เทวทูตปีกขวา 天神右翼 [นิยายแปลจีน]

ตอนที่ 1 : ทัณฑ์สวรรค์ [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,151
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    2 ส.ค. 59

天神右翼 เทวทูตปีกขวา


-1-

                สนธยาเงียบเหงาและวังเวง อรุณรุ่งก็หดหู่เศร้าสลด ผมถือขวดไฮเนเก้นสองขวดเดินสะโหลสะเหลออกจากร้านสะดวกซื้อกลับไปที่ด้านล่างหอพักชายก่อนจะล้มตัวลงนอนบนสนามหญ้า อาศัยแอลกอฮอล์ราดตัวเองไม่ต่างจากรดน้ำดอกไม้ พอเทเหล้าเข้าปาก ผมก็พูดกับตัวเองด้วยความรู้สึกเจ็บปวดเหลือแสน เสี่ยวปิน สงบสติอารมณ์ได้แล้ว ผู้หญิงน่ะ ก็เป็นแค่สิ่งของอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้ชายรู้สึกเจ็บปวดเท่านั้นแหละ ไม่มีผู้หญิง ฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้

                เมื่อสองชั่วโมงก่อน เสี่ยวเหม่ยนัดผมออกมาเจอกันที่ต้นอู๋ถง ท่ามกลางสายลมชวนหดหู่ในฤดูใบไม้ร่วง เธอสวมกระโปรงลายดอกไม้ตัวโปรด เมื่อหันหน้ามาก็พูดกับผมอย่างนุ่มนวล หลีปิน ฉันหลงรักเขา เพราะงั้นฉันเลยตัดสินใจมาบอกนาย พวกเราเลิกกันเถอะ

                ผมคิดว่านี่เป็นตอนจบฉากหนึ่งของนิทาน แต่กลับไม่คาดคิดว่ามันคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวต่างหาก

 

                ผมชื่อหลีปิน รักครั้งแรกของผมคือตอนที่อายุได้ 8 ขวบ

                ตั้งแต่อายุได้ 8 ขวบ ผมก็คลุกคลีตีวงอยู่ในสงครามความรักเรื่อยมา แฟนคนแรกของผมชื่อเสี่ยวอ้าย คนที่สองชื่อเสี่ยวจิ้ง คนที่สามชื่อเสี่ยวเยว่... จนถึงแฟนคนที่สิบสี่ เรียกได้ว่าออกรบเมื่อไหร่ก็ชนะเมื่อนั้น เก่งกาจยิ่งกว่าซุนหงอคงซะอีก ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้หญิงก็คือราชาหลีผู้ปรีชาสามารถผู้นี้นี่เอง แต่เมื่อเข้าเรียนระดับมหาลัย หรือก็คือตั้งแต่เริ่มคบแฟนคนที่สิบห้าเป็นต้นมา ผมก็ออกรบอย่างองอาจห้าวหาญ ขอแค่ผมตามตื้อ ขอแค่อีกฝ่ายยอมใจอ่อน คบกันได้อยู่ครึ่งเดือนก็บอกลากันซะอย่างนั้น

                ที่ผ่านมา ขอเพียงผมอกหัก ก็จะต้องดื่มคาร์ลสเบิร์ก เพราะว่าสำหรับผมแล้ว เรื่องอกหักแทบจะไม่เคยเกิดขึ้น ยังไงก็ต้องทุ่มทุนฉลองกันซักหน่อย ตอนนี้ในที่สุดก็ได้รู้ ซื้อไฮเนเก้นเป็นวิธีที่ฉลาดกว่าเห็นๆ

 

                แพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดาของนักวางกลยุทธ์ เดิมทีผมไม่ควรซึมเศร้าขนาดนี้ แต่ผมดันแพ้แบบเสียหน้าย่อยยับ แถมทุกครั้งก็ต้องแพ้ให้กับคนๆเดียวกันอยู่เรื่อย! หยางลู่ หมอนั่นมีดีที่ตรงไหนกันแน่? หน้าตาก็ขี้เหร่ขนาดนั้น พวกสาวๆกลับบอกว่าหล่อที่สุดในมหาลัย เรื่องเรียนก็งั้นๆ พวกสาวๆกลับบอกว่าหมอนั่นคือหัวกะทิ แค่จับนั่นผสมนี่ประกอบกันได้ สาวๆกลับเรียกว่าความสามารถรอบด้าน

                แม่-มันเถอะ ทำเป็นพูดดีไป ถ้าไม่ใช่เพราะหมอนั่นเป็นเต่าทะเล[1] ป่านนี้คงกลายเป็นขยะลอยอยู่ในมหาสมุทรตะวันตกนู่นแล้ว เงินเก็บมีแค่นิดๆหน่อยๆก็เรียกว่ามีหน้ามีตา บนหน้าก็มีประโยค “บิดา[2]คือหนึ่งในใต้หล้า” แปะเต็มไปหมด เจ้าคนไม่มีปัญญามีลูกเอ้ย!

                ที่ทำให้คนเถียงไม่ออกก็คือหยางลู่ไม่ต้องทำอะไรก็สามารถล่อลวงผู้หญิงได้แล้ว ผมกลืนเหล้าเข้าปากอย่างขมขื่น คำรามออกมาอย่างหดหู่ “สวรรค์ไม่มีตา! หยางลู่เป็นเกย์! มีใครรู้เรื่องนี้บ้าง? มีบ้างมั้ย?”

                “มีสิ”

                เสียงนุ่มนวลดุจขนนกดังขึ้นใกล้ๆหู ผมรู้สึกสร่างเมาทันทีก่อนจะฝังหัวตัวเองเข้าไปในกองหญ้า แสร้งทำเป็นหลับ ถึงแม้จะหลับตาแต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงเมฆดำที่ลอยอยู่บนหัว เสียงนุ่มนวลนั้นยังคงดังขึ้น “ฉันเป็นเกย์ แล้วยังไงเหรอ?”

                 ผมลืมตาขึ้นหนึ่งข้างก็สบตาเข้ากับคนๆนั้นพอดี ความแค้นเคืองผุดขึ้นในใจ ใบหน้านั้นไม่แสดงอารมณ์ใดๆ “มันน่าขยะแขยง” หยางลู่ก้มหัวลงมองผม เส้มผมค่อนข้างยาวหลายเส้นที่ร่วงลงมาถูกลมพัดจนสะบัดไปมา อย่างกับคนแก่ไม่มีผิด ไปทำผมที่ไหนมาเนี่ย น่าเกลียดชะมัด หยางลู่ฉีกยิ้ม ที่เจ้าตัวคงคิดว่าดูดีกว่าคนอื่น “แฟนของนายตกหลุมรักเกย์นะ”

                เมื่อชนะ จากแมวก็จะกลายเป็นเสือ ส่วนเสือที่พ่ายแพ้ก็จะกลายเป็นแมวป่วย ความโกรธบรรลุถึงขีดสุดจนรู้สึกเหมือนมีควันกำลังลอยออกมาจากร่าง คนเราถ้าได้ลองรู้สึกแย่จนถึงขีดสุดแล้วก็ง่ายที่จะระเบิดออก ผมก้าวเข้าไปหาเขา ใช้แรงผลักเขาออก ก่อนจะยกขวดไฮเนเก้นของผมขึ้น ใช้ก้นขวดชี้หน้าเขาแล้วคำราม “พวกเกย์อย่างนายยังมีหน้ามาผยอง เก่งจริงก็ตะโกนออกมาให้คนอื่นได้รู้กันไปเลยสิ!

                ดีที่ในวันหยุดมีคนไม่เยอะ ไม่อย่างนั้นวันนี้ผมกับเจ้าหมอนี่คงจะตีกันไม่ได้ หยางลู่ลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินมาตรงหน้าผม เกิดอะไรขึ้น จะบอกว่าสูงกว่าผมรึไง? ไม่ไม่ไม่ ภาพลวงตา ที่ผมเห็นต้องเป็นภาพลวงตาแน่ๆ

                “ฉันเป็นเกย์” หยางลู่ยิ้มอย่างชั่วร้าย ประโยคแรกพูดด้วยเสียงเบามาก ได้ยินปนกันมั่วไปหมด ประโยคหลังค่อยดังขึ้นมาหน่อย ทั้งยังแฝงความตื่นเต้นอยู่ในนั้นอย่างชัดเจน “หลีปิน ฉันรักนาย”

                ............

                แม่-เอ้ย ผมถูกเจ้าหมอนี่เล่นซะแล้ว!

                ใบหน้าผมเปลี่ยนเป็นแดงจัด นึกถึงใบหน้าของเสี่ยวเหม่ยตอนหน้าแดงเพราะเขินอายขึ้นมา ส่วนผมเป็นเพราะโกรธจัด ผมจ้องตาหมอนั่นครั้งหนึ่งก่อนจะวิ่งหนี ไม่สิ เรียกว่าวิ่งออกมาต่างหาก

                วิ่งแล้ววิ่งอีก วิ่งแล้วก็วิ่งอีก จนมาถึงที่ถนนก็ต้องหยุดรอให้รถวิ่งผ่าน

                แท็กซี่คันหนึ่งขับผ่านไป

                เบนซ์อีกคันขับผ่านไป

                จักรยานอีกคันค่อยๆขี่ผ่านไป

                ผมเห็นฝั่งตรงข้ามมีคนๆหนึ่งยืนอยู่ เขาสวมเสื้อโค้ทสีดำ ผมสั้นสีดำเป็นประกาย ผิวขาวกระจ่าง ริมฝีปากสีกุหลาบ คางเรียวแหลม ดวงตาสีแดงแวววาวราวกับคริสตัล ส่งยิ้มบางๆมาให้ผม ผมส่งยิ้มตอบกลับไปอย่างยากลำบาก ทันใดนั้นก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้----ดวงตาสีแดง?

                แม่-เอ้ย กลางวันแสกๆ ดันแต่งเป็นผีมาหลอกให้คนตกใจซะได้

                ผมกรอกตาทีหนึ่ง แต่ในชั่วพริบตานั้นเองที่ผมสังเกตเห็นเงาของเขาที่อยู่บนพื้น ไอ้ของที่ยื่นออกมาจากเงาหลังนั่นคืออะไรกัน?

                ปีก?

                ผมขยี้ตา เขายังส่งยิ้มให้ผมอยู่ตรงนั้น เสื้อโค้ทสีดำปลิวสบัดไปกับเส้นผม สะบัดจนผมหน้ามืดตาลายไปหมด แต่ว่าเงาที่พื้นกลับยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เป็นภาพที่สะท้านขวัญคนมองสุดๆ

                ผมอดไม่ได้ที่จะถอยออกมา 1 ก้าว แล้วก็ถอยอีก 1 ก้าว

                แสงไฟจ้าพุ่งมาทางผม ผมรีบหันไปมองทันที ดวงตาทั้งคู่ถูกแสงแยงตาจนลืมไม่ขึ้น เสียงแตรรถยนต์กรีดร้องอย่างน่ากลัว

                ปี๊นนนนน----------

 

                วิญญาณของผมล่องลอยขึ้น เมื่อมองไปยังตำแหน่งที่เคยอยู่ก่อนหน้านี้ หยางลู่หายไปแล้ว ยิ่งขึ้นยิ่งสูง ขึ้นอีกก็สูงอีก มองร่างของตัวเองที่นอนกองอยู่บนพื้น เลือดไหลออกมาอย่างกับน้ำตก ผมยังคงงุนงง นี่เรียกว่าอะไร? วิญญาณออกจากร่างเหรอ?

                ผมลอยอยู่กลางอากาศ มองเห็นคนขับรถโดยสารประจำทางค้นหาบัตรนักศึกษาจากตัวผม จากนั้นก็รีบร้อนต่อสายโทรศัพท์ คาดว่าเขากำลังติดต่อไปหาพ่อแม่ของผม

                ในตอนนั้นเอง ตรงถนนใหญ่ก็เปิดเพลงๆหนึ่งขึ้นมาพอดี ให้ฉันได้เห็นเธออีกซักครั้ง~~~ฉันจะจดจำเธอ~~~เอาไว้ที่กลางหัวใจ

                ผมมองศพของตัวเองที่อเนจอนาถจนทนดูไม่ได้ ใจก็เกิดความคิดว่าผมช่างได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจจริงๆ ถ้าผมกลับเข้าร่างให้เขาได้เห็นผมอีกรอบ คนขับรถจะต้องจดจำผมเอาไว้ที่กลางหัวใจแน่ๆ



-2-

                เมื่อลืมตาขึ้น ผมรู้สึกว่าตัวเองถูกบางอย่างที่อบอุ่นห่อหุ้มอยู่ รู้สึกได้รางๆว่ามีใครบางคนพูดอะไรซักอย่าง แต่กลับฟังได้ไม่ชัดเจน ผมลืมตาขึ้นช้าๆ รัศมีแสงสีเหลืองทองส่องผ่านมายังม่านตา ผมมองสำรวจรอบๆตัวเองอีกครั้งก่อนจะพบว่ามันเต็มไปด้วยขนแคชเมียร์สีทอง มันค่อยๆถูกแหวกออกช้าๆ ความรู้สึกเจ็บแปลบที่แผ่นหลังเริ่มแผ่กระจาย ผมกัดฟันจนเกิดเสียงขึ้นมาทีหนึ่ง ก่อนจะค้นพบว่าตัวเองกำลังกอดเข่าทั้งสองข้าง คู้ตัวอยู่กับพื้น

                ผมปวดหัวอย่างรุนแรง ผมนวดเปลือกตาไปมาก่อนจะได้ยินใครบางคนกำลังพูดกับผม “...เจ้าไม่เป็นอะไรกระมัง?”

                ผมเงยหน้าขึ้น ตรงหน้าผมมีเด็กหนุ่มคนนึงยืนอยู่ บนร่างสวมชุดสีขาว ผมสีเงินตาสีเทา ในหัวของผมยังคงสับสนวุ่นวาย ผมค่อยๆลุกขึ้นยืนพลางมองสำรวจรอบๆด้าน ก่อนจะต้องนิ่งอึ้งไป ในยามย่ำสนธยา แสงสีม่วงและทองผสานรวมเข้าด้วยกัน เมฆสายรุ้งกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าห้อมล้อมพวกเราเอาไว้ อากาศทั้งปลอดโปร่งและสดชื่น แค่หายใจเข้าออกธรรมดา ก็รู้สึกเหมือนอยู่กลางทุ่งหญ้าใหญ่ตอนฝนตกใหม่ๆ

                ไม่น่าเชื่อ นี่ผมตายแล้วจริงๆเหรอ?

                ที่นี่ ที่นี่คือสวรรค์งั้นเหรอ?

                จิตใต้สำนึกของผมสั่งให้มองลงไปข้างล่าง ผมกลับเห็นม่านหมอกพร่ามัวบางเบา ข้างใต้ม่านหมอกคือท้องฟ้าสดใส ผสานละอองเล็กๆสีน้ำตาลนับไม่ถ้วนเข้าด้วยกัน ทั้งลึกลับทั้งน่าตื่นตาตื่นใจ และยังทำให้คนตื่นตะลึงจนลืมหายใจ ผมค่อยๆย่อร่างลงนั่งพลางหรี่ตาลงก่อนจะค้นพบว่าตัวเองกำลังเหยียบอยู่บนก้อนเมฆ คุณย่าครับคุณปู่ครับ ผม ผมมาอยู่บนสวรรค์แล้วจริง! แล้วพ่อแม่ล่ะ? เสี่ยวเหม่ยล่ะ? แล้วเจ้าอัปลักษณ์โรคจิตหยางลู่ล่ะ? แล้วยังมีไฮเนเก้นสองขวดของผมอีก...

                ตอนที่คิดจะเงยหน้าขึ้น ผมก็เหลือบไปเห็นของบางอย่างที่อยู่ใกล้มากๆ

                ขนสีทองปอยหนึ่งหล่นลงมาตรงหน้าผาก

                ผมคว้าจับขนปอยนั้นอย่างแรง พยายามดึงมันลง ดึงแล้วดึงอีกจนหนังศีรษะเจ็บระบม มันไม่ใช่ขน แต่เป็นผมของผมเอง

                ผมยังคงจมปลักอยู่กับห้วงความคิดของตัวเอง สายตาจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างว่างเปล่า ผมกลับได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากที่ไกลๆ “คนต่อไป คาลอส!” เด็กหนุ่มตอบรับคำหนึ่ง เขาเรียกให้ผมขยับขึ้นไป จากนั้นก็หันร่างจากไป

                ชั่วพริบตาที่เขาหันร่างไป ผมนิ่งอึ้งอยู่ 2 วินาที ขยี้ตาอีก 10 วินาที

                ภาพลวงตา จะต้องเป็นภาพลวงตาแน่ๆ

                คาลอสคนนั้นกลับมีปีกอยู่บนหลัง! ปีกเล็กๆสีเงินอมเทาทั้งสองข้าง แต่จะบอกว่าสองข้างก็คงไม่ถูกนัก ปีกข้างซ้ายนั้นกำลังแกว่งไปมาเบาๆ ส่วนปีกข้างขวานั้นกลับห้อยอยู่อย่างอ่อนแรงคลับคล้ายคนใกล้ตาย คาลอสคล้ายจะตื่นเต้นอยู่บ้าง ช่วงที่เขาเดินจากไป ปีกของเขาสะบัดไปมาอย่างรวดเร็ว คล้ายหมาน้อยที่ส่ายหางทักทายเจ้าของ

                พอจ้องปีกของเขานานๆเข้า แผ่นหลังของผมก็ปวดหนึบขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อจิตใต้สำนึกสั่งให้ผมหันหลังไปมอง ผมก็ต้องยืนบื้ออีกครั้ง

                ผมชี้นิ้วที่สั่นเทาออกไปสัมผัสขนนกที่อยู่ด้านหลังเบาๆก่อนจะรู้สึกถึงความอุ่นร้อนกระแสหนึ่ง นี่เป็นสิ่งที่โอบเขาเอาไว้ก่อนหน้านี้ ผมพยายามเอี้ยวแผ่นหลังเบาๆ ปีกคู่นั้นขยับตามเล็กน้อย ผมอึ้งอยู่นาน ในที่สุดก็ล้มลง

                ผม... ผ...ผ...ผ...ผ...ผ...ผมก็มี!

                ผมเองก็มี!

                ผมเองก็มีปีก!

                ผมหย่อนก้นลงนั่งอยู่บนก้อนเมฆ ร่างกายจมลงอยู่ครู่หนึ่ง มองซ้ายทีขวาที ในใจรู้สึกไม่สมดุลอย่างแรง ผมหันไปมองปีกของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ปีกข้างขวากำลังสะบัดไปมาไม่หยุด ในขณะที่ปีกข้างซ้ายกลับขยับไม่ไหวทั้งยังถ่วงหลังจนเจ็บแปลบ

                ตอนนั้นเอง ก็มีคนหนึ่ง ไม่สิ มีเทวดาองค์หนึ่งเดินผ่านผมไป เขาหันหน้ามามองผมทีหนึ่ง “ถ้าเจ้าไม่คิดจะเข้าแถวก็อย่าขวางทาง คนข้างหลังยังมีอีกเยอะนะ ขอบคุณ” จากนั้นเทวดาอีกองค์หนึ่งก็เดินผ่านไป เบะปากพูดว่า “เจ้าดูอิสเรียลสิ ทำอย่างกับไม่เคยเห็นปีกอย่างนั้นแหละ” คนที่เดินนำหน้าไปก่อนฉีกยิ้ม “เขาก็มักจะเป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ แต่ไหนแต่ไรก็ต้องคอยสั่งคอยสอนตลอด”

                ผมขยับเพื่อเอี้ยวตัว ปีกข้างหนึ่งยังคงสะบัดไปสะบัดมาอยู่กลางอากาศ เมื่อหันไปมองคนอื่นๆก็รู้สึกว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

                อิสเรียลคือชื่อภาษาอังกฤษของผม ทำไมพวกเขาถึงรู้?

                ตอนนั้นเอง คาลอสวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน หัวเราะร่าพลางพูดว่า “อิสเรียล เจ้ามาดูนี่เร็วเข้า ปีกของข้าซ่อมเสร็จแล้ว!” ผมพยักหน้าอึ้งๆ “อ๋อ ที่แท้ปีกของนายก็ซ่อมเสร็จ...อะไรนะ? ปีกของนายซ่อมเสร็จแล้ว!?”

                คาลอสอ้าแขนทั้งสองข้าง ปีกทั้งคู่ก็กระพือตามอย่างรวดเร็วหลายครั้ง “ใช่แล้วใช่แล้ว มหาเทพไทเรียลช่างเก่งกาจจริงๆ ความรู้สึกเบาสบายแบบนี้ ปีกของข้าหายดีแล้ว!” เขาถูมือทั้งสองข้างก่อนจะวางลงข้างลำตัว ทำตัวเหมือนกับแมลงวันไม่มีผิด

                ผมกลืนน้ำลายก่อนจะถามเสียงเบา “แล้ว... มหาเทพไทเรียลคือ?”

                คาลอสหยุดขยับปีกของเขาแต่ขมวดคิ้วมุ่นแทน ทำสีหน้าเหมือนเจ้าพวกเทวดาหน้าโง่ 2 ตนนั้นไม่มีผิด “เจ้าถูกตีหัวที่โลกปีศาจมารึไง? แม้แต่มหาเทพไทเรียลก็ลืมจนหมดสิ้น? เขาคือเทพพิทักษ์ประตูของพวกเรา ถ้าปีกได้รับบาดเจ็บ ก็ต้องไปให้เขาช่วยซ่อมให้ ไม่อย่างนั้นก็กลับสวรรค์ไม่ได้”

                ผมพยักหน้า ร้อง อ๋อออกมาคำหนึ่ง เป็นอย่างนี้นี่เอง ผมมันบ้านนอกเข้าเมืองของแท้

                ที่แท้สวรรค์ก็เจริญมากๆ

                แม้แต่ปีกก็สามารถเอามาซ่อมได้

                ผมกระแอมเล็กน้อยพลางขยับเข้าไปใกล้ พอวางมือไว้บนบ่าของคาลอสได้ก็เริ่มฟูมฟาย “เฮ้ พวก บอกฉันมาซิว่านายตายยังไง ฉันน่ะตายอย่างไม่เป็นธรรมที่สุดเลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ถูกผู้หญิงทิ้ง ทั้งยังถูกกะเทยหยอกเล่น โดนเล่นเสร็จก็ถูกรถบรรทุกชนจนขึ้นสวรรค์...”

                ยังพูดไม่ทันจบ คาลอสก็ยกมือขึ้นแตะหน้าผากของผม “วันนี้เจ้าช่างโง่กว่าปกตินะ ...อิสเรียลที่รัก คำว่าตายน่ะใช้ได้แต่กับพวกปีศาจหรือไม่ก็ไททัน สิ่งมีชีวิตระดับล่างเท่านั้นแหละ เทียบกับชนเผ่าระดับสูงอย่างเทวทูตแล้ว ก็แค่หวนกลับสู่สภาพเดิมเท่านั้น ไม่มีการตายอะไรทั้งนั้น”

                ผมยิ้ม “ไม่ใช่มั้ง ก่อนจะตาย พวกเราก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาไม่ใช่เหรอ?”

                คาลอสโบกมือไปมา “อิสเรียลที่รัก พวกเราเหล่าเทวทูตต่างก็เป็นบุตรของพระยะโฮวาทั้งนั้น เป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงและศักดิ์สิทธิ์ที่สุด มนุษย์มีอะไรน่าสนใจงั้นเหรอ? ไม่เห็นจะเคยได้ยินมาก่อน แต่ว่านะ จะเอาพวกนั้นมาเทียบกับพวกเราได้ยังไง วันนี้เจ้าดูอาการแย่จริงๆแล้ว กลับไปพักผ่อนซะเถอะ”

                เขาไม่เคยได้ยินคำว่ามนุษย์มาก่อน? เหงื่อตก ไม่คิดว่าในเวลานี้ พระเจ้ายังไม่ได้สร้างมนุษย์งั้นเหรอ?

                แต่ว่า พระยะโฮวา? นั่นมันชื่ออะไรกัน? ผมรู้สึกคุ้นชื่อนี้มากๆ ผมต้องเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ไหนแน่ๆ

                คิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง กำหมัดชกหัวตัวเอง ผมโกรธแล้วนะ ช่างแม่- เจ้าลูกหมานี่ กล้ามาพูดว่าตัวเองเป็นผู้ปกครองโลก บิดาจะต่อยเจ้าให้หน้าแหก ให้นายรู้ซึ้งถึงพลังของมนุษย์...

                “คนต่อไป อิสเรียล!” เสียงดังกังวานดังขึ้น

                ผมสะดุ้งตกใจ รีบหมุนตัวไปอีกด้าน ยกมือขึ้นพร้อมตะโกนเสียงดังว่า “มาครับ!!


                นี่... พวกเขามองผมกันทำไมเนี่ย? แม้แต่คาลอสยัง...


                ผมไม่สนพวกเขา ขยับตัวเข้าไปยืนด้านหน้าคนที่แต่งกายด้วยชุดที่หรูหรางดงามที่สุดพลางเงยหน้าขึ้นมองสำรวจ ประตูสไตล์โรมันตะวันตก เมื่อจ้องขึ้นไป กลับหาจุดสิ้นสุดไม่พบ แสงสีม่วงสะท้อนอยู่ด้านบนศีรษะ คลับคล้ายเป็นสีลวงตาอย่างหนึ่ง บนเสาประตูทั้งสองต้นล้วนแกะสลักรูปภาพฝาผนังแบบนูนจนเต็มต้น เทวดาหลายองค์ใช้เชือกล้อมเสาเอาไว้เป็นวงกลม

                ผมตะลึง นี่มันกระบองยักษ์ของซุนหงอคงชัดๆ

                ปีกของมหาเทพไทเรียลดูเหมือนจะใหญ่กว่าของพวกผมอยู่สองเท่า ทั้งยังไม่ใช่สีเทาเหมือนอย่างของผมและคาลอส ปีกมหึมาสีขาวหิมะ เมื่ออยู่ใต้แสงตะวันยามเช้าก็จะเปล่งประกายงดงามออกมา ใบหน้าของเขาทำให้คนรู้สึกไม่กล้ามองนาน รัศมีแห่งเทวทูตที่มาจากโลกของพระเจ้า ทำให้คนเกิดความรู้สึกเคารพยำเกรง

                เส้นผมของมหาเทพไทเรียลเป็นสีทอง ของผมก็เป็นสีทองเหมือนกัน แต่ว่าทำไมพอผมมองขึ้นไปแล้ว ถึงรู้สึกว่าสีมันไม่เหมือนกันล่ะ? ของผมสีเหมือนอุจะ- ส่วนของเขาสีเหมือนทองคำ ทั้งยังคมชัดระดับ 24K ซะด้วย นี่มันคุณภาพระดับพรีเมียมชัดๆ

                มหาเทพไทเรียลกล่าว “หันหน้าไป”

                ผมหันหน้าไปอย่างเชื่อฟัง ระหว่างนั้นก็คิดว่าปลอกหุ้มกริชที่เอวของเขามันสวยมากๆ มีแสงบางอย่างส่องผ่านมาจากทางด้านหลังของผมออกมา กระแสความอบอุ่มลามมาทางแผ่นหลัง กล้ามเนื้อหดเกร็ง มหาเทพไทเรียลกล่าวจากทางด้านหลังว่า “เสร็จแล้ว ขอองค์พระยะโฮวาสถิตอยู่กับเจ้า ฮาเลลูยาห์”

                ผมตกใจเล็กน้อย ก่อนจะตอบรับออกไปคำหนึ่ง พยายามกลั้นยิ้มอย่างเต็มที่ มหาเทพไทเรียลที่แท้ก็เป็นบาทหลวงนี่เอง

                พึ่งจะเดินได้ 2 ก้าว มหาเทพไทเรียลกลับกล่าวจากทางด้านหลังว่า “อิสเรียล บทลงโทษของเจ้ายังไม่สิ้นสุด เจ้าไม่สามารถกลับไปยังสวรรค์ชั้นเจ็ดได้ เจ้ารู้ใช่มั้ย?”

                ผมตอบรับอย่างขอไปทีก่อนจะหันตัวเดินจากไป คาลอสก้าวเข้ามาบินวนอยู่รอบตัวผม เสียงปีกสะบัดไปมาดังพึ่บพับ “อิสเรียลที่รัก อย่าเดินอีกเลย มันไม่น่าดูเลยซักนิด”

                ไม่ให้เดินแล้วจะทำยังไง? ให้ทำเหมือนนายงั้นเหรอ อย่างกับแมลงวันแน่ะ จะให้เอาขนนกมาคลุมทั้งตัวหรือไง?

                ความคิดก็ส่วนความคิด ถึงยังไงผมเองก็ไม่เคยลิ้มลองความรู้สึกตอนบินอยู่กลางอากาศมาก่อน ในใจมันคันยุบยิบไปหมด ผมค่อยๆขยับปีก ปีกทั้งคู่ด้านหลังค่อยๆกางออกท่ามกลางแสงจันทร์ รัศมีศักดิ์สิทธิ์และสวยงามส่องผ่านชั้นเมฆ เท้าทั้งสองข้างค่อยลอยขึ้นจากพื้น ปีกทั้งสองข้างกางออกสะบัดเบาๆ เร็วบ้างช้าบ้าง แต่กลับรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจอย่างบอกไม่ถูก ผมรู้สึกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจดังตุบตับ ประหม่าลนลานจนรู้สึกหายใจไม่สะดวกอย่างช่วยไม่ได้

                มองดูกลุ่มเมฆที่ยิ่งมาก็ยิ่งห่างออกไปไกล ทั้งมหาสมุทร หมู่เกาะต่างๆ จักรวาลที่ล้อมอยู่รอบๆ โลกกว้างใหญ่อันไร้ขอบเขต อยู่ๆโรคกลัวความสูงก็กำเริบ ผมหยุดอยู่ครึ่งทางไม่กล้าไปต่อ “พวกเราต้องไปที่ไหนเหรอ?”

                เทวดาแมลงวันบินเข้ามาใกล้ เท้าข้างหนึ่งเหยียดตรง ส่วนเท้าอีกข้างงอครึ่งหนึ่ง เขาดูพึงพอใจมากๆ “ข้าจะกลับไปที่เขตหนึ่ง เจ้ากลับเขตสอง เจ้าก็ได้ยินที่มหาเทพไทเรียลบอกแล้วนี่ ระยะเวลาชดใช้โทษของเจ้ายังไม่หมด เจ้าได้แต่กลับไปที่เขตสอง”

                ผมกลายเป็นไอ้โง่เต็มตัวแล้ว อะไรคือเขตหนึ่งเขตสอง?

                แมลงวันน้อยถามอย่างกังวล “อิสเรียลที่รัก อย่าบอกนะว่าแม้แต่สวรรค์ทั้ง 9 เจ้าก็ลืมไปหมดแล้ว?” ผมพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เขาเบิกตาอ้าปากค้าง ทำหน้าเหมือนผมกินแมลงสาบเข้าไปยังไงยังงั้น “อิสเรียล แม้แต่หมูยังมีสมอง ทำไมเจ้าถึงไม่มีล่ะ? นี่เจ้าไปกินผลลืมวิญญาณของซาตานมารึเปล่าเนี่ย?”

                ผมฉีกยิ้ม ได้แต่พยักหน้าอย่างไม่มีทางเลือก ผมคือนักวิทยาศาสตร์ที่ได้มาตรฐาน ไม่เคยอ่านคัมภีร์ไบเบิลหรือตำราเสินชุย[3]ซะหน่อย

                คาลอสคงจะรู้สึกสงสารผม เขาช่วยอธิบายอย่างละเอียดลออให้ผมฟัง ศัพท์วิชาการของเขาทำเอาผมหัวหมุนไปหมด ถ้าใช้ภาษาของผมอธิบายก็จะได้แบบนี้ สวรรค์แบ่งออกเป็น 7 ชั้น แต่ละชั้นปกครองโดยอัครเทวทูตทั้ง 7 ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งแข็งแกร่งและยิ่งจับต้องไม่ได้ พูดง่ายก็เหมือนที่พวกเราชาวมนุษย์มองไม่เห็นโลก และยิ่งออกห่างมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งอ่อนแอยิ่งจับต้องได้มากเท่านั้น หรือเปรียบเสมือนมนุษย์เรามองเห็นโลกนั่นเอง

                ที่พูดมาทั้งหมด ก็ยังเป็นคำพูดดูถูกมนุษย์อยู่ดี

 

                บัลลังก์ของพระเจ้าอยู่ในส่วนที่โคตรของโคตรของโคตรลึกสุดที่ด้านใน เขามีลูกน้องอยู่สองคน คนซ้ายก็คือคุณอาจีซัสของพวกเรานั่นเอง ส่วนคนขวาคือเทวะชั้นยอดที่โคตรเจ๋งที่สุดในสวรรค์ โทษที บิดาลืมถามชื่อ จีซัสสมัยก่อนก็ใช่ย่อย เขาเคยล้อมกองทัพเทวทูตสวรรค์ชั้นเก้ามาแล้ว เทวดาชั้นเก้าก็เหมือนกับสวรรค์ ยิ่งสูงก็ยิ่งเข้าใกล้พระเจ้าและยิ่งเจ๋งโคตรๆ พวกเขาเหล่านี้ล้วนเริ่มมาจากเทวดาระดับล่างที่ได้รับพลังแห่งการรู้แจ้งจากพระเจ้าผ่านทางหัวหน้าเทวทูต พวกเขาสามารถก้าวข้ามอุปสรรคทางร่างกายของตัวเองเมื่อรวมเข้ากับจิตวิญญาณที่ไม่ย่อท้อ  ค่อยๆยกระดับชั้นของตัวเองให้สูงขึ้น ค่อยๆปีนขึ้นไปทีละชั้นทีละชั้น ข้อดีน่ะเหรอ ก็ยิ่งตำแหน่งสูงเท่าไหร่ เงินก็มากเท่านั้นยังไงเล่า

                ประเภทของเทวดาเป็นอะไรที่ค่อนข้างยุ่งยาก แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ระดับสูงใช้เรียกชนชั้นศักดิ์สิทธิ์ แบ่งเป็นเทวะชั้นยอด เทวะปราชญ์ เทวะอารักษ์ ระดับกลางใช้เรียกชนชั้นบุตร แบ่งเป็นเทวทูตระดับสูง เทวทูตระดับกลาง เทวทูตระดับล่าง ส่วนระดับล่างใช้เรียกชนชั้นวิญญาณ เป็นเทวดาระดับสูง เทวดาระดับกลาง และเทวดาธรรมดา

                ส่วนเทวดาดวงซวยที่ถูกผมสิงร่าง อิสเรียล รวมถึงเจ้าแมลงวันน้อย ต่างก็เป็นเทวดาระดับ 6 เทวทูตระดับล่าง

                เทวทูตระดับล่างคือบุตรที่พระเจ้าสร้างขึ้น ทั้งยังถูกสร้างขึ้นมาเป็นกลุ่ม พวกเด็กฝูงนี้ เวลาที่ต้องรบกับพวกปีศาจก็จะกลายเป็นหน่วยรบแนวหน้าของสวรรค์ เพราะอย่างนั้นถึงต้องรออยู่ที่เขตหนึ่งและเขตสอง เพื่อรับหน้าที่เฝ้าระวังจากป๊ะป๋าพระเจ้า ขัดขวางปีศาจไม่ให้บุกรุกเข้ามา แต่ว่าเทวทูตระดับล่างมักจะต้องสัมผัสกับอำนาจมืดอยู่บ่อยครั้ง ปีกจึงกลายเป็นสีเทา ทั้งยังทำให้เกิดพวกเสื่อมทรามขึ้น เพราะอย่างนั้น เทวดาแทบจะทั้งหมดต่างก็มีอคติกับเทวทูตระดับล่างกันทั้งนั้น

                ผมรู้สึกผิดหวังเป็นพิเศษ เป็นอย่างที่คาดเดาเอาไว้ไม่มีผิด ขนาดผมตายแล้วก็ยังต้องมาถูกสวรรค์แบ่งชนชั้นอีก อุตส่าห์ได้เป็นเทวดาทั้งที ก็ดันเป็นงานค่าแรงไม่คุ้มกับแรงงานซะงั้น มีปีกที่จะดำก็ไม่ดำ จะขาวก็ไม่ขาว แถมคนอื่นก็ดูถูกอีก พระเจ้า ผมแค่หน้าตาดีเกินไปก็ถือเป็นความผิดงั้นเหรอ?

                แต่ว่าตอนนี้ ผมกำลังครุ่นคิดว่าพระยะโฮวาเป็นคนยังไงกันแน่ เดิมทีเขาก็เป็นพ่อของจีซัส เป็นพระผู้สร้างของพวกเรา เป็นพระเจ้า ในยุคสมัยของพวกเรา คุณสามารถไม่รู้จักพระยะโฮวาได้ แต่ถ้าเกิดคุณบอกว่าคุณไม่รู้จักซาตานล่ะก็ จะต้องถูกคนรุมดูถูกแน่นอน ตำนานเล่าว่าซาตานมีทั้งหมด 7 คน คนที่ใหญ่ที่สุดชื่อว่าลูซิเฟอร์ เป็นราชาแห่งโลกปีศาจ

                ลูซิเฟอร์ถ้าได้ไปปรากฏตัวในการ์ตูนสาวน้อย แน่นอนว่าต้องเป็นปีศาจที่มีรูปโฉมหล่อเหลาสะท้านฟ้าสะเทือนดิน รูปแบบที่ผสมผสานความชั่วร้ายเข้ากับความสวยงาม ผสมความมืดเข้ากับแสงสว่าง สามารถทำให้เหล่าบรรดาสาวน้อยทั้งหลายดีดดิ้นจนตายแล้วตายอีกตายอีกตายแล้วกันเป็นแถว ความรักอันท่วมท้นเป็นสิ่งยืนยันชัยชนะ แต่ถ้าลูซิเฟอร์ไปปรากฏตัวในเกมละก็ 8-9 ใน 10 ส่วนจะต้องเป็นปีศาจที่แข็งแกร่งสะท้านฟ้าสะเทือนดิน มีเลือดหลายหมื่นจุด และต้องเป็นบอสผ่านด่านอย่างแน่นอน สามารถทำให้พวกลูกกระจ๊อกทั้งหลายสู้จนตายแล้วตายอีกตายอีกตายแล้วก็ยังผ่านด่านไม่ได้ ไม่แน่ว่าการที่ผมได้กลับสวรรค์มาครั้งนี้ ภารกิจก็คือสังหารซาตาน จากนั้นก็กลายเป็นวีรบุรุษผู้กอบกู้เกียรติยศให้แก่เทวทูตระดับล่าง ฮ่าฮ่าฮ่า

                ดังนั้นผมจึงถามออกไปว่า “คาลอส งั้นเมื่อไหร่พวกเราถึงจะได้ลงนรกไปเยี่ยมลูซิเฟอร์ล่ะ”

                คาลอสทำหน้าบึ้ง “นรกเกี่ยวอะไรกับมหาเทพลูซิเฟอร์กัน? มหาเทพลูซิเฟอร์ไม่ใช่ผู้ที่บอกว่าอยากพบแล้วจะได้พบซะหน่อย ตอนนี้เขาเก็บตัวอยู่แต่ในปราสาทของพระเจ้า อยากจะพบเขายากพอๆกับพบพระเจ้านั่นแหละ”

                ผมตกตะลึง “เดี๋ยวก่อน ลูซิเฟอร์ไม่ใช่ราชาปีศาจหรอกเหรอ ทำไมถึงได้...”

                คาลอสรีบแย้งขึ้นมาทันที “รีบหุบปากอีกาของเจ้าไปเลยนะ นอกจากพระเจ้า มหาเทพลูซิเฟอร์ก็เป็นเทพที่งดงามที่สุดแล้ว เจ้ากลับบอกว่าเขาเป็นราชาปีศาจ ~~~ข้าจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องมหาเทพราฟาเอล เจ้าได้ถูกขังลืมไปอีกหลายร้อยปีแน่”

                ผมอึ้งจนพูดไม่ออก

                เป็นไปไม่ได้ นี่ผมข้ามกาลเวลามายุคบรรพกาลรึไง?

                ที่แท้ในเวลานี้ ลูซิเฟอร์ก็ยังไม่เสื่อมจากความเป็นเทพ ทั้งยังเป็นมือขวาของพระเจ้าอีกต่างหาก เป็นเทวะชั้นยอดที่เจ๋งสุดและงดงามสุด เหอะ ถ้ารอจนกว่าเขาจะเสื่อมจากความเป็นเทพ ผมคงเหลือแต่ซากกระดูกแห้งกรัง ผมยิ้มขมขื่น “ฉันเข้าใจแล้ว งั้นนายก็น่าจะบอกฉันนะว่าฉันไปทำผิดอะไรมา?”

                คาลอสพูดว่า “นั่นเพราะว่าเจ้ากับมหาเทพเมตาตรอน เอ่อ...” พูดถึงตรงนี้ อยู่ๆเขาก็ลากเสียงยาว จากนั้นก็ชี้ไปที่ท้องฟ้าแล้วอุทานออกมาเสียงดัง “ตรงนั้น เจ้าดูสิ เจ้าดูตรงนั้นสิ~~~” ผมมองตามจุดที่เขาชี้ให้ดู นอกจากความมืดแล้วก็ไม่มีอะไรอีก

                ผมกำลังจะถามว่ามีอะไร พอก้มหน้าลงมาอีกครั้ง คาลอสก็กลายร่างเป็นจุดดำเล็กๆไปแล้ว


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

[1] เต่าทะเล (海龟) - คำพ้องเสียง/คำแสลง หมายถึง นักเรียนแลกเปลี่ยนที่ต้องเดินทางกลับประเทศ (海归)

[2] บิดา - มาจากคำว่า 老子 เป็นสรรพนาม(ที่ไม่ค่อยสุภาพนัก)ใช้เรียกตัวเองเป็นเชิงยกย่อง

[3] ตำราเสินชุย - 《神曲》ตำราที่เขียนเกี่ยวกับศาสตร์การรักษาโรคด้วยสมุนไพร

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,631 ความคิดเห็น

  1. #1625 ploy835 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 21:12
    กลับมาอ่านค่าา

    เคยอ่านเมื่อหลายปีก่อน คิดถึงง
    #1,625
    0
  2. #1566 palm4588 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 12:35
    น่าสนใจค่ะ ติดตาม ๆ
    #1,566
    0
  3. #1546 did-you-know (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:13
    มาตอนแรกก็น่าติดตามสุดๆ
    #1,546
    0
  4. #1539 iiwhah (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 20:20
    สนุกมากค่ะ
    #1,539
    0
  5. #1504 nimbus_zi (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 มกราคม 2561 / 13:40
    คาลอส555
    #1,504
    0
  6. #1458 neaumn_sm (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 มกราคม 2561 / 21:02
    กรรม หนีกันงี้เลย
    #1,458
    0
  7. #1353 chiffon-156 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 08:06
    สนุกอ่า ชอบบบ
    #1,353
    0
  8. #1348 lalywee (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 / 18:23
    ชอบตอนแรกฟิน
    #1,348
    0
  9. #1159 KeawBig (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2559 / 12:31
    มึนดี 555 แล้วตกลงพระเอกเราไปทำอะไรมา 555
    #1,159
    0
  10. #1022 aom084495 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 กันยายน 2559 / 09:46
    ชอบคุณค่ะ
    #1,022
    0
  11. #975 ampchom (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 กันยายน 2559 / 17:09
    มุกดั้งเดิมสุดๆหลอกให้สนใจอะไรสักอย่างแล้วชิ่งหนีเนี่ยคาลอส
    #975
    0
  12. #934 numwan_za (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2559 / 12:23
    น่าสนุกมากเลย ขอบคุณที่แปลให้อ่านนะคะ
    #934
    0
  13. #860 A_A-X_X (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2559 / 19:42
    คือแบบว่ามัน งง มาก แต่ก็โอเค
    #860
    0
  14. #776 spondboz_ss (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2559 / 19:46
    เอ้า คาลอส พอถามปุ๊บหายเลยนะ... อิสเรียลไปกิ๊กกับมหาเทพอะไรนั่นหรอเจ้าคะ แล้วการเปรียบเทียบสีผมนี่มันอะไรกัน...
    #776
    0
  15. #662 Par_dao (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2559 / 07:20
    อ่านตอนแรก ก็มีความฮา 55555+
    ขอบคุณค่ะ
    #662
    0
  16. #327 benjarath (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 16:45
    ตัวเอกมึนดีนะ55555
    #327
    0
  17. #100 Urtrash (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2559 / 19:26
    ผมสีทองเหมือนขรี้... อย่าทองเลย
    #100
    0
  18. #30 alfhind (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 15:55
    อ้าวเจ้าคาลอส อิสเรียลถามได้ตรงจุดมาก ฮือ อยากรู้มาก ทำไมคาลอสทำแบบนี้ ฮือ อยากรู้ อิสเรียลต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรแน่ๆ แล้วหลีปินกับหยางลู่ล่ะ ฮือ ชอบ อยากได้คู่นี้ ;-; หยางลู่อุตส่าห์พูดว่ารักหลีปินเชียวนะ ทำไมหลีปินต้องตาย T T  ทำไม TOT
    #30
    0
  19. #28 n-falcon (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2559 / 22:09
    สนุกดีค่ะ แปลเข้าใจง่ายดีเข้าใจเลือกคำ ฮ่าๆ อ่านไปก็ฮาดีค่ะ
    ชอบตัวเอกมึน ๆ ด้้วยแหละ รอติดตามต่อนะคะ
    #28
    0
  20. #17 relis (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 11:54
    คาลอสหายไปไหนแล้ว
    #17
    0
  21. #7 --noon-- (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 18:43
    ไปทำอะไรมาครับนั่น?
    #7
    0
  22. #6 franzissa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 17:28
    เกิดอะไรขึ้นกับอิสเรียล?   สนุกมากค่ะ  มาต่อไวๆนะ~
    #6
    0
  23. #5 Memegena (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 17:17
    สนุก เนื้อเรื่องน่าสนใจ จะรอตอนต่อไปนะคะ >[]<
    #5
    0
  24. #3 Crystal (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 16:17
    นายไปทำอะไรไว้ อีสเรียล ?

    รอๆ รออ่านตอนต่อไป
    #3
    0
  25. #1 ponpao (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 15:23
    หนุกดี มาต่อนะ
    #1
    0