Fic Final Fantasy XV || BL NL

ตอนที่ 23 : Rebellious Oracle [NL - Nyx x Luna]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 301
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 ส.ค. 60

“เกรงว่าเรายังไม่ได้แนะนำตัวกัน”

เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย ดึงความสนใจของผมไปจากงานอารักขาบุคคลสำคัญในงานสังสรรค์ตรงหน้า มันเป็นเสียงหวานนุ่มของสุภาพสตรีท่านหนึ่งที่มีศักดิ์เป็นถึงท่านหญิงจากเนเทไบร์

ท่านหญิง ลูน่าเฟรย่า น็อคซ์ เฟลอเร็ท นามสกุลออกจะยาวไปหน่อย แต่ผมก็ต้องเรียกให้เต็มและถูกต้อง

ผมไม่ละสายตาไปจากกษัตริย์รีจิส ท่านเป็นบุคคลสำคัญเสมอโดยเฉพาะเมื่อประทับอยู่ในพระราชวังอินซอมเนีย ซึ่งเป็นที่ที่ผมจำต้องถวายการดูแลด้วยชีวิต ก่อนถึงพิธีเซ็นสัญญาลงนามสงบศึกระหว่างอาณาจักรลูซิส และจักรวรรดินิฟเฟลไฮม์ในวันพรุ่งนี้ เว้นเสียแต่ว่าผมเห็นชายกระโปรงสีขาวลอดเข้ามาทางหางตา ผมต้องโต้ตอบตามมารยาท ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าการคุยกับเจ้าหญิง หรือการเมินเจ้าหญิง จะทำให้ผมได้รับโทษมากกว่ากัน

“เกรงว่าท่านต้องรอหน่อย เพราะผมเข้าเวรอยู่” ผมแอบชำเลืองมองเล็กน้อย เจ้าหล่อนอยู่ในชุดเดรสยาวสีขาวไข่มุกที่ตัดเข้ารูป ผมสีทองสวยเกล้าอยู่บนศีรษะสูงสง่า แล้วยิ่งดวงตาสีฟ้าครามคู่นั่น มันเกือบสะกดสายตาของผมเอาไว้จนหันกลับแทบไม่ทัน

เธอสวยมาก สวยกว่าผู้หญิงคนไหนที่ผมเคยเห็น แม้ผมจะใช้ชีวิตอยู่แต่กับพวกสัตว์ประหลาดและกองกำลังของจักรวรรดิ ไม่ค่อยได้พบของจรรโลงใจมากนักก็ตาม

“ข้าไม่เห็นเวลาไหนเหมาะสมไปมากกว่านี้อีกแล้ว” เธออ้างแบบนั้น ผมไม่รู้จำกัดความของคำว่า เหมาะสมสำหรับผู้หญิง

“ท่านจำชื่อทหารรักษาการณ์ทุกคนในวังของท่านด้วยรึเปล่า” ผมยิ้มแยกเขี้ยว ไม่ตอบในทันที นานๆ ครั้งได้ประฝีปากให้เก่งเท่าฝีมือบ้างก็ดีไม่น้อย และผมรู้จากเสียงหัวเราะขบขันเบาๆ จากท่านหญิงลูน่าว่าเธอเองก็ค่อนข้างพอใจ ไม่ได้ถือโทษอะไร

“เปล่า เฉพาะคนที่ข้าอยากขอบคุณ”

ผมยืนนึก คงเป็นเรื่องเมื่อตอนกลางวันที่ผมไปรับท่านหญิงมาที่พระราชวัง มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โต หรือรบกวนอะไรมากมาย อย่างน้อยๆ ผมก็ไม่เคยได้รับคำขอบคุณจากคนที่ผมขับรถไปรับไปส่งให้ทุกคน

“นิกซ์ อัลริค” ผมไม่ปฏิเสธการแนะนำตัวซ้ำสอง ก่อนจะพูดเสริม “มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว ท่านหญิง”

“นิกซ์ ขอบคุณที่ไปรับข้า”

“ท่านไม่ได้ฟังที่ข้าพูดก่อนหน้านั้นเลยใช่ไหม”

“เจ้าก็ไม่ได้ฟังที่ช้าบอกว่าอยากขอบคุณเหมือนกัน” เธอโต้กลับแทบจะทันที ผมเสียให้เธอไปหนึ่งแต้มเรื่องการประชันไหวพริบ แล้วเธอก็พูดต่อ “จริงสิ นิกซ์ ข้าได้ยินมาว่ามีทหารกล้าคนหนึ่งอาสาออกไปรับข้าจากเทเนไบร์ แต่เราคลาดกัน ไม่ว่ายังไงข้าก็อยากจะขอบคุณเขา เจ้าพอจะไปตามเขามาได้ไหม”

ทหารกล้าคนนั้นหมายถึงโคร์ว เธอเป็นหนึ่งในสมาชิกของหน่วยคิงเกลฟ และเป็นเหมือนน้องสาวของผมที่มาจากเมืองกาลาห์ดด้วยกัน ที่ซึ่งตอนนี้ความกล้าของเธอถูกแลกมากับการไปหาพระเจ้าก่อนผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผมกระอักกระอวนเล็กน้อยที่จะตอบ แต่ก็ไม่คิดว่าท่านหญิงจะจับสังเกตได้ เสียงของเธอดูประหม่าในประโยคถัดมา

“คือข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าขอโทษ” ท่านหญิงลูน่าก้มศีรษะลง เธอไม่ควรทำแบบนั้น ไม่ใช่แค่โคร์วที่ออกไปนอกลูซิสแล้วไม่มีชีวิตรอดกลับมา ถ้าหากจะกล่าวโทษไปยังใครสักคน ก็คงจะเป็นพวกของจักรวรรดิ ไม่ใช่ท่านหญิงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว

ในกระเป๋าเสื้อของผมมีเครื่องประดับของผู้หญิงอยู่ชิ้นหนึ่ง เป็นชิ้นที่โคร์วเอามาอวดผมก่อนออกเดินทาง ว่าเธอจะเอาไปให้ท่านหญิงลูน่ากับมือ แต่มันก็ถูกส่งกลับมายังลูซิสพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของเธอเสียก่อน ผมยื่นมันให้กับคนที่สมควรจะได้รับแล้วบอกว่า

“ทหารกล้าของท่าน อยากให้สิ่งนี้กับท่าน” ต้องออกตัวก่อนเลยว่าผมไม่สันทัดเรื่องของผู้หญิง ผมไม่ละลาบละล้วงที่จะสวมให้ ต่อให้ผมรู้ว่ามันควรจะสวมไว้ตรงไหนก็ตาม

ท่านหญิงดูจะลังเลอยู่เล็กน้อย สุดท้ายเธอก็มารับไป

ผมสาบานต่อหน้าคริสตัลว่าผมไม่ได้ตั้งใจ แต่มือของเราสัมผัสกัน นิ้วมือเรียวนุ่มของเจ้าหล่อนผ่านไปบนฝ่ามือของผม แล้วก็... ให้ตายเถอะ มือเจ้ากรรมก็ดันจับเอาไว้

“มีอะไรรึเปล่า นิกซ์?” ท่านหญิงเงยหน้าถามด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เธอไม่ได้ดึงมือออก ถ้ามีทหารของนิฟเฟลไฮม์ หรือแม้แต่ทหารของลูซิสเองมาเห็นเข้า เกรงว่าผมจะต้องถูกยิงในอีกไม่กี่วินาที

ผมปล่อยมือเธอ มีเสียงกระซิบจากด้านมืดของผู้ชายทุกคนว่า แกมันโง่ นิกซ์ โอกาสแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะมีทุกวันแต่ผมก็เถียงกลับไปว่า โอกาสที่จะตายโดยไม่รู้ตัวมีครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว

“เปล่า ไม่มีอะไร ท่านหญิง” ผมไม่ได้แก้ตัวเรื่องการฉวยโอกาสอย่างหน้ามืด แล้วเก็บมือไพล่หลังเผื่อว่ามันจะทำอะไรตามใจอีก

“เจ้าดูประหม่านะ” ท่านหญิงลูน่าทัดเครื่องประดับชิ้นที่ได้ไปบนมวยผม เธอคลี่รอยยิ้มบางๆ เกือบให้ความรู้สึกน่าเอ็นดู น่าทะนุถนอม ถ้าไม่ติดที่ประโยคปรามาสเล็กๆ “งานทหารของเจ้า คงทำให้ไม่ค่อยได้เจอผู้หญิงจริงไหม?”

ผมหัวเราะในลำคอ แล้วตอบกลับ “ท่านจะบอกว่าผมรับมือกับผู้หญิงไม่เก่งสินะ”

“ข้าว่าข้ามองไม่ผิดนะ นิกซ์ อัลริค อาการของเจ้าฟ้องแบบนั้น”

ผมรู้สึกฉุนเล็กน้อย อายุของผมเลยเลขสามมาสักพักแล้ว มันคงไม่ดีนักที่ถูกมองว่าในเรื่องบางเรื่องยังไม่ได้เรื่องราวกับเด็กอมมืออยู่แบบนี้ และน่าเสียดายที่มันไม่ใช่เรื่องที่จะพิสูจน์กันได้ง่ายๆ เสียด้วย

“เขาว่ากันว่าสตรีนางเดียวน่ากลัวกว่าทหารทั้งกองทัพ ในเมื่อผมยังสู้กับทหารทั้งกองทัพไม่ได้ ผมก็คงต้องยอมรับว่ารับมือไม่เก่ง”

“มันดูไม่เหมือนคำชม” ท่านหญิงเอียงศีรษะจนผมของเธอปรกใบหน้าซีกหนึ่ง

“แน่นอน ผมไม่ได้ชม” ผมโคลงหัวตอบ ก่อนจะเหลือบไปเห็นหัวหน้าทหารของพวกจักรวรรดิกำลังหันหน้ามาทางนี้ ฟังไม่ผิด แค่หันหน้ามาทางนี้ เพราะผมไม่แน่ใจว่าลูกตาใต้หน้ากากนั่นกำลังมองมาด้วยรึเปล่า แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่อยากเสี่ยงเอาคอรับดาบโทษฐานทำตัวสนิทสนมกับสตรีน่ากลัวในความดูแลของเขา

“ถ้าเอาฝีปากของเจ้าไปต่อกรกับพวกทหารได้ บางทีเจ้าอาจชนะไปแล้ว”

“นั่นคงไม่ใช่คำชมเหมือนกันงั้นสิ” ผมหุบยิ้ม “อย่าถือกันเลยนะ ท่านหญิงลูน่า แต่ท่านควรขยับไปยืนข้างๆ หุ่นยนต์พวกนั้น อย่างน้อยผู้พันอะไรนั่นคงจะพอใจ”

เธอหันไปมองผู้พันครอก้า อัศวินร่างใหญ่ที่สวมชุดเกราะหนาในงานรื่นเริง อันที่จริงลูซิสไม่ควรอนุญาตให้ใครก็ตามแต่งตัวพร้อมรบในพระราชวังเช่นนี้ เพราะมันทำให้สุนัขรับใช้พระราชาอย่างผมต้องลับเขี้ยวคมขึ้นไปอีก ในเมื่อต้องไปไล่กัดกับสิงโตแทนที่จะเป็นลูกแมวน่ารักน่าชัง

ท่านหญิงมุ่นคิ้วใส่ผมหลังจากหันกลับมา กระพริบตาปริบ ให้ตายเถอะ จะมีอะไรบดบังความสวยของเธอได้บ้าง

“ทำไมข้าจะต้องยืนในที่ที่ทำให้เขาพอใจด้วย” น้ำเสียงหวานติดจะขุ่นมัวเล็กๆ

“ฝ่าพระบาท...” ผมกดเสียงลงต่ำให้กับความดื้อดึง “ถ้าท่านจะทรงเห็นแรงอาฆาตที่เขาแผ่ออกมา มันเกี่ยวกับความเป็นความตายของผม”

เราสบตากันในระยะความสูงที่เหลื่อมกันพอสมควร แล้วผมก็พบว่าสิ่งที่ยากที่สุดที่ผมเคยทำมา คือการประสานเข้ากับอัญมณีคู่งามตรงหน้าให้ได้นานที่สุด ผู้หญิงนี่ช่างเหลือรับจริงๆ

“ข้าแค่อยากรู้สึกปลอดภัย ข้าถึงเลือกเจ้า นิกซ์ เพราะการยืนใกล้เขาก็เท่ากับข้าก้าวเข้าหาความตายอีกก้าวเหมือนกัน” ท่านหญิงถอนหายใจพร้อมคำบ่น “แต่เพื่อความสบายใจของเจ้า ก็หลบความตายอยู่หลังข้าไปก็ได้”

แล้วในตอนที่เธอกำลังจะเดินจากไป มือที่ไพล่หลังของผมก็ปล่อยออกจากกัน แล้วก็มีข้างหนึ่งที่คว้าแขนของท่านหญิงสูงศักดิ์จากเทเนไบร์เอาไว้

เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง ผมยังไม่ถูกใครยิงตาย ผมจึงพูดต่อด้วยความสำนึกผิด

“โอเค ผมขอโทษ” เธอบอกผมผ่านดวงตาคู่นั้นว่าตกใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราสองคนเป็นจุดสนใจ ผมตระหนักดีว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรจึงได้เสนอไปว่า “ทำไมไม่เราออกไปที่อื่นกัน ที่ที่น่าจะปลอดภัยกว่านี้”

“ที่ไหน?”

ผมลูบหน้า อันที่จริงคือผมยังไม่ได้นึก

“ที่อื่น... ที่ห้องของท่านเป็นไง? นี่มันก็ดึกแล้วท่านควรพักผ่อน” ผมไม่แน่ใจว่าระหว่างที่ที่คนพลุกพล่านกับที่ที่ลับสายตาคน ที่ไหนจะปลอดภัยมากกว่ากัน ในแง่ของการอยู่ด้วยกันระหว่างชายหญิง “เดี๋ยวผมจะพาไปส่ง แล้วก็จะคอยอารักขาอยู่หน้าประตูจนกว่าจะท่านจะแน่ใจว่าปลอดภัยดีแล้ว”

“เจ้าไม่ต้องคอยคุ้มกันกษัตริย์รีจิสหรอกรึ” ท่านหญิงย้ำเตือนถึงงานของผม

ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเปลี่ยนความกังวลใจเป็นรอยยิ้มแบบช่างมันเถอะ

“ก็ท่านเลือกผม แล้วผมรับมือกับผู้หญิงไม่เก่ง จะให้ผมปฏิเสธได้ยังไง”

คำพูดของผมได้รับเพียงเสียงหัวเราะเบาๆ กลับมา มือที่ยังจับแขนของเธออยู่เปลี่ยนมาเป็นคล้องไว้หลวมๆ ข้อศอกแนบติดไปกับชุดเดรสสีขาว แขนเรียวบางก็ทาบไปกับเครื่องแบบคิงเกลฟของผม ผมเพิ่งเคยดูแลบุคคลสำคัญแบบใกล้ชิดขนาดนี้ ยอมรับว่ารู้สึกประหม่า แต่ไม่มากพอให้ถอยกลับกลางคัน

เราปลีกตัวออกมาจากงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อบังหน้า เพราะนอกจากความน่าเบื่อหน่ายกับรอยยิ้มแสร้งทำแล้วมันก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ ท่านหญิงลูน่าบอกว่ากษัตริย์รีจิสจัดห้องให้กับเธอไว้หนึ่งห้อง เสียแต่ว่าผมไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน และท่านหญิงก็เป็นคนต่างถิ่นและจำทางไม่ได้ เราจึงได้แต่เดินเอ้อระเหยไปจนกว่าจะเจอบานประตูที่เธอรู้สึกคุ้นตาขึ้นมาบ้าง

ระเบียงทางเดินที่เชื่อมระหว่างห้องโถงสองห้องยื่นออกมาจากตัวพระราชวัง และมีพื้นที่มากจนสามารถใช้มันเพื่อยืนรับลมกลางคืนมากกว่าแค่มาเดินผ่าน คืนนี้ฟ้ากระจ่างไร้เมฆ ไร้ดวงจันทร์ อย่างน้อยๆ ก็บนท้องฟ้า ผมกล้าพูดได้ว่าสตรีที่คล้องแขนผมอยู่งดงามกว่าดวงจันทร์ในค่ำคืนไหนๆ ที่ผมเคยมอง

แล้วจู่ๆ ท่านหญิงก็กระชับวงแขน บางทีเนื้อผ้าบางๆ คงไม่ถูกกับลมกลางคืนที่พัดสูงขนาดนี้

“ไม่มีเสื้อคลุมให้รึ นิกซ์” ท่านหญิงบอก พร้อมกับช้อนสายตาที่ฉายแววยียวนมากกว่าเย้ายวนใจมาให้ เธอคงอยากจะแกล้งหยอกมากกว่าอยากได้เสื้อคลุมจริงๆ

“เกรงว่าตอนนี้จะไม่มี” ผมต้องเรียนท่านตามตรงว่าผมจะถอดเครื่องแบบเพื่อคลุมให้ไม่ได้ หากมันไม่ได้หนาวขนาดที่ว่ามีเทพีเกรเชี่ยนลงมาประทับเหนือพระราชวัง แต่ผมก็กระชับตัวของเจ้าหล่อนเข้ามาใกล้ จมูกได้กลิ่นหอมของเรือนกายตอนที่ลมพัดผ่าน “ท่านคงต้องห่มทหารผ้าขี้ริ้วคนนี้ไปก่อน”

“เจ้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว” ท่านหญิงลูน่าเอนกายแนบชิดอย่างไม่ถือตัว เราทั้งสองคนหยุดอยู่ตรงระเบียงที่ไม่มีคน

“ก็ผมเป็นแค่ข้ารับใช้” ผมหลุบตาลง บางทีผมอาจจะกำลังถูกทดสอบความอดทน หรือไม่ก็ความสามารถเรื่องการรับมือกับผู้หญิงที่เพิ่งจะถูกสบประมาทไปเมื่อไม่นานมานี้

“คำพูดของเจ้าดูถ่อมตัวเกินไป สำหรับการกระทำที่กำลังกอดข้า” เธอหยิกแขนเสื้อของผม “เจ้าทำข้าประหลาดใจนะ นิกซ์ ข้าเดาไม่ออกเลยว่าเจ้าไม่รู้จริงหรือว่าแกล้งไม่รู้ แต่นี่มันไม่สมควรเลย”

“ผมดูว่าอะไรสมควรหรือไม่สมควร จากการที่อีกฝ่ายปฏิเสธหรือไม่ปฏิเสธ” ผมจับมือของเธอออก และวางทาบไว้บนอกของตัวเอง ผมใช้ความบ้าบิ่นที่มีอยู่เต็มเปี่ยมโอบเอวบางเอาไว้ด้วยสองมือ ก่อนจะก้าวเท้าดันร่างของท่านหญิงจนชิดขอบระเบียง

ท่านหญิงลูน่าคล้องแขนกับลำคอของผมด้วยความที่กลัวว่าเธอจะหงายหลังหล่น

“เจ้าพาข้ามาที่ที่อันตรายกว่าเก่าเสียอีก”

ผมช้อนร่างของเธอขึ้นนั่งบนขอบระเบียง ทำให้ตอนนี้เธออยู่สูงกว่าผมไปเล็กน้อย

“ผมก็บอกท่านแล้วไงว่าจะคอยอารักขาให้” ผมพูดด้วยเสียงโทนกระซิบ ไม่จำเป็นต้องดังมากในระยะที่ใกล้จนหายใจรดกันเช่นนี้

ผมขยับตัวเข้าใกล้ โอบเอวคอดสวยเอาไว้จนตัวแทบติดกัน หัวใจของผมเต้นแรงตอนที่ผมมองหน้าสตรีสูงศักดิ์ ดวงตาสีฟ้าครามของเธอที่ทำให้ดาวทุกดวงบนท้องฟ้าหมองลง และกลิ่นหอมเหมือนกับกลิ่นของดอกไม้ที่โชยต้องปลายจมูกมันชักจะทำให้ผมอยากทำตัวรุ่มร่าม

มือบางจับบ่าของผมแล้วดันออก ในจังหวะที่ผมโน้มตัวเข้าใกล้ตามแรงดึงดูดของสตรีต่อบุรุษเพศ

“นั่นมากไปแล้ว นิกซ์” เธอปรามด้วยเสียงเบาหวิว ผมอยากจะทำเป็นไม่ได้ยิน แต่ก็คิดช้าไป ผมถอยออกมาแล้ว

มือข้างหนึ่งผละจากเอวบางมาเท้าขอบระเบียง แต่อีกมือก็ยังประคองท่านหญิงลูน่าเอาไว้ ผมก้มหน้าตัดพ้อแบบไม่จริงจังนัก

“รู้อะไรไหม ท่านหญิง ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยสนใจงานแต่งงานของท่านกับองค์ชายน็อคติสเลย”

เธอเงียบไปอึดใจ ก่อนจะถามขึ้น “แล้วตอนนี้มันมีอะไรให้เจ้าสนใจรึ”

“ผมอิจฉาน่ะสิ” ผมตอบตามตรง พร้อมกับเงยหน้าขึ้น ส่งรอยยิ้มละไมไปให้ “ยิ่งผมรู้ว่าดวงจันทร์จากเทเนไบร์งดงามแค่ไหน ผมก็ยิ่งรู้สึกอิจฉาท้องฟ้าที่ได้ครอบครอง ผมรู้ว่ามันไม่เหมาะที่จะ... คิดเกินเลยกับผู้หญิงที่มีคู่หมั้นแล้ว แต่ท่านคงไม่ถือนะถ้าผมจะซื่อสัตย์กับตัวเอง ว่าใจจริงแล้วผมอยากจะ...”

นิ้วเรียวสวยยกขึ้นทาริมฝีปากของผม ก่อนที่ผมจะเผยความต้องการชั่ววูบออกมาจนหมดเปลือก

“แล้วเจ้ารู้อะไรไหม นิกซ์... ว่าจันทร์ที่ไม่เต็มดวงน่ะ ไม่กล้าที่จะอยู่คู่ท้องฟ้าผืนไหนหรอก” เธอลดปลายนิ้วลง ลากไปตามไรหนวดใต้คางของผม “แต่ข้านับถือเจ้านะ อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีความกล้าที่จะยอมรับผิดมากกว่าข้า”

ผมจ้องเข้าไปในดวงตาสีฟ้าครามของเจ้าหล่อน มันสั่นระริก และเธอพยายามหลบตา ริมฝีปากอิ่มได้รูปเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงเหมือนกำลังอดกลั้นในบางอย่าง

และความผิดที่ว่า ผมคิดว่าทั้งผมและเธอเป็นอย่างเดียวกัน

ผมจับมือของเธอเอาไว้ ก่อนจะดึงมาประทับจุมพิตแผ่วเบา “ใครกันบอกว่าท่านคือจันทร์ไม่เต็มดวง”

“ข้ารู้อยู่แก่ใจ” เธอลูบมือไปบนแขนข้างที่ผมถือไว้ กอดตัวเองอยู่พักหนึ่ง “ข้าผิดต่อน็อคติส ข้าเป็นดวงจันทร์ของเขาไม่ได้”

“แล้วท่านจะว่าอะไรไหม ถ้าผมบอกว่าผมไม่สนใจเรื่องหยุมหยิมแบบนั้น” มุมปากของผมกระตุกยิ้ม ผมช้อนตัวเธอลงมายืนที่พื้นอย่างปลอดภัย ส่วนมือที่ยังจับเอาไว้ผมก็ยังไม่ปล่อย

“...” ท่านหญิงลูน่าปล่อยให้ความเงียบเข้ามาเพิ่มบรรยากาศอึดอัด ใบหน้าสวยหวานก้มลง และแดงซ่าน ผมเดาว่าดวงจันทร์จากเทเนไบร์กำลังจะลับขอบฟ้าของเจ้าหล่อน

ผมจับคางของเธอเชยขึ้น หมุนพินิจอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าเราสื่อสารกันด้วยสายตาและสัมผัสก็เข้าใจ

“อยู่ตรงนี้ท่านคงจะหนาวแย่ เอาเป็นว่าผมจะพาไปที่ห้อง” ว่าแล้วก็กลับหลังหันเพื่อออกเดิน พลางลอบกลืนน้ำลาย

ผมโยนความประหม่าในจินตนาการทิ้งลงระเบียงตรงนั้นไป รวมทั้งศักดิ์เจ้าหญิงและคิงเกลฟอะไรนั่นด้วย ไว้เมื่อถึงตอนเช้าผมต้องใช้มันเมื่อไร ผมจะรีบลงไปเก็บ

ท่านหญิงกำชายเสื้อของผมเอาไว้ขณะเดินตาม เสียงรองเท้าส้นสูงดังก้องไปตามโถงทางเดินที่เงียบสงัด เหมือนเสียงเข็มนาฬิกาที่กำลังเดินเข้าสู่เส้นทางผิดอย่างช้าๆ มีความมืดโรยตัวอยู่ที่หน้าประตูบานใหญ่ ที่ซึ่งจะช่วยบดบังแสงของจันทร์เสี้ยวเวลานี้ไว้ได้มิด

“มันจะเป็น... คืนที่ดีคืนหนึ่งใช่ไหม นิกซ์?” เสียงของหญิงสาวสั่นเทา ถึงผมจะรับมือกับผู้หญิงไม่เก่งอย่างใครๆ แต่ผมก็มีวิธีการของผม

ผมเอื้อมมือประคองใบหน้าสวย แล้วเลื่อนไปที่ด้านหลังลำคองามระหง ดันท้ายทอยเจ้าตัวให้เชิดหน้าขึ้น ผมโน้มตัวกระซิบรับคำ ขบเรียวปากที่ใบหูจนเจ้าหล่อนส่งเสียงตกใจ ก่อนจะไล่ลมหายใจร้อนมาตามพวงแก้มสีแดงเรื่อ และปล่อยให้คลอเคลียอยู่ตรงริมฝีปากอวบอิ่มน่าครอบครอง

เสียงปลดกลอนลั่นดังในความเงียบ มือหยาบกร้านของผมโอบไล้อยู่บนชุดเดรสสีขาว เราก้าวเข้าไปในห้องขณะจูบกัน บรรยากาศยามค่ำถูกไฟในอกจุดให้ร้อนขึ้น ร้อนขึ้นอีก ทุกครั้งที่เราสัมผัสกัน ผมสาบานว่าต่อให้มันแผดเผาจนผมต้องมอดไหม้ มันก็คุ้มค่า และผมจะยอมตายอยู่ตรงนี้

“ท่านหญิง...”

ริมฝีปากของผมถูกปิดอีกครั้ง จากปลายนิ้วเรียวสวยที่มักขัดคำพูดอยู่เสมอ

“ลูน่า... เรียกข้าว่าลูน่า”

เสียงนั้นหวานปนหอบ เย้ายวนเหมือนกับแสงจันทร์นวลที่กระต่ายผู้ต่ำต้อยมองเห็น

“ลูน่า”

“...”

“มันจะเป็นคืนที่ดี จันทร์เสี้ยวของผม”



--------------------------------------------------------------

ฟิคเรือกบฏเป็นฟิคแบบตอนเดียวจบ ดังนั้นไม่ว่าจะวิงวอนให้มีฉากต่อจากนี้แค่ไหน อยากจะเห็นว่าพลทหารนิกซ์จะเด็ดดวงเพียงใด ไรท์ฯ ก็จะขอไม่เขียนนาจาา สุดแล้วแต่จะจินตนาการเลย 5555555555555555 //หัวเราะอย่างสะใจ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

455 ความคิดเห็น

  1. #454 WriterY (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 02:51
    มีคนขึ้นเรือเดียวกับอิชั้นนนนนนนนนน 
    #ก็แหมเรามันสายน็อคอิกนี่น่า.////.
    #454
    0
  2. #453 เทพธิดาแห่งนภา (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2560 / 21:16
    โอ๊ยยยย แบบว่า...>///< รู้สึกตัวเองบาปหนามาก ปกติชิปน็อคลูอยู่แล้วไง มาอ่านแบบนี้ไปอื้อหื้ออออ ขอโทษนะอิชาย//ย้ายเรือ 5555555
    #453
    0
  3. #452 XinSin_SERA (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 19:03
    อยากเป็นดาวแถวๆนั้นจังเล้ยยย พูดถึงเรือกบฏ อาร์ดีนกับน็อคโตะนี่พอจะนับรวมอยู่ด้วยได้มั้ยคะ
    #452
    0
  4. #451 toki226 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 16:50
    ส่งที่อยู่มาค่ะ! เราตะไปวิงวอนไรท์ที่หน้าบ้านท555555555
    ท่านหญิงอ้อยมากกกก พลีสสสสสสสส ตอนต่อไปสักจึ๋งผนึ่งยังดี พลัสสสส 55555
    #451
    0