อสูรา: ภาค ภีษวัต

ตอนที่ 2 : ลาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 ธ.ค. 63


 

 

 

 

กลางคืนผ่านมาถึงอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มพียังคงเฝ้าร้านอย่างแข็งขัน จนถึงเวลาที่สมควรแก่การปิดร้าน 
 

“น้องหญิง พี่ฝากเก็บโต๊ะ เคลียของ หน้าร้านนะครับ เดี๋ยวพี่เช็คสต๊อก ด้านหลัง”
 

เสียงชายหนุ่มดังขึ้นขณะที่เขากำลังทำความสะอาดเครื่องชงกาแฟ มันส่งเสียงฟู่ๆ พร้อมปล่อยไอน้ำออกมาเป็นพักๆ
 

“ค่ะ พี่พี” เสียงตอบกลับดังขึ้นอย่างเรียบง่าย
 

ชายหนุ่มมองตามหลังเธอไป จิตวิญญาณที่สูงส่งทำให้เขามองเห็นพลังบางอย่างที่ปล่อยออกมาจากตัวของเธอ เขามองเห็น เงารางๆบางอย่างที่เขามองไม่ชัดคอยติดตามเธอ และน้อยครั้งที่เขาจะมองอะไรไม่ชัดเจนแบบนี้เขาจึงคอยติดตามเธออย่างเงียบๆ
 

เขาเดินกลับเข้าไปที่หลังร้านที่ห้องเก็บของ และทำการเช็ครายการสิ่งของสำหรับเปิดร้านพรุ่งนี้ แม้ว่าร่างกายจะทำเช่นนั้นแต่จิตของเขาก็ยังติดตามหญิงสาวสามคนที่คุยกันอยู่หน้าร้าน ภาพในหัวของเขาชัดเจน ราวกับเป็นตาทิพย์
 

“แกจะไปไหนต่อมั้ยหญิง นี่ว่าจะชวนไปกินหมูกะทะ แกด้วย เหมย”
 

เสียงแรกดังขึ้น

 

“ไม่มีอ่ะ เอาเป็นว่าฉันไป” 

 

เสียงของหญิงสาวอีกคนดังขึ้นขณะที่เธอกำลังจัดการกับเก้าอี้ให้เข้าที่ 
 

“ฉันก็ว่าง เดี่ยวฉันไปด้วย แต่ฉันขอไปทำธุระก่อนนะ เอาเป็นว่าไม่เกินสี่ทุ่มนะ”
 

เสียงของหญิงดังก้องปิดท้าย เรียกความสนใจจากชายหนุ่มที่หลังร้าน
 

“ดีๆ ไปร้านเดิมนะ แกรีบมาด้วยหล่ะ ไม่ใช่จะไปกับแฟนแล้วลืมพวกฉันอีกนะ” เสียงของหญิงสาวคนที่สองดังขึ้น
 

“ไม่จ่ะเหมย แฟนฉันเขาทำงานกะดึกต่อ น่าจะได้เจอกันช่วงเช้าโน้น...”

 

เสียงหญิงสาวยังคุยกันต่อเรื่อยๆ
 

“แฟน เหรอ ไมล์สินะ...” 

 

ชายหนุ่มพึมพำเบาเบา เขากำลังนึกถึงแฟนของหญิง เขามีชื่อว่า ไมล์ อายุเท่ากันกับหญิง ทำงานเป็นพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ทั้งคู่คบกันตั้งแต่ม.ปลาย จนถึงตอนนี้ยังดูรักกันดี ไม่เคยมีปัญหาอะไรกัน
 

“พวกเขาถือว่าเป็นคู่บุญกันมาก่อน แต่ก็นะ”

 

ชายหนุ่มเพ่งมองอนาคตของทั้งคู่แต่กลับมองไม่เห็น เขาจึงได้แต่ส่งจิตเฝ้าดูหญิงสาวตรงหน้า 
 

“อืม มีบางอย่างปิดกั้นเธอกับฉัน อาจจะเป็นเงาดำนั่น ดวงชะตาของเธอยังไม่สิ้นสุด เธอยังไม่ถึงคราวต้องจากไปในเร็ววันนี้ งั้นก็เป็นเพราะไมล์”

 

เขากำลังเพ่งจิตอีกครั้ง ไปยังชายหนุ่มไมล์แฟนหนุ่มของหญิง ด้วยพลังแห่งจิตของเขาทำให้เขามองเห็นชายหนุ่มดังกล่าวอย่างง่ายดายแม้จะอยู่ห่างไกลออกไป

 

“ไมล์ เจ้าทำอะไรของเจ้าน่ะ”
 

สิ่งที่เขาเห็นนั้นไม่ใช่ชายหนุ่มกำลังทำงาน แต่เขากำลังทานอาหารในร้านอาหารค่อนข้างหรู สองคนกับหญิงสาวตรงหน้า เมื่อเขาพิจารณาดีๆเขาก็เข้าใจ

 

หญิงสาวข้างหน้าชายที่ชื่อไมล์ เองก็มีเงาบางอย่างที่มองไม่ชัดโฉบไปมา แต่มันหนาแน่นมากกว่าที่เขามองเห็นที่ติดตามหญิงเสียอีก
 

“กิเลสนี่ช่างน่ากลัวเสีย”
 

จิตของพีพึมพำเบาๆ พร้อมกับจ้องไปที่หญิงสาวตรงหน้า แต่สักพักเงานั้นก็เข้มข้นขึ้น จนเขาเองมองไม่เห็นจิตใจของหญิงสาว
 

“ช่างดำมืดเสียจริง จิตของเจ้าหน่ะ หากแต่เป็นผู้ที่หลงทางในความมืด เพียงเขาเห็นเสี้ยวแห่งแสงสว่างเขาก็ไม่รอช้าจะติดตามไปเพื่อหวังทางออกและหลุดพ้นจากความมืดนี้ ผิดกับผู้ที่ลุ่มหลง แม้ทางข้างหน้าจะสว่างจ้า เขากลับไม่สนใจใดๆ เพราะเขาหลงแล้ว ไม่ยินดีกับสิ่งอื่นแล้ว”

 

ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงแรงกดดันจากหมอกมืดที่เพิ่มขึ้นนั้น แต่แค่นั้นยังไม่อาจคุกคามเขาได้ 

 

“กิเลสหนอกิเลส ข้าไม่อาจเข้าไปเกี่ยวด้วยก็จริง แต่ก็คงจะปล่อยไว้ไม่ได้”
 

หลังจากที่เขาหันหลังจะกลับ หญิงสาวคนนั้นก็มองตามมาที่เขาเธอแสยะยิ้มเบาๆ ก่อนที่เขาจะหายวับกลับมา ณ ปัจจุบัน



 

“เออ งั้นตามนั้น ชั้นกับเม จะไปก่อนแกห้ามเบี้ยวนะเว้ย” เสียงหญิงสาวคนเเรกดังขึ้น

 

“เออ ไม่เบี้ยวหรอก” 
 

หญิงตอบกลับ 

 

“น้องหญิงครับ เดี่ยวมาเช็คของให้พี่หน่อยเดี่ยวพี่ไปเคลียห้องให้คุณเบสก่อน พอดีว่าพรุ่งนี้ เขามีนัดคุยกับลูกค้า พี่ฝากน้องหญิงด้วยนะครับ”
 

พีพูดเสียงดัง 
 

“ได้ค่ะพี่พี”
 

หญิงตอบกลับพร้อมเดินไปหลังร้าน ขณะที่เอกเดินออกมาพอดี

 

“น้องหญิงครับ ทำไมพักนี้ดูไม่สดชื่นเลยมีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ บอกพี่ได้นา พี่เห็นหน้าน้องหญิงดูหมองคล้ำเหมือนคนโดนของเลย ฮ่าๆ”

 

ชายหนุ่มทำเป็นพูดแซว 

 

“เหรอคะพี่ หน้าหนูดูหมองคล้ำขนาดนั้นเลย” 

 

เธอรีบจับเช็คใบหน้าตัวเองยกใหญ่ 

 

“ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ จริงนะพี่  แต่หนูเห็นว่าพี่เป็นคนที่เชื่อเรื่องพวกนั้น หนูจะเล่าให้ฟังก็ได้ค่ะ คือช่วงนี้หนูนอนไม่ค่อยเต็มอิ่มเลย หนูชอบฝันร้ายตลอด”

 

“อือ”

 

“หนูฝันว่ามีคนมาเขย่าตัวหนูตอนที่กำลังนอน มันทำให้หนูตื่นบ่อย บางทีก็ฝันว่าเดินในบ้านมืดๆ แล้วเห็นไมล์ แฟนหนูค่ะ เหมือนเขาจะบาดเจ็บ เสียงของเขาเรียกหาหนูตลอด เรียกขอความช่วยเหลือ และเขาก็อยู่ในห้องที่หนูเปิดประตูเข้าไปไม่ได้ หนูพยายามแล้วนะคะ”

 

ชายหนุ่มสังเกตหญิงสาวไปด้วยขณะที่เธอกำลังพูด เงาดำถอยออกห่างจากตัวเธอขณะที่เธออยู่ใกล้เขา และตอนที่เธอเดินห่างออกไปเงาพวกนั้นก็เข้ามาหาเธอและวนเวียนอยู่รอบๆเธอแต่ก็ยังเว้นระยะห่างพอสมควร 

 

“อือ เป็นความฝันที่แปลกดี แล้วไมล์เป็นไงบ้าง”

 

“หนูเคยเล่าให้เขาฟังนะคะ แต่หลังๆเขาชอบเข้าเวรกะดึก หนูเห็นสภาพเขาแล้วหนูก็เลยไม่เล่า เขาก็ดูปกติดีนะคะ อาจจะดูอิดโรยนิดๆ อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้เขาเข้าเวรถี่ไปหน่อย”
 

“อืม พวกเธอได้เข้าวัดทำบุญกันบ้างมั้ยเนี่ยะ”
 

“น้อยค่ะ แต่หนูก็พยายามไปนะคะ ล่าสุดอาทิตย์ที่แล้วหนูเพิ่งไปไหว้พระมา  หลวงพ่อท่านให้เครื่องรางมาด้วย ท่านบอกหนูจะมีเคราะห์ ให้พกไว้ติดตัว”
 

ชายหนุ่มเพ่งมองไปในตัวหญิงสาว เขาจึงเข้าใจ ตรงกึ่งกลางร่างกายในระดับอกของเธอมีแสงนวลๆส่องประกาย มันไม่ได้สว่างจ้า แต่ก็ทำให้ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย
 

“พี่ขอดูเครื่องรางนั่นหน่อยสิ พอดีพี่ก็เป็นพวกชอบสะสมเครื่องราง”

 

เธอล้วงที่กระเป๋าเสื้อด้านซ้ายออกมา มันเป็นตะกรุดหวายที่มีสายสิญจน์พัน ขนาดประมาณหนึ่งนิ้ว เหมาะสำหรับพกติดตัว ยังไม่มีกรอบ เธอยื่นมันให้ชายหนุ่ม 
 

ชายหนุ่มชำเลืองมองเงาดำด้านหลัง ที่สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะหยิบตะกรุดนั้นมาดู 
 

เขาทำทีดูอย่างละเอียดแต่ แท้จริงแล้วเขาแอบใส่พลังจิตของตัวเองเข้าไปเพิ่ม 

 

“อืม ของดีๆ น่าจะมาจากการสมโภชพระอุโบสถสักที่ ของดีๆ เก็บไว้ติดตัวตลอดนะ”

 

เขายื่นตะกรุดคืนให้เธอ มันส่องแสงสว่างจ้ากว่าเดิมมาก แม้ว่าเธอจะมองไม่เห็นมันก็ตาม นั่นทำให้เงามืดพวกนั้นล่าถอยออกห่างจากตัวเธอมากขึ้น

 

“ฝันร้าย ก็เป็นแค่ฝันร้ายอย่าได้เก็บมาใส่ใจ บางคนอาจจะบอกว่าเป็นลางไม่ดีหรือเปล่า ก็ตอบได้ทั้งใช่และไม่ใช่ ร่างกายที่เหนื่อยอ่อนจากสภาวะแวดล้อม จากการทำงาน จากความเครียดสะสม ก็อาจจะมีส่วนให้จิตใจอ่อนแอและเหนื่อยอ่อนตาม การฝันไม่ดีอาจจะเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่ทำให้เราต้องตระหนักและเอาใจใส่สภาพร่างกายและจิตใจตัวเองให้มากขึ้น”

 

ชายหนุ่มพูดเปรยก่อนจะเดินออกไป

 

“กายและจิตที่เข้มแข็ง คือพลังที่จะคอยดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต และคอยกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้ย่ำกราย ทำใจให้สะอาดบริสุทธิ์เถอะนะ” 

 

เขาพูดตบท้ายก่อนจะเดินหายไป


         “สาธุค่ะ”
 

แม้เธอจะพูดติดตลกแต่เธอก็รู้สึกดีขึ้นจริงๆ เหมือนได้ปลดปล่อยเงื่อนที่ผูกในใจ ทำให้จิตใจปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะหันไปทำงานต่อ


 


 

ขณะที่เธอทำงานไปเรื่อยๆชายหนุ่มก็ขับรถมอเตอร์ไซต์คันเล็กของเขาบึ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่กี่อึดใจเขาก็มาอยู่ด้านหน้าตึกสามชั้นแห่งหนึ่งภายนอกไม่ได้ดูเก่ามาก ดูสะอาดสะอ้าน ด้านล่างเป็นชื่อร้านอาหารที่ตอนนี้ปิดร้านไปแล้ว เขาเดินเข้าไปอย่างมีจุดมุ่งหมาย

 

“ผมมาหาคุณครับ คุณพ่อ” 
 

เขาพึมพำเบาๆมันแผ่วเบาเสียจนแทบจะไม่ได้ยิน

 

“เข้ามาข้างในสิ” เสียงตอบกลับดังหวีดหวิวมาตามลม มีเพียงเขาที่ได้ยิน
 

ชายหนุ่มเดินตรงไปตามทางเดินเรื่อยๆจนถึงด้านหลังเขาเปิดประตูและเดินขึ้นไปยังชั้นสาม

 

เขามายืนหน้าห้องที่มีไฟสว่างเพียงพอให้มองเห็นควันธูปที่ลอยออกมาจากข้างใน เขาค่อยๆเปิดประตูเข้าไป ช้าๆเบาๆ

 

เบื้องหลังประตูเป็นห้องกว้างไฟสว่าง ด้านในสุดเป็นโต๊ะหมู่บูชา มีเทียนและธูปที่ไหม้ไปแล้วเกือบครึ่ง เบื้องหน้าเขาเป็นชายค่อนข้างสูงวัยในชุดบางสีขาวใบหน้าผ่องใสและยิ้มแย้ม เขานั่งสมาธิอยู่หน้าโต๊ะหมู่
 

“ผมคงไม่ได้รบกวนท่านใช่หรือไม่ครับ”
 

“ไม่ได้ๆ พ่อเองที่ต้องเป็นฝ่ายต้อนรับเจ้า มีธุระอะไรหรือ ถึงมาเวลานี้”
 

ชายหนุ่มเข้าไปไหว้พระสามครั้งและนั่งในท่าขัดสมาธิ 

 

“มีน้องที่ทำงานผมเธอโดนคุณไสย์ ลำพังตัวเธอนั้นพอรับมือได้ แต่คู่ของเธออาจจะไม่”

 

“พ่อหนุ่ม สิ่งที่เจ้าเห็นนั้นแม่นยำกว่าพ่อนัก
 

“แต่ประสบการณ์ของผมยังน้อยนัก อีกอย่างวิถีของผมไม่ควรเข้าไปยุ่งรื่องพวกนี้ มันคือบ่วงแห่งอารมณ์ที่อยากจะตัดขาด”
 

ชายชุดขาวหันไปนั่งสมาธิเช่นเดิม

 

“ท่านอย่าได้ลืมไป ที่ท่านเป็นอยู่ทุกวันนี้ล้วนเป็นผลมาจากการตัดสินใจของท่านไม่ใช่หรือ แล้วยังมีสิ่งใดที่ท่านต้องเป็นกังวลอยู่เล่า”
 

เขาเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกชายหนุ่มเพื่อเป็นการให้ความเคารพนับถือ
 

“เป็นเช่นนั้นแหละครับ แต่การรับมือกับเธอผู้นี้ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ฝีมือของเธอร้ายกาจนัก แต่อาจารย์ของเธอนั่นร้ายกาจกว่าหลายเท่านัก”

 

ชายสูงวัยลืมตาขึ้น 

 

“ท่านอย่าบอกนะว่าอาจารย์ของเธอคือคนที่จะปลิดชีวิตของท่าน”

 

ชายหนุ่มพยักหน้าเบาๆ 

 

“มันไม่ใช่การปลิดชีวิตเลย วิบากกรรมครั้งนี้ไม่อาจทำให้ผมต้องตายตกไปแต่อย่างใด เพียงแต่มันเป็นอนาคตที่มีแต่ความว่างเปล่าที่ผมมองไม่เห็น”
 

ชายสูงวัยหันกลับไปหลับอีกครั้ง เขาเงียบไปสักครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้น

 

“บางทีการไม่รู้ว่าเราต้องเจอกับอะไร ก็เป็นอะไรที่น่าสนุกดีนะ ไม่ต้องวิตกจนมากไป เเค่เตรียมตัวเองให้พร้อมก็น่าจะเพียงพอ เพราะผลลัพธ์สุดท้ายท่านก็รู้คำตอบอยู่แล้วหรือเปล่า”

 

ชายหนุ่มพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะนิ่งเงียบ มันคือความเงียบที่แท้จริง จนได้ยินแม้แต่เสียงควันสีขาวที่ลอยคละคลุ้งแหวกผ่านอากาศ
 

“ถึงอย่างนั้นก็คงต้องยืมมือท่านพ่อต่อกรกับเธอผู้นั้นหน่อย ผมคงไม่อาจเข้าไปยุ่งจริงๆ เพราะมันไม่ใช่กรรมของผม”

 

“ไม่ใช่ท่านยื่นมือเข้าไปแล้วหรอกหรือ”
 

“มันคงเป็นอะไรเล็กๆน้อยๆที่ผมพอจะทำได้ เพราะยังไงเธอผู้นั้นจะไม่มีทางรู้ว่าผมเป็นใครอยู่ดี”

 

ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆตบท้าย
 

หลังจากที่พวกเขาคุยกันเสร็จ ทั้งคู่ก็นั่งสมาธิกันต่ออีกประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนที่เขาจะกลับมายังร้าน ที่ปิดแล้วเรียบร้อย เขาทำการตรวจเช็คของในร้านอีกสองสามอย่าง จนเวลาถึงสามทุ่มครึ่งเขาจึงกลับไปบ้าน
 

ระหว่างทางเขารู้สึกถึงพลังงานที่ติดตามเขาอยู่แต่เขาไม่ได้สนใจมัน จนกระทั่งเขามาถึงที่พักของตัวเอง ทันทีที่เขาเหยียบย่างเท้าเข้ามาถึงบ้าน เขาก็เห็นภาพบางอย่างเข้ามาในหัว
 

ภาพเหล่านั้นฉายไปมาอย่างรวดเร็ว 

 

“อือ อย่างน้อยก็น่าจะเป็นการเดินทางที่ไม่น่าเบื่อเสียทีเดียว”
 

เขายิ้มเบาๆก่อนปิดประตูห้องและเงาพวกนั้นก็สลายหายไปไม่อาจติดตามเขาได้อีก 

 

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น