ตอนที่ 5 : เหมือนฉันจะต้องเข้าใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ธ.ค. 61

ตอนที่ 5 หวั่นไหวไม่บอกใคร

          คำพูดในวันนั้นของวินทำให้ฉันต้องเริ่มมานั่งคิดเข้าข้างตัวเอง ใช่แล้วเข้าข้างตัวเอง ถ้าเทียบกับการคุยกันกับเพื่อนในกลุ่มฉันกับวินคุยกันน้อยมากเพราะรู้สึกว่าเราอยู่กันคนละโลกเลยฉันไม่ได้พยายามจะชวนเขาคุยสักเท่าไหร่ แต่พอเริ่มมีบทสนทนาแปลก ๆ กับวิน ฉันก็เริ่มใจเต้นแรง...

ชีวิตของฉันมีเพื่อนผู้ชายมากกว่าเพื่อนผู้หญิงมาตลอด เพิ่งจะมามีเพื่อนเป็นกลุ่มผู้หญิงก็ตอน ม. ปลาย แต่ฉันไม่เคยได้ใกล้ชิดเพื่อนผู้ชายคนไหนขนาดนี้มาก่อน(แค่ที่ผ่านมาก็นับว่าใกล้ชิดแล้วนะ!)

ฉันก็ต้องยอมรับกับใจตัวเองว่าฉันรู้สึกหวั่นไหวไม่น้อย แต่เพราะวินน่าจะคิดกับฉันแค่เพื่อน และหากบอกออกไปจะต้องถูกแซวจากเพื่อน ๆ อย่างหนัก แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่ฉันปรารถนา ฉันก็เลยระวังตัวมากขึ้นเพื่อไม่ให้เพื่อนจับได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในใจ

หากสายตาฉันมันทรยศ เพราะมันชอบสอดส่องมองหาวินในทุกโอกาสที่ฉันคาดว่าจะได้เจอเขา มันเหมือนมีความต้องการว่าอย่างน้อยในแต่ละวันได้เจอหน้าเขาหรือพูดกันสักประโยคก็ดี

 

          “ปีนี้พวกมึงลงแข่งไรมั่งวะ” โปรดถามพร้อมส่งหนังสือการ์ตูนที่คาดว่าวินจะฝากเช่ามาให้ ส่วนฉันที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับวินอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมองหน้าโปรดก่อนก้มรีบลอกการบ้านเสร็จก่อนเข้าแถว แต่ก็ผึ่งหูตั้งใจฟังอย่างเต็มที่

 “กูแบดฯเหมือนเดิม” คำจากตอบไมค์ผู้ที่กำลังนั่งลอกการบ้านอยู่ข้างฉันซึ่งเป็นเทพแห่งการเล่นแบดมินตัน เป็นตัวแทนโรงเรียนกวาดเหรียญรางวัลมาแล้วหลายสนาม

“กูกับไอ้แฟร์ลงปิงปองชายคู่ ทองแน่” หยกตอบพร้อมยกนิ้วโป้งให้โปรดแสดงความมั่นใจ

“ปีนี้กูลงแค่ บาสฯ บอล วอลเล่ย์ ว่ะ” วินตอบพร้อมกับบิดขี้เกียจ

 “ไอ้วิน มึงลงน้อยกว่าที่คิดนะเนี่ย”

“อือ เริ่มขี้เกียจว่ะ แล้วมึงจะลงไรบ้าง”

“เหมือนมึง แต่กูว่าเอาเวลาไปดูรุ่นน้องน่ารัก ๆ ดีกว่า”

“งั้นหรือ ก็ดีเหมือนกัน”

เห็นพวกผู้ชายคึกครื้นก็ทำให้ฉันรู้ว่าใกล้กีฬาสีแล้วสินะ ในกลุ่มผู้ชายวินมีรูปร่างที่บอบบางที่สุด รวมไปถึงผิวที่ขาวออกเหลืองทำให้ดูเหมือนเป็นคนไม่ค่อยเล่นกีฬา แต่ถ้าวินได้ลงสนามแข่งอะไรสักอย่างแล้วละก็

วินเสิร์ฟเอซ เสียงของใครก็ไม่รู้ตะโกนจากฝั่งตรงข้ามสนาม มุดลงที่เส้นท้ายสนามพอดีสวยมาก

วินชู้ตสามแต้ม

วินเตะเข้าโกล์

ผลคะแนนที่ได้จากการแข่งขันแสดงให้เห็นว่า วินก็เป็นคนที่มีทักษะด้านกีฬาไม่น้อยไม่กว่าการเรียนเลย ดังนั้นเมื่อการแข่งกีฬาสีเข้าจะลงแข่งหลายชนิด ปีที่แล้วแทบทุกชนิดกีฬาที่วินลงแข่งได้รับเหรียญรางวัลทั้งสิ้น จึงไม่แปลกใจที่โปรดจะมีความเห็นว่าปีนี้วินลงแข่งกีฬาน้อยชนิด ไม่เหมือนกับฉันบู๊ไม่ได้บุ๋นไม่รอด

น้ำ ต้องไปเข้าแถวแล้ว วินที่กำลังเก็บของใส่กระเป๋าเป้สีดำสะกิดเรียกฉันที่นั่งนิ่งอยู่ ฉันได้สติจึงดูสมุดการบ้านของตัวเอง ว้ากกก ทำไงดีล่ะยังลอกไม่เสร็จเลย

แม้ว่าสุดท้ายแล้วฉันจะต้องโดนหักคะแนนเพราะทำการบ้านส่งไม่ทัน ฉันก็อดที่จะตื่นเต้นกับช่วงกีฬาสีได้ เนื่องจากช่วงกีฬาสีเป็นช่วงที่เรียกได้ว่าสบายที่สุดในชีวิตนักเรียน เพราะโรงเรียนฉันจัดกีฬาสีเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ นั่นหมายความว่าจะไม่มีการจัดการเรียนการสอนเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม และถ้านักเรียนคนไหนไม่ได้เป็นนักกีฬาละก็ นี่คือสุดยอดแห่งเวลาว่างที่ทางโรงเรียนจัดสรรไว้ให้คุณแล้ว


     โดยปกติในวันกีฬาสีหลังจากเช็คชื่อในตอนเช้า กลุ่มของพวกเรามักจะย้ายไปตามสนามที่เพื่อน ๆ ลงแข่ง แต่สุดท้ายแล้วกลุ่มของเราจะเลือกปักหลักที่นี่สนามบาส ของโรงเรียนซึ่งเป็นที่ที่มีบรรยากาศเหมาะสมกับการพักผ่อน อากาศไม่ร้อนบางทีก็อาจจะหนาวเกินไป

กีฬาสีในปีนี้ก็เช่นกันหลังจากที่ผ่านการแข่งขันมาเกือบครบสัปดาห์จนเข้าสู่สองวันสุดท้าย วันนี้เป็นวันแข่งบาส ฯ รอบชนะเลิศซึ่งโปรดและวินลงแข่งด้วย พวกเราจึงจะต้องมาปักหลักกันที่สนามบาส

“ไอ้น้ำเสื้อแขนยาวก็ไม่เอาแกไม่รู้หรือวะว่ามันหน้าหนาวแล้ว” มุกดาที่เห็นฉันนั่งสั่นพร้อมถูมือแล้วเป่าให้ไออุ่นจนแว่นขึ้นฝ้าอยู่นั้นพูดเสียงดังจนทุกคนต้องมองมาที่พวกเราเป็นตาเดียว

“แกจะเสียงดังทำไมวะ แค่ไม่ได้ใส่เสื้อแข็งยาว เมื่อเช้าฉันตื่นสาย เลยลืมหยิบมาด้วย”

“ไม่ให้เสียงดังได้ยังไงก็คนมันตกใจ ไม่นึกว่าวันนี้จะได้เห็นเพื่อนตัวเองแข็งตาย”

“เกินไปไอ้มุก ว่าแต่จะมีใครให้ฉันยืมเสื้อแขนยาวไหมวะ”

“ไม่มีใครเขาพกเสื้อกันหนาวคนละสองสามตัวหรอกนะยะ” ฉันจึงมองไปมองรอบ ๆ  ทุกคนต่างใส่เสื้อแขนยาวและนอนเอกเขนกบนอัฒจันทร์ โดยปกติฉันเป็นคนขี้หนาวมากอยู่แล้ว ดังนั้น พอไม่มีเสื้อแขนยาวฉันจึงต้องนั่งตัวสั่นทนหนาวอยู่คนเดียว

 

          จู่ ๆ ฉันก็โดนอะไรสักอย่างมาคลุมหัว ทุกสิ่งทุกอย่างมืดไปหมด รอบตัวก็ไม่มีการส่งเสียงใด ๆ ฉันคิดว่าต้องเป็นเพื่อน ๆ ที่กลับมาจากการไปซื้อขนมแกล้งฉันแน่ ๆ ฉันนั่งหนาวเฝ้ากระเป๋าคนเดียวมาสักพักกำลังหงุดหงิดที่เพื่อน ๆ หายกันไปนาน กลับมาแกล้งกันแบบนี้ต้องด่าให้ลืมซะหน่อยแล้ว

“หายไปเป็นปี กลับมาดี ๆ ก็ไม่ได้ คนยิ่งหนาว ๆ อยู่ทำไม...” พอดึงผ้าที่กำลังคลุมศีรษะซึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นเสื้อแขนยาวออก ฉันก็พบกับใบหน้าของวินที่กำลังนั่งขำอยู่ข้าง ๆ ฉันอยู่ เล่นอะไรเนี่ย ฉันบ่นขณะที่มือก็พยายามแกะสิ่งที่คลุมหัวอย่างต่อเนื่อง

อ้าว หนาวไม่หรอเห็นนั่งสั่นอยู่ เลยเอาเสื้อมาคลุมให้

“หนาวแหละ แต่ไม่ถึงกับต้องเอาคลุมหัวแบบนี้ แล้วนี่เอาเสื้อใครมา”

เสื้อเราเอง

ฉันม้วนเสื้อของวินที่เอามาออกจากศีรษะฉันได้แล้วส่งให้วิน “อ่ะ เอาคืนไป”

“หนาวไม่ใช่หรือ เอาไปใส่ก่อนสิ” วินไม่รับแถมยังผลักเสื้อคืนมาให้ฉัน

“แล้วแกไม่หนาวหรือไง”

“หนาวแหละ แต่เป็นผู้ชายและยังสุขภาพดี”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แต่ว่าฉันเกรงใจ”

“น้ำเอาไปใส่ไว้เถอะ ตอนเลิกเรียนค่อยคืน เดี๋ยวเราก็จะส่งแข่งแล้วยังไงก็ไม่ได้ใส่อยู่ดี”

“พูดเองนะ งั้นเรายืมใส่ละกัน”

วินไม่ตอบอะไรแค่ยักคิ้วให้ฉันหนึ่งทีก่อนวิ่งลงจากอัฒจันทร์ไป ฉันได้แต่มองตามแล้วหยิบเสื้อของวินมาใส่

 

          “แกไปเอาเสื้อของใครมาใส่เนี่ย” เฌอถามหลังจากเดินกลับมาจากไปซื้อขนม เรียกสายตาจากเพื่อน ๆ ให้หันมามอง ไม่ใช่ว่าเอาของฉันไปใส่นะ

“อ่อ ของวินอ่ะ”

“แล้วไปแย่งของมันมาทำไม”

“เฮ้ย ไม่ได้แย่งมา วินเอามาให้เอง” พอฉันพูดจบมุกดาก็หันมามองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยก่อนจะถามว่า “แล้วมันเอาเสื้อแขนยาวมาให้แกทำไม”

“เห็นฉันนั่งหนาวอยู่มั้ง อีกอย่างวินบอกวันอีกไม่นานก็ลงแข่งแล้วด้วย”

“ไม่นานยังไงมันแข่งบ่ายสาม นี่แกไม่รู้เลยหรือ”

ฉันส่ายหน้า

“วินมันไม่ว่าอะไรช่างมันเถอะ” เฌอพูดขึ้น “อย่างน้อยน้ำก็ไม่ต้องมานั่งสั่น” ก่อนจะยื่นขนมมาวางแล้วเรียก เพื่อนคนอื่น ๆ มากินขนมด้วย

สุดท้ายแล้วเพื่อน ๆ ก็นั่งกินขนมคุยกันไปเรื่อย ๆ จนลืมประเด็นนี้ไป ฉันแม้จะใส่เสื้อแขนยาววินอยู่ แต่ทำไมยังสั่นล่ะ ฉันจึงตระหนักว่าตอนนี้ฉันไม่ได้สั่นเพราะหนาวแต่กำลังสั่นเพราะใจเต้นแรง


0 ความคิดเห็น