อสูรา: ภาค ภีษวัต

ตอนที่ 5 : ห่วง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 ก.พ. 64

บทที่ 5


 

ห่วง


 


 

“คุณจะปล่อยให้เขาจากไปทั้งที่แบบนี้เหรอคะ เธอหัวใจหยุดเต้นไปแล้วรอบหนึ่งนะ แต่เธอก็ยังไม่ยอมจากไป คุณก็น่าจะรู้ดีว่าทำไม”

เสียงดังเบาๆ แต่ก็ดังมากพอที่ชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนไกลห่างออกไปประมาณ 10 เมตรจะได้ยินเต็มที่

“คุณสงสารเธอหน่อยเถอะ ถือว่าฉันขอ”

น้ำเสียงของเธออ่อนลง กลายเป็นอ้อนวอน

“ตลอดเวลาเธอเองก็บอกอยู่เสมอแหละ ว่ามันเป็นความผิดของเธอเอง เธอยอมรับมันแล้ว มีแต่คุณที่ไม่ยอมรับเธอ จนนาทีสุดท้ายที่เธอจะไม่ได้สติฉันยังได้ยินเธอเรียกหาคุณ อยู่ตลอด ถือว่าสงสารเธอหน่อยนะคุณ “

น้ำตาของเธอเริ่มไหล

“ห่วงนี้ก็ไม่ง่ายที่จะตัดขาด ห่วงบิดามารดา ความผิดพลาดที่ผูกแน่นในใจของเธอ”

พีบ่นเบาๆ 

“เธอคงเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ถ้าคุณจะปล่อยให้เธอไปทั้งที่ยังไม่สะสางเรื่องของคุณเธอคงจากไปไม่สงบ”

เสียงนั้นเริ่มอ่อนลง

“ค่ะ ถ้าคุณจะกรุณากับเธอครั้งสุดท้าย”

จากนั้นเธอก็วางสายโทรศัพท์แล้วหันไปมองหญิงสาวบนเตียงด้วยแววตาเศร้าสร้อย

“หวังว่าเขาจะใจอ่อนให้เราสักครั้ง แม้นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายของลูก” 

เธอพูดเบาๆพร้อมน้ำตาที่เริ่มไหล

พีได้แต่ยืนมองด้วยความเห็นใจ 

“จิตใจของคนนั้นยากแท้หยั่งถึง แต่ถึงอย่างนั้น การเลือกของหัวใจก็ช่างง่ายดายไม่ได้ยุ่งยากเลย เมื่อตัดความคิดและอารมณ์ออกไป หัวใจจะเลือกสิ่งที่ถูกต้องเสมอ เพียงแต่อาจจะต้องให้เวลาเขาสักหน่อย”

 

ทุกอย่างกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

ชายหนุ่มคุยกับน้องจนเขาหลับไป เขาเลยออกมาเดินข้างนอก โดยไม่ได้เข้าไปคุยกับคุณป้าท่านนั้นเลย แต่ก็พยักหน้าให้กับเงาจางๆที่ยังยืนอยู่ปลายเตียงของเธอ

เขาลงมาเดินที่มินิมาร์ท ที่ชั้นสอง และเลือกซื้อขนมไว้กิน ทันใดเขาก็รู้สึกถึงลมเย็นพัดผ่าน และเขาก็รับรู้บางอย่าง

 

เงาดำเลื้อยเป็นทางยาว กำลังเลื้อยเข้าไปในหอผู้ป่วยของไนท์ มันเลื้อยช้าๆแต่มีจุดมุ่งหมายชัดเจน แต่ก่อนที่จะเข้าถึงตัวชายหนุ่มที่หลับอยู่มันก็โดนกีดกันด้วยพลังงานบางอย่าง ทำให้เข้าไปไม่ได้และจะรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่สัมผัสกับม่านพลังนั้นแต่มันไม่ส่งเสียงใดๆออกมา สีหน้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

 

พียังคงเลือกซื้อของจนครบก่อนจะเดินขึ้นมา

เขารับรู้ถึงเงานั้นตลอดแต่ไม่ได้ใส่ใจมันนัก เขามั่นใจในฝีมือของคุณพ่อที่ให้บูชาองค์พระเพื่อป้องกันอวิชชาและเขาได้ให้มันไว้กับไนท์ติดตัวตลอด

‘อวิชชาตนนั้น พยายามเข้าหาเขาด้วยความมุ่งร้าย แม้แสงสว่างนั้นจะทำร้ายตัวของมัน มันก็ยังคงไม่สนใจ’

เสียงของยมทูตท่านนั้นดังขึ้น

‘เขาช่างน่าสงสาร เป็นอีกคนที่ยังมีห่วงรัดแน่น แม้ตัวได้ตายตกไปแต่ห่วงในใจก็ผูกมัดให้วิญญาณนั้นไม่อาจไปสู่สุขติ ห่วงที่เขาไม่อาจแก้ไขได้ด้วยดวงตาที่มืดบอดคู่นั้น’

‘แม้แต่ท่านก็ไม่อาจช่วยเขาอย่างนั้นหรือ’

ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆและเดินไปยังเตียงของน้องชาย ร่างของเขาเปล่งออร่าสีทองที่ขับไล่เงามืดให้ต้องหลบซ่อน แต่มันยังไม่หายไปไหน
 

เวลาล่วงเลยมาจนเกือบจะถึงเย็น

‘ท่านผู้ประเสริฐ ข้าคงต้องบอกกล่าวว่าเวลาของเธอนั้นกระชั้นชิดเข้ามาแล้ว เธออาจไม่มีเวลาพอที่จะตัดห่วงนั้นได้หรอกกระมัง’

พียืดตัวตรง แล้วหันมามองไปยังเตียงของหญิงสาวคนนั้น

‘จิตใจของเธอปล่อยวางแล้วซึ่งทุกสิ่ง เธอเองก็พร้อมเดินทางสู่โลกใหม่ ห่วงนั้นของเธอคงใช้เวลาไม่มากนัก’

ชายหนุ่มตอบในใจ 

 

พร้อมกันนั้นก็มีชายคนหนึ่งดูมีอายุ ใบหน้าเคร่งขรึม แต่งตัวดูภูมิฐานเดินเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มที่จูงมือเด็กผู้หญิงอายุประมาณห้าหกขวบเข้ามาด้วย พวกเขาเดินไปยังเตียงของหญิงสาว

หญิงชราคนนั้นมีท่าทีตกใจเล็กน้อยแต่ก็โผเข้าไปกอด ชายคนนั้น ที่ยืนนิ่ง ใบหน้านิ่งไม่อาจคาดเดาอารมณ์ พวกเขาคุยกันเบาๆ 

“เธอรอคุณอยู่ แค่คุณคนเดียว”

ชายคนนั้นยังยืนนิ่ง เหมือนกำลังต่อสู้กับความคิดตัวเองอยู่สักพักหนึ่ง จนกระทั่งเขาเดินเข้าไปและนั่งลงข้างเตียงของหญิงสาว

เขาช้อนจับมืออันขาวซีดของเธอขึ้นมาช้าๆ มันไม่ตอบสนองใด แต่เสียงหัวใจของเธอนั้นดังเร็วขึ้น

“เธอยังคงรับรู้ตลอด”

ชายคนนั้นไม่ได้พูดอะไร เขายังเงียบนิ่งมือของเขาลูบมือเธอเบาๆ ราวกับหวังมือนั้นจะตอบสนองกับสัมผัสที่เขาให้ไป 

ทุกอย่างอยู่ในความเงียบสงบ วันนี้มีเพียงสองเคสในหอผู้ป่วยแห่งนี้ เธออาจจะเป็นเคสที่หนักแต่เธอก็เลือกแล้วที่จะจากไปอย่างสงบและไม่เจ็บปวด คุณหมอและพยาบาลก็เข้าใจเธอและคุณป้าท่านนั้นที่เป็นมารดาก็ยอมรับ พวกเขายังคงติดตามสัญญาณชีพของเธอ เสียงหัวใจนั้นได้หยุดเต้นไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่มันก็กลับมาเต้นอีกครั้งและเต้นสม่ำเสมอช้าๆ เป็นเสียงเดียวที่คอยขับกล่อมบรรยากาศ ร่างกายของเธอไม่ตอบสนองใดๆแล้ว

 

จนกระทั่งชายคนนั้นเดินเข้ามา เสียงหัวใจของเธอก็เริ่มเร็วขึ้น เป็นไปได้ที่เธอจะรับรู้ถึงชายคนนั้น และก็เป็นไปได้ที่นั่นคือนาทีสุดท้ายของเธอ เสียงหัวใจเธอเริ่มกลับมาเต้นช้าลง 

ตัวเลขบนหน้าปัดบอกเลข 64... 63... 62...

มันค่อยๆช้าลงเรื่อยๆ

50...

49...

“พ่อให้อภัยลูกนะ...”

เสียงทุ้มลึกนั้นดังขึ้น 

“ทุกเรื่อง...”

เสียงนั้นสั่นเครือ เขากำลังร้องให้

20...

10...


 


 

0...

 

เกิดเสียงดัง ยาว พร้อมกับกราฟหัวใจที่เป็นเส้นตรง 

เสียง ตื้ด ต่อเนื่องดังก้องเข้าไปในโสตประสาท ของความเงียบ ก่อนจะถูกทำลายด้วยเสียงสะอื้นเบาๆของหญิงชราข้างหลัง

 

ใบหน้าของหญิงสาวดูผ่องใสเป็นพิเศษพร้อมกับหยดนำ้ตาที่ไหลออกมาเป็นหยดสุดท้าย

 

‘มันไม่ได้ยากเลย ห่วงของเธอถูกทำลายแล้ว’

พีเดินไปหาพวกเขา 

ชายชรายังคงกุมมือเธอและร้องให้ หญิงชรายืนนิ่งเบาๆ ชายข้างหลังกอดเด็กหญิงนั้นไว้แน่น หญิงสาวและชายอีกคนสวมกอดกัน มีเสียงสะอื้นเบา 

“เธอรับรู้นะครับ”

เสียงของพีดังขึ้น 

หญิงชราหันมามองเขา

เขาพยักหน้าเบาและยิ้มเล็กน้อย 

“เธอรับรู้เสมอ การให้อภัยของคุณ”

ชายหนุ่มยื่นมือสัมผัสไหล่ชายชราเบาๆ


 

“ขอบคุณค่ะพ่อ”


 

เสียงนั้นดังก้องขึ้นมาในหัวของชายชรา เขามีสีหน้าตกใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะทำใจได้ 

“พ่อก็ขอบใจลูกมาก”

เขาปล่อยมือเธอวางไว้ข้างตัวเหมือนเดิมและลุกขึ้นไปโอบกอดหญิงชราตรงหน้า 

พีเดินถอยออกมา เขามองเห็นเธอยืนอยู่ที่ปลายเตียง กับยมทูตท่านนั้น

‘ขอบคุณนะคะ ฉันพร้อมจะไปแล้วค่ะ”

ใบหน้าของเธอผุดผ่อง ร่างของเธอเปล่งแสงสีขาวเบาๆ 

พีพยักหน้าตอบเธอเบาๆ

‘ขอให้ไปสู่ภพภูมิอันประเสริฐเถิด’

ชายหนุ่มอำนวยพร

 

เธอยิ้มร่าก่อนจะค่อยๆจางหายไป

พีมองไปยังภาพตรงหน้า ทุกคนค่อยๆเข้ามาล่ำลาเธอเป็นครั้งสุดท้าย

“เราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมของเรา เราจากไปเพราะกรรมของเรา เป็นวัฏจักรที่หมุนวน จนกว่าเราจะค้นพบทางออกจากวัฏจักรนี้ ไม่มีการจากไปไหนที่ไม่เศร้าเสียใจ จงสลัดมันเสีย สังขารไม่เคยแน่นอน การยึดติดยังแต่จะก่อให้เกิดความทุกข์”

ชายหนุ่มพึมพำเบาๆ

“แต่เราก็เป็นคนธรรมดานิพี่ เราต้องเศร้าเสียใจอยู่แล้วเมื่อคนที่รักจากไป”

เสียงของไนท์ดังขึ้นเบาๆ

พีหันไปมองพวกเขาอีกครั้ง

“เราถึงต้องรู้ทันมันไง เมื่อรู้ทันเราก็มองเห็น เมื่อมองเห็นเราก็เข้าใจ เมื่อเข้าใจ เราก็ไม่เก็บเข้ามาในอารมณ์ เลือกที่จะปล่อยมันไป เป็นวิธีง่ายๆที่จะพ้นจากทุกข์”

“มันไม่ได้ง่ายเลยนะนั่น” 

ไนท์เอ่ยขึ้นปิดท้าย

“ก็อาจจะใช่แหละมั้ง” พีพูดเบาๆ


 

หลังจากที่พวกเขาแยกย้ายกัน พีก็ได้มีโอกาสเข้าไปคุยกับคุณป้าท่านนั้น จึงได้ทราบว่าเธอเป็นโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย และสุดท้ายมันก็กระจายไปที่สมองของเธอ เธอเริ่มตาพร่ามัวและหมดสติบ่อยครั้ง เธอรู้ดีว่านั่นอาจเป็นสัญญาณสุดท้ายของเธอแล้ว แต่ก่อนที่เธอจะได้แก้ไข ห่วงสุดท้าย เธอก็ได้หมดสติอีกครั้ง และครั้งนี้เธอไม่ฟื้นกลับมาเหมือนครั้งก่อน และห่วงนั้นของเธอก็ไม่อาจถูกตัดขาด หากไม่ได้การช่วยเหลือจากเขา

ก่อนหน้านั้นเธอมีปัญหากับพ่อ เพราะเธอท้องก่อนแต่งงาน แต่เธอก็เรียนจบและมีงานทำแล้ว เธอทะเลาะกับพ่อ และไม่เคยกลับบ้านอีกเลย จนกระทั่งเธอมีลูกสาว เธอก็ให้แม่เป็นคนพาไปหาคุณตา เธอไม่คุยกับพ่อมาเกือบสิบปีแล้วจนมารู้ว่าเป็นมะเร็งจึงเริ่มใจอ่อน แต่พ่อของเธอก็เป็นคนใจแข็ง เขาไม่มาหาเธอเลยตอนที่เธอล้มป่วยและเข้ารับการรักษา เธอพยายามทำทุกอย่างแต่เขาก็ไม่ใจอ่อน จนนาทีสุดท้าย ที่เขายอมให้อภัยเธอ 
 

“พ่อเขาไม่ใช่คนใจร้าย เขาแค่เป็นคนปากแข็ง และดื้อดึง แต่ก็นั่นแหละสุดท้ายเขาก็มาทันเวลา”

เสียงของหญิงชราดังขึ้น

“เธอรับรู้เสมอนะครับ การให้อภัยนั้นเกิดขึ้นในใจเขาเขาเมื่อนานมาแล้ว แต่เธอแค่รอ คำพูด ที่ออกมาจากปากเขาเท่านั้นเอง” 

พีกระซิบเบาๆ

“เป็นอย่างนั้นเองหรือ เธอเข้มแข็งสมกับเป็นลูกของเขาจริงๆ”

หญิงชราหันมายิ้มให้ชายหนุ่ม

“ขอบใจนะพ่อหนุ่ม”

“ครับ เธอเข้มแข็งมากจริงๆ ลาก่อนครับ”

พียกมือไหว้ก่อนจะแยกจากเธอ เธอยิ้มและรับไหว้ด้วยแววตาเศร้าๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป


 

”จบจริงๆแล้วใช่มั้ยพี่”

เสียงของชายหนุ่มดังขึ้น

เขาพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหุบยิ้ม

“เหลือก็แต่เรื่องของแกแหละไนท์”

หลังจากที่พวกเขาเหล่านั้นออกไปจากห้องจนหมด ก็เหลือแค่ชายหนุ่มสองคนบนหอผู้ป่วยแห่งนี้

“พี่ไม่ได้หมายถึง ไอ้ตัวที่ทำร้ายผมใช่มั้ย”

เขาพยักหน้าเบาๆอีกครั้ง

“จริงๆมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับแกเลยด้วยซ้ำ เป็นเพราะพี่คนเดียวเลย”

ชายหนุ่มหมายความตามนั้นจริงๆ

 

หลายปีที่เขาเลือกเดินทางสายนี้ ตั้งแต่ปีก่อนๆที่เขาปฏิบัติจนสามารถเข้าสู่ฌานสมาธิขั้นสูง บรรลุธรรมขั้นสองเป็นอย่างต่ำ แต่กระนั้นเขาก็ยังมีความสงสัย ไม่ใช่สงสัยในคำสอนและการปฏิบัติ แต่กลับสงสัยในเส้นทางของตนเอง และไม่ใช่การสงสัยในเป้าหมายแต่เป็นสงสัยในความสงบที่ค้นพบรวมถึงวิถีที่เขาปฏิบัติ จริงอยู่ว่ามันได้ผล แต่มันยังมีอีกหลายอย่างที่ยังรอให้เขาได้ค้นพบเป็นความลึกลับของความสงบแห่งจิต

เขาเลือกที่จะเน้นการฝึกจิตเป็นหลักและตัดขาดจากจากความสงสัยและเครื่องผูกมัดทั้งมวล แต่เขาก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าเขาสามารถทำได้มากกว่าแค่ตัดขาดจากพันธะเหล่านั้น เขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้หรือไม่

แต่ความสงสัยนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เขายังไม่พบคำตอบ เช่นเดียวกับอนาคตของเขาที่ขาดไป และเรื่องราวที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็คือจิ๊กซอว์ ที่ค่อยๆประติดประต่อเรื่อยๆ

“คงต้องรบกวนคุณพ่อจริงๆซะแล้ว”


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น