เทวทูตปีกขวา 天神右翼 [นิยายแปลจีน]

ตอนที่ 8 : ทัณฑ์สวรรค์ [8]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,910
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    2 ส.ค. 59



-15-

                ในที่สุดก็ถูกคนดูถูกจนได้ พูดตามความเป็นจริงแล้ว มีคนดูถูกคนแสดงว่าในสายตาของคนๆนั้น คุณยังพอมีตัวตนอยู่บ้าง ก็เหมือนชายหนุ่มโชคร้ายที่ถูกแฟนสาวใจดำทอดทิ้ง ยอมถูกเธอเกลียดดีกว่าถูกลืม ดังนั้นสำหรับผมแล้ว การถูกดูถูกไม่นับว่าเป็นเรื่องไม่ดีอะไร

                รถม้าแล่นลงสู่พื้นไปยังถนนเล็กๆสายหนึ่งก่อนจะหยุดอยู่หน้าตึกสีขาวหิมะสลับทองตึกหนึ่ง ผมดื่มด่ำกับสายตาดูถูกจากผู้คนรอบด้านพลางเดินลงจากรถม้าคันหรู ผมจ้องมองบ้านพักสไตล์ยุโรปก็ต้องสูดลมหายใจ พวกชาวสวรรค์ทั้งหลายก็ต้องมีที่พักอาศัยเหมือนมนุษย์ แต่โลกเบื้องบนแห่งนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาล เมฆหมอกสุดลูกหูลูกตา ก็รู้สึกว่านี่มันไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริงชัดๆ ราฟาเอลกล่าวว่า “นอกจากกราบิเอลกับข้า นักแสดงคนอื่นๆแทบทั้งหมดก็เรียนอยู่ที่สำนักภาวนาไม่ก็สำนักสวรรค์” อา...หรือจะพูดให้เข้าใจก็คือ เทวดานางฟ้าเหล่านั้นเป็นชนชั้นสูง ส่วนพวกเราคืออีกา

                เขามอบกุญแจทองแดงให้ผมดอกหนึ่งกับกระดาษหนังแกะอีก 1 แผ่น “นี่คือกุญแจห้องของเจ้าแล้วก็แผนที่เมืองซีมาร์ พรุ่งนี้ให้มารวมตัวที่ข้างทะเลสาบซีอาร์ กำหนดแผนฝึกซ้อมได้เมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกที” กุญแจดอกนี้...เหงื่อตก...ทำไมมันถึงได้ดูโบราณขนาดนี้......

                “อิสเรียล มหาเทพราฟาเอลกำลังพูดกับเจ้า เจ้ามัวเหม่ออะไร?” คาลอสสะกิดมือของผม

                ผมรีบเงยหน้าทำท่าลูบศีรษะไปมา “ขออภัย พอดีว่าเมืองซีมาร์สวยงามมากๆจนเผลอมองเพลินไปน่ะ”

                ราฟาเอลยิ้ม “สถานที่งดงามในซีมาร์มีอยู่มากมาย เจ้าจะลองไปเที่ยวชมทีละแห่งก็ได้ แต่ว่าอย่าไปจนถึงสุดเขตแดนล่ะ ที่นั่นมีเผ่ามังกรและกริฟฟอนที่อาศัยอยู่ในป่าค่อนข้างเยอะ และอันตรายมาก” เขาพูดซะจนผมคิดมาก

               

                ดูๆไปแล้ว ผมก็ค้นพบว่าเจ้าหนุ่มคนนี้ไม่ได้มีความรู้สึกไม่ชอบผมเลยซักนิด ถึงจะดูอ่อนโยนเหมือนพวกสาวน้อยทั้งหลาย แต่นิสัยกลับพอเหมาะพอเจาะ ไม่แบ่งแยกระดับ ไม่แบ่งแยกชนชั้น ผมกับคาลอสเป็นเพียงเทวดาระดับล่าง หลังจากที่เขาไปส่งกราบิเอลด้วยตัวเองแล้วก็ยังอุตส่าห์มาส่งพวกเราด้วย ช่างเป็นสุภาพบุรุษ! ผมชอบมาก! ถ้าเขาเรียนอยู่ที่มหาลัยเดียวกับผม จะต้องทำพวกสาวๆหลงกันหัวปักหัวปำแน่ๆ

                ราฟาเอลหันไปพูดกับคาลอสว่า “คาลอส เจ้าเอากุญแจไปลองดูว่ายังใช้ได้อยู่มั้ย?” คาลอสรับคำอย่างชอบใจ คว้ากุญแจที่อยู่ในมือผมและวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว ...เหงื่อตก...กระบวนท่าเมื่อกี้...ให้ไปเลยเต็มสิบ......

                คาลอสพึ่งวิ่งจากไป ก็มีสายลมพัดมา พัดซะจนทำผมขนขาผมลุกซู่สั่นไปหมด พระเจ้าครับ ใครเป็นคนออกแบบชุดของเทวดามิทราบ บนสวรรค์นี่ใส่กระโปรงสั้นแบบนี้ก็ได้เหรอ? ผมโบกมือไปมา ก้าวเท้าเตรียมออกวิ่ง “ไปละ บ๊ายบาย”

                จู่ๆราฟาเอลก็ฉีกยิ้มออกมา “อิสเรียล จริงๆแล้วข้ามีเรื่องสงสัยอยู่หนึ่งเรื่อง” ดูท่าแล้วเจ้าหมอนี่มีเรื่องอยากจะคุยกับผมตัวต่อตัว ผมหันร่างกลับไปดันเขาขึ้นไปบนรถม้าแล้วกระโดดขึ้นไปนั่งข้างๆเขา “มีอะไร พูดมาสิ” ราฟาเอลยิ้มบางๆก่อนจะพูดต่อ “นิสัยของเจ้าซื่อตรงเปิดเผย แต่ข้ากลับเริ่มไม่คิดอย่างนั้น”

                “งั้นเหรอ? ทำไมฉันถึงดูไม่ออกนะว่าฉันมันคนนิสัยเก็บกด?”

                ราฟาเอลยิ้มบาง “เจ้ากับมหาเทพเมตาตรอนเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมาโดยตลอด มีอะไรเหมือนๆกันมากขนาดนั้น”

                “พอได้แล้ว นายจะถามอะไรก็ไม่ต้องอ้อมค้อม”

                “คนอื่นคิดกับเจ้ายังไง เจ้าไม่ถือสาหรือ?”

                “ถือสาทำไม พวกนั้นไม่ใช่เมียฉันซะหน่อย”

                “ความหมายของเจ้าคือ ถ้าเกิดเป็นภรรยาของเจ้า เจ้าถึงจะถือสางั้นเหรอ?”

                เมียก็คือเมีย อาจหมายถึงแฟนสาวก็ได้ ทำไมต้องเรียกตรงๆว่า “ภรรยา” ด้วย! แต่จะโทษเขาก็ไม่ได้ ถ้าให้จัดประเภท เขาก็อยู่ในกลุ่มคนหัวโบราณ แต่ว่าตอนนี้ ถึงเป็นเมียผม ผมก็ขี้เกียจเกินกว่าจะใส่ใจ ดูอย่างเสี่ยวเหม่ย......ผมเจ็บปวดใจจังเลย

                “ไม่พูดเรื่องนี้ ฉันตอนนี้ชอบแต่ผู้หญิงเท่านั้น”

                ราฟาเอลหันมามองผมครั้งหนึ่ง ดวงตาสีชาดคล้ายหินโมราส่งประกายวิบวับ “ข้าเข้าใจ”

                เข้าใจ? เข้าใจอะไร?

                “ไม่ต้องคิดไปเองเลย ฉันกลับตัวเป็นคนใหม่แล้ว!” ผมมองไปยังตึกเล็กๆ แสงไฟในห้องเดี๋ยวก็สว่างเดี๋ยวก็ดับ คาลอส...ลำบากนายแล้ว ผมกระโดดลงจากรถม้า สะบัดขาไปมา “พอแล้ว นั่งอยู่นี่หนาวแปลกๆ ฉันกลับล่ะ บ๊ายบาย”

                ราฟาเอลหลุบตาลงน้อยๆ โบกมือให้ผมไปมา “บาย”

 

                รถม้าแล่นจากไปแล้ว ผมยืนนิ่ง

                รอยยิ้มของราฟาเอลตอนนั้น ผมก็รู้สึกเวียนหัวขึ้นมา แย่แล้ว...นี่มันอาการหวัดชัดๆ ไม่รู้ว่าที่นี่มียาลดไข้รึเปล่านะ?

 

                เข้าไปในบ้าน คาลอสรีบพุ่งมาหาผม ผมหลบ เขาเลยชนเข้ากับเสา

                คาลอสลูบจมูกไปมา แต่กลับไม่ถือสา “ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ พวกเราก็จะได้เรียนที่สำนักภาวนาแล้ว! อิสเรียล ข้าสามารถจ้องมองมหาเทพราฟาเอลได้บ่อยๆแล้ว!” ผมถอนหายใจออกมา ที่แท้ไฟในบ้านก็ไม่ใช่หลอดไฟ เวลาเดินไปถึงตรงไหน ตรงนั้นก็จะสว่างขึ้นมา ตอนหลังถึงได้รู้จากคาลอสว่าไฟบนเพดานสร้างจากหินโบราณชนิดหนึ่ง หินชนิดนี้เมื่อสัมผัสกับกลิ่นอายของชาวสวรรค์ก็จะเรืองแสง สวรรค์ก็คือสวรรค์ ก้าวล้ำเกินไปแล้ว

                ผมกางแผนที่ออกก่อนจะมองดูอย่างสนใจ บนแผนที่มีประโยคหนึ่งเขียนอยู่ ผมไม่ได้ใส่ใจนัก แต่ปัญหาคือผมนั่งมองอยู่นานมากก็หาชื่อเจ้าสำนักภาวนาอะไรนั่นไม่เจอ เลยหันไปถามคาลอส คาลอสชี้ไปยังประโยคที่อยู่กลางแผนที่ มันเขียนเอาไว้ว่า โรงเรียนฝึกสอนเทวทูตนักบวชที่สอนศาสตร์แห่งการผสมผสานเวทมนตร์และการภาวนาที่ได้รับมอบอำนาจอย่างถูกต้องจากพระยะโฮวาจ้าวแห่งสวรรค์ผู้เป็นราชาแห่งสรรพวิญญาณและชาวสวรรค์ทั้งปวง

                “F*ck นั่นมันอะไรน่ะ”

                “ชื่อเต็มของสำนักภาวนาไง”

                “ใครตั้งเนี่ย?”

                “มหาเทพเมตาตรอน”

                ไม่น่าถาม

 

 

-16-

                ไฟมาหัวหมูถึงเปื่อย เงินมางานถึงจะเดิน วิถีแห่งโลกสมัยนี้ อะไรๆก็ต้องเงินไว้ก่อน แม้แต่เลิกกันก็ยังต้องเสียค่าชดเชยความหนุ่มสาว เมืองซีมาร์ก็ไม่ต่างกัน ชนชั้นระดับสูงๆในเมืองต่างก็เป็นพวกขี้แพ้ แต่จะเรียกว่าขี้แพ้ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะพวกเขามีเงิน แต่พอเดินอยู่ตามท้องถนน ได้เห็นพวกเขาโปรยเหรียญทองราวกับโปรยดอกไม้ มันช่าง...น่าหดหู่เสียจริง แม่-เอ้ยตอนเป็นมนุษย์ผมก็คือยาจก พอเป็นเทวดาก็ยังเป็นเทวดายาจก!

                ผมกับคาลอสถือแผนที่เดินไปตามถนนเส้นยาว ในที่สุดก็มาถึงโรงเรียนของพวกเราจนได้...โรงเรียนฝึกสอนเทวทูตนักบวชที่สอนศาสตร์แห่งการผสมผสานเวทมนตร์และการภาวนาที่ได้รับมอบอำนาจอย่างถูกต้องจากพระยะโฮวาจ้าวแห่งสวรรค์ผู้เป็นราชาแห่งสรรพวิญญาณและชาวสวรรค์ทั้งปวง เมื่อมาถึงแล้วผมก็ไม่มีความรู้สึกว่ามันเป็นโรงเรียนเลยซักนิด ข้างในโรงเรียนเป็นปราสาท 3 หลัง ตรงหน้าปราสาทหลักยังวางน้ำพุขนาดใหญ่ไว้ด้านหน้า ตรงน้ำพุมีหมอกลอยฟุ้งออกมาราวกับกลุ่มเมฆยามค่ำคืน ดูๆไปแล้วอย่างกับน้ำพุร้อนยังไงยังงั้น ใครก็ตามที่เดินผ่านผมจะต้องหันมามองด้วยสายตาแปลกใจ ยิ่งเดินผ่านหลังผมไปก็ต้องชี้มือชี้ไม้ ความรู้สึกที่ต้องตกเป็นเป้าสายตา......ช่างรู้สึกดีจริงๆ

                ได้ยินว่าที่สำนักแห่งนี้ไม่เคยมีเทวดาระดับล่างเข้ามาเรียน เรียกว่าเป็นโรงเรียนคุณหนูนั่นเอง ดังนั้นเทวดาที่มีระดับเวทมนตร์หนึ่งสองสามสี่ห้าต่างถูกโยนออกไป รับแต่ระดับหกขึ้นไปเท่านั้น ปีกของเทวดาที่นี่ ไม่สีฟ้าก็สีทอง ไม่ 4 ปีกก็ 6 ปีก เห็นกันจนทั่ว ส่วนเทวดาปีกขาว 2 ปีกก็มีแค่ผมกับคาลอส เนื้อหาวิชาระดับ 1 มีไม่มาก ก็มีแค่ภาษาศาสตร์สวรรค์ ศาสตร์คำนวณ และประวัติศาสตรสวรรค์ ต่างก็รู้กันว่าเทวดาในสำนักภาวนาต่างก็เป็นเทวทูตนักบวช เทวทูตนักบวชก็จะแบ่งเป็นเทวทูตสี่ธาตุและเทวทูตภาวนา ส่วนผม คือเทวทูตธาตุไฟในกลุ่มเทวทูตสี่ธาตุ

                แต่ว่า ภายในโรงเรียนแห่งนี้ สิ่งที่พวกเทวทูตต่างภาคภูมิใจที่สุดไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นเรื่องของแบ็คอัพ ไม่ได้วัดจากความมุมานะส่วนบุคคล......แต่ดูว่าใครที่มีสัมพันธ์อันดีกับเหล่าอัครเทวทูตมากกว่ากัน ระหว่างทางก็ได้ยินคนกำลังคุยโม้ไปต่างๆนาๆ เนื้อหาก็เช่นว่า

                “มหาเทพกราบิเอลเคยชมว่าข้าขยัน ดังนั้นตอนนี้ข้าเลยขยันไม่หยุด”

                “ลูกน้องที่ภักดีที่สุดของมหาเทพอูเรียลคือน้าชายของแฟนสาวของพี่ชายข้า ดังนั้นข้าเลยได้มีโอกาสจับหนังสือที่มีชื่อของเขาเซ็นอยู่”

                “มหาเทพจีซัสกล่าวว่าข้าดูเป็นคนเคร่งศาสนามากๆ”

                ... ... ... ...

                “มุกตลกของมหาเทพเมตาตรอนตลกมากจริงๆ”

                “เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ข้าได้สบตากับมหาเทพลูซิเฟอร์ด้วย”

                ช่างเถอะ คำคุยโม้ทั้งหลายทั้งปวง ผมแยกไม่ออกอันไหนเป็นอันไหน แต่ไอ้สองประโยคสุดท้ายนั่นขี้โม้เกินไปแล้ว! อันแรกไร้สาระเห็นๆ อันที่สอง......อันนี้ก็ใช้มาคุยโวได้เหรอ? สิ่งที่ทำให้คนพูดไม่ออกก็คือ หลังจากเทวดาตนนั้นพูดจบ กลับไม่มีใครเชื่อเขาซักคน

                “ลูซิเฟอร์เนี่ยนะ......อู้อู้อู้......”

                คาลอสรีบยื่นมือมาปิดปากผม พูดว่า “ยิ่งใกล้ปราสาทพระผู้เป็นเจ้าเท่าไหร่ จะพูดจาอะไรยิ่งต้องระวัง ที่นี่ถ้ามีใครพูดเพ้อเจ้อขึ้นมา เจ้าได้โดนตัดปีกถูกโยนออกไปนอกสวรรค์ชั้นหนึ่งแน่”

                ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมลูซิเฟอร์ถึงเลือกไปที่สำนักสวรรค์แต่ไม่มาสำนักภาวนา เทวดาที่นั่นถึงแม้จะมีแต่ถืออาวุธฝึกต่อสู้ แต่ก็คงดีกว่าที่นี่ เจ้าพวกเทวดาฝูงนี้เนี่ยน้า...เฮ้อ...

 

                เมื่อเข้ามายังสนามหญ้ากว้างหลังโรงเรียน พวกเราก็หาห้องเรียนของตัวเองจนเจอ ผมมองตึกสีขาวตั้งตรงสูงเทียมเมฆตรงหน้า ถามขึ้น 1 ประโยค “ที่นี่คือหอประวัติศาสตร์” คาลอสพยักหน้า “อย่ามองว่ามันเป็นแค่หอคอยล่ะ  ชั้นบนสุดของที่นี่เป็นห้องเรียนประวัติศาสตร์ 3 โลกของเทวดาระดับ 9 ประตูหลังเชื่อมกับปราสาทของพระเจ้า ถือเป็นความภาคภูมิใจของเทวดาที่นี่เลยล่ะ คนที่ขึ้นไปยังชั้นบนสุดได้มีแค่ไม่กี่คน คนที่เรียนจบจากที่นั่นมีแค่พวกอัครเทวทูตเท่านั้น อาจารย์ที่สอนคือมหาเทพจีซัส”

                โลกนี้มันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ อาจารย์ประวัติศาสตร์จีซัสมาแล้ว

 

                ห้องเรียนของพวกเราอยู่ตรงชั้นกลาง ตอนเดินขึ้นไปตามบันไดวน หมุนรอบแล้วรอบเล่า หมุนจนหน้ามืดตาลายไปหมดถึงได้มาหยุดยืนที่หน้าประตูห้องเรียน  ข้างในห้องเรียนก็ไม่เหมือนห้องเรียน เหมือนห้องสวดภาวนามากกว่า

                ห้องเรียนเป็นรูปทรงกลม ตรงกลางยังมีบ่อน้ำอยู่ 1 บ่อ บ่อน้ำใสสะอาดส่งเสียงน้ำไหลเบาๆ รอบๆบ่อน้ำเป็นเทวดา 4 ปีกกลุ่มหนึ่ง ด้านขวาเป็นเทวดาปีกขาว 6 ปีกที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศ คาดว่าน่าจะเป็นอาจารย์ประจำวิชา กำลังชี้ไปยังบ่อน้ำสอนบทเรียน “พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า ลูซิเฟอร์นามนี้ประทานมอบให้กับผู้ที่งดงามที่สุดผู้นั้น ทั้งยังเป็นเทพที่กล้าหาญที่สุด หลังจีซัสและลูซิเฟอร์รับตำแหน่งซ้ายขวาแห่งพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ก็ไม่เกิดเทวทูตตนที่สามที่พระผู้เป็นเจ้าโปรดปรานอีก ดังนั้นนาม มิคาเอลจังยังว่างอยู่จนถึงปัจจุบัน......”

                “ขออภัยที่พวกเรามาสาย”

                คาลอสขัดจังหวะบทเรียนของเทวดา 6 ปีกตนนั้น อาจารย์พลิกเปิดสมุดหนังวัวเล่มหนาก่อนจะขยับแว่นตา “อิสเรียลกับคาลิสสินะ เข้ามาสิ”

                พวกเราก้าวเข้าไปนั่งอย่างระมัดระวัง เหล่าเทวดาทั้งหลายต่างจ้องมาที่ปีกของพวกผม มีบางคนพูดเสียงเบา “อิสเรียล? ทำไมถึงเป็นเขาอีกแล้ว? ชื่อนี้ดังมากนักเหรอ?” ผมกระแอมเบาๆ ใช้สายตาจริงใจมองไปที่อาจารย์ คาลอสตบหัวผม “มองเขาทำไม? ดูบ่อน้ำนู่น!” ผมรีบก้มหัวลงมองบ่อน้ำ

               

                OH MY GOD นี่มันเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ชัดๆ

                ในบ่อน้ำปรากฏภาพขึ้น 1 ภาพ เหมือนกับสัญลักษณ์บนเหรียญทองไม่มีผิด นั่นเป็นรูปปีกแสงศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 6 ผิวน้ำกระเพื่อมเบาๆ ปีกทั้ง 6 ก็เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต อาจารย์กล่าวบทเรียนต่อไป “ลูซิเฟอร์คือเทพผู้เป็นที่รักมากที่สุด และยังเป็นเทพที่ทรงพลังที่สุดด้วย พระผู้เป็นเจ้าเคยกล่าวไว้ เขาจะมีปีกแสงศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 6 เป็นคนแรกและคนสุดท้าย ดังนั้น สัญลักษณ์นี้จึงเป็นของมหาเทพลูซิเฟอร์เพียงผู้เดียวตลอดไป”

                F*ck พูดแบบนี้ หรือจะกลัวว่าจะถูกคนอื่นแย่งอำนาจไปกันแน่ แต่วัคซีนเข็มนี้ของพระยะโฮวาเรียกได้ว่าลงมือช้าไป ลูซิเฟอร์เป็นเทวดาที่มีปีกแสงศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 6 คนสุดท้ายก็จริง และคนสุดท้ายเนี่นแหละที่ฉีกอำนาจของเขาออกเป็นชิ้นๆ

                ความลับราชวงศ์อันดำมืด แม้แต่บนสวรรค์ก็ไม่เว้น

                ตอนนั้นที่ภาพในบ่อน้ำเปลี่ยนเป็นตัวหนังสือคำว่า กฎแห่งพระผู้เป็นเจ้า

                อาจารย์พูดขึ้นว่า “ต่อไปเรามารู้จักกับหนังสือที่ประสบความสำเร็จที่สุดเล่มหนึ่งบนสวรรค์ กฎแห่งพระผู้เป็นเจ้า” จากนั้นภาพในบ่อน้ำก็ปรากฏภาพหนังสือเล่มนั้นนับไม่ถ้วน แต่กลับมีปกคนละสี “ กฎแห่งพระผู้เป็นเจ้าเป็นหนังสือที่แต่งโดยลูซิเฟอร์เมื่อ 4000 ปีสวรรค์ก่อน ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นหนังสือที่เก็บรักษามายาวนานที่สุดบนสวรรค์ ทั้งยังเป็นหนังสือที่สมบูรณ์ที่สุด......ในหนังสือบังทึกกฎของเหล่าสรรพสิ่งบนสวรรค์ ทั้งหน้าที่ของพระผู้เป็นเจ้าไปจนถึงเทพยดา วัฒนธรรมประเพณีของสวรรค์ เทศกาล นิทานเรื่องเล่า ทั้งยังมีสวรรค์ทั้ง 7 การแบ่งแยกระดับทั้ง 9......”

                ผมแทบเป็นลม ปวดหัวชะมัด ผมหันไปถามคาลอส “ปีสวรรค์คืออะไร?” คาลอสนั่งฟังอย่างตั้งใจ รอตั้งนานเขาถึงหันมาตอบผม “หมายถึงหมื่นล้านปี”

                อ้อ... ที่แท้ก็หมื่นล้านปี

                ... ...

                F*ck! หมื่นล้านปี! ลูซิเฟอร์ยังไม่ตายอีกเหรอ?!

                “สวรรค์มีคำกล่าวที่ว่า สามารถปฏิบัติตาม กฎแห่งพระผู้เป็นเจ้าได้ ก็สามารถได้เป็นเทวทูต 6 ปีกได้ แต่การจะทำได้อย่างนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย”

                อะไรคือ “ไม่ใช่เรื่องง่าย” ? เรียกว่าเป็นไปไม่ได้ดีกว่ามั้ย! คาลอสต่อตัวกัน 10 คนถึงจะสูงเท่าความหนา กฎแห่งพระผู้เป็นเจ้านั่นหนึ่งเล่ม!

                จากนั้นเวลายังเหลืออีก 2 ชั่วโมง อาจารย์ก็ยังพล่ามสอนไม่หยุด สุดท้ายก็พูดปิดท้ายว่า “ดังนั้น กฎแห่งพระผู้เป็นเจ้าถือเป็นสัญลักษณ์ของโลกสวรรค์ เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของสวรรค์ วันนี้พอแค่นี้”

                ประโยคสุดท้ายผมได้ยินอย่างชัดเจนก็ลืมตาขึ้นมาทันที เช็ดๆถูๆน้ำลายที่ข้างมุมปาก ก่อนจะลุกขึ้นยืนข้างๆคาลอส




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,631 ความคิดเห็น

  1. #1573 palm4588 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 16:33
    หนังสือหนาไปนะ สันกาวไม่แหกบ้างเหรอ--"
    #1,573
    0
  2. #1465 neaumn_sm (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 มกราคม 2561 / 22:21
    เหมือนจะได้เป็นมิคาเอลจริงๆ ถถถถถ
    #1,465
    0
  3. #1414 Pinocchio-fate (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 20:24
    อะไรคือหนังสือหนาสิบกว่าเมตร แยกไม่ออกแล้วว่าหลีปินนังพูดเว่อหรือพูดจริง
    #1,414
    0
  4. #789 spondboz_ss (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2559 / 21:35
    เห้ยยย มโนของเรามีความเป็นไปได้ขึ้นมาแล้ววว อิสเรียลมีโอกาสเป็นมิคาเอลจริง ๆ แล้ว
    #789
    0
  5. #272 v-v-vee (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 / 19:59
    นางกลายเป็นมิคาเอลแน่ๆ แล้วคุยกับเทพชั้นสูงลั้ลลาอะไรเบอร์นี้
    #272
    0
  6. #186 bennett13 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 / 20:23
    เดาว่านาม มิคาเอล คงเป็นตัวเอกในอีก100ปีข้างหน้า
    คนอ่านหลายๆคนคงคิดตามนี้...
    #186
    0
  7. #142 kiriyu25 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2559 / 10:44
    ความคิดของอิสเรียลยังคงฮาได้เสมอต้นเสมอปลาย ถถถถถถ ขอบคุณครับ
    #142
    0
  8. #71 tooktik0857 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2559 / 18:12
    อิสเรียลต้องเป็นมิคาเอลแน่เลย รอรอ
    #71
    1
  9. #70 letsdance12 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 22:40
    ชื่อโรงเรียนทำเอาลืมเนื้อหาทั้งหมดเลยค่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #70
    0
  10. #69 akerah (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 21:10
    ไม่รู้สินะ แต่ชอบเมตาตรอนแล้วล่ะ ชื่อโรงเรียนนั่นคงมีแต่เฮียแกที่คิดได้คนเดียว ก็ชอบพล่ามอะไรเรื่อยเปื่อยแล้วยังชอบปล่อยมุกแป้กด้วยนี่นะ ปักป้าย Fc. เมตาตรอนล่ะ ลูซิเฟอร์ไม่ออกซักที......แต่คาใจกับท่าทีของราฟาเอลมากๆ ประกายระริกในแววตานั้นคืออะไรคะท่าน ข่ามารอทุกวันเลยนะคะ วัยนี้ก็เปิด้ข้ามาหลายรอบในที่สุดก็อัพ เย้!!!!!
    #69
    0
  11. #68 relis (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 21:05
    ราฟาเอลกลายเป็นคนแรกที่เริ่มสังเกตุเห็นว่าหลีปินไม่ปกติแล้วว

    พอรู้ว่าเป็นลัทธินิยมหญิงแล้วต้องตาเป็นประกายด้วย อยากเข้าด้วยรึไงน้า



    หลีปินความคิดบวกดี



    เนื้อเรื่องต่อจากนี้จะกลายเป็นโรงเรียนหรรษาหรือจะโดนลากออกไปในแนวไหนกัน
    #68
    0
  12. #67 kizz137 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 19:51
    นามมิคาเอลยังว่างอยู่ คงไม่ใช่ว่าหนูปินเราได้เป็นมิคาเอล รอท่านลูซิเฟอร์ออกสักฉาก นังอิสเรียลกัดซะพรุนไปหมดล่ะ

    เป็นกำลังใจให้คนแปลค่ะ ^^
    #67
    0
  13. #66 alfhind (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 19:47
    อิสเรียลดูจะฝังใจกับลูซิเฟอร์มากจริงๆ อะไรๆ ก็เหน็บแนมตลอด แอบเห็นใจจริงๆ 555 // แหม่ ท่านราฟาเอลคิดอะไรอยู่ เมตาตรอนกับอิสเรียลเป็นคู่ที่เหมาะสม? โอ้ว แอบเขิน แต่อิสเรียลที่เนื้อในเป็นหลี่ปินคงไม่เขินแน่นอน ฮือ
    #66
    0
  14. #65 narinnakin (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 19:46
    เฮือกกกก หนังสือหรือบ้านเนี่ย ทำไมมันสูงเยี่ยงนี้ นายว่างมากจริงๆนะลู่น้อย
    #65
    0
  15. #64 --noon-- (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 19:06
    ลูซิเฟอร์ทั้งเขียนทั้งแปลหนังสือมากมาย หลังตกสวรรค์ไปแล้วประชาชีทำอย่างไรกับมันกันนะ
    #64
    0