เทวทูตปีกขวา 天神右翼 [นิยายแปลจีน]

ตอนที่ 12 : ทัณฑ์สวรรค์ [12]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,571
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 44 ครั้ง
    2 ส.ค. 59



-23-

                เมตาตรอนเดินออกมาส่งผมถึงด้านนอก แรกๆก็ไม่มีอะไร ชาวสวรรค์ที่เดินผ่านไปมาต่างเป็นข้ารับใช้ในปราสาทแห่งแสง พวกเขาแข็งทื่ออย่างกับรูปปั้นยังไงยังงั้น ทำอย่างกับมองไม่เห็นพวกผมเดินผ่านไป แต่เมื่อเดินออกมาถึงสวนด้านนอกที่กว้างขวางพอๆกับสนามฟุตบอล  พ้นออกจากอณาเขตของลูซิเฟอร์ สายตาของเหล่าชาวสวรรค์ที่มองมาก็ไม่ต่างจากมีดบินที่พุ่งเข้าใส่อย่างไม่ปรานี

                เมตาตรอนเดินไปอย่างไม่ใส่ใจ ผมได้แต่กลืนน้ำลาย คิดแค้นจนอยากจะเอาปีกสองข้างบนหลังของตัวเองฝังเข้าไปในร่าง ผมหันไปพูดเสียงเบากับเมตาตรอนว่า “ถ้าอย่างงั้น ท่านมหาเทพเชิญกลับไปก่อนเถิด”

                เมตาตรอนฉีกยิ้ม “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องพูดแบบนี้ ข้าพาเทวทูต 4 ปีกมาที่นี่ก็หลายครั้ง พวกเขาต่างก็คิดว่าการอยู่ในสายตาของเทวดา 6 ปีกหมายถึงความมีตัวตนของตัวเอง ข้าไม่รู้ว่าเจ้าคิดยังไงจริงๆ” ผมพึมพำออกมาเสียงเบา “ไม่ได้มีเมียเก็บซะหน่อย จะภูมิใจอะไรนักหนา” ใบหน้าเมตาตรอนเต็มไปด้วยความสงสัย “มีเมียเก็บ?” ผมรีบโบกมือ “ไม่...ไม่มีอะไร ผมไปก่อนละ”

                เมตาตรอนโพล่งขึ้นว่า “อิสเรียล เมืองซีมาร์ไม่ได้สะอาดบริสุทธิ์อย่างที่เห็นจากภายนอกหรอกนะ เจ้าต้องจำเอาไว้ ไม่ว่าจะเห็นอะไร ได้ยินอะไร ก็เงียบเอาไว้ ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น นั่นเป็นวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุด”

                ผมพยักหน้า

                เมตาตรอนพูดอีกว่า “ยังมีอีก พูดคุยติดต่อกับใครก็อย่าได้ชะล่าใจง่ายๆ”

                ผมตอบไปว่า “ที่ซีมาร์ ผมมีแค่คาลอสเป็นเพื่อนเท่านั้น ไม่ได้ติดต่อคนอื่นอีก”

                เมตาตรอนเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มลึกลับ “ต้องการอะไรก็มาหาข้า ข้าจะทำให้เจ้าเป็นดั่งนกพิราบที่โผบินสู่ท้องนภาอย่างผาสุก” พูดเสร็จก็ตบบ่าผมก่อนจะเดินจากไป

                เหงื่อตก... ดั่งนกพิราบ......โผบินสู่ท้องนภา?

                วิธีแสดงความรักของคู่เมตาตรอนกับอิสเรียลมันช่าง......แปลกประหลาดยิ่งนัก

 

                เพราะปีกยังไม่หายดี เลยไม่สามารถบินผ่านทะลุชั้นเมฆได้ จึงได้แต่เดินลงไปตามสะพานเชื่อมหอคอย ระหว่างที่เดิน ก็ต้องทนรับสายตาพุ่งความสนใจจากคนรอบข้าง ผมรู้สึกไม่เป็นตัวเองอย่างมาก ถ้าเหมือนพวกเทวทูตตนอื่นๆที่บ้างก็มองเมิน บ้างก็ดูถูกก็แล้วไปเถอะ แต่พวกเขากลับมองมาด้วยสายตาบริสุทธิ์ไร้ซึ่งความรู้สึก ไม่มีแม้แต่ความแปลกใจ

                ผมพึ่งได้ค้นพบว่า ชาวสวรรค์ยิ่งระดับชั้นสูงเท่าไหร่ อารมณ์ความรู้สึกยิ่งถูกฝังอยู่ภายในลึกขึ้นเท่านั้น

                ผมคิดมาตลอดว่าเมตาตรอนเป็นพวกลูกเศรษฐีที่ลอยชายไปวันๆ ไร้หัวคิด ไร้หัวจิตหัวใจ เลี้ยงชายบำเรอกับนางบำเรอเอาไว้กองใหญ่อย่างสบายใจเฉิบ แต่ตอนนี้ เมื่อมองผ่านมุมมองของผู้ชายทั่วไปอย่างผม ต่างก็เห็นได้ชัดเจนว่าเขารักอิสเรียลมากขนาดไหน ครู่หนึ่ง ผมก็รู้สึกดีกับเขาขึ้นมา

 

                ผู้หญิงกับความอิจฉาริษยาเป็นของคู่กัน นี่เป็นความจริงที่มีมาแต่โบราณ ผู้หญิงสิบคนลุกขึ้นมาแต่งตัว คนหนึ่งเพื่อดึงดูดผู้ชาย ส่วนอีกเก้าคนเพื่อเปรียบเทียบ ผู้หญิงเป็นเพศที่เสแสร้ง ทั้งยังแนบเนียนจนแยกไม่ออก คุณบอกรักเธอในสถานที่เงียบสงบเป็นส่วนตัวยังได้ผลไม่เท่าตะโกนบอกรักอยู่กลางฝูงชนที่พลุกพล่าน แน่นอนว่าต้องสวมสูทหรูๆ ในมือถือช่อดอกไม้สด แล้วก็ต้องสวมโรเล็กซ์ราคาหลายหมื่นดอลลาร์เอาไว้ด้วย

                พูดถึงขนาดนี้แล้ว แต่ผู้ชายคนไหนสามารถผลักไสผู้หญิงออกไปได้บ้าง? ภายใต้กลยุทธ์นุ่มนวลอ่อนหวานของผู้หญิง ผู้ชายคนไหนสามารถต้านทานได้บ้าง? รู้ทั้งรู้ว่ามันก็เหมือนกับการเสพย์ยาเสพติด นี่ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าของผู้ชายเรื่องหนึ่ง

                ความรู้สึกของเจ้าหนูอิสเรียลเห็นได้ชัดแถมยังอ่านออกได้ง่ายมาก เขาชอบลูซิเฟอร์ น่าจะเป็นเพราะลูซิเฟอร์มีสิ่งที่ผู้ชายทุกคนอยากจะมี ถามว่าเมตาตรอนดีรึเปล่า? ก็ดีอยู่หรอก แต่เขามีอำนาจเหมือนอย่างลุซิเฟอร์รึไง?

                เมตาตรอนอาจจะสามารถโยนเช็คเปล่าให้เขาได้ง่ายๆ แต่คลังสมบัติของสวรรค์แห่งนี้ต่างก็เป็นของลูซิเฟอร์

                ก็เหมือนกับพวกผู้หญิงที่พากันตีจากผมไปทีละคนทีละคน ผมหล่อมั้ย? ไม่เห็นต้องถาม แน่นอนอยู่แล้วว่าหล่อ แต่ผมควักเงินออกมาโยนทิ้งเป็นกระดาษกงเต็กได้อย่างหยางลู่มั้ย?

 

                ผู้หญิงชอบคนรวยๆ ก็เหมือนกับที่ผู้ชายชอบผู้หญิงพรหมจรรย์ พวกเขาต่างก็ทำเป็นพูดว่า ฉันไม่ถือสา...บลาๆๆ... เอาเข้าจริงๆ ใครบ้างที่เป็นแบบนั้น? แต่เมื่อมองสถานการณ์แล้ว ลูซิเฟอร์จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอิสเรียลเป็นใคร เห็นชัดว่าเขาเป็นชายทั้งแท่ง ต่อให้อิสเรียลดูดีขนาดไหน ต่อให้อิสเรียลมีเสน่ห์ที่ผู้หญิงยังไม่อาจมีมากแค่ไหน ในสายตาของเขาก็เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งอยู่ดี ดีที่สุดก็เป็นแค่เด็กหนุ่มรูปงามเท่านั้น สงสารก็แต่เมตาตรอน

                ผู้ชายมักจะฝังจุดอ่อนของตัวเองเอาไว้ในจุดที่ลึกที่สุด แม้ตายก็ไม่ยอมให้ใครรับรู้ เมื่อยามมีความรัก พวกเขาก็อ่อนไหวเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกไม่ต่างจากผู้หญิง แค่ไม่แสดงออกมากเท่านั้น เพราะการณ์แสดงออกเป็นสิทธิ์ของผู้หญิง

                ดังนั้น ผมเลยมีประโยคที่อยากมอบให้เมตาตรอนเป็นพิเศษ สหาย ฉันเข้าใจนาย

 

                ผมกับแซนเดอฟานเดินผ่านถนนที่ได้ชื่อว่าแพงที่สุดในสวรรค์ ผมเกร็งจนไม่กล้าขยับ แซนเดอฟานหันมามองผมก่อนจะเรียกให้เดินต่อ ผมมองไปยังเทวดา 6 ปีที่เดินผ่านไปมา จากนั้นก็ก้มหน้ามองพื้น ผมสงสัยว่าแค่เดินผ่านถนนเส้นนี้ก็อาจจะได้เงินก็ได้ ในเมื่อถนนของที่นี่ปูด้วยทองคำทั้งนั้น แซนเดอฟานบอกว่าผมคิดมากเกินไปก่อนจะพาผมเดินทะลุผ่านไป

                สิ่งก่อสร่างสองข้างถนนเรียงรายราวกับเป็นรวงผึ้ง สร้างตามสไตล์ยุโรป อาคารเล็กๆทุกหลังจะมีระเบียงยื่นออกมา ประตูหน้าประดับประดาอย่างหรูหรา คาดว่าราคาก็คงจะสูงลิ่ว บรรยากาศบนถนนค่อนข้างคึกคัก เทวดา 4 ปีกมากมายทำงานอยู่ที่นี่ บนฟ้าก็มีเทวดาบินผ่านไปมาคอยโปรยกลีบดอกไม้ ผมหันมองขวับไปยังกลีบดอกไม้พวกนั้นเพราะนึกว่าเป็นเงิน จึงรู้สึกคอเคล็ดขึ้นมา

 

                ผมมองไปเห็นร้านขายแว่นตาแห่งหนึ่ง แว่นตาที่วางอยู่บนแท่นที่ใหญ่ที่สุดดูคุ้นตาเป็นพิเศษ ที่แท้ก็เป็นแว่นตาแบบเดียวกับที่เมตาตรอนสวม พอเห็นเลขศูนย์ N ตัวบนป้ายราคาแล้วผมก็ถึงกับพูดไม่ออก เจ้าของร้านแว่นเดิมทีคิดจะมองเมินผม แต่เมื่อเห็นแซนเดอฟานก็รีบปรี่เข้ามาพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “นี่คือกรอบแว่นขอรับ ถ้าท่านคิดจะซื้อ ข้ามีบริการวัดสายตาให้ท่านฟรีๆ แล้วก็ลดราคาเลนส์ให้อีก 10% ด้วยเลยขอรับ” ผมเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของร้าน อยากจะบอกเขาเหลือเกินว่า นี่มันปล้นกันชัดๆ

                ด้านล่างกรอบแว่นสลักคำโฆษณาไว้หนึ่งประโยค จ้าวแห่งแว่นตาเทวทูต ร้านแว่นตามิอา

                จากนั้นก็เป็นลายเซ็นของเมตาตรอนที่เซ็นได้วิลิศมาหรามาก หากไม่มองให้ดีไม่มีทางรู้เด็ดขาดว่ามันเป็นตัวหนังสือ

                เจ้าของร้านกล่าวเสริมว่า “ราคาของแว่นรุ่นนี้สามารถซื้อรถม้าทองคำได้ 2 คันรวมกับม้าสวรรค์อีก 4 ตัว ที่พิเศษยิ่งกว่านั้น ท่านยังสามารถสวมแว่นนี้ไว้ที่ดั้งจมูกได้อีกด้วย”

                นี่นี่เองที่เรียกว่า เหนือความหรูหราคือความหรูหรายิ่งกว่า

 

                จากนั้นก็เดินผ่านร้านดังที่ชื่อว่า จุมพิตลูซิเฟอร์ผมมองไปยังห้องจัดแสดงชุดก็ต้องตกตะลึง ห้องกว้างขนาด 5 คูหาจัดเรียงเสื้อผ้างดงามตระการตาชวนให้กระอักเลือดอยู่เต็มไปหมด ผมสงสัยว่าเสื้อผ้าที่ลูซิเฟอร์สวมก็น่าจะมาจากที่นี่ แต่ว่า เสื้อผ้างดงามประณีตขนาดนี้ ราคาคงจะสูงลิ่วจนประเมินค่าไม่ได้

 

                จากนั้นพวกเราก็เดินผ่านสะพานเชื่อมหอคอย สะพานแห่งนี้ต่อตรงไปยังใจกลางของเมืองซีมาร์ ทางเดินสีจันทร์กระจ่างโค้งลงสู่ด้านล่าง ด้านข้างยังประดับด้วยดอกกุหลาบสีสด เมื่อเดินผ่าน หินประดับที่อยู่ด้วยกันก็จะเรืองแสงออกมา ผมเดินตัวเกร็งอยู่บนสะพาน กลัวว่าถ้าทำอะไรเสียหายขึ้นมาจะต้องควักเงินออกมาชดใช้

                เฮ้อ... ชาวนาก็เป็นชาวนาอยู่วันยังค่ำ ไม่มีปัญญาใช้ของหรูๆแพงๆกับเขาซักที

 

                จนเมื่อผมกลับถึงที่พักได้อย่างสวัสดิภาพ  แซนเดอฟานก็ขยับปีกโผบินจากไปทันที ผมลูบๆคลำๆกระเป๋าเสื้อก็พบว่าสัมภาระของตัวเองอยู่ในนั้นจนหมด ผมเดินเข้าไปในบ้านที่มืดสนิท เดินคลำทางไปจนถึงห้องของตัวเองก็ล้วงเอาของในกระเป๋าเสื้อออกมาวาง ก็เห็นขนนก 2 ก้านที่สีจะทองก็ไม่ทอง จะเงินก็ไม่เงิน ทั้งยังเรืองแสงนิดๆอีก

                นี่เป็นขนปีกของเจ้าเด็กผายลมนั่น แตกต่างจากเทวดาทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ในใจเกิดความสงสัย จึงคว้าขนปีกขึ้นมาเพื่อเอาไปถามคาลอส

 

 

-24-

                เคาะประตูห้องอยู่นานก็ไม่มีเสียงตอบรับจากคนในห้อง ผมเคาะอีกรอบ ด้านในก็มีเสียงร้องขึ้นมาเสียงหนึ่ง ผมผลักประตูเข้าไปทันที ด้านในมืดมาก เมื่อเดินเข้าไป ไฟอัตโนมัติก็สว่างขึ้น เขานอนคว่ำอยู่บนเตียง ซุกหน้าอยู่กับปีกทั้งสองข้าง ผมสีเงินของเขาทอประกายจางๆ

                ผมเดินเข้าไปสะกิดหลังเขาเบาๆ เขาเงินหน้าขึ้นมองผม “อ...อิสเรียล?” เสียงนั้นแหบพร่า ราวกับ......ร้องไห้?

                “นายเป็นอะไร?”

                คาลอสเด้งตัวขึ้นนั่งพลางขยี้ตาทั้งสองข้าง ดวงตากลมโตแดงก่ำราวกับผลท้อ

                เจ้าเด็กนี่ร้องไห้จริงๆเว้ยย~~~

                น...นี่... ตั้งแต่เข้ามหาลัยมา มีครั้งเดียวเท่านั้น ผมเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งถูกแฟนทิ้ง จากนั้นก็เมาหัวราน้ำร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ผมไม่เคยเห็นผู้ชายที่ไหนร้องโวยวายน้ำตาไหลพรากมาก่อน สำหรับผม เห็นผู้ชายร้องไห้ก็ให้รู้สึกกระวนกระวายยิ่งกว่าเห็นผู้หญิงร้องไห้ซะอีก โดยเฉพาะเมื่อเป็นเพื่อนสนิทของตัวเอง ผมตบบ่าเขาแรงๆอย่างไม่สบายใจ “มีใครแกล้งนายรึไง? เดี๋ยวบิดาจะไปทำโทษมันเอง!

                คาลอสขยี้ตาแล้วขยี้ตาอีก ตอบเสียงสั่นเครือว่า “ข้าถูกทิ้งแล้ว”

 

                ผมไม่รู้จะพูดอะไรจริงๆ สหายเอ๋ยสหาย ก็เป็นเพียงความขมขื่นอย่างหนึ่งเท่านั้น อกหักก็ร้องไห้ออกมา ผมเองก็เคยเจ็บปวดมาก่อน ทำไมจะร้องไห้บ้างไม่ได้? พวกผู้หญิงน่ะนะ ก็เหมือนกับอัญมณีมีค่าควรเมือง ยิ่งงดงามก็ยิ่งล้ำค่า พอของมีค่าขนาดนั้นหล่นหายไป เป็นใครก็ปวดใจทั้งนั้น ทำไมจะร้องไห้ไม่ได้? ใครบอกว่าผมเป็นคนเข้มแข็ง? ผิดแล้ว! ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนอ่อนไหวมากเลยล่ะ!

               

                ผ่านไป 15 นาที เรื่องราวความรักของสาวน้อยก็เริ่มขึ้น

                คาลอสขยับเข้ามากอดผมแน่น น้ำตาไหลรดลงบนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ได้มาจากปราสาทแห่งแสง “อิสเรียล ข้าควรทำยังไงดี?”

                ผมพึ่งจะนึกเรื่องบางอย่างขึ้นได้ คนที่คาลอสชอบคือราฟาเอล... ไม่ใช่ผู้หญิง ไม่นึกว่าเขาจะร้องไห้ฟูมฟายได้ขนาดนี้ เจ้านี่คงจะเป็นฝ่ายรับที่ยังซิงอยู่สินะ? เฮ้อ... แต่ไหนแต่ไรผมก็ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของคนที่รักชอบเพศเดียวกันเท่าไหร่ ให้ผมพูดอะไรออกไปก็คงไม่มีประโยชน์......

                “เกิดเรื่องอะไรขึ้นล่ะ? ค่อยๆเล่าก็ได้ ไม่แน่ว่าฉันอาจจะช่วยนายคิดหาทางออกได้ก็ได้ บางทีอาจจะพอพลิกสถานการณ์บ้างก็ได้?”

 

                คาลอสเล่าเรื่องที่เขาไปเจอมาให้ฟังอย่างคร่าวๆ ตอนแรกผมก็ใส่ใจบ้างไม่ใส่ใจบ้าง แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกโกรธ ยิ่งฟังก็รู้สึกอยากจะพุ่งออกไปฆ่าเจ้าสุนัขสารเลวนั่น!

                ผมรู้ว่าคาลอสชอบราฟาเอล ผมรู้ว่าระหว่างราฟาเอลกับกราบิเอลมีความรู้สึกซัมติงอะไรบางอย่าง ผมรู้ว่ากราบิเอลสวยมาก และผมก็รู้ว่าราฟาเอลไม่ได้ชอบคาลอส แต่ผมคิดไม่ถึงว่าอัครเทวทูตจะโหดเหี้ยมได้ขนาดนี้ สารเลวเอ้ย รังแกกันเกินไปแล้ว!

 

                ช่วง 1 เดือนที่ผมหายไป คาลอสวิ่งไปที่แม่น้ำซีอาร์เพื่อขอลาหยุดให้ผม----ถึงจะไม่รู้ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาคือการขอลาหยุดหรืออย่างอื่นก็ตามเถอะ แน่นอนว่าต้องเจอเข้ากับราฟาเอล จากนั้นก็ได้พูดคุยกับราฟาเอล 2-3 ประโยคว่าเขาเองก็อยากร่วมแสดงละคร ราฟาเอลมอบบทตัวประกอบเล็กๆให้เขาร่วมฉาก หลายวันผ่านไป ทั้งสองคนใช้เวลาอยู่ด้วยกัน คาลอสยิ่งนานก็ยิ่งถลำลึก จนถึงยามค่ำคืนที่ลมพัดแรงวันหนึ่ง คาลอสกับราฟาเอลหักห้ามใจไม่ไหว เอาหน้าใกล้กันจากนั้นก็จูบกัน จูบกันเสร็จแล้ว คาลอสก็สารภาพรัก สารภาพเสร็จแล้ว ราฟาเอลก็ปฏิเสธ ปฏิเสธเสร็จแล้ว ราฟาเอลก็บอกเป็นนัยอย่างคลุมเครือว่าตัวเองมีคนที่ชอบแล้ว คนๆนั้นดูเหมือนจะเป็นกราบิเอลนั่นเอง

                เดิมทีเรื่องควรจะจบที่ตรงนี้ ไม่คาดว่าเรื่องราวหลังจากนั้นทำให้คนเหงื่อแตกพลั่กเป็นน้ำพุ

                กราบิเอล เทพีผู้ ดีงามตามอุดมคติของคาลอสคนนั้นมักจะชอบพูดจากระทบกระเทียบความรู้สึกคนอื่นอย่างตั้งใจแต่ก็เหมือนไม่ตั้งใจ ที่แย่กว่านั้นก็คือเรื่องที่คาลอสสารภาพรักกับราฟาเอลก่อนจะถูกปฏิเสธ ไม่กี่วันก็แพร่ไปทั่วทั้งสำนักสวรรค์และสำนักภาวนาจนรู้กันทั่ว ทั้งยังแต่งสีตีไข่เพิ่มเข้าไปไม่น้อย ตราหน้าคาลอสให้กลายเป็นสินค้าขายไม่ออกไปโดยปริบาย

 

                “ด้วยนิสัยของมหาเทพราฟาเอล ไม่มีทางพูดอะไรไร้สาระ แต่ว่า... เขาชอบมหาเทพกราบิเอลขนาดนั้น......ฮือฮือ......เขาจะต้องบอกนางว่า......ข้า......ฮือ......” น้ำตาของคาลอสทำชุดผมเปียกราวกับพึ่งซักมาหมาดๆ ผมลูบหลังเขาไปพลางปลอบไปพลาง “ทำไมนายถึงได้หัวอ่อนขนาดนี้? ไม่รู้จักตอบโต้รึไง?” คาลอสส่ายหัวอย่างแรง “ข้าทำไม่ได้ ข้าทำไม่ได้จริงๆ”

                พวกราฟาเอลทำไมถึงได้ทำอย่างนี้นะ? ยังมีหน้าลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ยังไง?

                ผมโกรธจริงๆแล้ว! ถ้ายืมคำพูดเมตาตรอนมาใช้ ผมก็กำลังถูกไฟแค้นคลอกจนจะเป็นเทวดาย่างอยู่แล้ว!

 

                “เฮ้อ... ทำไมฉันถึงได้มีเพื่อนอ่อนแอแบบนี้เนี่ย? เจ้าโง่ ต้องเรียนรู้ที่จะลุกขึ้นสู้สิ นายไม่ตอบโต้ ก็มีแต่จะโดนคนอื่นเขารังแก โดยเฉพาะเจ้าพวกเทวดา 6 ปีกนั่น หยิ่งผยอง! F*ck! ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว! บิดาอารมณ์บ่จอย!

 

                วันต่อมา ในหัวของผมมีแต่เรื่องของพวกเขา แม้แต่บทเรียนก็ฟังไม่เข้าหัว พอถึงคาบเวทมนตร์ อาจารย์ประจำวิชาก็เรียกให้พวกเราแสดงคาถา เดิมทีผมก็จำคาถาไม่ได้ซักบท ก็แสดงออกไปมั่วๆ เผาเทวดาในห้องไป N ตน อาจารย์แทบจะถีบก้นผมออกห้องเรียน แต่ติดตรงที่ลูซิเฟอร์เป็นคนต้นคิดให้ผมมาเรียนที่นี่ สุดท้ายจึงฝืนใจให้ผมนั่งฟังอยู่ข้างๆ ไม่ต้องแสดงคาถาใดๆอีก

 

                ตอนบ่าย ผมออกมาล่วงหน้าหนึ่งชั่วโมง นั่งอยู่ในสนามหญ้ากว้างใหญ่กางแผนที่เพื่อมองหาแม่น้ำซีอาร์ ในมือถือขนปีกเจ้าเด็กผายลมเล่นไปมาก็นึกไปถึงลูซิเฟอร์ เจ้าปีศาจร้าย

                ผมกลิ้งไปมาอยู่บนสนามหญ้าก่อนจะจ้องแผนที่อย่างตกตะลึง ตรงชื่อแม่น้ำซีอาร์มีวงเล็บอยู่ด้านหลัง เขียนเอาไว้ว่า กระจกวารีผมขยี้ตา ผมไม่ได้ตาฝาดไปจริงๆ มันคือกระจกวารี นึกถึงคำพูดของคาลอสก่อนหน้านี้ กระจกวายุใช้มองอนาคตได้ อย่างหลังๆเห็นอะไรผมลืมไปหมดแล้ว แต่ว่าที่นั่นมีกระจกวารีงั้นเหรอ?

 

                ผมเดินเลียบไปตามขอบแม่น้ำอยู่นาน นอกจากสีเขียวสุดลูกหูลูกตาแล้ว ก็มีแต่สีเขียวเข้มของแนวป่าที่อยู่ห่างออกไปไกลลิบตา นอกจากนี้ก็ไม่เห็นอย่างอื่นอีก สุดท้ายก็ได้แต่นั่งลงข้างแม่น้ำอย่างตัดใจ สายตาจ้องมองลงไปยังแม่น้ำ กระแสน้ำสีฟ้ากระจ่างใส สะอาดบริสุทธิ์จนมองเห็นก้อนหินที่อยู่ตรงก้นแม่น้ำ ผมยื่นสองมือลงไปล้าง

                ทันใดนั้นผิวน้ำก็เรืองแสงสีทองออกมา

                ผมตกใจจนรีบชักมือออกราวกับถูกไฟฟ้าช็อต จากนั้นก็รีบถอยออกมา

                ไม่นานก็ได้ยินเสียงคนคุยกัน ผมเดินตามออกไปดูกลับพบว่าไม่มีคนอยู่เลย

                นี่ผม...ถูกผีหลอกอย่างนั้นเหรอ?

                เสียงเหล่านั้นเหมือนกำลังร้องตะโกนอะไรบางอย่าง ผมเงียบ ตั้งใจฟัง......

 

                “อิสเรียล! ไปตายซะ! อิสเรียล! สมควรตาย! อิสเรียล! ไปตายซะ......”

 

                ผ่านไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น

                “ขายวิญญาณให้กับปีศาจ จากนั้นก็สังหารพวกเขา นี่เป็นสิ่งที่เทวทูตระดับล่างสามารถทำออกมาได้งั้นรึ?”

                “เทวทูตระดับล่างเป็นเพียงเทวทูตระดับเก้าที่ต่ำที่สุด! พวกเขาไม่มีทางมีพลังต่อต้านพระผู้เป็นเจ้าได้หรอก!

                “เพราะปีศาจอาศัยอยู่ในสถานที่มืดมิด พวกท่านเลยดูถูกพวกเขาได้อย่างนั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นเทวทูตระดับล่างก็ไม่ต่างกันน่ะสิ!

                “พวกปีศาจก็มีชีวิตจิตใจ แท้จริงแล้วพวกเขาเป็นชนเผ่าที่บริสุทธิ์ที่สุดใน 3 ภพ พวกเขาต้อนรับปฏิบัติต่อพวกเราอย่างจริงใจ แต่พวกเราปฏิบัติกับพวกเขาอย่างไรเล่า? พวกปีศาจก็มีรักโกรธเศร้าสุขเหมือนพวกเรา พวกเขาก็กระหายในสันติสุข กระหายในอิสรภาพ!

 

                พูดได้ดี ผมอยากจะปรบมือให้ดังๆเลยจริงๆ!

 

                “ข้าไม่เต็มใจที่จะเป็นเทวทูตระดับล่างอีกต่อไป มหาเทพเมตาตรอน โปรดประทาน 4 ปีกให้กับข้าเถิด!

 

                แต่ว่า... เสียงนี้กลับเป็น...อิสเรียลงั้นเหรอ?



----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

I'm back with a new chapter!!!!!

หลังจากหายหน้าไปสิบกว่าปีได้ ในที่สุดก็หาทางกลับโลกได้แล้วค่ะ ^0^ ///หลบลูกเตะ

ที่หายไปเพราะต้องช่วยงานบวชที่บ้านค่ะ ไม่ได้แอบอู้เลยจริงจริ๊ง

เอาบุญมาฝากด้วยเจ้าค่ะ จุ๊บๆ

(ตอนต่อไปจะพยายามปั่นให้เร็วที่สุดเน้อ)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 44 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,631 ความคิดเห็น

  1. #1577 palm4588 (@palm4588) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 19:26
    อิสเรียล(คนเก่า)ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่
    #1,577
    0
  2. #1507 KORO-SENSEI (@realcrown2013) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:37
    รู้สึกว่าคาลอสพออยู่กับเพื่อนโคตรจะหน้าเลือด ไม่ยอมคน ดูน่าหมั่นไส้ในบ้างครั้ง แต่พอถูกรังแก.... เฮ้อ~ เก่งแต่กับเพื่อนสินะ
    #1,507
    0
  3. #1469 neaumn_sm (@neaumn_sm) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 มกราคม 2561 / 23:02
    ยังไงหว่า เรื่องราวดูซับซ้อน
    #1,469
    0
  4. #1455 จุด (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 22:24
    งง อ่านแล้วงง ไม่เข้าใจเลย
    #1,455
    0
  5. #1418 moony+lilac (@Pinocchio-fate) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 21:34
    คนที่ฝักใฝ่กับปีศาจนี่อิสเรียลเองหรอ หรือยังไง? หรือเพราะเขาขายวิญญาณให้ปีศาจหลีปินเลยโผล่มาแทน
    #1,418
    0
  6. #1214 ซินเดอเรล✰. (@peung002) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 19:52
    มีที่อ่านแล้วงงๆ ยังไงไม่รู้....
    #1,214
    0
  7. #793 สพัจน์บ็อบ. (@spondboz_ss) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2559 / 21:58
    ยิ่งอ่านยิ่งงง... อมก. เราควรอ่านใหม่จริง ๆ แล้ว
    #793
    0
  8. #277 Flint (@v-v-vee) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 / 20:30
    งงอิสเรียลล(อดีตนาง)
    #277
    0
  9. #145 kiriyu_kura (@kiriyu25) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2559 / 11:27
    ขอบคุณครับ
    #145
    0
  10. #129 relis (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2559 / 22:54
    สาธุ

    และแล้วหลีปินก็ลืมถามเรื่องขนปีกไปจนได้

    มารอดูดีกว่าว่าราฟาเอลเป็นคนปล่อยข่าวแล้วทิ้งคาลอสจริงหรือไม่



    มีอว๊บนึงที่คิดว่าความในใจเรื่องผู้หญิงเป็นความคิดของเมตราตรอนที่เปลียบเทีบอิสเรียลซะอีก ที่แท้หลีปินก็คิดเองนี่เอง
    #129
    0
  11. #119 อัลฟินด์ (@alfhind) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2559 / 01:13
    เอ... ใครบอกหนูอิสเรียลน่ารังเกียจ ดูนี่สิ คำพูดของหนูอิสเรียลคนก่อน กินใจมาก ปีศาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์ที่สุดใน 3 ภพ ฮือ ... ใครมันว่าหนูพี่จะไปตบปากมันให้เลือดกระเด็น TOT แต่...ความสงสัยยังมีอยู่ อิสเรียลคนก่อนหายไปไหน? ทำไมหลี่ปินถึงเข้ามาอยู่ในร่างของอิสเรียลได้ เพราะอะไร งงมาก ซับซ้อนสุดๆ ฮือ ลอยคอ~ ;-;
    #119
    0
  12. #118 พอยธนา (@pramotdplo) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2559 / 01:03
    แล้วที่ขอ6 ปีกนี่เพราะอะไรน้า
    #118
    0
  13. #117 sunnight (@p-i-n-e) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2559 / 23:03
    ซับซ้อนนนน
    #117
    0
  14. #116 Prince's Darknes's (@memorie30114) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2559 / 19:04
    โอ้ววว
    #116
    0
  15. #115 Alice zerenight (@franzissa) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2559 / 17:00
    นี่คือสาเหตุที่อิสเรียลอยากมีสี่ปีก?  แต่ก็จริงอย่างที่อิสเรียลพูดคนอื่นก้อมีความรู้สึกไม่ใช่แค่อยู่อยู่สูงก็ทำอะไรได้หมด อุดมการณ์ดีจริงๆ
    #115
    0
  16. #114 kavasarew (@narinnakin) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2559 / 15:56
    ติดตามตอนต่อไป....
    #114
    0
  17. #113 NoEnd-Infinity (@--noon--) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2559 / 15:53
    หนูอิสเรียลแลดูมีอุดมการณ์
    #113
    0