าที่ได้เจอกัน เขายังทำตัวเหมือนเดิม อาจเป็นเพราะเขาเข้ากะดึกมากไปมั้ง ช่วงนี้เขาจะชอบเข้าเวรกะดึกตลอด”

 

หญิงตอบเบาๆ สีหน้าของเธอปกติ มีออร่าสีทองจางๆแผ่ออกมา

 

“แกไม่เคยเจอเขาตอนเช้าเลยเหรอ พวกแกไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันเลยอ่อ”

 

หญิงเงียบ แต่ยังทำงานอยู่
 

“จะว่าไปก็ใช่แหละ ช่วงนี้ฉันเองก็ยุ่งกับเรื่องเรียน เลยไม่ค่อยได้สังเกตเขา แต่เขาก็ไม่เคยบ่นอะไรนะ”

 

หญิงพูดพร้อมครุ่นคิด

 

“เออ ฉันก็เพิ่งเจอเขาไง เห็นท่าทางซูบผอม เลยถามดู”

 

พวกเขาก็กลับมาทำงานต่อ และคุยเรื่องอื่นไป

 

ชายหนุ่มตั้งใจฟังพร้อมครุ่นคิด 

 

เขารับรู้ตั้งแต่แรกว่า มีบางอย่างผิดปกติ ที่ส่งผลต่อทั้งตัวของหญิง และไมล์แฟนของเธอ ตัวหญิงเองทำงานที่นี่ เขาสามารถเข้าถึงได้จึงสามารถป้องกันเธอได้ แต่สำหรับไมล์นั้นยากมาก เขาเคยขอให้หญิงพาไมล์มาพบเขา แต่ไมล์ก็ปฏิเสธทุกครั้ง อาจจะเป็นเพราะเธอผู้นั้นรู้ตัวก่อนทำให้เธอควบคุมให้ไมล์ปฏิเสธนัดของเขา

 

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ด้วยพลังจิตอันลุ่มลึก เขาสามารถใช้จิตพิจารณา ไมล์ได้ แม้เขาจะอยู่ห่างไกลออกไป พลังของจิตนั้นยืดหยุ่นและไร้ตัวตน หากคนผู้นั้นไม่มีพลังจิตในระดับเดียวกัน ไมล์ที่เขาเห็นในนิมิตจิต ไม่ได้แตกต่างจากที่เมกับเหมยพูดเท่าไหร่นัก ใบหน้าซีดเซียวดูอ่อนเพลีย เหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายวัน แต่สิ่งที่เขาเห็นเพิ่มเติมคือ พลังชีวิตของเขาที่ถูกกัดกินเรื่อยๆ
 

มนต์ดำ คุณไสย ไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวเขานัก ในเส้นทางนักปฏิบัติ เขาต้องเผชิญกับพลังงานหลากหลายรูปแบบเช่นนี้อยู่แล้ว ครั้งหนึ่งพระอาจารย์เคยบอกกับเขาว่า 

 

‘ในวิถีแห่งจิต มีหลากหลายเส้นทางที่มาบรรจบ ในแต่ละขั้นแห่งจิตที่บรรลุจะมีพลังที่เกิดแก่เหตุนั้นเสมอ ให้ปล่อยวางเสีย มันคือเหตุแห่งวิชชาและอวิชชา เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อสิ่งนั้น เราต้องการก้าวข้ามมันเพื่อมุ่งสู่การหลุดพ้นอย่างแท้จริง’ 

 

และเส้นทางที่ผ่านมาเขาก็เลือกที่จะปล่อยวางจากพลังเหล่านั้นแม้ตอนนี้ จิตของเขาได้บรรลุสู่ระดับสูง แต่เขาก็ยังไร้ซึ่งพลัง ทั้งนั้นเพราะเขาไม่ได้สนใจตั้งแต่แรก เขาคิดเองว่าการจะครอบครองพลังเหล่านั้น จะยิ่งสร้างความวุ่นวาย พลังนั้นมีสองด้าน เขาจะต้องรักษาสมดุลของจิตใจให้ดี ไม่เช่นนั้น สิ่งที่ดีก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความชั่วร้ายได้ และนั่นแหละคือสิ่งที่ถูกจัดว่าเป็นมนต์ดำ

 

เขาพิจารณาเหตุทั้งหลายที่เกิดกับตัวของไมล์ แน่นอนเขากำลังถูกมนต์ดำควบคุมจิตใจ นั่นคือสิ่งที่ยากสำหรับเขา มันไม่ใช่สิ่งที่เขาจะเข้าไปยุ่งได้อย่างเต็มที่ 

หนึ่งเลย เขาไม่ได้มีพลังโดยตรงที่จะใช้ต่อสู้กับมนต์ดำเหล่านั้น และสอง มันไม่ใช่วิถีหรือเส้นทางที่เขาเลือก เพื่อมุ่งเน้นสู่การหลุดพ้นอย่างแท้จริงเขาจึงต้องปล่อยวางเรื่องพวกนี้

 

ถึงอย่างนั้นเขาเลือกที่จะเฝ้าดูและให้ความช่วยเหลือแก่ชายหนุ่ม เขาได้ขอความช่วยเหลือจาก ท่านพ่อ เขาเป็นครูบาอาจารย์ที่มีพลังแก่กล้า และมีพลังสายตรงที่ใช้ต่อสู้กับมนต์ดำทั้งหลาย แต่สุดท้ายพวกเขาก็มาถึงทางตัน เมื่อสิ่งที่พวกเขาค้นพบมันเกินกว่าสิ่งที่พวกเขาจะเข้าใจ แม้ว่าจะสามารถรับรู้การมีตัวตนอยู่ของสิ่งนั้นแต่ก็ไม่อาจเข้าใจ มันจึงเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของพวกเขา

 

ชายหนุ่มครุ่นคิดพร้อมทำงานไป เขาไม่เป็นห่วงตัวของหญิงแล้ว วิญญาณร้ายที่ติดตามเธอไม่อาจเข้าใกล้หรือทำร้ายเธอได้แล้ว แต่กับชายหนุ่มคนนั้นยังไม่อาจวางใจ เพราะยังมีสิ่งที่เขาไม่เข้าใจอยู่ แต่ผลของมันก็ได้แสดงออกมาแล้วว่ามันสามารถกัดกินพลังชีวิตของเขาได้เช่นเดียวกับมนต์ดำ

 

ชายหนุ่มยังคิดถึงเรื่องเหล่านี้เรื่อยๆ จนกระทั่งเขาปิดร้าน และขับรถกลับบ้าน จิตของเขาก็ยังพิจารณาตัวเองและสิ่งที่ไม่รู้ไปในตัว 

 

กรุงเทพเมืองแห่งความวุ่นวาย แต่จิตใจของชายหนุ่มนั้นสงบนิ่งกว่าสิ่งใด แม้เขาจะกำลังพิจารณาตนอยู่แต่ร่างกายยังดำรงสติ เขาขับรถไปเรื่อยๆ ที่ยังเต็มไปด้วยยานพาหนะ แม้เวลานี้จะเป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว 

 

ทันใดเขาก็รับรู้ถึงพลังงานบางอย่าง มันไม่ได้รุนแรงแต่ก็แตกต่าง

 

ขณะที่รถจอดกลางแยกไฟแดงเขาได้เหลือบมองเห็นคนผู้หนึ่ง แต่งตัวปกติดูกลมกลืน แต่ด้านนอกสวมผ้าคลุมสีเทา ทั้งทั้งที่อากาศตอนนี้ก็ไม่ได้หนาวเลย สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของชายหนุ่มก็คือกลิ่นอายที่เขารู้สึก มันไม่เหมือนของคน มนุษย์ปกติทั่วๆไป มันมีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นผลไม้หลายๆอย่าง จากที่มองดูคร่าวๆร่างของคนผู้นั้นไม่มีออร่าปรากฏ ไม่มีพลังที่สัมผัสได้ ไม่มีกระแสจิตรอบกาย จะมีก็แค่กลิ่นหอมที่ว่า

 

‘เขาเป็นใครกัน ไม่น่าจะใช่คนของโลกนี้’
 

แต่ชายหนุ่มก็ต้องละความสนใจ เมื่อสัญญาณไฟเขียวสว่างขึ้น เขาจึงขับรถผ่านไปมุ่งหน้ากลับบ้าน

 

เพียงไม่นานเขาก็มาถึงบ้าน เขาทำธุระส่วนตัว ก่อนจะเข้านอนทันที

 

และเป็นประจำทุกวัน ก่อนที่จะนอน เขาจะต้องพิจารณาตัวตน พิจารณากาย พิจารณาจิต เมื่อเข้าสู่ฌานสมาธิขั้นสูง จิตและกายของเขาก็แน่นิ่งราวกับไม่หายใจแล้ว ข้างในนั้นคือความว่างเปล่า จิตของเขาปรากฏเป็นตัวของเขาเองที่หยุดนิ่ง ในร่างนิมิตก็มีสัมผัสจิตที่ละเอียด อีกหลายๆชั้น เขากำลังพิจารณาจิตอย่างละเอียด

 

 จนชั้นในสุด ร่างชายหนุ่มนั่งอยู่อย่างสงบนิ่งในท่าขัดสมาธิ ตัวเขาเปล่งแสงสว่างสีฟ้า เลือนรางแต่ก็ยังเห็นได้ชัดเจน รอบๆตัวของเขาคือบานประตูนับร้อยๆพันๆบานที่ปิดอยู่ ประตูทั้งหลายแตกต่างกันทั้งวัสดุที่สร้างและความเก่าแก่ บางอันก็มีตัวล็อกแน่นหนา บางอันก็มีสายโซ่ขนาดใหญ่คล้องไว้ บางอันก็ดูเก่าแก่และบอบบาง แต่ชายหนุ่มยังนั่งนิ่ง ตาสองข้างปิด นี่เป็นจิตละเอียดที่สุดที่เขาได้พิจารณามา
 

‘ตัวตนไม่มีจริง แม้แต่คำสอนก็ไม่มีจริง ปฏิบัติจึงจะเห็นความจริง’

 

ร่างนั้นนั่งนิ่งจนเวลาไหลล่วงไปแล้วไปอีก จนไม่อาจทราบเวลาที่แท้จริง
 

‘แม้แต่เวลาก็ไม่จริง’

 

ในห้วงแห่งจิตนั้นสงบนิ่ง ไร้ซึ่งเสียงใดๆ ชายหนุ่มนั่งตรงกลาง ร่างกายของเขาค่อยๆเลือนลาง จนในที่สุดก็เลือนหายไป ประตูทั้งหลายก็หายไป

 

แสงสว่างเริ่มสว่างอีกครั้ง ในสถานที่ที่เปลี่ยนไป ร่างของเขาปรากฏอีกครั้ง ในห้องสีขาวสว่างจ้าไม่มีบุคลหรือวัตถุใดๆ มีแค่พื้นที่สีขาวสุดลูกหูลูกตา

 

ชายหนุ่มค่อยลืมตา

 

‘แม้แต่สถานที่นี้ก็ไม่จริง’
 

เขาหลับตาลงอีกครั้ง มุมปากยิ้มยกเล็กน้อย เขาในฐานะผู้ฝึกตนเขาย่อมรับรู้ว่าที่นี่คือที่ไหน 

 

‘อีกขั้นหนึ่งแล้วสินะ ดีจริง สถานที่แห่งนี้ช่างว่างเปล่า เป็นความว่างเปล่าอย่างแท้จริง’
 

เขาดื่มด่ำกับความรู้สึกเงียบสงบอยู่ชั่วครู่ 

 

ไกลออกไปในพื้นที่สีขาวสว่างจ้า มีจุดหนึ่งที่กระเพื่อมไหวเบาๆ เขารับรู้ได้ในแทบจะทันที ดวงจิตเคลื่อนไหวไปยังจุดนั้นอย่างรวดเร็ว 

 

เป็นการกระเพื่อมที่ต่อเนื่องและแผ่วเบา เขานั่งพิจารณาอยู่สักพัก ดวงจิตของเขาก็ถูกดูดเข้าไปในวังวน อุโมงค์วังวนนั้นหมุนวนสมชื่อ แต่ตัวเขานั้นอยู่นิ่งและไหลไปอย่างราบรื่นจนมาโผล่มายังสถานที่แห่งหนึ่ง

 

ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นเขาก็รับรู้ถึงพลังงานหลากหลายสายที่พวยพุ่งอย่างรุนแรงจนร่างกายของเขาเริ่มสั่นเพราะกำลังปรับตัวกับพลังงานรอบข้าง

 

‘ที่นี่อัดแน่นไปด้วยพลังงานบริสุทธิ์ มิหนำซ้ำยังสามารถซึมซาบพลังเหล่านั้นได้แต่การจะใช้พลังนั้นได้คงต้องเรียนรู้อีกสักพัก แต่ร่างกายนี้ไม่ใช่ของจริง นี่เป็นแค่ดวงจิตเท่านั้น’
 

เพียงไม่กี่วินาทีที่เท้าสัมผัสพื้นเขาก็สัมผัสได้ถึงพลังงานที่อัดแน่นกำลังพุ่งตรงมายังเขา

 

“หือ” 

 

เขาอุทานเบาๆด้วยท่าทีแปลกใจ เขายังมองไม่เห็นรอบด้านเลยด้วยซำ้ก็เกิดกลุ่มพลังหนึ่งพุ่งเข้าหา เขาถอยหลบด้วยสัญชาตญาณ แต่นั่นเหมือนยังไม่พอ พลังนั้นระเบิดพื้นใต้เท้าเขาแหลกเป็นจุน

 

เพียงแค่การนึกคิดเพียงเสี้ยววินาที ร่างของเขาก็หมุนวาบไปตามที่คิด มาโผล่อีกด้านหนึ่งของฟากตึก แรงระเบิดเสียงดัง เศษฝุ่นปลิวว่อน ดวงตาของเขาเริ่มปรับตัว เขามองเห็นกลุ่มคนห้าคนปรากฏขึ้น ร่างเงาในชุดคลุมสีขาวมองหาเป้าหมาย

 

‘พวกเขามีกลิ่นอายที่คุ้นเคยนัก’

 

แต่ก่อนที่พวกเขาจะสัมผัสได้ถึงการมีตัวตนของชายหนุ่ม ก็มีพลังงานอีกสายดึงเขาเข้าไป มันไม่ได้บีบคั้นแต่กลับนุ่มนวลและรวดเร็ว เขามาปรากฏยังสถานที่อีกที่หนึ่ง

 

ทันทีที่เท้าถึงพื้นอีกครั้งเขาก็ถูกพลังไร้ร่างผลักเบาๆให้นั่งบนเก้าอี้ มันนุ่มกว่าที่คิด พร้อมกับค่อยๆปรากฏฉากรอบๆ 

 

โต๊ะอาหารขนาดใหญ่วางตรงหน้า อาหารหลากหลายชนิดจัดเรียงบนจาน บางจานยังมีไออุ่นๆลอยออกมา ผนังห้องสีน้ำตาลประดับลวดลายสวยงามเข้ากับกรอบรูปหลายขนาดที่มีรูปชายหญิงที่ไม่คุ้นหน้า โคมไฟผนังที่ส่องแสงเรืองรองเรียงเป็นระเบียบ แต่แสงหลักนั้นกลับมาจากโคมไฟระย้าตรงกลางห้อง แสงสะท้อนจากคริสตัลระยิบระยับและเพิ่มความสว่างจ้าไปทั้งห้อง

 

“ฉันไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่กับท่าทีของคุณ ท่านเองก็บอกฉันมาอย่างนั้น”

 

เสียงหญิงสาวดังขึ้นก่อนที่ร่างเธอจะปรากฏขึ้น เธอนั่งบนเก้าอี้อีกฝั่งหนึ่งและกำลังรับประทานอาหาร

 

เขามองเธอด้วยท่าทีสงบ เขามองเห็นพลังงานที่เปล่งออกมาจากตัวเธอและเข้าใจทันที

 

“มันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญที่ถูกลิขิตไว้ หากเรื่องนี้เป็นความจริง”

 

เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้  

 

“ฉันชื่อวีรา ปรีชาวานิช และนี่คือบ้านของฉัน”

 

เธอแนะนำตัวอย่างสุภาพ ก่อนจะทานอาหารต่ออย่างเงียบๆ

 

พีพยักหน้ายิ้มรับ 
 

“ผม ภีษวัต ชินกุลวัชร...”

 

“ฉันต้องขออภัยนะ ฉันหิวมากๆเลย ท่านชอบใช้ให้ฉันไปทำนั่นทำนี่” 

 

เธอบ่นพร้อมกับทานอาหารไปด้วย

 

พีมองเธอแล้วยิ้มเบาๆ

 

“ผมรู้จักพี่ชายคุณ”

 

พีพูดขึ้น เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่งและกินต่อ 
 

“เขาเป็นจิตแพทย์ชื่อดัง น่าเสียดายที่เขาต้องเดินทางไปต่างประเทศและไม่มีวี่แววจะกลับมา ได้อีก...”
 

เธอหยุดทานอาหาร พร้อมกับเก็บช้อนอย่างเป็นระเบียบ

 

“แต่เสียดายที่คุณคงไม่บอกฉันว่าเขาไปไหน” 

 

เธอสะบัดมือพร้อมกับข้าวของบนโต๊ะอาหารหายไป
 

“เป็นเช่นนั้น มีเหตุผลบางอย่างที่คุณไม่สมควรรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน เดี่ยวเขาผู้นั้นจะเป็นคนบอกคุณเอง”

 

หญิงสาวจ้องหน้าเขาเขม็ง เอกยิ้มเบาๆ 

 

“ทำไมทุกคนชอบมีความลับกับฉัน”

 

“มันคือกฏของโชคชะตา ผมถึงได้บอกว่า มันคือความบังเอิญที่ถูกลิขิตไว้”

 

เธอผละออกจากที่นั่งและเดินออกจากห้องไป พีมองตามเธอจนเธอเดินผ่านม่านประตูไป สักพักเธอก็เดินกลับเข้ามา พร้อมกล่องบางอย่าง

 

“ท่านบอกว่าคุณจะมาที่นี่  เพราะคุณต้องการความช่วยเหลือ ท่านบอกให้ฉันเอาสิ่งนี้ให้คุณ”

 

เธอยื่นกล่องไม้นั้นให้เขา มันคือกล่องไม้ธรรมดาที่ดูเก่าแก่ ไม่มีลวดลายใดๆ

 

“เอมิเทเรีย ลูกแก้ววิเศษสำหรับคุณ คนเดียว คนเดียวที่มีคุณสมบัติพอให้ครอบครองสิ่งนี้”

 

พีหยิบลูกแก้วสีขาวขุ่น มันส่องประกายสีม่วงอ่อนๆออกมา 

 

ทันทีที่เขาสัมผัสมันเขาก็แทบหยุดหายใจ มันเปิดสัมผัสของเขาให้กว้างออกไปอีกหลายเท่าตัว เขารับรู้ รู้สึกถึงสิ่งมีชีวิตในเขตเมืองนี้ทั้งหมด และอาจจะมากกว่านั้น หากเขาไม่ปล่อยมือจากลูกแก้วเสียก่อน

 

“แปลกประหลาด เป็นวัตถุที่ตอบสนองกับความสามารถของผู้ครอบครอง”

 

เขาต้องรีบปล่อยมือเพราะสัมผัสมากมายที่พรั่งพรูเข้ามาในหัว มันเยอะเกินจะรับรู้ได้ทัน

 

“มันคือของคุณ คุณกลับไปเสียเถอะ ยังมีเส้นทางที่คุณต้องเลือกอยู่รออยู่ แต่ท่านฝากบอกคุณว่าไม่ต้องรีบร้อน ทำตามที่ใจคุณจะนำพาไป ฉันคงก็บอกว่าลาก่อน” 

 

เธอตั้งท่าจะเดินออกไป

 

“อ้อ ฉันลืมว่าคุณเพิ่งเคยมาครั้งแรก”

 

เธอหันมาจ้องตาเขา แววตาสีน้ำตาลนั้นช่างเด็ดเดี่ยว

 

“มันจะตอบสนองต่อความคิดของคุณ” 

 

เธอพูดเช่นนั้นและเหมือนพีจะเข้าใจทันที

 

“ขอบคุณครับ วี”

 

เขายิ้มเบาๆพร้อมกับร่างของเขาหายวับไป


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น