อสูรา: ภาค ภีษวัต

ตอนที่ 1 : ภีษวัต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    26 ธ.ค. 63

 

 

 

         เมื่อสี่ปีที่แล้วที่ภีษวัต ชายหนุ่มสายปฏิบัติ ได้ถวายการปรนนิบัติต่อพระอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย การละสังขารของท่าน ทำให้ชายหนุ่มต้องเริ่มเสาะหาหนทางของตนเอง เขาเลือกเดินทางเข้าสู่ความวุ่นวายของสังคมเมือง และปิดตัวฝึกจิตในแบบของตนเอง เป็นเวลาเกือบสองปีที่ฝึกฝนในเส้นทางของตนเองเขาก็เริ่มเข้าใจ จิตบริสุทธิ์ เปิดเผยกลิ่นไอแห่งการรู้แจ้ง แม้จะเป็นระดับที่ต่ำสุดแต่ก็เป็นการเปิดประตูสู่การหลุดพ้นอย่างแท้จริง
 

          ขณะที่เขากำลังทำฌานสมาธิ จิตของเขาก็ได้ล่วงหน้าไปยังอนาคตอันไกล เขามองเห็นเส้นใยแห่งกรรมของตนเองเส้นใยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

          “ในอนาคตข้าจะต้องเผชิญกับสิ่งนั้นสินะ” เสียงแห่งความคิดดังก้องในห้วงแห่งจิต

 

          “งั้นข้าก็ต้องเตรียมการให้พร้อม เพราะนั่นคงจะเป็นเส้นใยแห่งกรรมครั้งสุดท้ายของข้า...”

 

          เขายังคงอยู่ในฌานและพิจารณาเหตุการณ์นั้นอยู่ชั่วครู่ ภาพในหัวของเขานั้นหมุนวนและดำเนินไปอย่างรวดเร็วแต่ด้วยสมาธิมากมายของเขาทำให้เขาสามารถมองเหตุการณ์ทั้งหมดได้กระจ่างชัด

 

          เวลาล่วงเลยไปอีกหลายชั่วโมงก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้น ใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม

 

          การฝึกปฏิบัติตนของเขานั้นช่างแปลกยิ่ง ด้วยบุญและบารมีที่เขาสั่งสมไว้จนเต็มเปี่ยมในชีวิตที่แล้วทำให้ตั้งแต่เกิดมาจิตใจของเขาก็เข้าหาธรรมและการฝึกตนอย่างหนัก ตอนอายุได้สิบสองปีเขาก็เสียพ่อกับแม่ไป จากอุบัติเหตุ นั่นทำให้เขาต้องออกจากเมืองใหญ่ไปอยู่ชนบทอันห่างไกลกับลุงของเขา นั่นอาจจะเป็นเพราะผลบุญหนุนส่ง เขาได้มีโอกาสได้พบกับพระอาจารย์ตั้งแต่อายุสิบสองปี แต่เขาเลือกที่จะดำรงตนเป็นฆราวาส แม้คนอื่นๆจะส่งเสริมให้เขาบวชแต่เขาก็ยังยืนกรานเช่นเดิม เขาเน้นฝึกจิตโดยการพิจารณาจิต พิจารณากาย พิจารณาวัตถุ ด้วยจิต ไม่เน้นการฝึกกาย เขามีแนวคิดว่าสุดท้ายจิตก็คือกาย การฝึกจิตก็คือการฝึกกายไปในตัว
 

          “พระอาจารย์ ท่านว่าการฝึกแบบนี้ กระผมจะสำเร็จผลดังหมายหรือไม่ คนอื่นเขาก็บอกแต่ว่า กระผมฝึกแบบนี้ยังแต่จะเป็นการยากลำบากในภายภาคหน้า ท่านคิดว่ายังไงบ้างขอรับ”


          “ฮ่าๆ อยากให้ข้าบอกอันใด ถ้าภายนอกใครเขาก็มองว่าเอ็งประหลาด แต่เพราะพวกเขามองไม่เห็นข้างในไง แม่น้ำหลากหลายสายก็หลั่งไหลมาจากคนละที่ แต่สุดท้ายเป้าหมายก็คือไหลลงสู่ทะเล เราคือผู้ฝึกจิตและฝึกตน แต่เอ็งเลือกที่จะฝึกจิต และจิตของเอ็งนั้นล้ำลึกและสงบนิ่งกว่ามันผู้ใด เอ็งอย่าได้สงสัยในคำตอบเลย เพราะเอ็งก็ทำของเอ็ง คำตอบก็มีแต่เอ็งเท่านั้นแหละที่จะรู้”

 

          “กระผมไม่ได้สงสัยเลย แต่พวกเขาเหล่านั้นสงสัย”

 

          “เอ็งนี่ก็ตลกนะ แต่นั่นแหละ กิเลสมันมีอยู่ในทุกสัมผัสและพวกเขาก็ยังละมันไม่ได้ พวกเขาก็จะยังมองไม่เห็นสิ่งที่เอ็งเห็น”

 

          “ครับพระอาจารย์”
 

          “พระอาจารย์ กระผมเห็นบางสิ่งที่จะเกิดขึ้น...”
 

          “เอ็งกังวลหรือ”
 

          “ไม่ใช่ แต่ก็ใช่ มันไม่ได้หม่นหมองหรือโศกเศร้าหรอกขอรับ เพียงแต่อารมณ์ที่ชัดเจนที่สุดของกระผมก็คือเสียดาย”

 

          “ฮ่าๆ การเดินทางของข้ามันจะสิ้นสุดแล้ว สิ่งที่เอ็งทำอยู่มันคือเส้นทางของเอ็งล้วนๆ ทุกการรู้แจ้ง มันคือจิตของเอ็งที่มองเห็น ไม่เกี่ยวกับข้า จงละมันเสีย คำสอนคือไฟส่องทาง แต่เท้าที่ก้าวย่างก็คือเท้าของเอ็งล้วนๆ จงปล่อยให้มันเป็นไปในแบบของมันเถอะ”

 

          “แต่พวกเขาจะไม่ทำตามที่ท่านอาจารย์อยากให้ทำ พวกเขายังคงเห็นแก่ลำดับ ขั้นตอนและยึดติดกับมัน”

 

          “เอ็งกำลังสงสารพวกเขาหรอกหรือ”

 

          “เสียดาย ครับ เสียดายที่พวกเขาไม่เห็นในสิ่งที่ท่านอยากให้เห็น และลงมือทำให้ถูกทางเสีย”
 

          “พวกเขาก็แค่มองไม่เห็น ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะหลงทาง หากแต่ยังมีแสงสว่างคอยส่องอยู่ พวกเขาก็คงจะเห็นมันในสักวัน”
 

          “แต่แสงนั้นกำลังจะดับไป”

 

          “ไม่ใช่หรอก ข้าเองต่างหากที่จะดับไป แสงที่ข้าจุดไว้จะคงอยู่ถึงแม้พวกเขาจะมองไม่เห็น มันก็จะยังรอคนอย่างเอ็งนี่แหละมาเห็น และเขาก็จะไปได้ถูกทางเสียที”

 

          “ท่านคงเห็นเขาผู้นั้นแล้ว”

 

          “ก็ใช่อยู่ แต่คงอีกนานโข และมันก็ไม่เกี่ยวกับเอ็งแล้ว... ข้ามองเห็นแสงไฟดวงหนึ่ง ในอนาคต ไฟดวงนั้นลุกเจิดจ้า แต่ไร้คนมองเห็น แม้แต่ข้าก็ไม่อยู่ทันเห็น ไฟนั้นไม่เพียงแต่ส่องทาง แต่ยังเผื่อแผ่ ปกป้อง และเชื่อมต่อพลังแห่งศรัทธา อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

 

          “มันคงจะเป็นเส้นทางที่ยากลำบากทีเดียวนะครับ”

 

          “ก็แค่ตอนจุดไฟเท่านั้นแหละ พอไฟมันติดมันจะส่องสว่างจนแม้แต่เอ็งก็คาดไม่ถึง”
 

          “เอ็งอย่าได้เสียดายไป ของทุกอย่างมันไม่จีรังอยู่แล้ว จิตผูกพันก็ต้องมาตามแก้อีกวุ่นวายเอง ทำไปเถอะ ฟังเสียงของหนทางของเอ็ง เดินเข้าไป หากเอ็งติดขัดก็นึกถึงข้าไว้ หวังว่าเอ็งจะรู้นะว่าข้าหมายความว่ายังไง”

 

          “กราบขอบคุณพระอาจารย์”

 

           นั่นเป็นการสนทนาธรรมอย่างจริงจังครั้งสุดท้ายของเขาและพระอาจารย์

 

           “ปล่อยเสียทุกสิ่ง ปล่อยมันอย่างเข้าใจ ใช้จิตอันบริสุทธิ์พิจารณา ทีละอันจนหมดจด ก้าวสู่การรู้แจ้งที่แท้จริง”
 

          และนั่นก็คือคำสอนสุดท้ายของพระอาจารย์


 



 

          หลังจากเสร็จสิ้นงานละสังขารพระอาจารย์ ชายหนุ่มก็มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางของความวุ่นวาย กรุงเทพมหานคร วัยเพียงยี่สิบหกปีเขาทำงานเป็นบาริสต้าในคาเฟ่เล็กๆแห่งหนึ่ง และยังคงมีวินัยในการฝึกจิตอย่างเข้มข้น จนบารมีนั้นแผ่กว้าง ร้านของเขามีรายได้และกำไรตลอด เขาเป็นที่รักของพนักงานในร้านและเจ้าของร้านที่สุดท้ายก็เป็นเพื่อนรัก ที่คอยสนับสนุนกัน

 

           ‘นี่ไม่ใช่ชีวิตสุดท้ายของเรา ชายคนนั้นคือ กรรมที่เราต้องแก้ และคอยสนับสนุนเขา ไม่แน่เขาอาจจะมองเห็นเส้นทางเดียวกับเราก็เป็นได้”

 

           ด้วยจิตที่สงบนิ่งเขาจึงมองเห็นสายใยแห่งกรรม ที่ผูกเขาและเจ้าของร้านไว้ด้วยกัน เขาจึงทำงานที่นี่ เพื่อแก้กรรมของตัวเองและชายผู้นั้น


                    เพียงสองปีต่อมา เขาก็เข้าสู่เส้นทางแห่งการรู้แจ้งอีกขั้น แต่นั่นยังไม่ใช่การตัดขาดอย่างแท้จริง เขายังมีกรรม สายใยที่ยึดติดและอารมณ์ ที่ตัดไม่หมดบางส่วน ทำให้เขายังไม่อาจทิ้งโลกจริงไปได้

 

           “จนถึงตอนนี้ เส้นทางของเราได้ปรากฏชัดมากเพียงแต่ยังมีบางสิ่งที่ต้องจัดการให้เสร็จก่อน โดยเฉพาะเขาผู้นั้น”

 

           นี่ก็เป็นอีกวันที่เขายังยืนทำงาน แต่ทุกกิริยาล้วนเป็นการฝึกจิต ด้วยพลังสมาธิอันล้นหลามก่อให้เกิดปัญญาในการใช้ชีวิต

 

           “พี่พีครับ ผมขอคาปูเย็นนะครับ เดี่ยวให้พนักงานเอาไปที่ห้องผมนะครับ” 
 

           เสียงของชายหนุ่มที่เป็นเจ้าของร้านดังขึ้นเขาเดินเข้าห้องทำงานตัวเองไปด้วยสภาพค่อนข้างอิดโรย
 

          “ได้ครับ” 
 

          ชายหนุ่มตอบกลับแค่นั้น ด้วยจิตที่ล้ำลึกเขาจะพูดค่อนข้างน้อยจนทุกคนก็มองว่าเป็นบุกคลิกของเขาไปเสียแล้ว
 

          แต่ทันใดเขาก็มองเห็นพลังงานบางอย่างที่ตามชายหนุ่มคนนั้นมา
 

           ชายแก่กับเด็กเดินจูงมือกัน แม้จะมองเห็นอย่างเลือนลางแต่ก็มองเห็นถึงอารมณ์บนใบหน้าทั้งคู่ พวกเขาสวมชุดปกติไม่ได้มีท่าทีน่ากลัว แต่พวกเขาทั้งคู่ไม่ใช่คน

 

         ‘มีธุระอันใดหรือไม่ ท่านทั้งสอง’ เสียงนุ่มดังกึกก้องในหัวของทั้งคู่
 

          เมื่อพวกเขาได้ยินก็หันมาสนใจชายหนุ่มอีกคนที่กำลังชงกาแฟหน้าเคาน์เตอร์ ไอน้ำจากเครื่องพ่นคลุ้ง แต่ก็ไม่อาจบดบังรัศมีที่ฉายออกมาได้
 

           ‘พวกเราก็แค่ตามเขามา ท่านผู้ประเสริฐ มิได้คิดล่วงเกินอันใด ข้าเพียงแต่มองเห็น เอ่อ ความเปราะบางของวิญญาณของเขา’

 

           ‘รวมถึงพวกนั้นด้วยสินะ’ 

 

            พีส่งสัญญาณไปที่หน้าร้าน ที่เต็มไปด้วยชายหญิงทั้งแก่ทั้งหนุ่ม ที่ยืนอย่างสงบนิ่ง หากมองดีๆจะเห็นว่าร่างพวกนั้นเลือนลางไปมาเพราะพวกนั้นคือวิญญาณ

 

           ‘ท่านคงเป็นผู้อาวุโส แต่ฉะไหนท่านจึงยังไม่รู้ว่าควรจะไปที่ใด’ 

 

          เขายังคงทำกาแฟโดยไม่มีท่าทีผิดปกติ แต่ก็ชำเลืองดูชายหนุ่มในห้องทำงานกระจกรอบด้านที่ภายนอกเต็มไปด้วยเหล่าวิญญาณที่จ้องมองจากภายนอก

 

           ‘ท่านผู้ประเสริฐ ใช่ว่าข้าจะไม่รู้แต่ข้ายังไปไม่ได้ ข้าเลือกเส้นทางนี้แต่แรก ทำให้ข้ายังติดอยู่จนทุกวันนี้’
 

           ‘การสำนึกผิดนั้นง่ายดาย การพิจารณาตนก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น ด้วยสติปัญญาของท่านหากไม่ใช่เพราะกิเลสที่บดบัง ก็คงเป็นเพราะท่านกำลังเสพติดการกระทำเช่นนั้นอยู่ แล้วนี่ท่านคิดจะทำอะไรกับเขาหรือ ท่านจะดูดพลังชีวิตจากวิญญาณที่ไร้ทางสู้งั้นหรือ’

           ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสบายๆ

 

          ‘หนุ่มน้อยเอ๋ย เจ้าอย่าได้เหิมเกริมนัก มันไม่ใช่เรื่องของเจ้าเลยที่ข้าจะทำอันใดกับชายผู้นั้น เพราะถ้าข้าไม่ทำเจ้าพวกข้างนอกนั้นก็จะทำอยู่ดี’

 

          เสียงนั้นตอบกลับด้วยอารมณ์ครุกรุ่น

 

           ‘ไฟ ไม่ได้เพียงให้แสงสว่าง มันแผดเผาได้ด้วย แต่นะ ข้าไม่ได้ใช้มันเพื่อแผดเผาผู้อื่น แต่ให้มันเผื่อส่องสว่างแต่เมื่อกรรมบังตาเขาก็ได้แต่ทำมันเผาตัวเอง’

 

           วิญญาณทั้งชายแก่กับหลานพยายามที่จะเข้าไปข้างในห้องทำงานของชายหนุ่มแต่ก็ทำไม่ได้
 

          พวกเขาเริ่มโกรธแค้น
 

          ‘ท่านกำลังทำให้พวกเขาโกรธ’

 

          ‘ท่านเองก็โกรธ ไฟแห่งความโกรธานั้นไม่เคยส่องสว่างสิ่งใด ยังแต่จะแผดเผาจิตให้หมองไหม้’

 

           เกิดเสียงดังหวีดร้องดังกึกก้องในห้วงแห่งจิต แต่ชายหนุ่มไม่ได้สะทกสะท้าน เขาเดินถือถ้วยกาแฟไปที่ห้องชายหนุ่มและพูดกับเขาเบาๆ

 

          “ทานให้อร่อยนะครับ” เสียงหวีดหวิวดังก้องมากขึ้นทำให้เกิดการสั่นสะเทือนในบรรยากาศของจริง
 

          ‘อย่าเลย เดี่ยวร้านได้พังพอดี’ 

 

           เพียงคำพูดประโยคเดียวทุกอย่างก็เงียบสงบดังเดิม วิญญาณชายชรากับเด็กน้อยล่าถอยออกไปนอกร้านพร้อมกับดวงวิญญาณทั้งหลายแตกกระเจิงหายไป

 

           ชายหนุ่มมองไปที่เด็กน้อยก่อนจะยิ้ม

 

           ‘เด็กน้อยเอ๋ย เจ้าจงไปเสียเถิด เวลาของเจ้ามาถึงแล้ว’ 

 

ชายหนุ่มยิ้มกว้างยิ้มกว้างพร้อมกันนั้นวิญญาณชายชราก็ปล่อยมือจากเด็กน้อยราวกับมันกำลังจะเผาไหม้มือของเขา ร่างของเด็กน้อยเรืองรองชั่วครู่ก่อนจะหายวับไปพร้อมรอยยิ้ม

 

           ‘ท่าน ท่านมาพรากลูกรักไปจากข้า ท่าน...’

 

           ‘เขาหมดเวลาแล้ว ท่านก็น่าจะรู้ ท่านมัวแต่ใช้ตัณหาของตัวเองผูกมัดผู้อื่นที่ไม่รู้อะไรด้วย ไว้กับตัวเอง จนท้ายที่สุดมันก็รัดแน่นจนแม้ท่านตายไป เชือกนั้นก็ยังอยู่และยิ่งจะมัดแน่นขึ้นเรื่อยๆซึ่งข้าคงไม่อาจช่วยท่านได้ แต่สำหรับเด็กคนนั้น มันไม่มีเลย เขาไม่ได้ใช้ตัณหาของตัวเองผูกมัดตัวเองไว้กับใคร มีก็เพียงแต่จิตอันบริสุทธิ์ที่เด็กคนหนึ่งจะมี ผูกมันไว้ การจะคลายปมนั้นมันจึงง่ายดายเสีย แม้ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม เขาก็ยังสามารถแก้มันเองได้’
 

           ‘ท่านจงออกไปเถิด พิจารณาจิตของท่านเอง พิจารณาบ่วงที่ผูกมัดตัวท่าน แล้วแก้มันเสีย อย่าได้ผูกปมอื่นๆเพิ่มอีกเลย ข้าขออำนวยพร’

 

           พรจากชายหนุ่มนั้นส่องแสงสว่าววาบก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียกรีดร้องของชายชราดังก้องก่อนที่ร่างของเขาจะเลือนหายไปพร้อมกับดวงวิญญาณที่อยู่นอกร้านทั้งหมด

 

           ชายหนุ่มหันกลับมาทำงานเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

 

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น