อสูรา: ภาค ภีษวัต

ตอนที่ 3 : แม่มดคุณไสย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 ธ.ค. 63


 


 


 


 

แสงอาทิตย์ของวันใหม่สาดส่องเข้ามาในห้องนอน ทอดยาวไปยังเตียงนอนสีขาวที่พับเก็บอย่างเป็นระเบียบ นาฬิกาบนโต๊ะบอกเวลา 6.40 น. แต่ชายหนุ่มกลับไม่ได้อยู่ในห้อง เขาตื่นเช้าเป็นกิจวัตร และกำลังนั่งเล่นอยู่ที่สวนหลังบ้าน 

 

บ้านหลังนี้เป็นบ้านของลุงเขา แม้ชายหนุ่มจะมาจากต่างจังหวัด พ่อและแม่ของเขาไม่ได้อยูกรุงเทพเป็นหลัก แต่ลุงของเขาท่านมาแต่งงานและลงหลักปักฐานที่กรุงเทพ และลุงเขามีลูกชายคนเดียวอายุน้อยกว่าเขา กำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีสี่ ผลการเรียนค่อนข้างดี เพราะเป็นคนที่มีบารมีสั่งสมพอสมควร มีสติปัญญาดี และมีพลังสมาธิในระดับดี เสียหน่อยก็จะเป็นคนค่อนข้างขี้เกียจ และตอนนี้ก็ยังนอนไม่ตื่นอยู่ในห้องที่ชั้นบน
 

ชายหนุ่มพีนั่งซึมซาบบรรยากาศ อยู่สักพักเขาค่อยๆลืมตาขึ้น 

 

“ไนท์ แกจะนอนอะไรนักหนา จะเจ็ดโมงแล้วเว้ย แกไม่มีเรียนเหรอวะ”
 

ชายหนุ่มเหมือนจะบ่นเบาๆ แต่บนบ้าน ชายหนุ่มอีกคนที่ชื่อไนท์สะดุ้งจากที่นอน

 

“พี่พี... คนจะนอน... มาบ่นอะไรเนี่ยะ...”

 

หลังบ่นเสร็จเขาก็นอนลงต่อ

 

“ตามใจแก ละกัน”

 

พีส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเดินไปในบ้านทำธุระส่วนตัวเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน

 

บ้านหลังนี้เป็นบ้านของลุงเขา ซึ่งตอนนี้ลุงกับป้าก็กลับต่างจังหวัด และที่นี่ก็มีเพียงเขา กับไนท์ลูกชายของลุงสองคน พวกเขาคุ้นเคยกันดีสมัยเด็กก่อนที่ไนท์จะมาเรียนในเมืองตามพ่อแม่และอยู่ต่อจนถึงตอนนี้ที่พวกท่านกลับต่างจังหวัดแล้ว

 

แม่ของไนท์เป็นลูกครึ่งออสเตรีย เขาจึงมีส่วนเสี้ยวที่ปรากฏนิดหน่อย ใบหน้าคมแบบไทยๆแต่ผิวขาวเหมือนแม่
 

ร่างสูงเดินลงมาจากชั้นสองในสภาพงัวเงีย แต่แต่งตัวเรียบร้อย

 

“วันนี้พี่จะไปส่ง พี่จะยืมรถไปใช้หน่อย”
 

“ครับ ครับ ผมไม่กินข้าวเช้านะ”

 

“พี่ก็ไม่กิน งั้นไปกันเลย” 

 

พวกเขาออกจากบ้านตอนเจ็ดโมงสิบนาที อาจจะเป็นตัวเลขที่สวยหรืออะไรไม่รู้แต่ พีดูยิ้มแย้ม ใบหน้าสดใสมีออร่าเป็นพิเศษ 

 

พี เป็นชายหนุ่มร่างสูง พ่อเขาเป็นคนอุดรธานี แม่เขาเป็นคนกรุงเทพพวกเขาเคยอยู่ในกรุงเทพก่อนที่พวกท่านจะเสีย ชายหนุ่มที่เป็นลูกเพียงคนเดียวจึงได้ไปอยู่กับลุงพี่ชายของแม่  เขามีใบหน้าคมแบบไทยๆ ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม คิ้วดกหนา คางมีเคราที่ตัดเล็มอย่างดี และส่วนสูงประมาณ 185ซม. ของเขาทำให้ดูจากภายนอกเขาจึงไม่ค่อยเหมือนนักปฏิบัติสายวัดป่าที่เข้มงวดแบบที่เขาเป็น

 

ชายหนุ่มขับรถยนต์ไปเรื่อยๆไม่เร่งรีบ ทั้งคู่พูดคุยกันบ้างด้วยความสนิทกันแม้จะห่างกันถึงหกปี

 

พีขับรถมาส่งน้องชายที่มหาวิทยาลัยก่อนจะบึ่งรถกลับไปที่ร้าน เขามาถึงร้านเป็นเวลา แปดโมงครึ่งพอดี ขณะที่เขามาถึงหน้าร้าน เขาก็สังเกตเห็นตุ๊กตาพลาสติก ลักษณะเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้ แต่มีขนาดเล็กกว่า วางอยู่หน้าร้านตรงกึ่งกลางประตู ดูแล้วเหมือนตั้งใจเอามาวางใว้มากกว่าจะพลัดตกมา

 

เขาจ้องมันอยู่ชั่วครู่

 

“น่าสนใจ ลองเล่นด้วยก็ได้”
 

หลังจากที่ถึงร้านเขาก็รู้สึกถึงการมีอยู่ของตุ๊กตานั่นทันที มันเป็นของคุณไสยแบบหนึ่ง 

 

“ไหนดูสิ เจ้าหนูน้อย เจ้าคงเหงา มากเลย ว่าแต่เจ้าตามหาข้าเจอได้ไงกันนะ” 
 

เขาหยิบมันขึ้นมาอย่างไม่ลังเล มันไม่มีปฏิกิริรยาใดๆกับเขา เขาใช้นิ้วโป้งกดลึกบนตัวตุ๊กตาเล็กน้อย มีเสียงดัง เปรี๊ยะ เบาๆ ก่อนที่เขาจะเอามือออก ตัวตุ๊กตายังปกติดี เขาเอามาวางไว้หน้าเคาเตอร์แล้วเริ่มทำงานตามเดิม
 

ไกลออกไป หญิงสาวรูปงาม สะดุ้งลืมตาขึ้น เธอขมวดคิ้วเบาๆ 

 

“อะไรกัน เขาเป็นใครกัน เขาทำลายมันได้ง่ายๆขนาดนั้นเลย”

 

เธอลุกจากที่นอน และเริ่มทำกิจวัตรประจำวันเช่นกัน
 

ที่หน้ากระจก เธอหยิบตุ๊กตารูปนกออกมา

 

“เจ้าไปดูเขาหน่อย เขาเก่งไม่เบาที่มายุ่งเรื่องของฉัน” เธอยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะร่ายมนต์เบาๆ นกน้อยตัวนั้นก็หายวับไป

 

 

กลับมาฝั่งชายหนุ่มพี เขาเปิดร้านเรียบร้อยพร้อมกับที่พนักงานหญิงทั้งสามที่เพิ่งมาถึง

 

“พี่พีอ่ะ มาเช้าอีกล้ะ บอกแล้วไงว่าให้พวกหนูเปิดร้านบ้างก็ได้ ร้านเปิดเก้าโมงครึ่งนะพี่ ไม่เห็นจะต้องรีบเลย”

 

แม้พวกเธอจะพูดแบบนั้นแต่ก็แอบดีใจลึกๆที่ไม่ต้องมาเปิดร้านเอง 
 

“พอดีพี่ตื่นเช้าไปหน่อย เลยมาเร็ว” 
 

แม้เขาจะรับรู้ว่าพวกเธอดีใจที่ไม่ต้องเปิดร้านเอง แต่นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเธอเขาจึงไม่เก็บมาใส่ใจใดๆ อาจจะด้วยการที่เขาตัดแล้วซึ่งอารมณ์ทำให้เขาไม่ได้ขุ่นเคืองแม้แต่น้อย และที่สำคัญพวกเธอทั้งสามนั้นตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่อยู่แล้วในทุกๆวัน

 

พวกเขาเริ่มทำงานปกติ
 

“วันนี้คุณเบสมีลูกค้าตอนสิบโมงนะ พี่ฝากเตรียมห้องให้พร้อมด้วย”เสียงของพี กำชับสาวๆ
 

“ค่า” 
 

เสียงตอนรับจากเหล่าสาวๆที่ขยันขันแข็ง
 

ทันใดเขาก็รับรู้ถึงพลังงานที่หมุนเวียนนอกร้าน มันไม่ได้รุนแรง แต่ก็แตกต่างจนสังเกตได้ง่ายๆ
 

“เหมือนจะไม่ค่อยเนียนนะ” พีพึมพำเบาๆ 
 

แต่เสียงที่เขาพูดดังกึกก้องในหัวของหญิงสาวที่อยู่อีกฟากของเมือง
 

เธอสะดุ้งอีกครั้งเป็นรอบที่สอง
 

“เขาไม่ธรรมดาจริงๆด้วย แบบนี้ต้องเรียกนกคุณไสยกลับมาก่อนแล้ว”

 

เธอพึมพำคาถาเบาๆ
 

“งั้นก็ต้อง ใช้เล่ห์กล”

 

เธอร่ายคาถาใส่ตุ๊กตาอีกตัว 

 

“ไปหาเขาผู้นั้น อย่าให้ เขารู้ตัวล่ะ”

 

เธอพูดกับตุ๊กตาก่อนที่มันจะหายลับไป
 


 

หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ทำงานตามปกติไร้ซึ่งสิ่งใดรบกวน วันนี้ลูกค้าค่อนข้างเยอะ เขาจึงไม่ได้ส่งจิตออกไปตรวจสอบรอบนอกบ่อยนัก แต่เขาก็ยังเฝ้ามองเธอผู้นั้นอยู่ตลอด

 

“เป้าหมายต่อไปคือ ไอ้ไนท์เหรอ”

 

พีพึมพำเบาๆ แม้เขาจะรู้อย่างนั้นแต่เขาก็ไม่ได้ดูร้อนใจ เขายังทำงานอย่างใจเย็นตลอดวัน จนเวลาล่วงเลยมาถึงเย็น

 

“ขอบคุณพี่พีและน้องๆมากนะครับ วันนี้ลูกค้าผมดีใจและชื่นชมพวกเราที่ต้อนรับเขาอย่างดี”

 

เสียงของชายหนุ่มเจ้าของร้านกล่าวขึ้นหลังจากที่เขาคุยงานกับลูกค้าเสร็จแล้ว เขาขอบคุณพี และพนักงานยกใหญ่ ก่อนจะออกจากร้านไป 

 

ชายหนุ่มมองตามเขาที่เดินออกจากร้านไป วันนี้เขามีสีหน้าสดใสและเปล่งประกายออร่าสีทองจางๆ

 

“หลุดพ้นสักทีสำหรับเจ้ากรรมนายเวร ความดีงามในใจคือไฟที่ใช้เผาอกุศลที่จะครอบงำได้ดีที่สุด ขอให้ไฟนั้นจงลุกโชนให้นานเถิด”

 

“อ้อ เม พี่จะออกไปทำธุระข้างนอกสักสองชั่วโมงนะครับ”

 

เขาบอกกล่าวกับน้องๆก่อนจะเก็บของอยู่พักใหญ่และออกไปข้างนอก

 

ชายหนุ่มขับรถคันเดิมออกไปช้าๆอย่างมีจุดมุ่งหมาย 

 

สักพักเขาก็มาจอดหน้าร้านอาหารร้านเดิม เขานั่งรอสักพักก็มีชายสูงวัยเปิดประตูรถเข้ามานั่งที่เบาะข้าง เขาใส่ชุดปกติ พร้อมสะพายย่าม

 

”คุณพ่อคงพร้อมแล้ว”

 

“เป็นเช่นนั้น ไปกันเถอะ” เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ

 

ทั้งคู่ขับรถมาเรื่อยๆจนถึงอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง มันดูสะอาดสะอ้านและมีเวรยามเฝ้าระวังตลอด

 

“นี่คือหอพักของ น้องหญิงและแฟนของเธอครับ”

 

พวกเขาจอดรถข้างถนนถัดไปอีกหนึ่งซอยก่อนจะเดินอ้อมมายังอพาร์ตเมนต์เดิม

 

“ของเสน่ห์ เป็นการทำคุณที่หวังผลเพื่อตอบสนองตนเอง การจะบังคับจิตใจคนอื่นนั้นยาก เธอผู้นั้นหรืออาจารย์ของเธอต้องเป็นยอดฝีมือ”

 

ชายสูงวัยพูดขึ้น พีพยักหน้าเบาๆ
 

“ถ้าเป็นคุณที่นิยมทำกันก็คือตุ๊กตา และของแบบนั้นก็ต้องเก็บไว้ให้ใกล้เป้าหมายให้มากที่สุด เพื่อหวังผลคงทน”

 

พีพยักหน้าอีกครั้ง

 

ชายสูงวัยร่ายคาถาเบาๆและเป่าออกไป เขาพนมมือและเอ่ยขออนุญาตกับพระภูมิเจ้าที่

 

“ผมไม่เห็นถึงพลังดำมืดใดๆเลยนะครับ ในห้องของเธอนั้นปกติที่สุด”

 

พีพูดขึ้น 

 

“อืม หรืออาจจะเป็นคุณแบบใหม่ที่ไม่ใช่ตุ๊กตา”

 

พีหลับตาเพ่งจิตอีกครั้งไกลออกไป เขามองเห็นชายหนุ่มในชุดพยาบาลสีขาว ตอนนี้เขากำลังนั่งเขียนรายงานบางอย่างอยู่ ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด

 

“มนต์ดำนี่น่ากลัวกว่าที่คิดนะครับ มันกัดกินพลังชีวิตของเขาไปด้วย”

 

“นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวของมนต์ดำ แต่คนเก่งๆเขาจะไม่กลัวหรอก เพราะเขาสามารถขโมยพลังชีวิตของผู้อื่นมาเติมให้ตนเองได้ และนั่นก็เป็นเรื่องที่โหดร้ายพอสมควร”

 

“เธอทำแบบนี้คงไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่ารักหรอก แต่ความรักที่ไร้หัวใจและคอยทำลายกัน เขาจะเรียกว่ารักหรือ” 

 

พีเอ่ยขึ้น เหมือนเขาพูดกับชายสูงวัยแต่นั่นยังเผื่อไปยังเธอผู้นั้นที่อยู่อีกฟากหนึ่งของเมือง
 

 

หญิงสาวใบหน้าสะสวย นั่งทำงานในห้องส่วนตัว เธอกำลังพิมพ์บางอย่างอยู่ ก่อนจะหยุดชะงักไปชั่วครู่
 

“ไม่ใช่เรื่องของพวกคุณสักหน่อย”

 

เธอเอ่ยเบาๆพร้อมเปิดกระเป๋าหยิบกระเป๋าอีกใบออกมา ข้างในนั้นคือหุ่นตุ๊กตาขนาดเล็กที่มีหลายหลายแบบทั้งรูปคน รูปสัตว์ชนิดต่างๆ เธอเลือกมาสองสามอัน ก่อนจะร่ายมนต์แล้วโยนมันออกไป

 

“พวกชอบยุ่งเรื่องคนอื่นพวกคุณจะต้องเจอดี”


 

กลับมายังชายหนุ่ม พีส่ายหัวเบาๆ

 

“เธอช่างดื้อด้านเสียจริงแหละครับ เธอเริ่มแล้วด้วยครับ”
 

ชายสูงวัยพยักหน้าเบาๆ พร้อมร่ายคาถาคนเดียว พวกเขาเดินผ่าน รปภ เข้ามาในอพาร์ตเมนต์โดยไม่มีใครสังเกตเห็น

 

“เราต้องหาตุ๊กตาใสยเวทย์นั่นให้เจอก่อน”

 

ชายสูงวัยเอ่ยขึ้นอย่างรีบร้อน พร้อมเดินอย่างรวดเร็วไปยังเป้าหมายโดยมีพีเดินนำอย่างรวดเร็วเช่นกัน

 

“นี่คือห้องเธอครับ”

 

ชายสูงวัยร่ายมนต์ก่อนจะดึงกุญแจหลุดออกอย่างง่ายดาย

 

พวกเขาเข้ามาในห้อง ไม่ได้กว้างมากแต่ดูเป็นสัดส่วนและค่อนข้างเป็นระเบียบ

 

“ที่เตียงนอนไม่เห็นมีนะครับ” 

 

พีเพ่งกระแสจิตอีกครั้งไปยังชายหนุ่มคนเดิม 

 

“ใบหน้าเขาดูซูบเซียว แต่ผมไม่รู้สึกถึงวัตถุอันตรายในตัวของเขาเลย”

 

“ดูให้ดีๆ สร้อยคอ แหวนกำไล อาจเป็นไปได้ทั้งหมด”

 

พีพิจารณาทั้งตัวของชายหนุ่มอีกครั้ง
 

“เขาไม่ใส่สร้อยคอ ใส่นาฬิกา มีเชือกรัดข้อมือ ดูปกติดีนะครับ แหวนนิ้วนางซ้าย น่าจะเป็นแหวนหมั้น... แหวนหมั้นเหรอ”

 

พีดึงกระแสจิตกลับมา มันตอบสนองต่อความคิดของเขา กระแสจิตพุ่งตรงไปยังหญิงสาวในร้านกาแฟของเขา

 

“เธอไม่ได้ใส่แหวน... อาจจะเป็นแหวนก็ได้ครับ”

 

เขาเปลี่ยนเป้าหมาย

 

“แต่แหวนของเขามันดูธรรมดามากเลยนะครับ”

 

“บางทีมันอาจจะไม่ใช่มนต์ดำที่ผูกจิต อาจจะเป็นพลังในรูปแบบอื่นที่นอกเหนือไปจากมนตราหรือพลังที่เรารู้จัก”

 

ชายสูงวัยเอ่ยขึ้นเบาๆ พวกเขาได้หยุดทำการค้นหาแล้ว

 

“ถ้าเป็นอย่างที่พ่อคิด พ่อว่าเราอาจไม่ใช่คู่ปรับของเธอก็เป็นได้”
 

“แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่เธอส่งมามันก็มีพลังดำมืดอย่างชัดเจน...”


เกิดเสียงดังกุกกักกุกกักรอบห้องเหมือนมีบางอย่างกำลังเขย่าหน้าต่าง มันค่อยๆรุนแรงขึ้น เหมือนพยายามจะเข้ามาในห้องนี้ให้ได้

 

ชายสูงวัยหลับตาและร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว เขาเป่าลมไปรอบๆห้อง 

 

สิ่งที่ชายหนุ่มมองเห็นคือ กระแสละอองสีทองบิดม้วนตัวไปตามอากาศกระจายไปรอบห้องครอบพวกเขาทั้งสองไว้ข้างใน พร้อมกับเสียงดังที่ทะลุเข้ามาในห้องได้แล้ว 

 

มันคือเงามืด ลักษณะเหมือนสัตว์บางชนิด มันพุ่งเข้าชนเกราะสีทองอย่างรุนแรง ด้วยอารมณ์โกรธแค้น

 

“ช่างน่าสงสาร สัตว์ร้ายที่เคียดแค้น ถูกเก็บเกี่ยวและกักขังไว้เพื่อรอใช้งาน อารมณ์ที่พลุ่งพล่านนั้น ช่างโหดร้ายเสียจริง”

 

ชายหนุ่มพึมพำเบาเบา เขาเดินออกไปข้างนอกเกราะสีทอง พร้อมกันนั้น เงาดำนั้นก็พุ่งเข้าหาเขาด้วยความเร็วสุดขีด

 

“พอเสียเถิด” 

 

เขาเอ่ยเบาๆ และปลดปล่อยพลังเมตตาออกมา มันก่อรูปร่างเป็นมือสีขาวนวลโอบอุ้มเงาดำที่พุ่งเข้ามาให้หยุดนิ่ง เงาดำนั้นต่อต้านอยู่พักใหญ่ ก่อนจะยอมสยบ

 

หลังจากที่หยุดนิ่ง มันก็เผยรูปร่างที่แท้จริงออกมา มันคือกระทิงสีแดง ที่มีรอยเลือดเปรอะที่หัวและใบหน้า แววตาดุดันและขุ่นมัว ส่วนหัวผิดรูปเหมือนถูกทุบด้วยของแข็งอย่างแรงจนกระโหลกยุบเข้าไป มันยืนนิ่ง อารมณ์พลุ่งพล่านค่อยๆเงียบสงบ

 

“ความโกรธของท่านเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ท่านไม่ผิดที่จะโกรธมากมายขนาดนี้ มีแต่พวกวิปริตที่ใช้ความโกรธผู้อื่นมาเป็นอาวุธของตนเอง ข้าได้มอบความเมตตาให้ท่าน เพื่อชำระล้างความโกรธเสีย จงให้อภัยพวกเขาเถิด อย่าให้พวกเขาปิดตาท่านด้วยความโกรธของท่านอีกเลย จงให้อภัยพวกเขาเถิด”

 

กระทิงหนุ่มเปลี่ยนรูปร่างอีกครั้ง ตัวของมันเปลี่ยนเป็นสีทอง แผงคอหนาฟูขึ้น รอยเลือดบนหัวและใบหน้าจางหายใบเหลือเพียงขนสีทองอร่าม แววตาขุ่นมัวเริ่มสดใส มันเป็นกระทิงที่ตัวใหญ่ดูองอาจไม่น้อย

 

“จงปลดปล่อยตัวเองเสียเถิด”

 

เขาพูดประโยคสุดท้ายพร้อมกับกระทิงตัวนั้นสลายเป็นละอองสีทองลอยหายไป

 

แต่ยังไม่ทันที่ละอองสีทองจะหายหมด เขาก็รับรู้ถึงพลังงานที่คืบคลานเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว

 

เงาสีดำอีกอันเลื้อยเข้าหาเขาจากด้านหลัง ก่อนที่มันจะฉกเข้าที่ขาของเขา 

 

ทันทีที่เขี้ยวแหลมสัมผัสกับขาของชายหนุ่มมันก็แตกสลายไปแทบจะทันทีพร้อมกันนั้น เขาได้เพ่งกระแสจิตที่รุนแรงออกไป มันรุนแรงเสียจนเกราะทองคำกระเพื่อมไหว เงาดำทั้งหมดแตกสลายไป 

 

“เจ้ามันช่างดื้อด้าน แม่มดคุณไสย ความดื้อด้านของเจ้าคือสิ่งที่จะทำลายเจ้า จงจำคำข้าไว้เสีย” 

 

เสียงของเขาหนักแน่นและแผ่ไกลไปถึงหญิงสาวบนเก้าอี้ในออฟฟิศ เธอสะดุ้งและรู้สึกเย็นท้ายทอย เธอเปิดกระเป๋าสุดโปรดก่อนจะพบว่าตุ๊กตาของเธอแตกสลายจนหมด เธอกำมือแน่นด้วยสีหน้าเคียดแค้น

 

“ข้าไม่ยอมหรอก”



 

พีเก็บกระแสจิตกลับมาอย่างรวดเร็วและหลับตา

 

“เวรกรรม สุดท้ายแล้วแม้ข้าจะอยู่เหนืออารมณ์ทั้งปวง แต่ก็ใช่ว่าข้าจะตัดขาดจากมันได้ข้ายังไม่อาจหลุดพ้นอย่างแท้จริง”

 

เขาส่ายหน้าเบาๆ

 

“ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังอยู่เหนืออารมณ์พวกนั้น รู้ทัน และใช้มันให้เกิดประโยชน์ ที่ไม่ใช่เพื่อตัวเธอเอง นั่นคือสิ่งที่เธอเหนือกว่าคนพวกนั้น”

 

เสียงของชายสูงวัยดังขึ้น เขาถอนมนต์คุ้มกัน ก่อนจะร่ายมนต์ใส่รอบๆห้อง

 

“พ่อจะเขียนมนต์กำกับห้องนี้ไว้ เพื่อป้องกันมนต์ดำอื่นๆ แต่แน่นอนมันไม่น่าจะมีผลกับแหวนนั่น”

 

เขาเดินร่ายมนต์ไปรอบห้อง

 

“เป็นความคิดที่ดีครับ ถึงแม้ว่าแหวนนั่นจะไม่ถูกทำลายแต่ก็น่าจะช่วยกันมนต์ดำอื่นๆได้ชั่วคราว”


 

 

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น