เทวทูตปีกขวา 天神右翼 [นิยายแปลจีน]

ตอนที่ 48 : ทัณฑ์สวรรค์ [47]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,266
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    23 ต.ค. 59



-92-

                วันสร้างโลกใกล้เข้ามาทุกที ช่วงนี้ลูซิเฟอร์ยุ่งเสียจนหัวไม่วางหางไม่เว้น ผมเองวันๆก็เอาแต่ฝึกดาบเล่นอาวุธ ตกเย็นก็กินข้าวพูดคุยเดินเล่นราวกับเป็นคู่สามีภรรยาทั่วไป แต่ละวันผ่านไปอย่างสุขกายสบายใจยิ่ง

                ยามบ่ายของวันหนึ่ง หลังสายฝนโปรยปรายผ่านพ้น พื้นถนนยังคงเปียกชุ่มอยู่เล็กน้อย ผมกับเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นเทวทูตระดับสูงไม่กี่ตนพูดคุยกันไม่นานก็แยกย้าย จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังหอหนังสือแห่งแสงตัวคนเดียวเพื่อหาอะไรอ่าน พึ่งจะหย่อนก้นลงนั่งได้ไม่นานก็รู้สึกว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาตบบ่าของผม ผมหันหน้ากลับไปมองเขา ถามว่ามีธุระอะไรงั้นเหรอ มองไปสักพักก็รู้สึกว่าคนๆนี้ช่างคุ้นตาเสียเหลือเกิน พริบตาก็ต้องตกตะลึง กระโดดลุกขึ้นมาโดยพลัน “มหาเทพจีซัส!

                จีซัสกล่าวขึ้นอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง “มิคาเอล ข้ามีเรื่องที่ต้องคุยกับเจ้า ตามข้ามา”

                เหงื่อตก... ด้วยเพราะเวลาอยู่ในโรงเรียน ผมยังคงให้ทุกคนเรียกผมว่าอิสเรียลเหมือนอย่างก่อนหน้านี้ ชื่อมิคาเอลชื่อนี้...ประหลาดพิกล

                ผมพยักหน้า เดินตามเขาไปที่ริมหน้าต่าง

                จีซัสพูดขึ้น “เรื่องราวเกี่ยวกับสวรรค์ เจ้าคงจะรู้สึกสับสนไม่น้อย ข้ายินดีช่วยไขข้อข้องใจให้กับเจ้า และยังหวังว่าเจ้าจะช่วยทำเรื่องบางอย่างเพื่อสวรรค์”

                ผมตอบกลับไป “มหาเทพอย่าได้เกรงใจ ผมจะต้องทุ่มเทเต็มที่ทำให้สำเร็จ เอ่อ... ผมได้ยินว่าที่แม่ของผมเห็นในนิมิต ผมมีเส้นผมสีแดง แต่ว่าเส้นผมของผมเป็นสีน้ำตาล เรื่องนี้หมายความว่ายังไงกันแน่?”

                จีซัสอธิบายว่า “ความจริงแล้วเจ้าผ่านพ้นช่วงวัยเด็กไปตั้งนานแล้ว แต่เพราะพลังของเจ้าถูกใครบางคนผนึกเอาไว้ ดังนั้นจึงยังคงรูปกายของเด็กหนุ่มอยู่ อีกทั้งสีของเส้นผมก็เข้มขึ้น หากผนึกของเจ้าถูกคลายออก พลังของเจ้ากลับคืนมา สีผมและสีตาย่อมเปลี่ยนไป”

                ผมสงสัย “ใครเป็นคนผนึกผมเอาไว้?”

                จีซัสกล่าวตอบ “ข้าเคยลองค้นหาดูแล้ว แต่กลับหาไม่พบ สามารถกลบเรื่องได้มิดชิดถึงเพียงนี้ หากไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้า ย่อมเป็นจ้าวอันดับสอง”

                ผมถามอย่างไม่แน่ใจ “ทำไมถึงต้องผนึกเอาไว้... หรือเป็นเพราะผมคือมิคาเอล?”

                จีซัสพูดตอบอย่างเนิบช้า “เดิมทีเจ้าน่าจะรู้ดีอยู่แล้ว ภาพนิมิตที่มารดาของเจ้าเห็นในลูกแก้ว ความจริงแล้วเป็นแค่การเอาด้านดีออกมาแสดงเท่านั้น เรย์โนลด์คือผู้ที่เทิดทูนพระเจ้าอย่างสุดหัวใจ อลิซอยากจะปิดบังเรื่องนี้เอาไว้ พวกเขาสองสามีภรรยาโต้เถียงกันอยู่นาน สุดท้ายจึงตัดสินใจมาหาข้า”

                ผมก้มหน้า ในใจพลันเกิดความรู้สึกอยากจะวิ่งหนีขึ้นมา

                จีซัสพูดต่อ “ลูกแก้วคริสตัลได้ทำนายเอาไว้ว่าบุตรของพวกเขาจะมีชัยเหนือลูซิเฟอร์ ขึ้นรับตำแหน่งผู้นำเหล่าอัครเทวทูตแทนที่เขา แต่ในตอนนั้น ลูซิเฟอร์ยังไม่มีความคิดต่อต้าน เขากล่าวว่าภาพฉากนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นจริง... ลูซิเฟอร์ภายนอกสงบเสงี่ยมยิ่ง แต่ความจริงแล้วเขากลับมีทิฐิสูงกว่าใคร เต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง แต่กลับกลัวว่าตัวเองจะต้องได้รับบาดเจ็บ ข้าคิดว่าผู้ที่ผนึกพลังของเจ้าเอาไว้คงจะเป็นเขา”

                ผมคาดว่ารอยยิ้มของตัวเองตอนนี้คงแข็งกระด้างน่าดู

                ผมอยู่กับเขามานานขนาดนี้ แต่กลับไม่เคยมีซักครั้งที่ผมจะเข้าใจเขาอย่างถ่องแท้

 

                จีซัสพูดต่อ “แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ ลูซิเฟอร์ต้องมีซักวันที่เขาจะลุกขึ้นมาต่อต้าน เรื่องนี้ ในหมู่เทวทูตชั้นสูงต่างรู้กันดี ความขัดแย้งระหว่างเขากับพระผู้เป็นเจ้าใช่จะพึ่งมีมาแค่วันสองวัน”

                ผมพึมพำกลับไป “นั่น...ไม่เกี่ยวกับผม”

                จีซัสกลับส่ายหน้าปฏิเสธ “เกี่ยวสิ ตอนนี้อนาคตของลูซิเฟอร์แบ่งออกเป็นสองทาง ต่างก็ไม่น่ายินดีทั้งสิ้น ทางแรก เจ้าเอาชนะเขา ทำให้เขาตกจากสวรรค์ ทางที่สอง เขาก่อกบฏไม่สำเร็จ ถูกพระผู้เป็นเจ้าประทานโทษตาย”

                ผมเลิกคิ้วขึ้นสูง “ท่านเชื่อหรือว่าลูซิเฟอร์จะพ่ายแพ้?”

                ไม่ได้การ... ไม่ดีแน่... คำพูดของผมยิ่งมายิ่งโผงผางขึ้นทุกที ผมต้องใจเย็นๆเอาไว้ ใจเย็นๆ...

                จีซัสอธิบายว่า “ผู้ที่ติดตามลูซิเฟอร์แม้จะมีมาก แต่ผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสิ่งคือพระเจ้า พระองค์ไม่มีทางมอบโอกาสให้เขาทำสำเร็จหรอก เขามีพลังห้าในหกส่วนของพระผู้เป็นเจ้า สามารถล้มล้างกองทัพอัครเทวทูตได้สบายๆอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เจ้าต้องอย่าลืมว่าสิ่งที่เขาต้องต่อกรด้วย ไม่ได้มีเพียงแค่กองทัพอัครเทวทูต”

                เดิมทีผมพยายามข่มกลั้นเอาไว้ แต่ท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหวโพล่งออกไป “ท่านบอกเรื่องนี้กับผมมีประโยชน์อะไร?”

                จีซัสกล่าวว่า “ลูซิเฟอร์เป็นอัครเทวทูตที่พระผู้เป็นเจ้าทรงรักมากที่สุด เสียดายที่ความคิดของพวกเขาต่างกันเกินไป จนนำมาสู่เหตุการณ์อย่างที่เป็นในตอนนี้ หากเขาบังคับให้พระเจ้าต้องลงมือ พระองค์จะต้องฆ่าเขาอย่างแน่นอน”

                แม่-เอ้ย ที่แท้พระเจ้าก็เป็นพวกเชื่อถือไม่ได้!

                ผมถามออกไปอย่างสับสน “ความหมายของท่านก็คือ ถ้าผมไม่อยากให้เขาตาย ก็ต้องกำราบเขาแทนพระเจ้า ให้เขาตกจากสวรรค์?”

                จีซัสพยักหน้า “ใช่ เรื่องระหว่างพวกเจ้าทั้งสอง ข้าพอจะรู้อยู่บ้าง ข้าได้แต่พูดว่า... น่าเสียดายยิ่งนัก”

                ผมยิ้มหยัน “เหอะ ท่านพูดออกมาขนาดนี้ ไม่กลัวว่าผมจะหันไปช่วยลูซิเฟอร์แทนเหรอ?”

                จีซัสยังคงสงบดุจผิวน้ำนิ่ง “ตอนที่บิดาของเจ้ายังอยู่ กายเนื้อของลูกหลายตระกูลเอตร้าทั้งหมดถูกเขาส่งมอบให้กับพระผู้เป็นเจ้า หากก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ผิดต่อเจตนาของพระองค์ ก็จะถูกทำลายจนสิ้นชีพ อย่าว่าแต่ช่วยเขาเลย แม้แต่ชีวิตของตัวเองเจ้าก็เอาไม่รอด”

                แม่-เอ้ย เรย์โนลด์ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!

                ผมเสียหลักไปครู่หนึ่ง ได้แต่พิงร่างเข้ากับกรอบหน้าต่างอย่างหดหู่ เป็นนานกว่าจะพูดอะไรออกมาได้ด้วยเสียงอันแผ่วเบา “ถ้าเกิดผมโน้มน้าวทำให้เขาไม่ก่อกบฏได้ล่ะ” จีซัสกลับไม่เห็นด้วย “ต่อให้เขาไม่เต็มใจ แต่พระผู้เป็นเจ้าก็ยังต้องบังคับให้เขากบฎอยู่ดี” ผมแปลกใจ “ทำไม?”

                จีซัสอธิบายว่า “ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร โลกสวรรค์ในตอนนี้ไม่เหมือนในอดีตเลยซักนิด ลูซิเฟอร์ต้องการยึดกุมอำนาจทุกอย่าง แต่การไถ่ถอนที่แท้จริงคือการเกิดใหม่หาใช่ทำลายล้าง”

                ผมมองเขาแน่วนิ่ง “ไม่มีทางที่สามแล้วอย่างนั้นเหรอ?”

                จีซัสตอบชัดเจน “ไม่มี”

                ผมสูดหายใจเข้าลึก น้ำเสียงสั่นสะท้านเล็กน้อย “ผม...ผมมีเวลาอยู่กับเขาอีกนานเท่าไหร่?”

                จีซัสเพียงตอบว่า “ยิ่งเจ้าอยู่ข้างกายเขานานเท่าไหร่ ก็มีความเป็นไปได้ที่พระผู้เป็นเจ้าจะใช้เจ้าเป็นเครื่องมือจัดการกับเขามากขึ้นเท่านั้น”

                ผมยิ้มหยัน “ไม่นึกมาก่อนว่าพระเจ้าก็ใช้ลูกไม้พรรค์นี้ได้ด้วย”

                จีซัสพูดขึ้น “ทุกอย่าง พระผู้เป็นเจ้าทำเพื่อสวรรค์ทั้งนั้น”

                ผมไม่เห็นด้วย “เพื่ออำนาจของเขามากกว่ากระมัง?”

                จีซัสพูดอย่างใจเย็น “มิคาเอล ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจ ที่ข้ามาบอกเจ้า ก็เพื่อให้เจ้าได้มีโอกาสรักษาชีวิตลูซิเฟอร์ ถ้าเกิดเจ้าไม่พอใจคิดอยากจะถกเถียงกับข้า หรือใช้คำพูดหยาบคายต่อพระผู้เป็นเจ้ายะโฮวาล่ะก็ ข้าคงได้แต่ยอมแพ้”

                ผมนวดขมับตัวเองพลางส่ายหน้า “ต้องขออภัย ผมโผงผางเกินไป... ผมเข้าใจแล้ว ผมจะเก็บเอาไปคิดให้ละเอียด”

 

                ลูซิเฟอร์กลับมาถึงที่ปราสาทอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นผมเดินเข้าไป เขาก็รีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหา สองแขนโอบเอวผมเอาไว้หลวมๆ จุมพิตผมเบาๆ

                ผมพูดขึ้น “ผมมีเรื่องอยากคุยกับท่าน” ลูซิเฟอร์ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบฉีกยิ้ม “พูดเสียจริงจัง มีอะไรงั้นเหรอ?” ผมบอกเขา “เกี่ยวกับกองทัพของท่าน” รอยยิ้มบนหน้าของลูซิเฟอร์ค่อยๆจางหาย พูดอะไรไม่ออก ผมกล่าวต่อไป “ท่านจำเป็นจะต้องเผชิญหน้ากับพระผู้เป็นเจ้าให้ได้จริงๆอย่างนั้นเหรอ? ไม่มีวิธีอื่นแล้วเหรอ?” ลูซิเฟอร์ไม่อยากจะตอบคำถาม “พวกเราเปลี่ยนเรื่องคุยกันเถิด” ผมปฏิเสธ “ไม่ วันนี้ต้องคุยเรื่องนี้”

                ลูซิเฟอร์ปล่อยตัวผม เขาเอนร่างลงนั่งบนโซฟา

                ผมตามเข้าไปนั่งข้างๆเขา “นี่จะส่งผลกับท่านไปทั้งชีวิต... ครั้งนี้ก้มหัวแค่ครั้งเดียวก็ไม่เห็นจะเป็นไร หลังจากนี้ค่อยหาทางกันใหม่ไม่ได้เหรอ?”

                ลูซิเฟอร์หลุบตาลงเล็กน้อย “ข้าไม่อยากคุยเรื่องนี้กับเจ้า”

                ผมข่มกลั้นความโกรธเอาไว้ภายใน “ทำไมถึงไม่อยากคุย? เพราะผมไม่คู่ควรงั้นเหรอ?”

                ลูซิเฟอร์พลันเงยหน้าขึ้น “ไม่ใช่ ข้าแค่ไม่อยากให้เรื่องอื่นมากระทบกับความรู้สึกของเรา”

                ผมกดดันเขาให้พูด “ท่านคิดจะต่อต้านพระเจ้าจริงๆใช่มั้ย”

                “ข้าต้องไขว่คว้าความยุติธรรมของข้ามาให้ได้” ลูซิเฟอร์มองมาที่ผมอย่างจริงจัง “ถึงแม้ว่าข้าจะไม่เคยเชื่อว่ามันมีอยู่จริง แต่ข้าจะต้องหามันให้เจอ ...ต่อให้หาไม่เจอ ข้าก็จะสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวของข้าเอง”

                ผมอดไม่อยู่หัวเราะออกมาเบาๆ “ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าท่านก็เป็นพวกใช้ชีวิตไล่ตามปณิธานเหมือนคนอื่นเค้าเหมือนกัน มหาเทพลูซิเฟอร์ผู้มีปณิธาน ผมจะไม่ยุ่งเรื่องนี้ของท่านแล้ว ท่านเลือกได้ถูกต้องแล้ว”

                ลูซิเฟอร์ยิ้มออกมาบางๆ “ขอบคุณ”

                ผมถามเขา “ท่านช่วยบอกผมที ถ้าเกิดวันหนึ่ง พระผู้เป็นเจ้าสังหารผม ท่านจะทำยังไง?”

                ลูซิเฟอร์ตอบว่า “ข้าจะฆ่าเขา”

                ผมยังคงมองเขาไม่ละสายตาไปไหน เป็นนานถึงค่อยพูดถามต่อไป “ถ้าให้ท่านเลือกระหว่างปณิธานกับผม ท่านจะเลือกอย่างไหน?” ลูซิเฟอร์ตอบว่า “ข้าต้องการทั้งคู่” ผมถามอีกครั้ง “ถ้าเกิดเลือกได้แค่อย่างเดียวล่ะ” ลูซิเฟอร์เผยรอยยิ้มกว้างดูราวกับเด็กน้อย “ไม่จำเป็นต้องเลือก ข้าต้องการทั้งคู่”

                ผมได้แต่พูดสั้นๆ “ท่านโลภมากจริงๆ”

                ลูซิเฟอร์แนบจูบลงมา

                ผมยกมือขึ้นกันริมฝีปากของเขา เขากลับเริ่มจุมพิตไปตามเรียวนิ้วของผมแทน

               

                เวลามีไม่มากแล้ว พูดอีกแค่ประโยคเดียว กลับรู้สึกคล้ายต้องรีดเค้นแรงกำลังทั้งหมดออกมา

                ยามที่สบตากับเขา ผมก็ไม่เหลือความกล้าใดๆทั้งสิ้น

 

                แรงกำลัง ความเชื่อมั่น ทั้งยังความเข้มแข็งที่ผมมีเสมอมา ขณะที่ไม่ทันรู้ตัว ก็ค่อยๆพังทลายลง

                ผมกำลังจะสูญเสียเขา

                ขอแค่ผมพูดมันออกไป ...ผมก็จะสูญเสียเขา

 

                ไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดเห็นแก่ตัว ให้พระเจ้าสังหารเขา แม้ความสามารถผมจะช่วยเขาไม่ไหว ต้องตกตายตามกันไป ก็ไม่เป็นไร ...ไม่เป็นไรเลยจริงๆ

                แต่ตอนนี้เขาพูดออกมาแล้ว เขาต้องการตามหาโลกของเขา ...ความยุติธรรมของเขา

 

                เสียผมไปซักคน เขายังคงมีปณิธานของเขา

                แต่หากเสียไปแม้กระทั่งชีวิต ทุกสิ่งย่อมสูญเปล่าไปด้วย

 

                “พวกเรา... แยกทางกันเถิด”

 

 

-93-

                เมื่อพูดออกไปแล้วก็พบว่ามันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย ก็แค่คำพูดประโยคเดียวเท่านั้น

                ลูซิเฟอร์หันหน้ามามองผม “วันนี้อารมณ์ไม่ดีเหรอ?”

                ผมส่ายหน้า

                รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจางหาย ลูซิเฟอร์ชะงักนิ่งไปอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจคว้ามือผมแล้วลุกขึ้น “ดึกแล้ว พวกเราอาบน้ำกันเถอะ”

                ผมสะบัดมือของเขาออก ก่อนจะพูดย้ำอีกครั้ง “ลูซิเฟอร์ พวกเราเลิกกันเถอะ”

                แม่-เอ้ย... จีซัสบ้านั่นคิดจะให้ผมทิ้งเขา ทั้งยังให้ผมทำร้ายเขา... ต้องถูกเขาเกลียด ไม่สู้เอามีดมาแทงกันซะเลยดีกว่า!

                ลูซิเฟอร์ถามขึ้น “ทำไม?”

                ผมตอบไปสั้นๆ “เบื่อแล้ว”

                ลูซิเฟอร์อึ้งไป พูดอะไรไม่ออก

                ผมตัดบท “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมไปล่ะ”

                ลูซิเฟอร์สูดลมหายใจเข้าเบาๆ “คนสองคนอยู่ด้วยกัน ไม่สามารถจะหวานชื่นเหมือนข้าวใหม่ปลามันได้ตลอดก็จริง แต่พวกเราก็ยังสามารถปรับตัวเข้าหากันได้อีกไม่ใช่เหรอ?”

                ผมบอกปัดเขา “ไม่อยากปรับอะไรทั้งนั้น ผมอยากได้คนใหม่”

                ลูซิเฟอร์ขมวดคิ้วเข้าหากันช้าๆ “จะหัวดื้อยังไงก็ต้องมีขีดจำกัดบ้าง”

                ลมหายใจพลันแล่นขึ้นมาจุกที่อก ไร้หนทางระบายออก ผมได้ยินเสียงพูดของตัวเองดังวนอยู่ในหู “ผมไม่ได้หัวดื้อ เรื่องของความรัก เดิมที่ก็ต้องรักกันถึงจะไปต่อได้ไม่ใช่เหรอ แต่ผมไม่รู้สึกอย่างนั้นแล้ว ...สมองของผมเข้าใจชัดเจนดี”

                ลูซิเฟอร์พูดอะไรไม่ออก

                ผมหมุนตัวเดินจากไป

                ลูซิเฟอร์พลันถลันร่างเข้ามาขวางหน้าเอาไว้ อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบไป

                ผมพูดขึ้น “พวกเราจากกันด้วยดีเถอะนะ”

                ผมเดินออกไปได้อีก 2 ก้าว ลูซิเฟอร์ก็คว้าข้อมือของผมเอาไว้ แต่เขายังคงไร้ซึ่งคำพูด เพียงจ้องมองผมนิ่งๆ

 

                ผมมองทิวทัศน์ของแชงกรีล่าด้านนอกปราสาท พลันกัดฟันแน่น แทบอยากให้ตัวเองเสียสติไปจริงๆ “ผมไม่อยากอยู่กับท่านแล้ว จริงๆนะ ไม่อยากอยู่แล้วจริงๆ ได้โปรด...ปล่อยผม” ประโยคหลัง เสียงของผมก็เริ่มสั่นพร่า บ้าเอ้ย ไม่ได้เรื่องจริงๆ

                แต่ไหนแต่ไร ลูซิเฟอร์ก็รักษามารยาทต่อผู้อื่นเสมอ ไม่เคยบังคับเข็ญใจคนอื่นให้ต้องลำบาก ครั้งนี้ก็เช่นกัน

                เขาปล่อยมือแล้ว...

 

                บางปีหลังจากนั้นผมก็หวนนึกถึงเรื่องราวตอนนี้อีกครั้ง ผมคิดเล่นๆว่าถ้าหากเขาตื้อผมให้มากกว่านี้ น่ากลัวว่าแค่วินาทีเดียว ผมอาจจะเป็นฝ่ายพุ่งเข้าไปกอดเขาซะเองก็ได้ ไม่อยากแยกจากอีก พวกเราสองคนอาจจะได้ลงมาเป็นผีสางอยู่ในนรกด้วยกัน ถึงแม้กระทั่งวิญญาณสูญสลาย แต่ก็ถือว่าได้ตายร่วมกัน ชื่นมื่นออกจะตาย

 

                หลังจากนั้นผมก็บิน บินไปเรื่อยๆ บินจนเหงื่อไคลไหลย้อมร่างราวกับน้ำตก แต่กลับไม่มีแม้แต่หนึ่งหยดน้ำตา ตกเย็นผมท้องเสียอย่างรุนแรง วิ่งเข้าห้องน้ำตั้งหลายรอบ ผมสงสัยว่าอาจเพราะน้ำตาของผมไหลย้อนเข้าไปในกระเพาะ เลยทำให้ท้องร่วง พอมาคิดให้ละเอียดอีกที ก็คิดว่าผมต้องทุเรศขนาดไหนถึงคิดเรื่องชวนอี๋แบบนี้ออกมา สุดท้ายผมก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ไม่นาน ก็หลับใหลไปซะอย่างนั้น!

                ตอนที่ตื่นเช้าวันต่อมา ผมยืนส่องกระจกครุ่นคิดอยู่นานสองนาน สุดท้ายแล้วผมชอบลูซิเฟอร์จริงๆรึเปล่า? นอกจากความรู้สึกหดหู่แล้วก็ไม่รู้สึกอะไรอีก บ้าน่า... ไม่จริงมั้ง... อย่าบอกนะว่าที่ผ่านมาผมเข้าใจผิดไปเอง?

                หลังจากนั้นผมก็ไปเรียนที่สำนักสวรรค์ จากนั้นก็ซ้อมละคร นอกจากบางเวลาที่เผลอไปนึกถึง ก็ไม่มีความรู้สึกอึดอัดลำบากใจใดๆ นอกจากเวลานอนที่รู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง ถึงจะไม่มีลูซิเฟอร์อะไรนั่น ก็ถือว่าไม่เลวนัก สุดท้ายก็เหนื่อยจนผล็อยหลับไปทั้งอย่างนั้น...

                วันที่สาม วันที่สี่ ก็เป็นเช่นนี้ มีเพียงความรู้สึกหดหู่เล็กน้อย แต่ก็พอทนไหว ไม่ถึงขั้นตีอกชกหัวฟูมฟายอย่างที่คิดไว้ตอนแรก

                วันที่ห้าไม่มีเรียน ผมนอนกลิ้งไปมาอยู่ในห้องอย่างเบื่อหน่าย คิดอยากจะหาหนังสือซักเล่มออกมาอ่าน สุดท้ายก็ได้หนังสือประวัติศาสตร์สวรรค์ที่เคยเรียนก่อนหน้านี้ โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวผมก็เปิดมันออกอ่านซะแล้ว เพียงได้เห็นตัวหนังสืองดงามที่เขียนอยู่บนนั้น ก็หวนนึกไปถึงช่วงเวลาที่ลูซิเฟอร์ติวบทเรียนให้ผมโดยอัตโนมัติ ทุกวันเขาจะนั่งอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนตรวจเอกสาร บางทีก็จะเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้ผม... สุดท้ายโดยไม่รู้ตัว ผมก็จัดการปิดหนังสือ โยนมันกลับไปที่ใต้เตียง

                วันที่หก ตอนซ้อมดาบจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไปบ้าง จนเกือบฟันเพื่อนร่วมชั้นไปหลายหน เป็นต้องเอะอะโวยวายกันยกใหญ่ ตอนที่กลับห้อง จึงเอากล่องใบใหญ่ครอบใส่หนังสือประวัติศาสตร์สวรรค์นั่นอีกชั้น ก่อนจะกระโดดขึ้นไปเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียง ปลายนิ้วพลันเกี่ยวของบางอย่างติดมาด้วย พอเห็นก็รีบยัดมันกลับเข้าที่เดิมทันที ...เป็นชุดนอนสีเหลืองอ่อนตัวเล็กตัวหนึ่ง

                เว้นช่วงไปไม่นาน ก็ตัดสินใจคว้ามันขึ้นมาอีกครั้ง พอเดินไปเปิดหน้าต่าง ความคิดที่จะโยนมันออกไปก็ไม่มีเหลืออยู่แล้ว จึงได้แต่ปิดบานหน้าต่างลงตามเดิม

                วันที่เจ็ดเลิกเรียนเร็ว ผมหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูสำนักสวรรค์ จ้องมองเสาหน้าโรงเรียนอยู่พักหนึ่งพลันรู้สึกอยากจะบินหนีออกไปให้ไกลๆ แม้แต่กุหลาบสีขาวที่ขึ้นอยู่ริมทางถนน ก็กลายของของที่บาดตาที่สุดไปซะอย่างนั้น เมื่อกลับถึงบ้านก็นั่งเหม่ออยู่บนเตียงอยู่นานสองนาน มองเห็นรอยร้าวตรงหัวเตียงก็อดยื่นมือเข้าไปลูบไม่ได้ พลันต้องรีบชักมือกลับออกมาทันที ช่วงเวลาที่ผมเหม่อลอย นับวันชักจะยาวนานขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายได้แต่คุกเข่าลง รื้อค้นข้าวของทั้งหมดของตัวเองออกมา คว้าหนังสือประวัติศาสตร์สวรรค์เล่มนั้นขึ้นมาเปิด พลิกเปิดไปยังหน้าหนึ่งอย่างรวดเร็ว ผมจ้องมองภาพโบราณภาพนั้น ยามที่เห็นบุคคลในภาพ รอยยิ้มสุภาพงดงามนั่น เขายิ้ม ผมก็ยิ้ม ผมมองรอยยิ้มของเขา ปล่อยให้ตัวเองเหม่อลอยต่อไป

                เหม่อลอยครั้งนี้ กินเวลายาวนานทั้งค่ำคืน

 

                วันที่แปด คือวันที่โชคร้ายที่สุดของผม

                ผมถึงขั้นกอดหนังสือประวัติศาสตร์สวรรค์เข้านอน พอตื่นขึ้นก็มองดูคนในรูปภาพ จากนั้นก็ส่งยิ้มโง่งมให้เขา

                ท้องฟ้ามืดมัวสลัวๆ ผมเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท ทันใดนั้นดวงตาก็แข็งค้าง

                มีใครคนหนึ่งยืนอยู่ที่ด้านล่างตึก กำลังเงยหน้ามองมาทางนี้

                ไม่ร้องตะโกน ไม่เคาะประตู เพียงมองอยู่อย่างนั้น

                ผมถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวก่อนจะปิดหน้าต่างให้สนิท ก้าวถอยหลังออกมาราวกับคนเสียสติ หัวใจเต้นแรงจนเจ็บปวด ผมล็อคประตูทุกบานในบ้าน ปิดหน้าต่างทุกบานที่มี จากนั้นก็มุดตัวเข้าไปอยู่ในผ้าห่ม แม้แต่จะขยับก็ยังไม่กล้า

 

                ผ่านไปไม่นาน ผมก็พลิกตัวลุกขึ้นอีกครั้ง พุ่งตัวลงไปที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว

                ประตูบ้านยังปิดสนิท แต่ผมก็รู้ว่าเขาอยู่ด้านหลังประตูบานนั้น แค่ผมเปิดประตูออกไป ก็จะเห็นเขาทันที

                แต่ผมก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น

               

                เวลาไหลผ่านไปอย่างเนิบช้า

                ช่องใต้ประตูพลันปรากฏกระดาษแผ่นหนึ่งสอดเข้ามา

                บนนั้นยังคงเป็นตัวอักษรวิจิตรบรรจงเช่นเดิม

                ข้าคิดถึงเจ้ามาก พวกเราคืนดีกันได้หรือไม่?

                ‘ลูซิเฟอร์

                ผมไม่คิดอะไรอีก กระชากประตูเปิดออกทันที

                ด้านนอกกลายเป็นความว่างเปล่าไปแล้ว

               

                ผมทรุดตัวลงนั่นกอดเข่า ในมือถือกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้ ปลายนิ้วสั่นสะท้าน สั่นราวกับคนเป็นโรคอัลไซเมอร์ สุดท้ายแม้แต่ฟันที่ขบกันแน่นก็สั่นไปด้วย ราวกับจมอยู่ในขั้วโลกใต้ไม่มีผิด ผมจ้องมองตัวหนังสือบนกระดาษแผ่นนั้น

 

                F*ck! อยู่ๆบิดาก็อยากร้องไห้ขึ้นมาซะอย่างนั้น...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,631 ความคิดเห็น

  1. #1613 palm4588 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 09:33
    T-T ปวดตับ
    #1,613
    0
  2. #1561 did-you-know (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 03:07
    รักกันแล้ว แล้วต้องแยกจากกัน เป็นเราคงทนไม่ได้
    #1,561
    0
  3. #1402 miyakojan (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:47
    ปวดใจแทน
    #1,402
    0
  4. #1223 bennett13 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2559 / 09:08
    บีบคั้นอารมณ์มาก ไม่ทีทางเลือกอื่น แถมสปอยทั้งเรื่องก็ดูไม่สมหวัง...
    หรือไปสมหวังในร่างมนุษย์?
    #1,223
    0
  5. #1222 ffarn (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2559 / 08:50
    โอ้ยยยยย what the f*ck ดราม่าจานโตเลย
    #1,222
    0
  6. #1221 stafarne (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2559 / 01:07
    ตัวเองบอกทนได้ เห็นอย่างงี้เข้าขั้นอาการหนักนะลูก
    #1,221
    0
  7. #1219 pimnapatsukfung (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2559 / 13:00
    อ่านไปก็ปวดใจไป:'( โอ้ย!!!!!?จะเป็นยังไงต่อน่ะ^^
    #1,219
    0
  8. #1216 v-v-vee (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2559 / 07:56
    เข้าใจนะ แต่อธิบายดีๆไม่ได้เหรอTT
    #1,216
    0
  9. #1213 waranya-nan (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 11:58
    โอ๊ยยยยยย เกลียดมาม่าาาาาาา ฮือออออออออ TT^TT
    #1,213
    0
  10. #1212 Faren-Hight (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 11:49
    สุดยอดแห่งความมาม่า อ้ากกกก!
    #1,212
    0
  11. #1210 SunSaki (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 10:46
    โรคตัวสั่นคือโรคพากินสันนะคะ. ส่วนอัลไซเมอคือความจำเสื่อม. แต่ตอนนี้เราตับเเข็งไปแล้ว..
    #1,210
    1
    • #1210-1 ertyyuiop20114(จากตอนที่ 48)
      24 ตุลาคม 2559 / 15:53
      เรื่องนี้เราแปลตามต้นฉบับอ่ะค่ะ เขาใช้คำว่า 老年痴呆 (lao nian chi dai เหล่าเหนียนชือตัย) แปลว่าอัลไซเมอร์ ส่วนพาร์กินสันใช้คำว่า 帕金森病 (pa jin sen bing พ่าจินเซินปิ้ง)

      (ตอนที่เราเรียนคลาสการแปล อาจารย์เค้าก็บอกว่ามันเป็นโรคเดียวกัน แต่เอาจริงๆแล้วเราโง่กับเรื่องพวกนี้ ไม่รู้ว่าสองโรคมันต่างหรือมันเหมือนกันยังไง เลยใช้การแปลตรงตัวไปก่อน ยังไงก็ขอบคุณที่เข้ามาแนะนำนะคะ)
      #1210-1
  12. #1208 alfhind (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 02:12
    ไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆเหรอ TT
    #1,208
    0
  13. #1207 friendsly (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 00:01
    จะดราม่าอีกนานมั้ยอ่ะ ไหนจะภาคต่ออีก...เจ็บกันไปยาวๆ
    #1,207
    0
  14. #1206 pramotdplo (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 23:38
    กินมาม่าไปพักนึง สะดุด เส้นขาด 555
    #1,206
    0
  15. #1205 creamzajubjub (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 23:08
    มันจะจบด้วยดีใช่มัย
    #1,205
    0
  16. #1204 keytar (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 22:27
    เศร้ามากกก ร้องไหห้ อิสเรียลก็ยังคงเป็นอิสเรียล วันยันค่ำ ????????????????
    #1,204
    0
  17. #1203 narinnakin (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 22:20
    แงงงงงงงง ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยย
    #1,203
    0
  18. #1202 dgaryman (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 21:33
    เฮ่ยดราม่า ร้องไห้แปบ เห็นสปอยว่าจริงๆแล้วจีซัสน่าสงสารดังนั้นตอนนี้จะยังไม่โกรธนะ
    #1,202
    0
  19. #1201 japay (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 20:21
    อ่านบทนี้อยู่ดีๆ เพลง??????ของjay chouก็มาพอดี ยิ่งหน่วงเลย ฮรืออออออ
    #1,201
    0
  20. #1200 japay (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 20:20
    อ่านบทนี้อยู่ดีๆ เพลง??????ของjay chouก็มาพอดี ยิ่งหน่วงเลย ฮรืออออออ
    #1,200
    0
  21. #1199 somenum (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 19:03
    อ๊ากกกกกกก ทิ้งมาม่ามาให้ตกแล้วจากไปอย่างงี้ได้ยังงายยยยยยยย
    #1,199
    0
  22. #1198 --noon-- (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 18:46
    บัดซบ! สุดท้ายพวกนายต้องแยกกันใช่มั้ย!
    #1,198
    0
  23. #1197 jamlovenami (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 18:44
    แงงงงงง โลกนี้ช่างโหดร้ายยยย #ที่ร้ายกว่าคือพระเจ้า
    #1,197
    0
  24. #1196 aimmy060 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 18:25
    #TeamAntiพระเจ้าและจีซัส ฮือออออ อย่าเลิกกันเลย 😭
    สงสารทั้งสองคน
    #1,196
    0
  25. #1195 1525137938 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 17:39
    นั่นไง...มันเริ่มแล้ววว(TAT)

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 23 ตุลาคม 2559 / 17:59
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 23 ตุลาคม 2559 / 17:59
    #1,195
    0