O.V.E.R.L.O.A.D วันหนึ่ง... ฉันเป็นวายร้าย (จบ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 359,750 Views

  • 8,488 Comments

  • 10,877 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,716

    Overall
    359,750

ตอนที่ 17 : (2) บทที่ 16 : เหตุผลของทุกอย่าง... (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18454
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1016 ครั้ง
    5 เม.ย. 61



บทที่ 16

เหตุผลของทุกอย่าง...




ฉันยืนอยู่เบื้องหน้าอันเซลด้วยความผิดหวังเล็กน้อย เพราะคิดว่าจะมีซัมติงให้กระชุ่มกระชวยหัวใจเสียอีก แต่ความจริงคือไม่มีอะไรเลย เมื่อกี้เขาแค่กำลังสู้กับแมวสีน้ำตาลอ่อนตัวหนึ่งอยู่เท่านั้น


ให้ตายสิ... 


ฉันช่างจิ้นไปเอง หรือเขาทำให้ฉันคิดลึกกันนะ?


คิดแล้วก็เซ็ง ๆ ฉันจึงกอดอก ก่อนจะถามเขาแบบงง ๆ ว่า “แล้วนี่เรียกเจ๊ให้เข้ามาเพื่อ... ดูแมว?” 


คือฉันก็ชอบแมวนะ แต่ไม่ค่อยอินกับความน่ารักของมันเท่าไหร่ ในเมื่อความชอบของฉันคือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำตาบ๊องแบ๊วต่างหาก และอันเซลก็รู้เรื่องนี้ดี


                อันเซลพยักเพยิดหน้าไปยังแมว ก่อนจะพูด “เจ๊ช่วยจับมันหน่อยดิ ไอ้เหมียวนี่ดิ้นไม่หยุดเลย


                แล้วจะทำอะไรกับมันล่ะ


                จะฉีดยาเขาพูดแล้วก็ชูเข็มฉีดยาหน้าตาคุ้น ๆ ขึ้นมา และนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าเหมียวสีน้ำตาลอ่อนนั่นขู่ฟ่อ อันเซลเห็นแบบนั้นก็ทำหน้าเบื่อ เขาชี้ไปยังมัน ก่อนจะพูดแบบบ่น ๆ  ว่า มันกลัวเข็มน่ะเจ๊


แล้วยานั่นคืออะไร


ฉันถามเพื่อความแน่ใจ แต่ลักษณะของมันคล้าย ๆ ของเล่นใต้ดินที่ดังมากในเมืองนี้ ชื่อว่ายา แปลงสภาพร่างกายให้เป็นสัตว์ จำได้ว่าฉันกับอันเซลเคยลองของ ฉันเปลี่ยนตัวเองให้เป็นกิ้งก่า ส่วนอันเซลเปลี่ยนตัวเองเป็นลูกหมา จากนั้นพี่โอเรนมาเห็นเข้าก็เลยจับพวกเราไปทำโทษ ข้อหาเล่นกันไม่รู้เรื่อง ก็เลยให้พวกเราซักผ้าด้วยมือหนึ่งอาทิตย์เต็ม ๆ


ฉันจำเหตุการณ์นั้นได้ติดหัว บอกเลย...


ทว่าดูจากสีของยาในหลอดนั่นแล้ว คล้ายจะเป็น ยาถอนฤทธิ์แปลงสภาพ’ ที่พี่โอเรนเคยใช้มาฉีดก้นพวกเราตอนเป็นสัตว์มากกว่า


พอคิดถึงตรงนี้ตาของฉันก็เบิกกว้าง


อย่าบอกนะว่า...


อันเซลเห็นหน้าฉันเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม จึงอธิบายว่า วาเลนตินเล่นผมอีกแล้วเจ๊ มันตามผมมาจนได้ นึกแล้วสยองว่ะ แล้วมาครั้งนี้จะฉีดยาแมวน้อยให้ผมอีก โชคดีนะที่อีวานมาช่วยทัน ผมเลยรอด แต่ตอนนี้ปัญหาคือ อีวานโดนฉีดยาไปเลยกลายเป็นแมว แล้วตอนนี้หมอนั่นก็กลัวเข็มฉีดยา


ฉันหันขวับไปมองแมวตัวนั้นทันที จากนั้นฉันก็เพิ่งสังเกตพบว่าแมวตัวนั้นมีสีขนเหมือนสีผมของอีวานเป๊ะ แสดงว่านั่นเป็นอีวานในร่างแมวอย่างแน่นอน


ทว่าประเด็นไม่ใช่เขาเป็นแมว เพราะฉันก็เคยเป็นกิ้งก่ามาก่อน แต่สิ่งสำคัญก็คือ...


ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าฮีโร่สุดคูลอย่างเขากลัวเข็มฉีดยา


เจ๊ จับมัน เอาให้แน่นแบบอย่าให้มันดิ้นได้ อันเซลพูดด้วยเสียงเหี้ยม เจ้าเหมียวสีน้ำตาลได้ยินแล้วก็ทำท่าจะหนี โชคดีที่ฉันเร็วพอที่จะคว้าร่างของเจ้าเหมียวนั่นทัน ก่อนจะกดตัวมันลงกับเก้าอี้ในห้องแต่งตัว


อันเซลพยักหน้าให้ฉันเตรียมพร้อม จากนั้นเขาก็จ่อเข็มฉีดยาไปที่ก้นกลม ๆ ของแมวน้อยที่กำลังดิ้นดุกดิก เขาจึงต้องเอามือบีบก้นของมันไว้ ก่อนจะแทงเข็มเข้าไปอย่างรวดเร็ว


เจ้าเหมียวนั่นดิ้นต่อต้านรุนแรง แต้ไม่นานนักก็หมดแรง  และพอยาถูกฉีดเข้าไปจนหมดเข็ม ทุกอย่างก็เป็นอันว่าเรียบร้อย


อันเซลเดินมาหมุนตัวฉันพร้อมพูดว่า เจ๊ หันหน้าหนี ห้ามมองผู้ชายอื่นแก้ผ้า


ยกเว้นบ้างไม่ได้เหรอ


ยกเว้นฉันกับเฮียไง ยังจะให้เว้นอะไรอีก


อุแหม่...


เห็นดุ ๆ แต่มีการรับมุกด้วย


ไม่ใช่สิ เพราะพอมาลองคิดดูอีกที แบบนี้มันเหมือนโดนน้องชายรู้ทันยังไงก็ไม่รู้นี่?


ฉันกอดอกรอเวลาระหว่างที่อีวานคืนร่างกลับมาเป็นมนุษย์ จากนั้นก็ได้ยินเสียงเขาใส่เสื้อผ้า พอได้ยินสัญญาณบอกว่าให้หันไปได้ ฉันก็เห็นว่าทุกคนเรียบร้อยพร้อมกับบ้านกันหมดแล้ว


สรุปคือ อดเห็นของดี...


อันเซลหันไปมองอีวาน เขาทำหน้าลังเลบางอย่างเล็กน้อย ก่อนที่เหมือนจะตัดสินใจบางอย่างได้ จึงยื่นมือไปเบื้องหน้าอีวาน เพื่อเชคแฮนด์กับเขาอย่างเป็นมิตรพร้อมพูดว่า ขอบใจนะที่ช่วย


อีวานพยักหน้ารับ เขายิ้มตอบน้อย ๆ


ฉันมองภาพที่เกิดขึ้นด้วยความสนใจ ปกติฉันเห็นอะไรแบบนี้ต้องจิ้น ทว่าตอนนี้สิ่งที่ฉันเห็นมันไม่ใช่ความรักชายรักชาย แต่มันคือภาพของว่าที่วายร้ายกับว่าที่ฮีโร่กำลังสานมิตรภาพกัน


ไม่แน่หรอกนะ


ถ้าพวกเขาสองคนเป็นเพื่อนกัน ในอนาคตทุกสิ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปก็ได้ อย่างน้อยสงครามความบาดหมางจากการไม่รู้จักกันก็อาจลดความรุนแรงลงหน่อย หรืออาจไม่เกิดขึ้นเหมือนที่ฉันเคยเห็นเลยก็ได้


พอเห็นแบบนั้นฉันก็ยิ้มน้อย ๆ กับตัวเอง ความเฟลทุกอย่างในวันนี้พลันดูเหมือนความสำเร็จขึ้นมากะทันหัน


บางที...


ความพยายามของฉันในวันนี้อาจไม่ได้สูญเปล่าไปเสียทั้งหมดหรอกนะ







 

ฉันและอันเซลแยกกับอีวานที่หน้าโรงเรียน เมื่อโบกมือลากันแบบเป็นพิธีเรียบร้อย อีวานก็เดินตรงกลับโรงแรมที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนนัก โดยมีการ์ดของจักรวรรดิอาไชน์ที่รอเขาอยู่หน้าโรงเรียนตามไปส่ง


สีหน้าเขาดูเหงา ๆ ตอนที่ต้องจากพวกเรา แล้วต้องกลับโรงแรมไปอยู่คนเดียว...


อันเซลมองตามหลังอีวาน ก่อนจะหันมาพูดกับฉันว่า หมอนั่นเป็นคนดีนะ แต่ชีวิตน่าสงสารชะมัด ตอนอยู่ประเทศตัวเอง คนก็ไม่เคยกล้าคุยด้วยเพราะเห็นเป็นคนสำคัญ พอมาอยู่โรงเรียนนี่ยิ่งแล้วใหญ่ เห็นบอกว่าอึดอัดใจสุด ๆ


เขาบอกตอนอาบน้ำเหรอ


อืม... อันเซลพูดแล้วก็ถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะหันมาหาฉันด้วยสีหน้าจริงจัง หมอนั่นบอกว่าเจ๊ไม่ค่อยอยากยุ่งกับเขา ทำไมล่ะ ปกติเจ๊ก็เป็นคนเฟรนลี่ไม่ใช่เหรอ อีกอย่างหมอนั่นเป็นคนดี อย่างน้อยก็ดีกว่าไอ้วาเลนตินห้องผมเลย แถมดูไปดูมาก็น่าสงสารเหมือนต้องอยู่ตัวคนเดียวตลอด


ความจริงคือ... อีวานที่ดูนิ่ง ๆ แบบนี้ ทำเหมือนเขาไม่สนใจอะไร แต่ความจริงเขาอ่อนไหวและเข้าใจเจตนาทุกอย่างที่ฉันทำวันนี้


เขาคงคิดว่าฉันไม่ยอมรับในตัวเขา แสดงว่าที่พยายามเข้ามาช่วยฉันตลอดทั้งวันนี้ ก็เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ฉันเห็นรึเปล่าว่า เขาไม่ได้อยากเดียวดาย เขาอยากมีเพื่อนเหมือนคนทั่วไป


พอมาคิดแล้วรู้สึกผิดยังไงชอบกล...


ฉันมองน้องชายก่อนจะถอนหายใจ แล้วพูด คือเจ๊...


แล้วที่เจ๊เล่นบทคนรักมากหัวใจนี่คืออะไร นึกคึกอะไร อันเซลเปลี่ยนคำถามกะทันหัน


ก็...


อันเซลเห็นฉันมีสีหน้าแปลก ๆ เขาจึงเลิกถามก่อนจะพูดว่า ช่างเถอะเจ๊ ผมเชื่อว่าถ้าเจ๊จะทำอะไร เจ๊ก็คงมีเหตุผลทั้งนั้นแหละ ใช่ไหม


ฉันพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย


ตามนั้นเลย...


แถมตอนนี้เริ่มสับสนแล้วว่าที่ทำอยู่นี่มันดีแล้วใช่ไหม?


อันเซลยื่นหมวกกันน็อคให้ฉัน ก่อนจะยิ้มให้เล็กน้อยแล้วพูด เอาน่า ๆ อย่าทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมแปลก ๆ ดิ นี่ฉันมองออกนะว่าเจ๊มีปัญหา ถ้ามีอะไรไม่สบายใจก็บอกกันได้ ถึงอาจจะช่วยอะไรเจ๊ไม่ได้ แต่...ก็จะอยู่ตรงนี้เพื่อเจ๊เสมอนั่นแหละ


ฉันฟังคำพูดนั้น แล้วอยู่ ๆ ก็ต้องเบิกตากว้าง เพราะมันทำให้ฉันมองเห็นบางอย่าง


ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุผล และสิ่งที่เราต้องทำก็คือการอยู่เคียงข้างกัน...


ที่ผ่านมาฉันเอาแต่เครียดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น อย่างเช่นพวกเขาจะทิ้งฉันไปเพราะเหตุผลอะไร จนลืมนึกไปเลยว่าแต่ละคนล้วนมีปัญหาส่วนตัวทั้งนั้น ฉันยังมีเลย แล้วทำไมคนอื่นจะไม่มี


พอได้มองหน้าน้องชายแล้ว ฉันก็ไม่รู้เลยว่าอันเซลเก็บอะไรไว้ในใจเขาบ้าง แต่ฉันดันคิดว่าตัวเองรู้จักเขาดีแล้ว


ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลย...


ฉันไม่ได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขา และถึงแม้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขา ก็อาจไม่สามารถช่วยเหลือเขาได้ทุกอย่างด้วย ทว่าสิ่งที่ฉันต้องทำคือการอยู่เคียงข้างเขา เหมือนที่เขาอยู่เคียงข้างฉันเสมอ


เมื่อคิดมาถึงถึงตรงนี้ ฉันก็เริ่มเข้าใจว่าในอดีตมันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราสามคนกันแน่


ฉันคิดแล้วก็เดินขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายอันเซล ใส่หมวกกันน็อคที่เขาสั่งทำมาให้โดยเฉพาะ ก่อนจะกอดเอวเขาแน่น เพื่อเตรียมตัวเดินทาง


จากนั้นอันเซลก็ออกรถ เขาขับไปตามถนนที่เต็มไปด้วยแสงสีของเมืองอัพไซด์ดาวน์ ทาวน์


ฉันจำได้ว่าในประวัติตัวเองบางส่วนเท่าที่เคยรู้มา เขาเขียนไว้คร่าว ๆ อย่างมีปริศนาว่า ในวันหนึ่งคาริน่าถูกทอดทิ้งโดยครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่เธอรักที่สุด ในวันนั้นหัวใจของเธอราวกับแตกสลายออกเป็นเสี่ยง เธอจึงเลือกที่จะเดินหน้าไปสู่อนาคตที่เธอต้องการสร้างขึ้นมาใหม่ และไม่คิดหวนกลับมาหาอดีตของตัวเองอีก


ใช่แล้ว...


บางทีทุกอย่างมันอาจไม่ใช่ความผิดของพี่โอเรนหรืออันเซลที่จากฉันไปแค่ฝ่ายเดียว


ทว่า...


เป็นฉันเองที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเขาในวันนั้น


ในวันที่พวกเขามีปัญหาและไม่กลับบ้าน ฉันเลือกที่จะจมกับความเศร้าของตัวเอง คิดว่าหัวใจของตัวเองแตกสลาย ก่อนจะเดินหน้าไปสู่อนาคต แล้วหันหลังให้กับพวกเขาที่ทิ้งฉันไป


พี่โอเรนอาจบอกว่ามันเป็นความผิดของพี่เขากับอันเซลที่ทิ้งฉันไป


แต่ความจริงแล้ว...


ไม่ใช่แค่พี่โอเรนกับอันเซล แต่เป็ฯตัวฉันในอดีตด้วยที่ไม่เข้าใจพวกเขา


พอเชื่อมโยงทุกอย่างเข้ากัน ตอนนี้ฉันจึงรู้แล้วว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้าง เพื่อทำให้จุดจบของเราสามพี่น้องไม่ใช่การจากลา โดยที่ฉันไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาจะไปจากฉันตอนไหน เพราะกุญแจแก้ไขทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวฉัน


ทุกสิ่งที่ฉันต้องทำก็คือ การอยู่เคียงข้างพี่โอเรนกับอันเซล จับมือพวกเขาในวันที่พวกเขามีปัญหา อย่าปล่อยให้พวกเขาเผชิญหน้ากับปัญหาตามลำพัง นั่นคือสิ่งที่พี่โอเรนพยายามบอกฉัน


ห้ามพวกเขา... อย่าปล่อยให้พวกเขาไป


ฉันเข้าใจแล้วว่าตัวเองต้องทำอะไร ดังนั้นจากนี้ชีวิตของ ฉัน พี่โอเรน และอันเซลจะไม่หวนกลับไปสู่จุดจบแบบเดิมอย่างแน่นอน


คิดแล้วฉันก็กอดเอวอันเซลแน่น หัวใจเริ่มพองโตคับอกขึ้นมา เวลานี้คล้ายกับความเครียดทุกอย่างได้ถูกเอาออกไปจากอกหมดแล้ว


เพราะฉันเข้าใจทุกอย่างแล้ว...






**** 20%*****










รถบิ๊กไบท์คันโตของอันเซลมุ่งตรงเข้าสู่ซอยไม่เล็กไม่ใหญ่ มีไฟสีส้มส่องสว่างตลอดสองข้างทาง บ้านเรือนเรียงรายให้ความรู้สึกปลอดภัย


ไม่นานนักสายตาของฉันก็เห็นบ้านสองชั้นสไตล์โมเดิร์นสีขาวเรียบ ๆ ที่มีป้ายชื่อบ้านว่า ‘De Segal’ ติดอยู่ตรงเสารั้วอยู่เบื้องหน้า ดวงไฟสีทองตรงรั้วเปิดสว่างทำให้บ้านสีขาวมีสีทองเรื่อ ๆ เจือปน ชวนให้รู้สึกอบอุ่น


นั่นแหละบ้านของพวกเราสามคน


เมื่อก่อนพวกเราอาศัยอยู่ที่อพาร์ตเม้นต์รังหนู ส่วนบ้านหลังนี้พี่โอเรนเก็บเงินซื้อได้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยมีน้อง ๆ ที่น่ารักอย่างฉันกับอันเซลช่วยกันหยอดเงินใส่กระปุกร่วมลงทุนซื้อบ้านหลังนี้ด้วย ทำให้แม้บ้านหลังนี้จะเป็นบ้านธรรมดา ไม่ได้ใหญ่โตโอเวอร์ แต่กลับมีคุณค่าทางจิตใจกับพวกเรามากสุด


มันคือบ้านที่แสนอบอุ่น...


พออันเซลขับรถเข้าไปจอดตรงลานหน้าบ้าน ก็เห็นว่าพี่โอเรนกำลังรดน้ำต้นไม้ดอกไม้รอพวกเราอยู่ ตอนเย็น ๆ ใกล้มืดแบบนี้ พี่โอเรนมักจะมารดน้ำต้นไม้เสมอ


พี่เขามีความเป็นแม่บ้านสูงมาก จนฉันเครียดนิดหน่อยว่าโตมาจะเป็นได้แบบนี้สักครึ่งไหม...


อันเซลจอดรถของเขาให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะทะลึ่งพราดลงจากรถ แล้ววิ่งไปหาคนที่กำลังยืนฉีดน้ำรดต้นไม้อยู่ สองมือของเขากอดหมับเข้าไปยังร่างของคนที่ตัวสูงกว่า


เฮีย คิดถึงผมไหม เจ้าจอมกะล่อนอันเซลถามพร้อมตีหน้าใสใส่พี่ชายของตัวเอง


นี่คือการทักทายยามเย็นตามประสาน้องเล็กที่ (คิดว่าตัวเอง) น่ารัก แต่ในความรู้สึกของฉันที่มองดูอยู่ไม่ไกล เอาจริง ๆ นะ แทนที่การกระทำนี้ดูแล้วจะน่ารัก ฉันว่ามันกลับรู้สึกน่ามันเขี้ยวมากกว่า ในเมื่อคนที่ทำตัวแบบนั้นคืออันเซลตัวแสบจอมกะล่อน


เห็นท่าสะดิ้งออดอ้อนพี่ชายของเขา แล้วมันน่าจับมาเคี้ยวกลืนลงคอ!


พี่โอเรนไม่หลงกลเขา ดังที่ฉันไม่มีทางคิดว่าการกระทำนั่นน่ารัก พี่เขาจึงทำหน้านิ่ง ๆ แล้วพูดแบบเรียบ ๆ ว่า เข้าบ้านแล้วอันเซล ไปล้างมือให้เรียบร้อย อาหารเย็นเสร็จนานแล้ว


รับทราบครับ!” อันเซลสูญเสียพลังมาเยอะกับเรื่องวุ่นวายในวันนี้ พอได้ยินว่าอาหารกำลังรอเขาอยู่ เจ้าแสบก็ดวงตาเป็นประกาย รีบวิ่งแจ้นเข้าไปในบ้านทันที


เด็กผู้ชายพลังงานล้นเหลือ ทั้งที่บอกว่าหมดแรงแต่สุดท้ายก็ยังกระโดดโลดเต้นได้ ไม่เหมือนฉันที่ตอนนี้เหนื่อยจนอยากกระดึ๊บเข้าบ้านแบบหนอนน้อยแทนการเดินอยู่รอมร่อ


พออันเซลหายเข้าบ้านไปแล้ว ก็ถึงคิวฉันที่ต้องเข้าไปทักทายพี่โอเรนยามเย็นแบบน่ารัก ๆ ตามธรรมเนียมของบ้านนี้ ฉันจึงเดินเข้าไปจุ๊บแก้มพี่เขาครั้งหนึ่งดังที่ทำทุกวัน


พี่โอเรนยื่นมือมาลูบหัวฉันเบา ๆ คาดว่าคงเห็นความเหนื่อย จนหมดเรี่ยวแรงของฉันจึงต้องการให้กำลังใจน้องสาว ก่อนจะพูดว่า คารินก็ไปล้างมือ เตรียมกินอาหารเย็นได้แล้ว เดี๋ยวพี่จะรีบตามไป


รับทราบค่ะ


ฉันตอบรับแล้วก็กลับหลังหันเข้าหาประตูบ้าน ตอนแรกกะว่าจะล้มตัวลงแนบพื้น แล้วกระดึ๊บ ๆ เข้าไปในบ้านแบบขี้เกียจ ๆ แต่กลัวพี่โอเรนจะดุเอาว่าทำตัวไม่เหมือนคน สุดท้ายจึงเลือกที่จะเดินเข้าบ้านไปแทน


นี่แหละ...


ครอบครัวธรรมดา ๆ ที่ฉันต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ 








 

เย็นวันนั้น พวกเราสามคนพี่น้องกินอาหารร่วมกันตามปกติ แต่มีเรื่องให้คุยกันมากกว่าทุกวัน ทำให้มืออาหารค่อนข้างยาวนานกว่าวันอื่น


สำหรับคนหมดแรงอย่างฉัน พอได้กินอาหารรสชาติไร้ที่ติของพี่โอเรน พลังงานที่เหือดหายก็เหมือนถูกเติมขึ้นอีกครั้ง ทำให้มีพลังมากพอที่จะเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นวันนี้ให้พี่โอเรนฟัง แต่แน่นอนว่าเล่าเพียงแค่สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้ลงรายละเอียดจริงจังว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น


เมื่อฉันเล่าเรื่องทั้งหมด เรื่องที่ดูเฟลแสนเฟลก็กลายเป็นเรื่องตลกขบขัน ขนาดเรื่องที่ออคตาเวียจะแอ้มฉันมันน่าเศร้ามาก แต่พี่โอเรนฟังแล้วก็ยังหัวเราะเสียงดัง


ฉันมีพรสวรรค์ในการทำให้ทุกเรื่องตลก หรือพี่โอเรนเห็นว่ามันตลก ๆ จริง ๆ กันแน่...?


ส่วนอันเซลก็มีเรื่องเล่ามากมายไม่แพ้ฉัน เขาเล่าเรื่องที่เจ้าชายวาเลนตินมาลวนลามนานาสารพัด และพี่โอเรนก็ขำยกใหญ่ จนฉันคิดว่าสาเหตุที่พี่เขาหัวเราะ ไม่ใช่เพราะเรื่องมันตลกแล้วล่ะ


แต่เป็นหน้าของพวกเราตอนเล่านี่แหละ


อย่างกับเจอผี...


ถ้าเป็นคนอื่น หากได้ฟังฉันกับอันเซลเล่าเรื่องพร้อมกันจะต้องปวดหัวแน่ ทว่าพี่โอเรนไม่มีอาการปวดหัว หรือมึนกับเรื่องที่ได้ยินแต่อย่างใด ซ้ำยังขำไปกับพวกเราอีกด้วย


พี่เขาเอียงคอมองพวกเราด้วยความเอ็นดู ก่อนจะพูด น้องของพี่กำลังโตกันแล้วเหรอ อีกไม่นานจะแอบพี่มีแฟนกันไหมเนี่ย


ไม่มีทาง!” ฉันกับอันเซลประสานเสียงตอบพร้อมกัน


จากนั้นพวกเราสามพี่น้องก็เงียบ ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน และแล้ววันนี้ของพวกเราก็จบลงแบบมีความสุขเหมือนทุกวัน


หวังว่าจะนะ...


เย็นวันนี้เป็นเวรล้างจานของฉัน ก็เลยต้องเป็นคนเก็บโต๊ะอาหารหลังจากทุกคนทานอาหารเสร็จ ระหว่างล้างจานไปก็นึกได้ว่าในกระเป๋าเสื้อมีผ้าเช็ดหน้าเปื้อนอยู่สองผืน จึงหยิบมันขึ้นมาแล้วตั้งไว้บนเคาน์เตอร์ด้วยกลัวจะลืมเอาไปซัก


พอทำงานเสร็จก็คิดจะหยิบมันมาซักมือที่ก๊อกน้ำล้างจานเลย แต่ตอนที่กำลังกดสบู่ล้างมือกลิ่นดอกกุหลาบใส่ผ้าเช็ดหน้า ก็ดันรับรู้ถึงรังสีความอยากรู้ของใครบางคนข้างหลัง และเมื่อเหลือบตาไปมองก็เห็นว่าเป็นอันเซลที่กำลังแอบมองฉันอย่างมีเลศนัย


ผ้าเช็ดหน้าสองผืน... อีกผืนเป็นของใครกันนะ เขาเอ่ยถามด้วยเสียงเจ้าเล่ห์ ดวงตาหรี่มองฉันอย่างจับผิด


ดูเจ้าน้องชายทำตัว...


ฉันตีหน้าขรึม ก่อนจะตอบเสียงราบเรียบว่า ไม่บอก


ความลับอย่างนั้นเหรอ


เรื่องบางเรื่องก็ไม่ใช่ความลับ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องของอันเซลอยู่ดี ฉันว่าเขาแบบอ้อม ๆ ไปครั้งหนึ่ง ทำเอาเจ้าตัวแสบทำหน้างอเหมือนเจ็บปวดที่ฉันไม่บอก ทว่าก็ไม่วายแซวออกมาจนได้


ของกิ๊กใหม่เหรอ... ออคตาเวีย?


ไม่ใช่สักหน่อย! ฉันตอบขณะขยี้ผ้าเช็ดหน้าแรง ๆ หลายที ระหว่างนั้นก็ต้องคอยรับมือกับเจ้าน้องชายที่ยังลอบถามไม่หยุดว่าผ้าเช็ดหน้านั่นเป็นของใคร 


สุดท้ายฉันก็ซักผ้าเช็ดหน้าทั้งสองผืนเสร็จ โดยที่ไม่หลุดชื่อเจ้าของผ้าเช็ดหน้าอีกผืนออกไป จากนั้นก็ทำท่าจะเอาไปตาก ทว่าระหว่างที่เดินออกไปยังระเบียงนอกบ้าน ก็พลันได้ยินเสียงพี่โอเรนคุยกับใครอย่างเคร่งเครียดอยู่ในห้องรับแขก


มีเซนส์ลึกลับบางอย่างบอกฉันว่า เรื่องที่พี่โอเรนคุยอยู่เกี่ยวข้องกับพวกเราสามคน สุดท้ายด้วยความอยากรู้ ฉันเลยตัดสินใจแอบฟังนิด ๆ ที่ริมประตูทางออกไปห้องรับแขก


อันเซลก็ได้ยินเช่นกัน จึงเดินมาหยุดแอบฟังพี่ชายคุยโทรศัพท์อยู่ข้าง ๆ กัน


ลองจับความได้ว่า พี่โอเรนกำลังคุยกับเจ้านาย และปลายสายเหมือนมีข่าวดีที่เป็นข่าวร้ายสำหรับพี่โอเรน อย่างการ ให้พี่โอเรนไปเป็นผู้บริหารกิจการในสาขาต่างประเทศ แล้วประเทศที่ว่ายังเป็นราชอาณาจักรอัสเทียอีก


ผู้บริหารกิจการในสาขาต่างประเทศ นั่นคือความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ในอาชีพของพี่เขา


แต่...


หน้าที่ใหม่นั่นจะทำให้พี่เขาต้องทิ้งพวกเราไป อย่างน้อยก็ในช่วงที่ฉันกับอันเซลยังไม่สามารถย้ายตามพี่เขาไปได้ เพราะติดเรื่องเรียนที่อีกไม่นานก็จะจบการศึกษาแล้ว


เมื่อรับรู้ข่าวนี้ฉันกับอันเซลก็พากันขมวดคิ้วมุ่น หันหน้ามามองกันและกันอย่างเคร่งเครียด


อันเซลคิดไหมว่านั่น...


เจ้าหญิงกับเจ้าชายของราชอาณาจักรอัสเทีย... ฝีมือของเจ้าพวกนั้นแน่ เพราะเหมือนฉันจะได้ยินวาเลนตินบอกว่าอยากให้ฉันไปอยู่ด้วยกันที่ประเทศนั่น คิดแล้วขนลุกชะมัด


พอได้ยินอันเซลพูดแบบนั้น ฉันก็นึกไปถึงหน้าของออคตาเวีย


ในตอนสุดท้ายก่อนที่หล่อนจะเดินจากไป หล่อนประกาศกร้าวประมาณว่า 'แล้วฉันจะได้รู้ว่าอำนาจของเธอมีอะไรบ้าง'


อย่าบอกนะว่า... นี่จะเป็นฝีมือของสองเจ้าหญิงเจ้าชายนั่นจริง ๆ ! 


           พวกเขามีอำนาจมากพอที่จะต่อรองเรื่องธุรกิจกับเจ้าของบริษัทที่พี่โอเรนทำงานอยู่ได้แบบง่ายดาย ในเมื่อพวกเขาสามารถยื่นข้อเสนอชวนน้ำลายไหลให้เจ้าของธุรกิจได้เห็นมูลค่าเงินที่จะได้ตอบแทนจากการขยายธุรกิจไปประเทศของเขา โดยมีราชวงศ์คอยให้การสนับสนุน


มีข้อสังเกตที่สนับสนุนความคิดว่า ข้อตกลงทางธุรกิจนี้มีเจ้าหญิงเจ้าชายแห่งราชอาณาจักรอยู่เบื้องหลัง เพราะเจ้าของบริษัทระบุตัวพี่โอเรนโดยเฉพาะ


ฉันพอรู้ว่าพี่โอเรนคือลูกรักของเจ้าของบริษัทนั่น แต่การเลือกพี่เขาเจาะจงแบบนี้ มันทำให้รู้สึกเหมือนคนที่บงการรู้ว่าหากพี่เขาย้ายไป... พวกเราก็ต้องตามไปด้วย


            เมื่อคิดแล้วฉันกับอันเซลก็หันมามองหน้ากันอีกรอบ


            แน่นอนว่าความก้าวหน้าทางอาชีพการงานของพี่โอเรนเป็นเรื่องที่น้อง ๆ อย่างเราสองคนต้องการสนับสนุน แต่สำหรับเรื่องที่เพิ่งได้ยินนี้ ขนาดพี่โอเรนยังไม่ตอบตกลง ยังรับรู้ได้แล้วว่า หากพวกเราได้ย้ายไปที่นั่นจริง พวกเรารวมทั้งกิจการจะต้องรับแรงกดดันและปัญหามากมายจากเจ้าของอำนาจเป็นแน่แท้


พวกเราไม่คิดเลยว่าสองคนเจ้าปัญหานั่นจะเล่นไม้นี้กับพวกเรา...


เซ็งชะมัด!








 

บริษัทของพี่โอเรนทำงานอยู่คือบริษัทด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอาไชน์ และตอนนี้อาจเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศเครือจักรภพด้วยซ้ำ เมื่อบริษัทใหญ่อื่นถูกโค่นล้มทางธุรกิจไปเกือบหมดแล้ว คู่แข่งที่เหลืออยู่ก็มีไม่กี่แบรนด์เท่านั้น 


เวลานี้บริษัท ‘Upside Tech’ ที่พี่โอเรนทำงานอยู่ก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่งของบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี สินค้าสำคัญของแบรนด์คือ หุ่นยนต์อเนกประสงค์ที่ถูกพัฒนาโดยหัวหน้าทีมวิจัยสุดหล่ออย่าง 'โอเรน เดอ เซกอล' นอกจากหุ่นยนต์แล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คงเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งซอฟต์แวร์ต่าง  ๆ ที่คนเกือบครึ่งประเทศเลือกใช้เป็นอันดับต้น ๆ 


พี่โอเรนเข้าบริษัทนี้ตั้งแต่เด็ก ฉายแววความสามารถจนเจ้าของบริษัทสามารถพัฒนาธุรกิจขายหุ่นยนต์ทำความสะอาดสุดก๊อกแก๊กให้กลายเป็นหุ่นยนต์สุดแสนไฮเทคและอเนกประสงค์ได้แบบปัจจุบัน 


ดังนั้นจึงสรุปได้ง่าย ๆ ว่า บริษัทต้องการพี่โอเรนในฐานะนักพัฒนาและทีมวิจัย ไม่ใช่ฐานะผู้บริหารกิจการในสาขาต่างประเทศแน่


และด้วยเหตุผลเหล่านี้ พี่โอเรนจึงเป็นบุคลากรในองค์กรที่สำคัญมากในบริษัท จนอาจเรียกได้ว่าเป็นลูกรักสุด ๆ ในบริษัทแล้ว ทำให้มีเหตุผลมากมายร้อยล้านแปดข้อที่ผู้บริหารไม่ควรส่งพี่เขาไปบริหารงานในสาขาต่างประเทศ


เพียงแค่นี้ก็รู้แล้วว่าการย้ายของพี่โอเรนไม่ชอบมาพากล...


ทว่าแม้ฉันกับอันเซลรู้เรื่องนี้ดี แต่เราทั้งคู่ก็พยายามไม่คิดมากเรื่องนั้น แล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อน ทำการบ้าน เตรียมตัวสำหรับการเรียนพรุ่งนี้แบบใจลอย ๆ


โชคยังดีที่ตอนนี้พี่โอเรนยังไม่ตอบตกลงข้อเสนอ ทั้งยังบอกผู้บริหารไปว่า เขาจะขอเวลาตัดสินใจนิดหน่อย คาดว่ายังไงเสียพี่เขาก็ต้องบอกน้อง ๆ เรื่องนี้ก่อน 


ฉันก็คิดว่าพี่โอเรนน่าจะพอเข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องนี้


วันรุ่งขึ้นฉันกับอันเซลทำท่าจะไปเรียนด้วยกันตามปกติ แต่พี่โอเรนกลับบอกว่า พี่เขาจะไปส่งที่โรงเรียนเอง เพราะมีเรื่องอยากจะพูดคุยด้วยเล็กน้อย


พอรู้ถึงสาเหตุที่พี่เรนจะไปส่ง ฉันกับอันเซลก็หันมามองหน้าอย่างรู้กัน


พี่เขาจะพูดเรื่องงานแน่...


เราสองคนเดินไปนั่งบนรถเก๋งของพี่โอเรน นาน ๆ ทีจะมีหนึ่งหน ที่ฉันกับอันเซลจะได้ไปเรียนพร้อมกับพี่โอเรน เพราะทางไปบริษัทของพี่เขากับโรงเรียนอยู่คนละทาง พวกเราไม่อยากตื่นเช้ามาก แล้วก็ไม่อยากให้พี่โอเรนเข้างานสาย จึงเลือกไปกันเองแทน


ทว่ามันก็จะมีช่วงพิเศษอย่างเช่นฝนตกหนัก หรือพี่เขามีเรื่องจะคุยด้วย พวกเราก็จะได้นั่งรถของพี่โอเรนไปเรียนแบบนี้


เมื่อรถเก๋งสีขาวเคลื่อนตรงไปสู่โรงเรียน พวกเราก็ฟังเพลงตื๊ด ๆ EDM ตามความชอบที่เหมือนกันแต่เช้า ไล่ความง่วงงุนออกจากร่าง ระหว่างทางในช่วงแรก พี่เขาชวนคุยเรื่องการเรียน ก่อนจะวกมาเรื่องนักเรียนแลกเปลี่ยน


เจ้าหญิงออคตาเวียกับเจ้าชายวาเลนติน... พวกเธอลองดูแลพวกนั้นใกล้ชิดสักนิดนะ


พี่โอเรนรู้จริง ๆ ว่าเรื่องงานของพี่เขา เกิดจากสองคนนั้น...


พี่โอเรนมีอะไรรึเปล่า อันเซลเอ่ยถาม คิ้วของเขาขมวดมุ่นด้วยความกังวล เขากำลังคิดว่าพี่โอเรนอยากให้เขาตีสนิทกับเจ้าหญิงเจ้าชายพวกนั้น แต่เขาไม่อยากย้ายไปต่างประเทศ และแน่นอนว่าโดยเฉพาะราชอาณาจักรอัสเทียนั่น


ประเทศนั้นมีคนลือว่างดงาม สถาปัตยกรรมวิจิตรตระการตา พระราชวังและโบสถ์ใหญ่ ๆ สร้างขึ้นมาจากทองคำ แสดงชัดเจนถึงความร่ำรวยของราชวงศ์


แต่มันก็คงงดงามแบบดอกกุหลาบที่เต็มไปด้วยหนามแหลม...


พี่โอเรนยิ้ม ไม่มีอะไรหรอก มันก็แค่เรื่องของเด็ก ๆ


คำพูดของพี่โอเรนอาจดูไม่มีอะไร แต่ความจริงมันเป็นโค้ดลับของพวกเราสามพี่น้องที่เคยนั่งสร้างร่วมกันตอนที่ติดหนังสายลับหนัก ๆ และประโยคนั้นมีความหมายว่า พี่เขาจะปล่อยให้พวกเราจัดการ


พี่โอเรนรู้ถึงความสามารถของเจ้าหญิงออคตาเวียดี ทำให้เลือกใช้โค้ดลับในการพูดคุยกับพวกเรา เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายมาแอบดูสถานการณ์ที่เกิดในรถ แล้วล่วงรู้แผนลับของพวกเรา


ฉันกับอันเซลได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มรับราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ในเมื่อพี่โอเรนไว้ใจพวกเราขนาดนี้แล้ว


ดังนั้น...


พวกเราก็จะต้องจัดการเรื่องนี้ให้สำเร็จ เหตุมันเกิดจากพวกเราก็ต้องจัดการด้วยมือของพวกเรา


การขยายธุรกิจไปต่างประเทศนั้นไม่ผิด ผู้บริหารอยากขยายธุรกิจก็ตามสบาย เพราะถ้าบริษัทรวยขึ้น พวกเราก็รวยขึ้นตามเหมือนกัน แต่ว่าคนที่ต้องไปบริหารต้องไม่ใช่พี่โอเรน เพราะพวกเราต้องการพี่เขามาก แล้วก็ไม่ต้องการย้ายไปอยู่ต่างประเทศด้วย


ในโลกนี้ ประเทศอาไชน์คือสถานที่ที่สบายที่สุดในชีวิตแล้ว!


อีกอย่างแค่คิดว่าต้องไปใช้ชีวิตตามแบบที่ใครบางคนต้องการ ใครบางคนที่แอบบงการอยู่เบื้องหลัง แล้วคิดว่าตัวเองมีอำนาจบ้าบอแบบนี้ แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเราอยากต่อต้านใจจะขาด 


เรื่องนี้ควรจะต้องเป็นเรื่องธุรกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และคนที่ควรไปเป็นผู้บริหารก็ควรเป็นคนที่ต้องการความก้าวหน้าที่แท้จริง แต่พี่โอเรนไม่ใช่คนแบบนั้น พี่เขาเป็นคนเรียบง่ายที่ต้องการแค่หน้าที่การงานมั่นคง แล้วอยู่ดูแลพวกเราให้เติบโต


ตอนเช้าไปทำงาน ตอนเย็นกลับบ้านมาอยู่กับพวกเรา... 


พี่เขาต้องการพวกเรามากพอ ๆ กับการอยู่นประเทศนี้อย่างสงบ ครอบครัวของพวกเราจึงไม่สามารถปล่อยให้คนบ้าอำนาจอย่างเจ้าหญิงกับเจ้าชายนั่นมาพรากความสุขไปได้!  


ฉันกับอันเซลจะต้องทำให้พวกเราได้อยู่ด้วยการตามปกติสุขเหมือนปกติ! 









 

เมื่อมาถึงโรงเรียน ฉันกับอันเซลก็จุ๊บลาพี่โอเรนคนละฟอด ก่อนจะเดินลงจากรถด้วยหัวใจที่พร้อมสู้กับเจ้าหญิงออคตาเวียและเจ้าชายวาเลนตินเต็มที่ เพื่อทวงความสุขของครอบครัวกลับมา


ให้ตายก็ไม่ยอมให้คนบ้าพวกนั้นมาพรากความสุขของพวกเราไปหรอก!


อันเซลหันมามองฉัน ก่อนจะพูดว่า ตอนเที่ยงจะมาถามเรื่องการบ้านนะ คำพูดนั่นแปลว่า ตอนเที่ยงจะส่งข้อความมาคุยเรื่องงานด้วยนะ


ฉันยักไหล่ตอบ ซึ่งหมายความว่า ตามนั้นเลย


จากนั้นเราสองคนก็เดินเข้าโรงเรียนพร้อมกัน พอเดินมาจนถึงทางเดินเข้าตึกของชั้นปีที่ 3 ฉันก็บังเอิญเจอกับโอลิเวียที่กำลังนั่งคุยกับเพื่อนเข้า


เธอหันมาเห็นฉันก็ทำหน้าเป็นห่วง ตะโกนเรียกฉันให้หยุดเดิน เพราะมีเรื่องจะคุยด้วย ก่อนจะรีบเดินตรงมาหาอย่างรวดเร็ว


คาริน่า เมื่อวานเกิดเรื่องวุ่นน่าปวดหัว เสียใจด้วยนะ เธอพูดด้วยความเห็นใจแบบคนแสนดีที่น่าชื่นชม ก่อนจะยื่นถุงที่ข้างในใส่กล่องขนมมาให้ฉัน แล้วบอกว่า เมื่อวานที่ร้านเพิ่งวางขายขนมเค้กรสใหม่ ฉันก็เลยเอามาให้เธอกับเคลวินลองชิม แก้เรื่องปวดหัว แล้วก็เอามาฝากอันเซลด้วยนะ เพราะกลัวพวกเธอจะแย่งกัน


ขนาดโอลิเวียก็ยังรู้จักนิสัยของอันเซลจอมแสบดี...


ดังนั้นคงไม่ต้องให้อธิบายว่า อันเซลเขาแสบมากขนาดไหนหรอกนะ


ฉันยิ้มแล้วยื่นมือไปรับถุงใส่ขนมเค้กทั้ง 3 ถุงมา พร้อมกับพูดว่า "ขอบคุณสำหรับเค้กมากเลยนะ โอลิเวียใจดีจัง"


"ไม่เป็นไรจ๊ะ"


โอลิเวียเป็นลูกเจ้าของร้านขนม เธอมีฝีมือในเรื่องการทำขนมและอาหารมาก ฉันจำได้ว่าเคยเรียนวิชาคหกรรมด้วยกันกับเธอ และโอลิเวียก็ทำผลงานได้ดีจนน่าทึ่ง แน่นอนว่าอาหารชนิดเดียวกัน จานของเธอแตกต่างจากจานของฉันลิบลับ


แต่สิ่งสำคัญคือ ตอนนี้โอลิเวียช่างเหมือนนางฟ้า...


ฉันยิ้มให้ผู้หญิงตรงหน้า ก่อนจะหันไปยื่นถุงขนมเค้กให้อันเซล แต่ปรากฏว่าเห็นเขากำลังมีหน้าซีดเผือด ในดวงตาฉายแววอับอายอะไรบางอย่าง



จากนั้นอันเซลตัวแสบก็เดินมาหลบอยู่หลังฉันแล้วพูดเสียงเบาว่า ไม่เคยอับอายอะไร จนขนลุกแล้วก็โมโหไปพร้อม ๆ กันแบบนี้เลยวะเจ๊


ฉันขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ฟังดังนั้น จึงหันมองไปตามสายตาของเขา ก่อนจะเห็นป้ายรูปหน้าอันเซลใหญ่เท่าบ้าน แถมยังเป็นรูปหน้าตรงถ่ายติดบัตรอีก รูปนั่นแขวนเด่นหราอยู่บนตึก มีข้อความว่า เจ้าชายวาเลนตินเชียร์อันเซลในกีฬาสานสัมพันธ์หมดหัวใจ และต้องการให้อันเซลมาเยี่ยมเยียนราชอาณาจักรอัสเทีย!’


อายแทนชะมัด...


เจ้าชายนั่นคงใช้อำนาจของตัวเองไปทำป้ายบ้า ๆ นี่เพื่อส่งสารให้ผู้บริหารโรงเรียนเห็นว่าเขาต้องการให้อันเซลไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศเขาบ้าง


แต่แบบนี้ไม่เรียกว่าใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม กดดันให้ผู้บริหารถีบอันเซลเข้านรกเรอะ!


ฉันทำท่าจะหันไปลูบหลังน้องชายเพื่อปลอบใจ แต่ตอนนั้นเองที่มีอีกป้ายเปิดออก และนั่นเป็นรูปหน้าตรงติดบัตรหน้าของฉันอันใหญ่เท่าบ้าน ข้อความเหมือนป้ายของอันเซลเป๊ะ แต่เป็นข้อความจากเจ้าหญิงออคตาเวีย


'เจ้าหญิงออคตาเวียเชียร์คาริน่าในกีฬาสานสัมพันธ์หมดหัวใจ และต้องการให้คาริน่ามาเยี่ยมเยียนราชอาณาจักรอัสเทีย!’



ไม่นะสวรรค์...


ไม่เอาแบบนี้!


ฉันอับอายจนหน้าร้อนผ่าว แค่รูปติดบัตรเล็ก ๆ ก็ไม่อยากจะโชว์ให้ใครเห็นแล้ว แต่นี่ยัยเจ้าหญิงดันเอาไปปริ้นมาจนใหญ่เท่าบ้าน แล้วเอามาติดอยู่บนตึกให้คนทั้งโรงเรียนเห็น


โอ้ยยย!


ฉันคิดก่อนจะเดินไปหลบหลังโอลิเวียคนน่ารัก เพื่อทำใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะตอนนี้สายตาของเพื่อนร่วมชั้นทั้งหลายหันมามองฉันกับน้องชายด้วยความสนใจกันถ้วนหน้า 


ส่วนโอลิเวียก็ใจดีเสียเหลือเกิน เธอหัวเราะแบบเก้อเขินให้คนที่พยายามมองทะลุหลังมา พร้อมกับปัดมือไปมาเหมือนต้องการบอกว่าไม่มีอะไร อย่าสนใจกันเลย


แต่ใครจะสนใจโอลิเวีย ในเมื่อพวกเขาสนใจฉันกับอันเซลมากกว่า...


ฉันเห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจออกมา เป็นคนดังแล้วคนรู้จักมันก็แบบนี้ พอเกิดเรื่องน่าอายก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนที่ไหนดี


แต่ว่านะ...


ไอ้เจ้าหญิงเจ้าชายบ้าพวกนี้ ทำไมชอบทำเรื่องเว่อร์ ๆ น่าอายแบบนี้กัน


น่าอายชะมัด!


ฉันคิดแล้วก็ซุกหลังโอลิเวียมากกว่าเดิม ก่อนจะบังเอิญเหลือบไปเห็นสายตาอันเซลที่ซุกหลังฉันต่อ จากนั้นเราสองคนก็พยักหน้าให้กันแบบเข้าใจกันดี


พวกเราต้องรีบจัดการไอ้เจ้าหญิงกับเจ้าชายบ้าพวกนี้ที่ทำให้พวกเราอับอายให้ราบคาบ


เดี๋ยวรู้เลยว่าเล่นกับใครไม่เล่น ดันมาเล่นกับรูปหน้าตรงติดบัตรของฉันกับอันเซล !


แม่กับพ่อจะไม่ปราณี !!!


หึ!


*****************


อันเซลกับคารินจะแก้เผ็ดสองพี่น้องบ้าอำนาจยังไงน้าาาา


ใบ้ว่า...

นุ้งแจ็คสัน กบจิ๋วจะมีบทละ 55555


ส่วนวิธีแก้เผ็ดนี่ ไม่มีความรุนแรง แต่ก็ออกแนววายร้ายแน่นอน 555555





ตอนหน้าเดี๋ยวมาเจอกันอีกน้าาาาาา


ลาด้วยสีหน้าชิล ๆ ของไรต์ หลังจากตอนนี้มีกองทัพดุ๊กดิ๊กในสต๊อกเพียบละ 55555










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.016K ครั้ง

121 ความคิดเห็น

  1. #8435 Malicrima (@Malicrima) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2561 / 23:39

    ทำไมรู้สึกเอ็นดูโอลิเวียยย ฮื้อออ น้องงงง

    เราเคยอ่านเรื่องนี้ไปช่วงแรกๆแล้วหายไป กลับมาอีกทีก็จบแล้ววว 



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 11 ตุลาคม 2561 / 23:41
    #8435
    0
  2. #5111 miyumiyu (@miyumiyu) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 23:04
    เกลียดความหน้าชิลล์ของไรท์อ่ะ 55555
    #5111
    1
  3. วันที่ 30 เมษายน 2561 / 22:33
    ปัญหาอยู่ที่ภาพที่เอามาใช้สินะ 555
    #4722
    1
    • #4722-1 Avaritia >///< (@11minerva) (จากตอนที่ 17)
      6 พฤษภาคม 2561 / 21:37
      จริงค่ะ รูปติดบัตรเป็นอะไรที่แตะต้องไม่ได้เด็ดขาด!
      #4722-1
  4. วันที่ 17 เมษายน 2561 / 00:22
    ตลก 5555
    #2788
    0
  5. #2082 KATE ^^ (@Kettipa) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 19:51
    นี่เล่นยันรูปติดบัตรเลยอ่อ
    รูปติดบัตรนี่...งานช้าง!!!
    #2082
    0
  6. #1312 Suangsykung (@Suangsykung) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 23:03
    รูปติดบัตรนิ้วนึงก็แทบจะเอาไปฝังไว้หลังบ้านแล้ว นี่แบบ... ม่ายยยยยย
    #1312
    0
  7. #1264 zujune2000 (@zujune2000) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 15:08
    สงสารอ่ะะะะ แต่นึกภาพมุดหลังต่อกันมันก็น่ารักดีนะ งื้ออออ
    #1264
    0
  8. #1189 Gabriel42 (@Gabriel42) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 20:15
    น่าจับทำน้ำแข็งใสนะนั่น555
    #1189
    0
  9. #1148 Phiny_NC (@Phiny_NC) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 17:58
    โอ้ยรูปติดบัตร หน้าตรงอีก แช่ฟรีตดีไหมเจ๊
    #1148
    0
  10. #1141 kittybeanz (@kittybeanz) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 16:04
    รูปถ่ายบัตร โอ๊ย สงสาร555 รอค่ะรอ
    #1141
    0
  11. #1140 Mayogo (@0844185158) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 15:21
    กองทัพดุ๊กดิ๊ก??
    #1140
    0
  12. วันที่ 5 เมษายน 2561 / 15:08
    ให้รู้ว่าใครเป็นใคร!!!!
    #1139
    0
  13. #1138 HighGirl (@Ammy_PMP) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 13:59
    ตลก5555555555555
    #1138
    0
  14. #1137 Hiroyosha (@kanokthon59) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 13:58
    สักพักตอนหน้าคงมีฉากทุ่งลินลี่ก็ยาโอที่พี่น้องคู่นี้ไปเคลียตัวๆแหง๋ๆๆๆ555+รอเด้อออออ
    #1137
    0
  15. #1136 PAILIN_IN THE.MOON (@napatsagorn) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 13:47
    ชอบบบบ มากกกกก ติดตามค่ะ เสียดายที่เพิ่งมาเจอ :-D :-D :-D
    #1136
    0
  16. #1135 Lifeลั้นลา (@erone) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 13:02
    รอดูความชิบหายวายวอดที่2พี่น้องทำค่ะ5555
    #1135
    0
  17. วันที่ 5 เมษายน 2561 / 11:39
    อยากเห็นละว่าสองพี่น้องจะทำยังไง
    #1134
    0
  18. #1133 Ammilina (@Ammilina) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 11:30
    จะรอดูความแสบของเจ้คาริน่าและอันเซลตัวร้ายนะคะ
    #1133
    0
  19. #1132 Aomam_33149 (@Aomam_33149) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 09:25
    รอดูการแก้มือของสองพี่น้องเลยล่ะค่ะ
    #1132
    0
  20. #1131 Distress (@janjita) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 07:48
    ขอบคุณค่ะ
    #1131
    0
  21. #1130 -Kkanoiz- (@savna) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 07:26
    นุ้งแจ๊กสันกะลังจามีบท!!! เย่!!!
    #1130
    0
  22. #1128 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 02:20
    อยากเห็นวิธีดัดนิสัยเจ้าหญิงเจ้าชายเอาแต่ใจแล้วค่ะ แสบแน่นอน 5555555555
    #1128
    0
  23. #1127 yafi (@yafi) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 00:32
    เกลียดดุ๊กดิ๊กไรท์ โอ๊ยยยยย
    รอลุ้นสองแสบเอาคืนแล้ว เลื่อนมาเจอดุ๊กดิ๊กนี่ฮากว่า 555555
    #1127
    0
  24. #1126 Lentear (@Lentear) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 00:29
    สองพี่น้องเหมือแฝดคลานตามกันมาอะ เด๊ะๆเลย555
    #1126
    0
  25. #1125 Fikusa (@famedragonoy) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 00:14
    ถึงเวลาออกโรงแล้วแจ็คน้อย
    #1125
    0