เทวทูตปีกขวา 天神右翼 [นิยายแปลจีน]

ตอนที่ 51 : ทัณฑ์สวรรค์ [50]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,059
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    5 พ.ย. 59



-97-

                วันต่อมา ผมไปเรียนที่สำนักสวรรค์ตามปกติ แต่กลับรู้สึกได้รางๆว่าวันนี้บรรยากาศในโรงเรียนดูแปลกๆไป ที่ผ่านมา เวลาเดินเล่นอยู่ภายในบริเวณโรงเรียน เจอหน้าใคร คนนั้นก็จะสิ่งยิ้มทักทายสนิทสนมมาให้ แต่มาวันนี้กลับไม่เป็นแบบนั้น ใครๆต่างก็มองเมินผม แทบไม่ต่างจากตอนที่เรียนอยู่ที่สำนักภาวนา บางคนที่เดินเฉียดเข้ามาใกล้ผม ก็จะถูกอีกคนหนึ่งลากตัวออกไปพลางชี้มือชี้ไม้มา จากนั้นก็จะพากันหลบลี้หนีหายไปราวกับเป็นแมลงสาบ

                ผมพอจะเดาเหตุผลออกได้คร่าวๆ ผมยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตัวเอง บนนั้นยังปรากฏรอยมือแดงช้ำบวมฉึ่งสะดุดตา หมัดนั้นของอาซาเซลต่อยได้ชนิดที่เรียกว่าไร้ความปรานีกันเลยทีเดียว

                สันหลังของผมพลันหนาววาบ สมองหวนคิดไปถึงความทรงจำโดนรุมหักปีกตอนที่อยู่สำนักภาวนาขึ้นมา

                ไม่ว่าจะ ผอ. อาจารย์ นักเรียน ของสำนักสวรรค์ ตั้งแต่ต้นจนจบก็เป็นแฟนคลับของลูซิเฟอร์กันทั้งนั้น อย่าบอกนะว่าผมต้องมาเผชิญกับ...อีกครั้ง...

               

                เรื่องจริงได้พิสูจน์แล้วว่าผมคิดมากไปเอง

                ตลอดทางที่เดิน ที่โดนก็แค่ถูกเมินเท่านั้น ไม่มีใครเข้ามาหาเรื่องรังควานผมแต่อย่างใด เรื่องนี้ไม่เป็นไร เมื่อผ่านช่วงนี้ไปแล้ว จะเป็นใครก็ไม่รู้จักใครอีกต่อไป

                วันสร้างโลกใกล้เข้ามาเต็มที เรื่องที่ต้องวุ่นวายก็เพิ่มตามมาด้วย

 

                ด้านหลังหมู่ตึกเรียน ผู้คนจำนวนมากเข้าแถวต่อคิวกันเป็นทางยาวราวกับมดแตกรัง เทวทูตระดับกลาง 4 ตนช่วยกันตั้งผ้าสีขาวผืนใหญ่ บนผ้ามีอักษรสีสันสดใสเขียนอยู่เต็มไปหมด กลุ่มชาวสวรรค์ที่ต่อแถวทยอยกันเดินไปข้างหน้า รับปากกาขนนกมา จากนั้นก็เขียนตัวอักษรลงบนผ้า

                ผมพลันรู้สึกแปลกใจจึงเดินตามเข้าไปดู ก็ได้ยินเสียงพูดคุยกันดังลอยมา คนอื่นๆต่างมองไปด้านหน้าไม่วอกแวก ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างยิ่ง เทวทูตตนหนึ่งรับหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของแถวไม่ให้มีการแซงคิว ผมมองเห็นตัวหนังสือแถวหนึ่งที่เขียนอยู่ผ้า

                ร่วมลงชื่อ เสนอให้มิคาเอลลาออก

 

                ในสมองพลันเกิดเสียง หึ่งดังขึ้น หัวใจเต้นกระหน่ำราวกับน้ำที่กำลังเดือดพล่าน ผมยืนอยู่ตรงที่เดิมอย่างตกตะลึง ผ่านไปนานก็ยังไม่รู้ควรจะทำอย่างไร จ้องมองภาพคนเหล่านั้นตั้งหน้าตั้งตาต่อแถวเดินเข้าไป ผมก็คิดว่าตัวเองควรจะออกไปจากตรงนี้ ขืนเสนอหน้าเข้าไปตอนนี้ มีหวังได้ตายศพไม่สวยแน่

                เท้าพึ่งจะขยับได้ครึ่งก้าว ก็มีเสียงใครคนหนึ่งตะโกนขึ้น “มิคาเอล!

 

                ผมยังคงเป็นจุดดึงดูดสายตาผู้คนอยู่เช่นเดิม

 

                ทุกคนต่างแค่หันสายตามามองผมด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ไม่มีใครพูดอะไร ผ้าสีขาวผืนใหญ่สั่นไหวตามแรงลม เทวทูตระดับกลางหลายตนหันมามองหน้ากัน ซุบซิบกันเงียบๆ

                ผมพลันเกร็งไปทั้งร่าง ไม่มีที่ให้ถอยอีกแล้ว

                เทวทูตอารักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดบินเข้ามาหยุดตรงหน้าผม

                “มิคาเอล หวังว่าเจ้าจะลาออก”

                ผมที่กำลังเตรียมจะพูดทักทายพลันถูกคำพูดประโยคเดียวของเขาปัดทิ้ง

                ช่างตรงไปตรงมาเสียจริง ตรงไปตรงมาชนิดที่ไม่ปล่อยให้ผมได้มีเวลาทำตัวเก้ๆกังๆเลยซักนิด ได้แต่ยืนอึ้ง

                ผมถามออกไป “ช่วยบอกเหตุผลด้วย”

                เขาตอบว่า “สำนักสวรรค์ต้องการนักเรียนที่มีความสามารถ เจ้าก็เป็นเช่นนั้น แต่ว่าข้อเรียกร้องด้านคุณธรรมของพวกเราก็สูงพอๆกับที่สำนักภาวนาให้ความสำคัญกับเวทมนตร์นั่นแหละ”

                ประโยคนี้พูดได้อย่างชัดเจนมา ถ้าผมยังขอให้เขาอธิบายอีกคงกลายเป็นไอ้โง่ไปแล้ว

                ชั่วพริบตานั้น ความจริงผมควรจะพยักหน้ายิ้มรับไม่แยแสแล้วก็เดินจากไป แต่กลับกลายเป็นว่าตอนนั้น อะไรผมก็ไม่อยากทำทั้งนั้น

                แต่ว่าคนเราต้องมีความรับผิดชอบ เพื่อคนอื่น แล้วก็ยิ่งเพื่อตัวเองด้วย

                ผมเองก็ยอมอ่อนข้อให้ พูดกลับไปว่า “ฉันเองก็หวังว่าเวลาที่พวกนายจัดการกับเรื่องพวกนี้ จะยุติธรรมกันบ้าง เรื่องระหว่างฉันกับลูซิเฟอร์เป็นเรื่องส่วนตัว อย่าได้เอามาปนกับเรื่องที่โรงเรียน”

                เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมา “มิคาเอล เจ้าก็รู้ว่าบนสวรรค์ไม่มีคำว่ายุติธรรม ในความเป็นจริง ที่แห่งไหนก็ไม่มีความยุติธรรมทั้งนั้นแหละ ที่สำนักภาวนา ชาติกำเนิดและภูมิหลังเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่สำนักสวรรค์เอง พละกำลังและคุณธรรมก็สำคัญที่สุดเช่นกัน ดังนั้น... ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่สำนักภาวนาหรือสำนักสวรรค์ เมื่อทำเรื่องเช่นนั้นออกไปแล้ว ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน”

                ผมตอบกลับไป “หรือจะพูดอีกอย่าง ถ้าฉันไม่อยู่กับลูซิเฟอร์ ฉันก็ต้องลาออกอย่างนั้นเหรอ?”

                เขากลับตอบมาว่า “ไม่ มหาเทพลูซิเฟอร์ไม่มีทางยอมรับเจ้าหรอก ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม พวกข้าก็หวังว่าเจ้าจะลาออกไปซะ”

 

                ผมหัวเราะออกมาแห้งๆ สมกับที่เป็นคนที่ลูซิเฟอร์เสี้ยมสอนมาจริงๆ เจ้าพวกมากมารยาทเหล่านี้ จะด่าคนก็ด่าด้วยรอยยิ้ม ทั้งยังด่าได้เจ็บแสบเสียจนหมูหมากาไก่เตลิดหายกันไปคนละทิศละทาง

                ผมยักไหล่ “ได้ งั้นฉันจะกลับไปรอผลแล้วกัน”

                เขายังคงพยักหน้าให้ผมอย่างเต็มไปด้วยมารยาท ผมเดินจากมาอย่างเบื่อหน่าย

                พริบตาที่หันร่างจากมา ด้านหลังพลันเปล่งเสียงโห่ร้องราวกับจะทำให้ฟ้าถล่มดินทะลาย

 

                ท่ามกลางเสียงโห่ร้องกึกก้องฮึกเหิม ผมพลันรู้สึกว่าอากาศรอบกายเบาบางลง พื้นดินยืดขยายออกไปสุดลูกหูลูกตา

                คล้ายกับว่าชาตินี้ทั้งชาติผมก็ไม่มีวันเดินพ้นจากสำนักสวรรค์ไปได้

 

                เอาจริงแล้วๆผมไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องฟันดาบ ก็ไม่รู้สึกว่าน่าสนใจอะไรทั้งนั้น ต่อให้เสียเรื่องเรียนไป ผมก็ทำงานพิเศษได้

                แต่ในที่สุดผมก็เข้าใจ คนเราพอถึงคราวซวยแล้ว ต่อให้กินน้ำเย็นยังเข็ดฟัน พึ่งจะไปถึงร้านที่เคยไปรับจ้างล้างจาน เจ้าของร้านกลับบอกว่าผมขาดงานไปนานจนเขาหาคนใหม่มาแทนได้แล้ว ทั้งยังทำเต็มเวลาอีกต่างหาก สุดท้ายงานสุดแสนจะลำบากของบิดาก็อันตรธานหายไป ต้องเริ่มหางานใหม่

                ที่จริงต้องบอกว่าผมมันซวยโคตรๆ พลิกแผ่นดินซีมาร์ทั้งผืน กลับหางานไม่ได้เลยแม้แต่งานเดียว

                แม่-เอ้ย อย่าบอกนะว่าตอนต่อหลังจากบิดาทิ้งลูซิเฟอร์ไป ก็ต้องหิวตายอย่างนั้นเหรอ?

 

                วันๆไม่มีเรื่องอะไรให้ทำ ได้แต่ยืนรอนั่งรอนอนรอไปอย่างเปล่าๆปลี้ๆโดยที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป กลับทำให้คนรู้สึกกระวนกระวายเป็นพิเศษ

                เดินผ่านร้านค้า ก็คิดอยากจะซื้อนมขึ้นมา พอนึกถึงนม ก็นึกต่อไปถึงเรื่องของที่ลูซิเฟอร์ชอบดื่ม ทั้งยังหวนนึกไปถึงเรื่องที่เขาใช้มันในเรื่องอย่างว่าอย่างน่าไม่อาย

                พอเดินผ่านโรงเรียน ไม่ว่าจะตรงไหน ก็จะหวนนึกไปถึงรูกร่างหน้าตาตอนที่เขาเปลี่ยนร่างเป็นเด็ก ติดสอยห้อยตามผมไปเรียน พูดเสียดสีผม ก่อนจะถูกเขกหัวไปในที่สุด

                ทุกซอกทุกมุมของเมืองซีมาร์ ผมต่างก็เคยเดินผ่านมาหมดแล้ว เพราะคราวก่อนที่เขาหายตัวไป ผมวิ่งหาเขาจนเท้าขึ้นตาปลา แทบจะพลิกถนนเมืองซีมาร์ขึ้นมากลับด้าน มาตอนนี้ถึงได้พึ่งรู้ตัวว่าตอนที่ผมหาเขาอยู่ตอนนั้น เจ้าตัวดันอยู่ที่แชงกรีล่า

                เดินผ่านตลาด ก็จะหวนนึกถึงตอนที่เขาแบกตระกร้าจ่ายตลาดบินไปบินมาเพื่อซื้อของ สุดท้ายก็ทำจนมือเล็กของตัวเองได้แผลเต็มไปหมด

 

                ยิ่งวิ่งหนีก็ยิ่งหมดแรง ยิ่งไม่อยากหวนนึกถึงความหลังอีก และก็ยิ่งถูกอดีตทับถมจนถอนตัวไม่ขึ้น

                ผมกอดเข่าอยู่ด้านล่างตึก จ้องมองสะพานเชื่อมสีทองกระจ่างแห่งนั้น คิดถึงคำพูดที่เขาพูดกับผม

                เขาบอกว่า ไม่ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าพวกเราจะพลัดพรากจากกันหรือไม่ ต่อให้ผมจะสังหารเขา... เขาก็จะไม่มีวันปล่อยมือ

 

                ผมกระทืบเท้าลงบนพื้นหญ้า ร้องตะโกนเสียงดัง “เจ้าเด็กบ้าจอมตื้อ! ไสหัวออกไปได้แล้ว!” พอด่าจบ พลันรู้สึกว่าคำเรียกที่ไม่น่าขำเลยซักนิดกลับน่าขำขึ้นมา สุดท้ายก็ล้มตัวลงกุมท้องหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังอยู่คนเดียว หัวเราะอยู่ครึ่งค่อนวันถึงได้หยุดลง พลันนึกไปถึงบทละครโรมิโอกับจูเลียตขึ้นมา...

                อา... มิคาเอล!

                อา... ลูซิเฟอร์!

                ทำไมพวกเจ้าถึงไม่มีทางอื่นให้เลือกเดินอีก?

                ทำไมพวกเจ้าถึงต้องเข่นฆ่าสังหารกันและกัน?

                ลูซิเฟอร์เอ๋ยลูซิเฟอร์ ทำไมท่านจะต้องเป็นลูซิเฟอร์ด้วย?

                มิคาเอลเอ๋ยมิคาเอล ทำไมตัวข้าถึงต้องเป็นมิคาเอลด้วย?

                ตัวเองคิดไปพลาง พลันก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง หัวเราะนานเข้าก็รู้อยากอาเจียนออกมา พอสำลักออกมายกใหญ่แล้วก็ไม่อยากอาเจียนอีก สุดท้ายก็นั่งกอดเข่าตัวเองนั่งอยู่อย่างนั้น ได้แต่ทอดถอนใจ “ลูซิเฟอร์เอ๋ยลูซิเฟอร์... มิคาเอลเอ๋ยมิคาเอล...”

                ทำไม... ถึงต้องให้ข้าทำร้ายท่านด้วยมือของตัวเอง?

 

                ผมกลั้นก้อนสะอื้นอย่างสุดแรง กลั้นจนใบหน้ายับยู่ยี่ไปหมด โดยไม่รู้ตัว ผมเงยหน้าขึ้นมองสะพานเชื่อมสีทองเส้นนั้น พลันน้ำตาก็ไหลทะลักออกมาราวกับแม่น้ำหวงเหออันเชี่ยวกราก

                ผมจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองร้องไห้ออกมามากขนาดไหน จำได้เพียงว่าเสียงร้องไห้ของผมทำเอาหัวหูอื้ออึงไปหมดจนไม่ได้ยินเสียงสรรพสิ่งรอบด้าน

                ยายมันเถอะ โชคไม่ดีชะมัด!

 

                วันเวลาเล็กๆไหลผ่านเพียงชั่วพริบตา โดยไม่ทันรู้ตัว วันสร้างโลกก็มาถึง

 

 

-98-

                ช่วงบ่ายของวันสร้างโลก ผมกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในห้อง จ้องมองบัตรเชิญร่วมงานวันสร้างโลกใบที่ 11 ที่พึ่งรับมาวางไว้อยู่บนโต๊ะ ผมพลันรู้สึกว่าการดำเนินงานของสวรรค์ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย สีของบัตรเชิญแต่ละใบก็เป็นคนละสี ตำแหน่งก็เป็นคนละตำแหน่ง ส่งมาจากหน่วยงานคนละหน่วยงาน ลายเซ็นก็ไม่เหมือนกันอีก พวกเขาไม่คิดว่าทำแบบนี้จะทำให้คนรับงุนงงสับสนหรอกเหรอ? ผมก็แค่เทวทูตระดับสูงเล็กๆคนหนึ่ง ก็มีตำแหน่งคำเรียกมากมายขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นบัตรเชิญของพวกเมตาตรอนไม่ใช่ว่าต้องใช้รถลากมาขนไปหรอกเหรอ?

                ยุคของวันสร้างโลกในคราวนี้ค่อนข้างประหลาดมหัศจรรย์ เพราะอย่างนั้นชาวสวรรค์ทุกตนต่างก็อยากเข้าร่วม ข้าวของเครื่องใช้อาหารการกินในวิหารศักดิ์สิทธิ์สามารถใช้ได้ฟรีก็จริง แต่ว่าโอกาสที่จะได้ขึ้นมายังสวรรค์ชั้นที่ 6 และ 7 ไม่ใช่ว่าจะมีกันบ่อยๆ ถ้าไม่จับจ่ายซื้อของอะไรกลับไปบ้างก็น่าเสียดายเกินไปแล้ว ชาวสวรรค์ระดับล่างมากมายยอมอดข้าวเก็บเงินมากว่าครึ่งปีก็เพื่อจะได้มาเสวยสุขกันในวันนี้นี่เอง

                ส่วนผมก็กระเป๋าแห้งไปนานแล้ว ถึงมีโอกาสไปที่สวรรค์ชั้น 7 ก็ไม่มีปัญญาซื้อของที่มีแต่คน มีระดับเท่านั้นถึงจะซื้อได้หรอก

 

                พึ่งจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ก็ยกชุดแสดงละครกับบัตรเชิญกองนั้นขึ้นมา ประตูหน้าต่างพลันถูกกระชากเปิดออก ท่อนขาเรียวยาวโผล่พ้นออกมานอกมุมของผ้าม่าน ผมหงุดหงิด หยิบรองเท้าข้างหนึ่งปาไปตรงทิศทางนั้นอย่างไม่ลังเล เมตาตรอนที่อยู่ด้านหลังพลันส่งเสียงร้องออกมา

                ผมพูดอย่างหงุดหงิด “คราวหน้าให้เข้ามาทางประตูดีๆ!

                เมตาตรอนกระโดดออกมาพูดว่า “ถ้าเข้ามาทางประตูเจ้าก็ชอบแกล้งทำเหมือนไม่อยู่บ้านนี่นา... นี่... เจ้าจะใส่ชุดนี้ไปเหรอ? ชุดผักกาดขาวเนี่ยนะ?”

                ผมตอบกลับไป “มันเรียกว่าชุดคลุมสีขาวต่างหาก ท่านไม่เคยเห็นรึไง?”

                ชุดที่เหมาะสำหรับงานพิธี ผมไม่มีเลยซักตัว ชุดนี้เองก็ซื้อมาใช้ชั่วคราว ใช้เงินไปตั้ง 3 เหรียญทอง เจ็บปวดหัวใจสุดๆ ผมกวาดตามองเมตาตรอนขึ้นๆลงๆรอบหนึ่ง ลอกเลียนท่าทางยักคิ้วของเขา “เอ๋ มหาเทพ วันนี้ท่านจะแต่งงานเหรอยังไง”

                เมตาตรอนวิ่งไปที่หน้ากระจกจัดทรงผม จัดคอเสื้ออย่างหลงตัวเอง “เป็นยังไง? เจ้าหลงเสน่ห์ข้าอีกแล้วล่ะสิ? ฮะฮ่า”

                ผมตอบกลับไป “ไม่เลว ในที่สุดก็เป็นผู้เป็นคนกับเขาขึ้นมาบ้าง”

                พูดจบ ผมก็เดินออกไปนอกประตู ทั้งยังไม่ลืมปิดประตูตามหลัง เว้นช่วงไม่นานก็ได้ยินเสียงเปิดประตูออก เมตาตรอนร้องตะโกนว่า มิคาเอล เจ้าหยุดอยู่ตรงนั้นเดี๋ยวนี้

                นายบอกให้ฉันหยุดแล้วฉันหยุด แบบนั้นก็ไม่ใช่คนแล้ว!

 

                พึ่งพ้นจากเขตที่อยู่อาศัยก็มองเห็นชาวสวรรค์มากมายเต็มไปหมด สีสันของปีกก็มีมากมายหลากหลาย ทั้งสองสี่หกข้าง ขาวเหลืองฟ้าทอง ไม่ว่าแบบไหนก็มีหมด เมตาตรอนที่ตามมาพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น “ฮะฮ่า ข้าจับเจ้าได้แล้ว!” ผมคิดจะออกวิ่ง เมตาตรอนพลันคว้าคอเสื้อของผมเอาไว้ ส่งมือมาขยี้หัวผมจนยุ่งเหยิงไปหมด ผมตะโกนเสียงดัง “ปล่อย! ผมยุ่งหมดแล้ว!

                เมตาตรอนเผยสีหน้าตกตะลึง ก่อนจะปล่อยมือ

                ผมที่คิดว่าเผลอพูดคำแรงเกินไป คิดจะปลอบใจเขา เมตาตรอนพลันฉีกยิ้มกว้างหัวเราะร่าออกมาจนแทบหายใจไม่ทัน

                ผมลูบจัดทรงผมของตัวเองที่ปกติก็ยุ่งเหยิงอยู่แล้ว จากนั้นก็ขยับปีกโผบินขึ้นด้านบนมุ่งสู่สวรรค์ชั้นที่ 7 แต่กลับถูกเขารั้งไว้อีกครั้ง “มิคาเอลน้อย เทวทูตระดับล่างยังต้องขี่ยูนิคอร์นขึ้นไป ขึ้นรถเถอะ”

                ผมถูกลากตัวขึ้นไปบนรถม้า ยังไม่ทันได้นั่งดีๆ ด้านนอกหน้าต่างเล็กๆก็เห็นปีกม้าสวรรค์สีขาวราวหิมะขยับไหวหนึ่งที

                เสียงร้องของม้าดังขึ้น ร่างคล้ายถูกดันไปด้านหลัง ม้าสวรรค์ก็ออกตัวขึ้นกลางอากาศทันที ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้ผมรู้สึกราวกับกำลังนั่งอยู่บนเครื่องบิน รถม้าหนาหนักถูกลากเทียมขึ้นฟ้าโดยม้าสวรรค์ 8 ตัวราวกับไร้น้ำหนัก ทะลุผ่านชั้นเมฆมุ่งสู่แชงกรีล่า

                ประตูเมืองอันหรูหราผ่าเผยเปิดออกอย่างน่าอัศจรรย์ เสาโรมันหลายต้นที่ตั้งเรียงรายอยู่รอบๆทำหน้าที่ดันประตูเอาไว้ บนยอดเสาปรากฏร่างของกริฟฟอนที่เชิดหน้าชูคอขึ้นฟ้า

                ด้านล่างปรากฏเส้นแสงสีทองวาดผ่าน ส่องแสงวิบวับอยู่ท่ามกลางท้องนภามืดมิด

                รถม้าพุ่งผ่านเข้าไปทางประตูใหญ่ วาดผ่านดวงดาวระยิบระยับน่าดึงดูดโดยรอบ

                เดี๋ยวนะ... ท้องฟ้าของสวรรค์ชั้น 7 เป็นตอนกลางคืนงั้นเหรอ

                ผมแอบโผล่หัวออกไปด้านนอก ก็มองเห็นแสงไฟส่องสว่างอยู่ท่ามกลางท้องนภาสีน้ำเงินเข้ม

                ตลาดสายหมอกของจักรวรรดิ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยผู้คน สิ่งก่อสร้างสีทองอร่ามพลันดูเปล่งประกายงดงามกว่าที่เคย

                ปราสาทเซราฟิมที่อยู่ไกลออกไป ดูราวกับรูปปั้นยักษ์สามตนยืนพิทักษ์อยู่เหนือแชงกรีล่า

               

                เมตาตรอนพูดขึ้นว่า “พิธีที่จัดขึ้นท่ามกลางความมืดจะดูคึกคักมากกว่า... เพราะงั้นพระผู้เป็นเจ้าจึงดับแสงของดวงดาวลง”

                คำพูดนี้พูดราวกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนการเปิดปิดไฟ

                ผมหันไปมองเขา ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะหันไปดูข้างนอกต่อ

                ผู้คนด้านล่างต่ามสวมชุดผ้าไหมงดงาม จับจูงมือกันเดินไปตามถนน

                เวลานั้นเอง นางฟ้าตัวน้อยผู้หนึ่งก็พลันเงยหน้าขึ้น ชี้มายังรถม้าที่ผมนั่งอยู่ “แม่คะ มาดูเร็ว บนฟ้ามีว่าวด้วยล่ะ!

                ผมพลันยื่นหัวออกไปนอกรถ ร้องตะโกนอย่างลืมตัว “ยัยหนู! ว่าวที่ไหนเขาจะแอบแสรคแบบนี้กันบ้างเล่า?”

                เมตาตรอนรีบดึงตัวผมกลับเข้าไปในรถ “ถ้าไม่อยากให้หัวน้อยๆของเจ้าโดนรถคันอื่นชน ก็กลับเข้ามาเดี๋ยวนี้”

 

                ผมพลันรู้สึกเหมือนคอกำลังจะขาด จึงหดหัวกลับเข้ามาเหมือนเต่า จ้องมองรถม้าอีกคนที่พุ่งฝ่าผ่านไปด้วยความเร็ว ค้นพบว่าความเร็วของม้าสวรรค์เทียบได้กับรถ  F1 หรือเฟอรารี่ 612 เลยทีเดียว

                เมตาตรอนชี้ไปที่รถม้ายูนิคอร์นสีฟ้าคริสตัล “กราบิเอลมาแล้ว”

                ผมพยักหน้า ชี้ไปยังรถม้าสีทองอ่อนที่ด้านหลัง “คันที่ตามหลังมา น่าจะเป็นรถของมหาเทพราฟาเอลสินะ?”

                เมตาตรอนตอบรับคำหนึ่ง จากนั้นก็ชี้ไปที่ชายหนุ่มตาสีทองที่ขี่อยู่บนหลังกริฟฟอน “ซาริเอล” จากนั้นก็ชี้ไปยังชายผู้สักลายงูที่ขี่อยู่บนหลังม้าสวรรค์ “ซามูเอล” ผมถามขึ้น “ไม่ใช่ว่ากันว่าเทวทูตนักรบขี่มังกร เทวทูตนักเวทนั่งรถหรอกเหรอ?” เมตาตรอนตอบสั้นๆ “ส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น”

                ตอนนั้นเอง ซามูเอลก็ล้วงเอาบอลเรืองแสงลูกเล็กออกมาจากในอ้อมแขน ก่อนจะขว้างขึ้นไปกลางอากาศ

                ซาริเอลดึงลูกศรออกมาจากซองที่ต้นขาขึ้นพาดบนคันศร ก่อนจะยิงออกไป

                ลูกศรพุ่งแหวกท้องฟ้ามืดสนิท ปะทะเข้ากับลูกบอลลูกนั้น

                ลูกบอลแตกระเบิดออก กลายเป็นแสงระยิบระยับพร่างพราย ก่อนจะค่อยๆร่วงลงไปช้าๆ

                ซาริเอลควงธนูในมืออย่างตื่นเต้นยินดีพลางรั้งสายบังเหียนกริฟฟอน ส่งเสียงร้องชอบอกชอบใจ

                ผมถามขึ้น “นั่นคืออะไร?”

                เมตาตรอนตอบว่า “นั่นเป็นลูกบอลเวท ใช้เวลามีเทศกาลเฉลิมฉลอง จำไว้ว่าอย่าให้มันแตกใส่มือเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นได้กลายเป็นเทวดาไหม้แน่ๆ”

                ผมหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะชี้มือไปที่รถม้าสีดำที่สวมมงกุฎดอกไม้สีแดงอันใหญ่ “นั่นคือ?”

                เมตาตรอนตอบว่า “ก็เจ้าคนพูดติดอ่างคนนั้นแหละ”

                เหงื่อตก... แซนเดอฟานก็ใช่ย่อย... ขนาดรถม้ายังแต่งให้เหมือนกับตัวเองไม่มีผิด

 

                ตอนนั้นเองที่เมตาตรอนยกมือขึ้นกุมขมับ ก้มหน้าลงอย่างรันทด “ไม่สิ ข้าดูผิดไป รถคันด้านหน้าเป็นของนางก็จริง... แต่กราบิเอลกำลังอยู่ที่ด้านหลัง...”

                ผมหันไปมองด้านนอก...

                ว๊อท!

                กราบิเอลในชุดราตรีบางเบา ปล่อยผมสลวยดุจเส้นไหมสีทองแซมด้วยดอกลิลลี่หลายดอกให้ปลิวไสวอยู่กลางอากาศ เจ้าหล่อนไม่สวมรองเท้า เปิดเผยขาเรียวขาวงดงามดุจกลีบดอกบัวสู่วายตา

                เห็นได้ชัดว่าแม่นางในวันนี้ตั้งใจแต่งองค์ทรงเครื่องมาเป็นพิเศษ ความงดงามชวนตะลึงเพิ่มพูนเป็นทวีคูณ

                แต่ว่า สิ่งที่เจ้าหล่อนกำลังนั่งมา...

                นาง...กำลังขี่อยู่บนหลังกริฟฟอน ทั้งยังจัดการเอารองเท้าส้นสูงที่ทำจากคริสตัลวางเอาไว้บนหัวของกริฟฟอนอีกต่างหาก...

                ทั่วทั้งสวรรค์ ก็คงมีแต่เจ้าหล่อนเทวทูตสายเวทที่ขี่กริฟฟอน มีแต่เจ้าหล่อนผู้หญิงคนเดียวบนสวรรค์ที่ขี่กริฟฟอน และก็มีแต่เจ้าหล่อนเพียงผู้เดียวที่...เอารองเท้าวางไว้บนหัวกริฟฟอน...

 

                เมตาตรอนดึงตัวผมกลับเข้าไปนั่งในรถ ใบหน้ายิ่งก้มลงต่ำ “มิคาเอล เจ้าก็รู้ว่าวันนี้จะมีชาวสวรรค์หน้าใหม่เดินทางเข้ามา” ผมพยักหน้า เขาพูดต่อ “ถ้ามีคนถามเจ้าว่าข้ารู้จักกราบิเอลรึเปล่า เจ้าจำเอาไว้ว่าต้องตอบ ไม่ อย่างเดียวเท่านั้น”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,631 ความคิดเห็น

  1. #1616 palm4588 (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 12:48
    คงไม่ได้ก่อกบฏวันนี้หรอกนะ T-T
    #1,616
    0
  2. #1454 graycat-nangrai (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 22:25
    ลูตะมาบอกว่าท้.. แค่กๆ แน่ๆ
    #1,454
    0
  3. #1279 saith (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2559 / 15:32
    อยากให้ทั้งคู่กลับมาอยู่ด้วยกันไวๆ จังเลย
    ลูซิเฟอก็เงียบกริบ โผล่มาให้เห็นบ้างงง
    #1,279
    0
  4. #1278 Little princess (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2559 / 05:22
    ใกล้จะถึงจุดไคลแม็กแล้ววว จุดไคลแม็กที่ดำน้ำมาไม่รู้เรื่อง...
    #1,278
    0
  5. #1277 kkp_real (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2559 / 01:52
    หนวงเหลือเกิน..
    #1,277
    0
  6. #1276 --noon-- (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 22:23
    โถๆ ชีวิตรักพวกท่านจะไม่สมหวังจริงๆน่ะรึ
    #1,276
    0
  7. #1275 manowloveyou (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 21:31
    มิคาเอลต้องทำใจให้ได้นะ รู้สึกดีอ่านจบถึงตอนล่าสุดเส้ดสักพักไรท์ก้มาดีดิ๊ ลูซิเฟอร์ค่าตัวแพงหายไป2ตอนท่านลูไม่คิดว่ามันแปลหรอพวกคุนรักกันได้ไง?คือเชื่อที่มิคาเอลพูดจริงดิท่าน สงสารนางมิ
    #1,275
    0
  8. #1273 saikra (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 21:07
    หนวงใจดีแท้
    #1,273
    0
  9. #1272 mila-jane (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 20:06
    มิคาเอลน่าสงสารไปล่ะ
    #1,272
    0