คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Fic Detective Conan | Kaishin] Emergency!!

โดย eiycorin

...จะมีวันพัฒนานอกจากศัตรูคู่ปรับไปเป็นอย่างอื่นไหมนะ?

ยอดวิวรวม

425

ยอดวิวเดือนนี้

63

ยอดวิวรวม


425

ความคิดเห็น


5

คนติดตาม


33
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  25 ก.ย. 62 / 21:21 น.
นิยาย [Fic Detective Conan | Kaishin] Emergency!! [Fic Detective Conan | Kaishin] Emergency!! | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


...จะมีวันพัฒนานอกจากศัตรูคู่ปรับไปเป็นอย่างอื่นไหมนะ?




ยามแสงแดงลากลับลับขอบฟ้า

เหล่าดารามากมีพาเฉิดฉาย

แสงนวลตาจันทราส่องกระทบกาย

สิ่งที่หมายมองมาขอรับไป

                                         

                                             จอมโจรคิด





เป็นเรื่องสั้น (ที่ค่อนข้างยาว) ตอนเดียวจบค่ะ

ชอบหรือไม่อย่างไร คอมเมนต์บอกกันได้นะคะ


เนื้อเรื่อง อัปเดต 25 ก.ย. 62 / 21:21




Emergency !!

Pairing : Kuroba Kaito x Kudo Shinichi

Type : one shot | PG

Note : สลับไปมาระหว่างโคนันและชินนะคะ แต่ไม่ติดคุกแน่นอน 55555 เป็นเพราะความไม่เสถียรของยาแก้พิษ APTX ค่ะ

ปล. เราไม่สันทัดเรื่องคำปริศนาหรือสานส์เตือนของท่านคิดนะคะ โปรดเอ็นดูจดหมายเตือนง่อยๆ ของเรา …

 


 

 

ยามแสงแดงลากลับลับขอบฟ้า

เหล่าดารามากมีพาเฉิดฉาย

แสงนวลตาจันทราส่องกระทบกาย

สิ่งที่หมายมองมาขอรับไป

                                                                               จอมโจรคิด

 

หลังจากเหล่าตำรวจได้รับสานส์เตือนจากจอมโจรใต้แสงจันทร์ที่รู้จักดีจากเจ้าของอัญมณีเม็ดงาม ตำรวจแทบทั้งกองต่างก็พากันมารวมกันอยู่ที่ตึกในโรงแรมไฮโด้ซิตี้ แม้ว่าเจ้าของอัญมณีจะไม่ได้มีความวิตกกังวลเท่าใดมากก็ตามเพราะเจ้าตัวบอกว่าของที่ตนมีไม่ได้มีราคาสูงเท่าใด แต่สารวัตรประจำหน่วยที่สองกลับยืนยันและยื่นคำขาดที่จะยกตำรวจมากมายมาคุ้มกันอยู่ดี

 

ที่ด้านล่างของโรงแรงเองก็ยังคงคับคั่งไปด้วยผู้คนมากมายที่เป็นแฟนคลับของจอมโจรรัติกาล เสียงเชียร์เรียกชื่อจอมโจรดังก้องมาถึงด้านในตึก แม้ว่าด้านนอกจะสภาพอากาศย่ำแย่ก็ตาม

 

หยาดน้ำที่หล่นมาจากฟากฟ้าตั้งแต่ที่พระอาทิตย์เริ่มตกดิน เหมือนจะไม่ได้มีผลต่อเหล่ากลุ่มแฟนคลับแม้แต่น้อย นากาโมริมีท่าทางเบื่อหน่ายกับซุ่มเสียงที่แว่วให้ได้ยินจนปั้นหน้าเหยเก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงสอดส่องสายตาไปทั่วบริเวณอยู่ดี

 

อีกไม่นาน จอมโจรคิดจะต้องปรากฏตัวแน่

 

งานนี้เหล่าตำรวจชั้นไม่สูงที่ยืนรายล้อมพากันกลืนน้ำลายปั้นหน้าเคร่งเครียดเมื่อจวนจะใกล้ถึงเวลาที่คิดนัดหมาย แม้ในสานส์เตือนจะไม่ได้มีคำบอกเวลาที่แน่ชัด แต่จากพรายกระซิบที่สารวัตรนากาโมริไม่ค่อยจะชอบใจเขาคนนั้นสักเท่าไหร่ให้คำตอบมา ก็ทำให้พวกเขาพอจะกะเวลาได้

 

และมันก็ดีไม่น้อยที่พรายกระซิบที่ว่าวันนี้เหมือนจะไม่สะดวกมา

 

“สารวัตรครับ! ด้านนอกฝนหยุดตกแล้วครับ!”

 

นายตำรวจคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในห้องจัดแสดงอัญมณี คนอื่นๆ เมื่อได้ยินว่าฝนหยุดตกแล้ว ก็พากันยืดตัวตรง เปิดประสาทสัมผัสเตรียมพร้อมรับมือกับผู้ที่คิดจะมาช่วงชิงของสำคัญกันทันที

 

แต่ต่อให้จะยกตำรวจมาทั้งกรมขนาดไหน ตู้เซฟจะมากไปด้วยลูกเล่นกลไกเท่าใด

 

หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่จอมโจรใต้แสงจันทร์ผู้นี้ตั้งเป้าหมายว่าจะรับมันไปแล้ว ย่อมไม่มีใครขวางทางเขาได้

 

เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังแทรกผ่านอากาศจนผู้คนในห้องแสดงพากันแตกตื่น นากาโมริตวาดเสียงแข็งเพื่อดึงสติลูกน้องของตน

 

เพล้ง!!

 

สิ้นเสียงกระจกแตก ตำรวจทุกนายก็พุ่งสายตาไปที่ตู้กระจกที่ครอบปิดอัญมณีทันที ไม่กี่วินาทีต่อมาควันสีเทาจางก็พวยพุ่งออกมาจากแท่นจัดวาง ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายตรงแท่น ก็มีเสียงของตำรวจรายหนึ่งแทรกขึ้นมา

 

“คิดมันลงบันไดไปข้างล่างแล้วครับ!”

 

864px-kaito_kid_signature.svg_

 

“ก็ไม่ใช่อีกนั่นล่ะนะ”

 

เสียงทุ้มติดกวนเอ่ยขึ้นแหวกเสียงลมที่กำลังโกรกผ่านดาดฟ้ายามค่ำคืนต้องไปกับผ้าคุมสีขาวผืนใหญ่จนพลิ้วไหวไปด้านหลัง

 

จอมโจรหนุ่มถอนหายใจออกมาพลางทิ้งตัวนั่งยองๆ ลงกับขอบดาดฟ้าที่ตนยืนอยู่ มณีเม็ดงามหากแต่ไม่ใช่ของที่ตนต้องการถูกนำใส่กระเป๋าเสื้อนอกอย่างทะนุถนอม เพื่อจะนำมันมาคืนเจ้าของในวันรุ่งขึ้น

 

นั่งเงียบอยู่สักพัก ริมฝีปากได้รูปเริ่มขยับเหยียดยิ้มออกมาเมื่อสองหูของตนได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา แม้ว่ามันจะดังมาจากบันไดที่อยู่ด้านในตัวอาคาร แต่ด้านบนดาดฟ้าที่เงียบสงัดบวกกับหูของเขาที่น่าจะดีกว่าคนทั่วไปด้วยทักษะจอมโจรของตนทำให้สามารถได้ยินมันได้อย่างชัดเจน

 

และก็คงเป็นคนคนที่ไม่ไกลไปจากการคาดการณ์ของไคโตะคิดเท่าไหร่หรอก ร่างโปร่งเหยียดตัวขึ้นเพื่อรอการมาของใครอีกคน

 

“ว่าแล้ว ว่านายต้องมา..ยืนเช็คอัญมณี..บนนี้”

 

คนโดนทักกระตุกยิ้มอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงอันคุ้นเคยทักทายมาหลังเสียงเปิดประตู แต่แว่วเสียงที่ว่ากลับทำให้เขาต้องขมวดคิ้วตามมา

 

จอมโจรในชุดสีขาวทั้งตัวหมุนกลับมามองคนที่อยู่ด้านใน ก่อนจะเห็นร่างสูงเท่ากันกับเขายืนอยู่หน้าประตูหนีไฟพอดี ดวงตาสีเดียวกับท้องฟ้ายามค่ำกำลังเพ่งมองไปทางจอมโจรอย่าง..อ่อนล้า ใบหน้าขาวเจือสีแดงจางออกมา พร้อมริมฝีปากที่เผยอหอบน้อยๆ

 

“นี่ต้องรีบวิ่งมาหาฉันขนาดนี้เลยเหรอ คุณนักสืบ” คิดกล่าวอย่างหยอกล้อ “น่าประทับใจจังนะ”

 

คนถูกทักว่ารีบวิ่งขึ้นมากลอกตาขึ้นเล็กน้อยจนจอมโจรหัวเราะในลำคอชอบใจ แต่แล้วคนที่ปกติจะต้องพูดจาเหน็บแนมและไขการโจรกรรมของเขาอย่างทุกทีกลับเงียบกริบ ริมฝีปากยังคงเผยอออกและหอบหนักมากขึ้น ทั้งยังแก้มทั้งสองข้างที่พากันเริ่มแดงจัดกว่าเดิม

 

“เฮ้ๆ คุณนักสืบ มาทำหน้าแบบนี้ก็ไม่ได้ช่วยเรียกคะแนนพิสวาศหรอกนะ” ..มั้ง

 

คำหลังคิดเลือกที่จะไม่พูดออกไป

 

“เรียกคะแนนบ้านนายสิ”

 

นักสืบมัธยมปลายในชุดสูทของโรงเรียนพูดเสียงติดแหบออกมา ยิ่งเรียกสายตาฉงนมาจากจอมโจรในชุดขาวมากขึ้น แต่เมื่อร่างสูงโปร่งของนักสืบหนุ่มกำลังก้าวมาด้านหน้าช้าๆ พร้อมกับสายตาของเจ้าตัวที่เหมือนจะจ้องมองไปยังเศษเก้าอี้ที่แตกพังอยู่ คิดก็เริ่มเข้าใจได้ในทันที

 

“คุณนักสืบ ฉันรู้นะ ว่านายยังใช้รองเท้าเสริมพลังอยู่” ดวงตาสีน้ำเงินมหาสมุทรหรี่มองที่รองเท้าสีแดงของชินอิจิ “นายในร่างนี้พร้อมรองเท้านั่น ขี้โกงกว่าตอนเป็นเจ้าหนูอีกนะ”

 

“กลัวรึไง” ชินอิจิเหยียดยิ้มมุมปาก แต่สุดท้ายก็ร่างกายกลับทรยศเขาด้วยการกระตุกขึ้นมาแรงๆ หนึ่งทีจนต้องยกมือกุมหน้าอกเอาไว้

 

“นี่นาย..” จอมโจรคิดที่เห็นท่าไม่ดีของอีกฝ่าย รีบเรียกเสียงแผ่วพลางพาตัวเองลงมาจากขอบดาดฟ้า แต่ยังคงรักษาระยะห่างจากชินอิจิเอาไว้ “สีหน้านายดูไม่ดีเลยนะ ไม่ใช่แค่เหนื่อยจากวิ่งมาแล้วสินะ”

 

“ก็ไม่ใช่ไง..เจ้าบ้า”

 

คนโดนด่าว่าเจ้าบ้าแค่นยิ้มแห้งๆ ออกมา ทั้งที่ฝ่ายจ้องจะโจมตีก็ท่าทางไม่สู้ดี แต่ยังไม่วายค่อนแขวะออกมาด้วยสายตาหาเรื่องจนจอมกวนประสาทต้องยกมือทั้งสองขึ้นอย่างยอมแพ้

 

“แค่ไม่สบาย..นิดหน่อย” ชินอิจิตอบด้วยเสียงที่เบาลงทุกที

 

“แล้วยังอุตส่าห์ตามมาจับฉันเนี่ยนะ ทำไมไม่ไปพัก” ไคโตะคิดว่าเสียงเข้มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว พลางขยับเข้าใกล้นักสืบม.ปลายมากขึ้นอย่างแนบเนียน

 

“ก็มัน..เป็นงานของฉันนี่” ว่าจบ ร่างโปร่งของนักสืบหนุ่มก็ลดตัวกับพื้นทันที มือขวาแตะลงที่ข้างรองเท้าสีแดงคาดขาวของตัวเองอย่างทันท่วงที เป็นจังหวะเดียวกันกับที่จอมโจรที่เผลอขยับเข้ามาใกล้เกินจะรู้ตัวว่าโดนกับดักของคุณนักสืบเข้าก็ทำให้เจ้าตัวแทบจะหมุนตัวหนีไม่ทัน

 

เมื่อวิ่งมาจนถึงขอบดาดฟ้าที่เดิม ไคโตะก็หันหน้ากลับไปมองคนด้านหลังหวังจะเยาะเย้ยที่อีกฝ่ายคงจะเตะซากเก้าอี้มาใส่ไม่ทัน แต่แล้วก็ต้องเบรกฝีเท้าสุดตัวและยั้งมือที่กำลังจะกลางแฮงไกลเดอร์ของตัวเองไว้อย่างเฉียดฉิว

 

ดวงตาสีมหาสมุทรทั้งสองข้างเบิกกว้างออกด้วยอารามตกใจ พลางร้องเสียงหลงออกมา เมื่อคนที่ควรจะตั้งท่าเตะของใส่เขากลับล้มหน้าคว่ำกับพื้น.. แน่นิ่งไปแล้ว

 

“คุโด้คุง!”

 

864px-kaito_kid_signature.svg_

 

แสงแรกของวันสาดส่องเข้ามาภายในห้องที่แง้มม่านไว้เล็กน้อย ปลุกคนที่กำลังนอนขดตัวใต้ผ้าห่มบนเตียงให้ลืมตาตื่นขึ้นมา แม้ว่าความจริงแล้วเขาจะรู้สึกหนักที่เปลือกตาและปวดหัวอย่างมากจนแทบไม่อยากจะตื่นขึ้นมาก็ตามที

 

ดวงตากลมโตสีเดียวกับท้องฟ้ายามค่ำปรือมองไปรอบๆ ด้วยความมึนงง หัวสมองพยายามประมวลผลสิ่งที่จำได้ครั้งสุดท้าย นั่นคือตัวเขาที่วิ่งกระหืดกระหอบไปที่ดาดฟ้าตอนประมาณห้าทุ่ม เพื่อไปหาจอมโจรคู่ปรับที่ส่งสานส์มาว่าจะทำการขโมยอัญมณีในคืนที่ผ่านมา แต่เพราะตัวเองที่มีไข้มาตั้งแต่ช่วงบ่ายทำให้มาร่วมจับอีกฝ่ายไม่ได้แต่แรก แม้สุดท้ายก็จะฝืนร่างกายตามมาทีหลังก็ตาม

 

แล้วหลังจากนั้น…

 

จากนั้นน่ะเหรอ

 

ยืนคุยกันสักพัก แล้วก็วูบไปเลย!

 

ชินอิจิยกมือคลึงขมับ กวาดสายตามองไปรอบข้างไวๆ เพื่อสำรวจว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แล้วก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องที่ไม่คุ้นเลยสักนิด จากการคาดการณ์มันเป็นเหมือนห้องหรูๆ ห้องหนึ่ง นอกหน้าต่างที่ม่านแง้มไว้พอให้เห็นด้านนอกได้ทำให้เขาเห็นพวกตัวตึกมากกว่าที่จะเป็นต้นไม้หรือหลังคาบ้านหลังอื่น

 

โรงแรมไม่ก็พวกคอนโดงั้นเหรอ

 

คลายข้อสงสัยได้ยังไม่ทันไร เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นเรียกสติเสียก่อน ชินอิจิเบิกตาขึ้นแล้วกำผ้าห่มแน่น ดวงตาทั้งสองจ้องไปยังผู้มาใหม่…

 

เอ๊ะ? ใครกัน?

 

ร่างของเด็กหนุ่มที่ดูแล้วน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน เส้นผมสีดำขลับสั้นฟูยุ่งกว่า แต่ดวงตาทั้งสองกลับมีสีที่คล้ายคลึงกับตัวชินอิจิไม่น้อยกำลังเบิกตามองแบบตื่นๆ ไปยังคนที่อยู่บนเตียงเช่นกัน แต่ไม่นานก็คลายสีหน้าลงแล้วผุดยิ้มจาง พร้อมกับเดินถือถาดอาหารมายังข้างเตียง

 

เหมือน..เราจัง

 

ชินอิจิคิดกับตัวเองพลางกะพริบตาปริบๆ มองคนที่เดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงพลางจัดอะไรสักอย่างในถาดไม่วางตา ในหัวนึกทวนเรื่องเมื่อคืนอันแสนเลือนรางอีกครั้งอย่างหนัก เขาคุยอยู่กับจอมโจรคิด กำลังจะเตะอัดเจ้าโจรขี้เก๊กนั่น..

 

“คิด!!”

 

ชินอิจิร้องแหวออกมาทั้งที่ยังรู้สึกแสบในลำคอจนไอโครกออกมา เจ้าตัวยกมือกุมลำคอหวังจะบรรเทาอาการปวดแสบ แต่ก็ไม่อาจลดลงแม้แต่น้อยจนดวงตาทั้งสองคลอน้ำตา

 

“เฮ้ๆ คุณนักสืบ อย่าเพิ่งเสียงดังสิ แล้วก็นอนลงไปด้วย”

 

คนที่น่าจะเป็นคิดว่าเสียงดุพลางใช้นิ้วชี้นิ้วเดียวดันหัวคนที่โพล่งตัวลุกขึ้นมาจากเตียงให้นอนลงไปเหมือนเดิม แล้วชินอิจิก็ต้องแปลกใจกับตัวเองอีกครั้ง เมื่อเขารู้สึกได้ว่าเสียงที่เปล่งไปเมื่อครู่มันไม่ใช่เสียงของคุโด้ ชินอิจิ แต่เป็นเสียงของเอโดงาวะ โคนัน!

 

มือทั้งสองข้างขยับออกมาจากใต้ผ้าห่มแล้วชูขึ้นไปกลางอากาศ ก่อนที่ดวงตาทั้งสองข้างจะต้องเบิกกว้างออกมาเมื่อพบว่าตัวเอง กลับมาตัวหดเล็กลงอีกครั้ง

 

ผู้ใหญ่ในร่างเด็กถอนหายใจเฮือกพลางทิ้งมือลงแนบตัว ศีรษะทุยเอียงมองไปยังคนข้างกายที่พาตัวเองนั่งลงบนเตียงพลางส่งยิ้มแป้นแล้นรอออกมา

 

“นายน่ะ คิดสินะ”

 

“ใช่ ฉันเอง”

 

ชิน.. ตอนนี้คงเป็นโคนันสินะ หรี่ตามองคนข้างกาย ก่อนจะจ้องไปยังใบหน้าที่แทบจะเหมือนเขาตอนโตทุกกระเบียดนิ้ว จะต่างกันก็ตรงทรงผมที่ฟูยุ่งเหยิงกว่าของอีกฝ่ายก็เท่านั้น

 

“หน้าจริงๆ ของนาย?” โคนันตัดสินใจถามออกไปอย่างไม่อ้อมค้อม

 

จอมโจรรัติกาลกระตุกยิ้มมุมปาก เจ้าตัวโน้มใบหน้าลงมามากขึ้นจนเกือบชิดคนที่นอนอยู่ แต่โคนันก็ไม่ได้หลบหน้าหนีแต่อย่างใด

 

“นายคิดว่าการที่นายป่วยนอนซมแบบนี้ จะยอมให้ฉันใช้หน้าจริงของตัวเองเข้าหานายเหรอ?”

 

ตากลมฉายแววเรียบเฉยออกมา ก่อนจะเบือนหนีไปอีกทางแล้วไอออกมาเบาๆ ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกหลังจากคำตอบของไคโตะ จอมโจรในคาบคนธรรมดาจึงเอื้อมตัวไปหยิบถาดอาหารบนโต๊ะหัวเตียงมาวางไว้บนตัก

 

“กินข้าวก่อนเร็วเจ้าหนูนักสืบแล้วจะได้กินยา ไข้นายสูงมาก กว่าจะลดลงจนมีสติได้นี่เล่นเอาฉันเหนื่อยทั้งคืน”

 

คนป่วยยอมพยักหน้ารับแต่โดยดี ร่างเล็กค่อยๆ ยันตัวจากใต้ผ้าห่มมาลุกขึ้นนั่งดีๆ แม้จะยังเวียนหัวอย่างมากจนโงนเงนไปมา ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ให้คนไข้สูงทรงตัวได้ ไคโตะจึงเริ่มขยับเข้าไปใกล้มากขึ้น

 

“เดี๋ยวฉันป้อนนะ” ไคโตะว่าพร้อมยิ้มเผล่ทะเล้นออกมา

 

“ไม่เอา แค่เป็นไข้ ไม่ได้เป็นง่อยนะ” โคนันปฏิเสธหน้าหงิกทันที

 

“หืม? เขินเหรอเจ้าหนูนักสืบ” คนเจ้าเล่ห์ขยับหน้าเข้าไปใกล้คนตัวเล็กจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนเพราะพิษไข้จากอีกฝ่าย

 

“เขินบ้าไรเล่า! ป่วยไงป่วย!” คนป่วยยังคงเอ่ยปฏิเสธเสียงแข็งเช่นเดิม แม้ใบหน้าจะซับสีแดงกว่าเดิมจนน่าสงสัยมากก็ตาม

 

ไคโตะหัวเราะหึในลำคอพลางเริ่มตักข้าวต้มในมือมาจ่อปากเด็กแสบตรงหน้า แม้จะได้รับสายตาเขียวปั๊ดไม่พอใจกลับมาจากเจ้าตัว แต่ไคโตะก็หาได้สนใจไม่ เขาคะยั้นคะยอจะป้อนให้ได้จนสุดท้ายโคนันก็ยอมให้เจ้าตัวทำตามใจ

 

ความร้อนของข้าวต้มช่วยให้ลำคอที่แสบร้อนดีขึ้น แม้มันจะอร่อยมากจนน่าแปลกใจ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเจ็บมากจนไม่สามารถกินได้อย่างรวดเร็วอยู่ดี เป็นการกินข้าวหนึ่งถ้วยที่โคนันรู้สึกว่าเนิ่นนานที่สุดเท่าที่เคยใช้เวลากินมา

 

แล้วคนข้างกายที่ตั้งอกตั้งใจป้อนข้าวเขานี่สิ ก็ดูจะไม่มีท่าทีอิดออดเลยแม้แต่น้อย กลับใจเย็นยอมนั่งป้อนจนเขากินหมด

 

“ค่อยยังชั่วที่ตอนนี้นายกินยาได้เอง

 

หลังจากโคนันกลืนเม็ดยาลงคอไปแล้ว ไคโตะก็เอ่ยขึ้นมาหลังจากเงียบไปร่วมชั่วโมง คิ้วเรียวของเด็กน้อยเลิกขึ้นด้วยความสงสัยในคำพูดของจอมกะล่อนตรงหน้า แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรออกไปอย่างที่นึกสงสัย ก็โดนอีกฝ่ายเอ่ยตัดหน้าก่อน

 

“ทำไมนายยังกลับมาเป็นเจ้าหนูล่ะคุณนักสืบ ก็เห็นกลับมาร่างเดิมได้ปกติแล้วนี่” ไคโตะที่นั่งขัดสมาธิบนเตียงจ้องตาแป๋วไปยังเด็กที่นั่งหน้างอตรงหน้า

 

ถ้ามีหูหางก็คงจะไหวไปมาแล้วมั้ง เจ้าคิด

 

โคนันคิดกับตัวเองพลางยกนิ้วเกาแก้ม ในหัวก็พยายามเรียบเรียงคำตอบของคำถามไปด้วย

 

“เพราะยาแก้พิษมันไม่เสถียรน่ะ” คนฟังเอียงคอสงสัยมากขึ้น “มันก็เป็นธรรมดาที่ของมันจะมีตำหนิบ้างน่ะนะ ซึ่งตำหนิที่ว่านี่ก็คือถ้าฉันไม่สบาย อุณหภูมิในตัวสูงขึ้น มันจะไปแก้ผลของยา ทำให้ฉันกลับมาเป็นแบบนี้ไงล่ะ”

 

ไคโตะมีสีหน้าเข้าใจแจ่มแจ้งมากขึ้นเหมือนเด็กที่ได้รับการไขปริศนาให้กระจ่าง โคนันมองดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ดูๆ แล้วไม่เหมือนคิดที่เขาเจอมาตลอดการปะทะกันเลย คนตรงหน้าดูจะชอบแสดงสีหน้าออกมาตรงๆ มากกว่า ดูซื่อตรงกว่าไคโตะคิดยังไงชอบกล

 

แต่ก็ไม่ได้จะบอกว่าไม่มีกลิ่นอายของจอมโจรนั่นเลยหรอกนะ

 

“ฉันถามอะไรหน่อยสิ” คนกลับกลายมาเป็นโคนันอีกครั้งตะลึงเล็กๆ ก่อนจะซุกหน้าลงกับผ้าห่ม เมื่อเขาเกิดรู้สึกเขินขึ้นมาตงิดๆ หลังพลั้งปากจะถามอะไรออกไปตามที่ในหัวสมองเกิดสงสัยขึ้นมา

 

คนข้างกายเอียงศีรษะเลิกคิ้วรอฟังคนมุดผ้าห่มถาม

 

“เอ่อ.. คือแบบว่านะ.. คืออย่างนั้นน่ะ…”

 

ไคโตะขมวดคิ้วเข้าหากันมากขึ้นเมื่อรอฟังเสียงอ้ำอึ้งอู้อี้ใต้ผ้าห่มลั่นออกมา เด็กตัวเล็กตรงหน้าเหมือนจะเอาแต่ลังเลอะไรสักอย่างจนไม่ยอมถามออกมา ดวงตาสีเข้มหรี่ลงมากขึ้นแล้วขยับเข้าชิดเด็กตรงหน้า

 

“อะไรคุณนักสืบ จะถามก็ถามสิ อ้ำอึ้งแบบนี้มันไม่รู้เรื่องนะรู้เปล่า” ว่าพลางยักคิ้วกวนประสาทไปพลางจนคนไม่สบายได้แต่คิ้วกระตุกด้วยความรู้สึกหมั่นไส้

 

เออ หมอนี่มันเจ้าคิดนั่นแหละ

 

“นายพาฉันกลับมายังไง? ฉันจำได้ว่าตอนสลบ ฉันยังเป็นชินอิจิ แล้วนี่ที่ไหน”

 

หลังทำใจได้เพราะโดนคนกวนประสาทกระตุ้นก็ถามออกไป คนถูกถามทำหน้าเข้าใจ เจ้าตัวพยักหน้าหงึกหงักไปมาอย่างน่าหมั่นไส้ด้วยท่าที่ยกมือขึ้นมาทำทีลูบคางครุ่นคิดไปมา

 

“ตอนแรกก็คิดเยอะอยู่นะ ถึงจะเคยแบกพี่สาวเพื่อนสนิทของนายตอนอุโมงค์ถล่มใน lake lock แต่นี่นายก็ผู้ชายล่ะนะ ตัวก็พอๆ กับฉัน ถึงจะหนักน้อยกว่าก็เถอะ..”

 

คนพูดก็ยังคงพูดไปโดยไม่ได้สนใจเลยว่าคนฟังกำลังหน้าแดงขึ้นเรื่อยๆ

 

“นายตัวร้อนจี๋เลยล่ะตอนที่ฉันวิ่งกลับมาพยุงไว้ ตอนนั้นเรียกยังไงนายก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่น แฮงไกลเดอร์ฉันมันคงแบกฉันกับนายสองคนพร้อมกันไม่ได้แน่ ตอนที่กำลังกอดนายแล้วก็คิดว่าจะแบกนายไปด้วยยังไงดี จู่ๆ นายก็กลับมาเป็นโคนันคุงเฉยเลย”

 

โคนันคุงที่ว่าถึงกับหน้าแดงเถือกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อได้รู้ข้อเท็จจริงที่ว่า ไหนจะยัง..ความรู้สึกแปลกๆ ยามที่อีกฝ่ายเรียกชื่อของเขาออกมาจากริมฝีปากนั่น ทั้งที่ปกติแล้วจอมโจรคิดจะไม่เคยเรียกชื่อของเขาเลยสักครั้งยกเว้นเวลาที่ปลอมตัวเป็นคนอื่น แต่เพราะได้ผ้าห่มนุ่มนิ่มที่เจ้าตัวเอามาปิดใบหน้าครึ่งล่างเอาไว้แทบมิด ทำให้คนที่นั่งย้อนความหลังเมื่อคืนไม่ทันได้สังเกต

 

ไม่ทันสังเกตแม้แต่ตอนที่เจ้าตัวพูดว่ากำลังกอดเขาแล้วคนนอนบนเตียงสะดุ้งเบาๆ ออกมาด้วย

 

แล้วก็พูดต่อหน้าตาเฉย “นั่นล่ะนะ คุณนักสืบที่ตัวหดกลับมาเหลือแค่เจ้าหนูแบบนี้แล้วฉันก็อุ้มได้สิ เนอะ”

 

จอมโจรขี้เก๊กหันหน้ามายิ้มแฉ่งเห็นฟันให้คนที่นอนอยู่โดยไม่รู้ตัวสักอย่างเลยว่าการเล่าและการกระทำของตัวเองทำคนอื่นเขาเขินไปขนาดไหนแล้ว

 

“นายหน้าแดงๆ ขึ้นนะคุณนักสืบ ไข้ขึ้นเหรอ?”

 

ไม่ว่าเปล่า จอมโจรร้ายกาจในความคิดของชินอิจิตอนนี้จู่ๆ ก็เคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ และมันใกล้มากจนกระทั่งหน้าผากของพวกเขาทั้งคู่ชิดติดกัน ชินอิจิในร่างโคนันเบิกตาอ้าปากกว้างใต้ผ้าห่มไปเหวอใหญ่ เสียงที่ตั้งใจจะโวยวายออกมาจู่ๆ ก็หายไปเสียดื้อๆ ทำได้เพียงนอนแน่นิ่งปล่อยให้อีกคนเอาหน้าผากของตัวเองมาทาบเพื่อวัดอุณหภูมิแต่โดยดี

 

ไอ้เจ้าบ้าคิด! ใครเขาให้มาวัดไข้กันแบบนี้!

 

“นั่นสินะ นายตัวยังร้อนๆ อยู่เลย ไม่งั้นก็คงกลับมาเป็นชินอิจิแล้วสิ ฉันว่านายควรนอนพักต่ออีกสักวัน อ่อแล้วก็..” คนที่ลุกไปจากเตียงเรียบร้อยพลางยกถาดมาไว้ในมือหันมายิ้มให้คนนอนหน้าเมื่อยบนเตียงอีกรอบ “ที่นี่อพาร์ทเมนท์ฉันน่ะ ในเบกะนี่แหละ บางทีเวลาปล้นเสร็จมันเหนื่อยๆ ไม่อยากกลับบ้าน ก็มาพักที่นี่ล่ะ ไปก่อนนะคุณนักสืบ”

 

คนฟังกะพริบตาถี่ๆ หัวสมองพยายามรับข้อมูลและประมวลผลอยู่พักใหญ่ ต้องโทษพิษไข้บ้าๆ ที่ตัวเองเป็นอยู่นี่ล่ะที่ทำให้แม้แต่ข้อมูลทั่วไปยังดูยากเย็นได้ขนาดนี้

 

หรือเพราะอาการเขินก่อนหน้าก็ไม่แน่ใจ..

 

“นายจะไปไหน” ผู้ใหญ่ในร่างเด็กเม้มปากฉับทันทีเมื่อเผลอพลั้งปากถามออกไปตามใจนึก เขาไม่ได้คาดหวังให้คิดตอบคำถามเท่าไหร่ จนเบนสายตาหลบจากแผ่นหลังอีกคนไปเอง

 

“ไปทำงานของเมื่อคืนให้เสร็จ” ชินอิจิหันกลับไปมองอีกฝ่ายตรงหน้าประตูด้วยความสงสัย และก็ได้เห็นว่าคิดกำลังขยิบตาให้ตนเอง มุมปากแต้มรอยยิ้มเหยียด พร้อมมือข้างหนึ่งที่ประคองอัญมณีโชว์อยู่

 

คนป่วยปล่อยเสียงหึออกมาเบาๆ ก่อนจะหลับตาลงอย่างเงียบเชียบเป็นการตัดบทสนทนาระหว่างพวกเขา ใช่แล้ว งานนี้ชินอิจิไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากหรอก หรือต่อให้สนใจ ร่างกายเขาในตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี อีกอย่าง เจ้าตัวก็แค่จะเอาอัญมณีไปคืนเจ้าของอย่างทุกที นักสืบอย่างเขาจะไปห้ามทำไมล่ะ จริงไหม?

 

หลังจากกลับมาจากงานคืนอัญมณีเรียบร้อย ไคโตะก็ไม่รอช้าที่จะกลับมายังอพาร์ทเมนท์ของตัวเองทันทีและเป็นไปตามคาดว่าแขกกิตติมาศักดิ์ยังคงนอนหลับสบายไม่รู้เรื่องอยู่เช่นเดิม ร่างโปร่งพาตัวเองมานั่งลงข้างเตียงอีกครั้งพลางยื่นหลังมือวางลงบนหน้าผากเนียนของคนที่ยังไม่คืนร่างเดิม

 

อุณหภูมิของเจ้าหนูยังคงอุ่นๆ อยู่ ไคโตะเริ่มคิดคำนวณแล้วว่าร่างกายอีกฝ่ายจะต้องกลับมาอุณหภูมิที่เท่าไหร่ถึงจะทำให้กลับมาเหมือนเดิมได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถกะเวลาที่แน่นอนได้อยู่ดี จอมโจรใต้แสงจันทร์จึงยอมแพ้ที่จะคิดแล้วล้มตัวลงนอนข้างคนเป็นเด็กเงียบๆ

 

ดวงตาสีน้ำเงินเข้มจ้องมองคนที่ยังอยู่ในนิทราอย่างพิจารณา แม้จะรู้จักกันมาเป็นปี เจอกัน..ก็น่าจะบ่อยระดับหนึ่งจนสามารถไว้เนื้อเชื่อใจให้ช่วยงานสำคัญของแต่ละฝ่ายในบางครั้ง อาจมีขลุกขลักหรือที่ไม่ลงรอยกันบ้าง  แต่ก็สามารถจบลงด้วยดีเสมอมา ภายใต้ความสัมพันธ์…

 

นักสืบกับจอมโจร

 

และตอนนี้นักสืบที่พยายามจะจับจอมโจรมาตลอดปี กลับมานอนหลับอุตุอยู่ข้างกายจอมโจรหน้าตาเฉย อย่างไม่กลัวว่าจอมโจรคนนี้อาจจะทำอะไรไม่ดีก็ได้

 

ไคโตะเหยียดตัวนอนตะแคงมองคนข้างๆ แล้วเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา

 

นิ่งงันค้างท่าเดิมแบบนั้นอยู่นาน แล้วก็ตัดสินใจผ่อนลมหายใจทิ้งขำๆ พร้อมกับนอนมองเพดานห้องตามเดิม

 

แน่นอนว่าเรื่องทำไม่ดีที่ว่าอะไรนั่นเลิกคิดไปได้เลย ไคโตะไม่คิดจะเอาชีวิตมาทิ้งตอนนี้ทั้งที่ยังไม่ทันได้คว้าแพนดอร่ามาครอบครองหรอก

 

…จะมีวันพัฒนานอกจากศัตรูคู่ปรับไปเป็นอย่างอื่นไหมนะ?

 

 

ชินอิจิลืมตาตื่นมาอีกครั้งในตอนบ่ายคล้อย ด้านนอกห้องเหมือนฝนจะยังตกหนักจนแม้แต่ในห้องกระจกที่ปิดมิดชิดยังคงได้ยินเสียงฝนถนัด ดวงตาสีท้องฟ้าเข้มปรือมองด้วยความง่วงงุนที่ยังหลงเหลือ ตอนนี้อาการปวดหัวของเขาดีขึ้นกว่าตอนเช้าพอสมควร

 

หนุ่มนักสืบหันหน้ากลับมามองภายในห้อง ก่อนจะใจกระตุกวูบเมื่อพบว่าข้างกายของตัวเองมีใครอีกคนกำลังนอนหลับอยู่ด้วย ชินอิจิแทบจะกลั้นหายใจไปทันทีอย่างกลัวว่าลมหายใจของตัวเองจะไปกระทบอีกคนจนตื่นมาเสียก่อน

 

เมื่อแน่ใจแล้วว่าจอมโจรตรงหน้าจะไม่ตื่นขึ้นมาเสียก่อน ชินอิจิในร่างโคนันก็ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้เจ้าของห้องทีละนิด จนเมื่อได้ระยะที่พอดี ดวงตากลมโตจัดการสอดส่องไปทั่วใบหน้าที่กำลังหลับตาพริ้มปล่อยสติให้ล่องลอยอยู่ในห้วงความฝันด้วยรอยยิ้มจาง

 

คิดจะปิดบังความจริงจากนักสืบอย่างเขา เร็วไปสิบปีเถอะ พ่อไคโตะ คิด

 

หลังจากพิจารณาใบหน้าของคนข้างกายจนเรียบร้อย ชินอิจิก็ค่อยๆ หยัดตัวนั่งบนเตียงอย่างเชื่องช้า แม้ตัวจะไม่ร้อนเท่าไหร่แล้ว แต่อาการวิงเวียนและหนักหัวยังคงไม่หาย คิดว่าตัวเองอาจจะยังต้องค้างที่ห้องนี้ไปอีกคืนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ ไหนจะยังฟ้าฝนนอกห้องที่ยังคงเทกระหน่ำลงมานั่นก็ด้วย

 

“อึก!”

 

ร่างของเด็กวัยเจ็ดขวบกระตุกอย่างแรงเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกขึ้นมา อาการที่แสนคุ้นเคยดีในช่วงก่อนทำให้ชินอิจิรู้ได้ในทันทีถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น มือข้างหนึ่งของตัวเองยกขึ้นกุมอกไว้แน่นหวังลดความเจ็บปวด ดวงตาทั้งสองพยายามกวาดมองไปรอบห้อง แต่ก็เหมือนจะไม่เจอตัวช่วยใดๆ เลย

 

“อะ.. ไม่.. เดี๋ยวสิ ตอนนี้…”

 

เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างกะทันหันที่ไม่เคยจะชินสักทีทำให้ชินอิจิรู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งตัวดังขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกที่กระดูกกำลังพากันบิดตัวไปมาแล้วขยายออกพร้อมความร้อนที่แผ่ออกมาทุกขณะการทำงานของร่างกายและกล้ามเนื้อ ได้สร้างความทรมานให้เจ้าของร่างจนน้ำตาแทบเล็ด

 

โดยที่ทุกการเปลี่ยนแปลงนั้น ตกอยู่ในสายตาของใครอีกคนที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาได้สักพักแล้วทั้งหมด

 

ผ่านไปได้สองสามนาทีหลังการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เจ้าของร่างก็หอบอย่างหนักเพราะความเหนื่อยล้า ร่างสูงโปร่งของนักสืบม.ปลายกำลังนั่งคู้ตัวบนเตียง ด้วยร่างที่เปลือยเปล่า เพราะเสื้อผ้าตัวเล็กสำหรับเด็กประถมที่ใส่ในทีแรกตอนที่เป็นโคนัน มันได้ลาโลกไปแล้วเรียบร้อย

 

ไคโตะไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขาได้เอาเสียงของตัวเองไปหายไว้ที่ไหนหรือมันหายไปได้ยังไง กว่าจะรู้ตัวว่าเสียงของตัวเองมันไม่ออกมาก็ตอนพยายามจะทักท้วงคนที่กำลังนั่งเปลือยบนเตียง

 

ตาคมพยายามเบือนออกจากแผ่นหลังเรื่อยมาจนถึงสะโพกขาวเนียนที่น่าจะเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้เสียงของเขาหาย แม้จะยากเย็นต่อการบังคับสมองไม่ให้สั่งให้สายตามองซ้ำไปตรงนั้นก็ตาม น้ำลายอึกโตไหลลงคอไปอย่างยากเย็น ทั้งที่ไม่ว่างานโจรกรรมจะยากขนาดไหน ก็ยังไม่เคยรู้สึกว่ามันยากจนลำคอจะต้องแห้งผากได้ขนาดนี้

 

หลับตาตั้งสติสักพัก เสียงที่คิดว่าน่าจะหายไปถูกเค้นออกมาในที่สุด “ค คุณ..นักสืบ”

 

เจ้าของฉายานักสืบหันหลังขวับมามองต้นเสียง ก็พบว่าคนที่น่าจะหลับอยู่ข้างกายตื่นมานั่งเกาหัวพร้อมใบหน้าเลิ่กลั่กแล้ว ชินอิจิเบิกตากว้างด้วยความตกใจอยู่สักพัก ก่อนจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ลอยหวือผ่านหน้าตัวเองไปไวๆ จนต้องหลับตาปี๋

 

ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าถูกปกคลุมด้วยผ้าคลุมสีขาวผืนใหญ่จนแนบสนิทไปทั้งตัว นักมายากลขยับไปยืนอยู่ข้างเตียงพร้อมใบน้าแดงๆ ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ แต่คนที่ยังนั่งจังงังบนเตียงก็ได้แต่มองคนที่กำลังแก้มขึ้นสีเรื่อไปถึงใบหูด้วยความสงสัย

 

“จะคืนร่างก็เตือนกันก่อนสิ จะได้เตรียมตัว” คนไม่ทันตั้งตัวบ่นอุบพร้อมยกมือป้องบริเวณริมฝีปาก ก่อนจะหันมาแสร้งทำมองดุใส่คนบนเตียง

 

ชินอิจิผุดยิ้มขำออกมาแล้วกระชับผ้าคลุมบนตัวแน่นขึ้น “ก็ไม่คิดว่าพอไข้ลงได้เท่านี้แล้วจะคืนร่างพอดีนี่ โทษทีนะคิด” เด็กหนุ่มนักสืบกล่าวกลับอย่างหยอกล้อพลางส่งยิ้มสำทับ

 

ไคโตะถลึงตามองอย่างหาเรื่องอยู่พักหนึ่งก่อนจะรีบผละไปจากข้างเตียง ปากก็บ่นอะไรสักอย่างไปด้วย ใจความน่าจะประมาณว่าจะไปหาเสื้อผ้ามาให้ แล้วก็เปิดประตูพุ่งตัวออกจากห้องไปทันที

 

คนที่คืนร่างเรียบร้อยหลุดขำออกมาเบาๆ กับท่าทางหมดมาดของอีกฝ่าย ใบหน้าแดงๆ พร้อมสีหนาเลิ่กลั่กที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้เห็นตอนอีกฝ่ายอยู่ในร่างของจอมโจรทำให้หัวใจของชินอิจิเต้นผิดจังหวไปโดยไม่ทันรู้ตัว

 

ยิ่งรวมกับสมผัสนุ่มลื่นมือของผ้าคลุมสีขาวที่คุ้นเคยดีซึ่งกำลังคลุมรอบตัวอยู่ ชินอิจิก็ยิ่งรู้สึกว่าหัวใจมันเต้นแรงกว่าเดิม

 

ผ้าคลุมของคิด และ..กลิ่นของหมอนั่น

 

ทางฝ่ายคนที่พาตัวเองหนีออกมาจากภาพที่ทำให้ใจเต้นผิดจังหวะก็กำลังพิงบานประตูพร้อมหอบหายใจเบาๆ ฝ่ามือหนายกขึ้นลูบใบหน้าตัวเองแรงๆ เพื่อเรียกสติก่นจะรีบไปจัดการหาเสื้อผ้าให้คนที่ยังใช้ผ้าคลุมของเขาอยู่

 

เมื่อเดินออกมาจากอีกห้องหลังจากได้เสื้อผ้ามาไว้ในมือแล้ว ไคโตะก็แทบจะกัดลิ้นตัวเองให้ลงไปดิ้นตายคาพื้นเสียให้ได้ เมื่อคนที่ควรจะนอนอยู่ในห้องกลับเดินคลุมผ้าออกมาด้านนอกเสียอย่างนั้น

 

ให้ตายเถอะคุณนักสืบ!

 

ทั้งสองอ้ำอึ้งใส่กันอยู่พักใหญ่ ชินอิจิเองก็ตกใจที่จู่ๆ เจ้าของห้องก็โผล่ออกมาก่อนที่เขาจะทันย่องกลับห้องนอนได้สำเร็จ

 

เมื่อไม่รู้แล้วว่าควรจะทำอย่างไรต่อ ชินอิจิก็จัดการทิ้งตัวนั่งลงที่โซฟากลางห้องทันที จะว่าอายมันก็ใช่ เพราะเขายังต้องคลุมตัวด้วยผ้าคลุมผืนใหญ่ของเจ้าของห้องอยู่เลยน่ะสิ!

 

“นี่..ชุดนะ” ไคโตะจัดการวางชุดไว้บนพื้นที่ว่างตรงโซฟา “ฉันจะไปชงโกโก้ให้”

 

“เดี๋ยวสิ”

 

คนป่วยจัดการเอื้อมตัวสุดแขน คว้าคนที่กำลังจะเดินเลี่ยงออกไปไว้สุดแรง คนโดนคว้ากระทันหันจึงเอนตัวล้มลงกับโซฟาอย่างจัง เมื่อลืมตาขึ้นมา ลมหายใจก็แทบสะดุดเมื่อพบกับคนที่คว้าแขนของตัวเองกำลังโน้มใบหน้ามองมายังเขาที่นอนหงายหมดสภาพอยู่ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของท้องฟ้าจ้องเขม็งมองมา

 

“ฉันสงสัย”

 

ไคโตะลอบกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ และพยายามปั้นหน้าให้ปกติที่สุด

 

“ที่นายบอกว่า …ตอนนี้ฉันกินยาได้เอง เมื่อตอนเช้า หมายความว่าไง”

 

คนถูกถามเบิกตากว้าง ริมฝีปากได้รูปเม้มฉับเข้าหากันโดยอัตโนมัติ ดวงตาเสหลบอย่างมีพิรุธ คนเป็นนักสืบจับจ้องมองทุกปฏิกิริยาของจอมโจรตรงหน้าไม่วางตาคล้ายจับผิดอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าทำไมไคโตะคิดในเวลานี้ถึงได้อ่านออกง่ายมากนักก็ไม่รู้ อาจจะเพราะ…..

 

“ฉันหยอกเล่น นายไปชงโกโก้เถอะ”

 

ชินอิจิหลับตาลงครู่หนึ่ง ริมฝีปากแต้มยิ้มจางๆ แล้วยอมปล่อยแขนของไคโตะออก นักมายากลใต้แสงจันทร์รีบดีดตัวออกจากโซฟาด้วยลำตัวแข็งทื่อ เดินไปทางส่วนครัว ท่ามกลางสายตาติดขบขันจากคนที่ยังนั่งบนโซฟา

 

Poker face ของนายมันหายไปไหนหมดกันนะ พ่อจอมโจร

 

ให้ตายเถอะคุณนักสืบ! ใครจะไปกล้าบอกกันล่ะว่าเมื่อคืนฉันป้อนยานายเองน่ะ!

 

แม้จะกลับมาสวมเสื้อผ้าปกติเรียบร้อยดีแล้ว แต่คนป่วยก็ยังคงยึดผ้าคลุมสีขาวสะอาดของจอมโจรคิดเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ด้วยเหตุผลที่ว่ามันอุ่นดีและขอยืมใช้แทนผ้าห่มไปก่อน ไคโตะในทีแรกคล้ายจะไม่ยอม แต่สุดท้ายก็ทนความดื้อดึงของคนป่วยไม่ได้จึงปล่อยเลยตามเลย แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่า พ่อนักสืบใต้ผ้าคลุมของเขา มันแอบดูดีไม่หยอก

 

ไม่มีใครพูดอะไรออกมาระหว่างการนั่งจิบโกโก้ในบรรยากาศฝนตก ทั้งสองปล่อยให้ความขมปร่าผสมรสหวานนิดๆ ของเครื่องดื่มอุ่นไหลผ่านลงคอไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้ตัวเองได้จมดิ่งไปกับความคิดของตัวเองอย่างไม่มีใครกวนใคร

 

ชินอิจิก้มมองของเหลวสีน้ำตาลในมือแล้วชำเลืองมองคนที่นั่งด้านข้างเป็นพักๆ เป็นบรรยากาศที่เขาเองก็บรรยายไม่ถูกว่ามันดีหรือไม่ดี แม้จะเคยร่วมห้องกับเจ้าหมอนี่มาก่อนตอนที่โดนพาตัวไปสิงคโปร์ แต่ตอนนั้นกับตอนนี้ความรู้สึกมันต่างกันโดยสิ้นเชิง หลายๆ อย่างในวันนี้มันราวกับความฝัน ที่นักสืบซึ่งพยายามจะจับจอมโจรข้างกายเข้าคุกทุกครั้งกำลังได้รับการดูแลจากอีกฝ่าย

 

ดูไกลเกินความคาดฝันอย่างมากจนนึกว่าตัวเองอาจจะฝันไป

 

ใครอีกคนก็ดูเหมือนจะไม่อยากเชื่อในตัวเองเช่นกันว่าจะมีโอกาสได้มาทำอะไรแบบนี้กับนักสืบข้างกาย จากคนที่เรียกได้ว่าจะต้องจิกกัด เหน็บแนมและมองว่าเป็นศัตรูกันมาตลอด ในตอนนี้กลับมาเป็นฝ่ายดูแลเขา รวมถึง..ใจยังมาเต้นแปลกๆ กับอีกฝ่ายอีก

 

การป้องกันตัวก็ต่ำมาก เผลอปล่อยตัวกับอีกฝ่ายไปอย่างง่ายดาย

 

เสียงกลอนประตูถูกไขดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเด็กหนุ่มทั้งสอง ชินอิจิเบือนมองไปทางต้นเสียงด้วยสายตาเรียบนิ่ง ผิดกับอีกคนที่เหมือนจะสะดุ้งน้อยๆ จนต้องรีบวางแก้วโกโก้ลงกับโต๊ะอย่างเร่งรีบ เมื่อบานประตูเปิดออก เจ้าจอมโจรก็เผยท่าทีมีพิรุธออกมาอย่างการพยายามจะยื่นแขนทั้งสองไปด้านหน้าอย่างลนลาน

 

“คุณหนูไตโตะครับ ผมซื้อ….!”

 

เจ้าของชื่อไคโตะก้มหน้าลงต่ำพลางกัดปากตัวเองแน่น คนมาใหม่ก็เหมือนจะสะดุ้งตกใจไม่น้อยจนอ้าปากหวอออกมาเพราะไม่คาดคิดว่าในห้องพักที่ควรจะมีแค่คุณหนูของตนพักอยู่กลับมามีใครอีกคนอยู่ด้วย แถมคนคนนั้นยังเป็นคู่ปรับตลอดในการโจรกรรมของคุณหนูเสียด้วย

 

“คุณคุโด้…” จิอิเรียกเด็กหนุ่มอีกคนเสียงนุ่ม

 

“ครับ คุโด้ ชินอิจิครับ”

 

เด็กผมดำเรียบผงกหัวเป็นการทักทายคนอาวุโสกว่า ตากลมเหลือบมองไปยังคงข้างกายที่กำลังก้มหน้าต่ำซุกกับที่วางแขนโซฟาด้วยรอยยิ้มขบขัน จิอิเองที่เห็นบรรยากาศเช่นนี้ก็ทำได้เพียงโค้งหัวขอโทษคุณหนูของเขาในใจแล้วรีบพาตัวเองเข้าโซนครัวไปทันที

 

นานทีเดียวกว่าจะมีใครพูดอะไรออกมา แล้วก็เป็นฝ่ายนักสืบที่ตัดสินใจเอ่ยทำลายบรรยากาศตึงเครียดนี่

 

“ดูเหมือนว่า ไคโตะ ที่ผู้ช่วยของนายเรียก จะไม่ได้หมายถึง ไคโตะ ที่แปลว่า จอมโจร สินะ ไคโตะคุง

 

ไคโตะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกับตัวเองในใจ เสียงถอนหายใจหนักดังตามมาแล้วสมทบด้วยการพยักหน้ารับอย่างจำยอม เผลอปล่อยไก่ไปขนาดนี้แล้ว จะให้ปิดบังพ่อยอดนักสืบของญี่ปุ่นคนนี้ก็เห็นทีจะไม่มีผลแล้ว

 

“แล้วยังไงต่อล่ะคุณนักสืบ” ไคโตะหันกลับมามองคนข้างกายด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันเช่นเดียวกับจอมโจรคิดในความทรงจำของชินอิจิครั้งแรกไม่มีผิด “จะจับฉันส่งตำรวจเลยรึเปล่าล่ะ?”

 

ชินอิจิหรี่ตามองดูปฏิกิริยาของอีกฝ่ายด้วยหางตาก่อนจะเบือนหนีแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างเช่นเดิม… “ฉันจะจับไคโตะทำไมล่ะ นายยังไม่ได้ทำอะไรเลยนี่” …เพื่อซ่อนใบหน้าที่ขึ้นสี

 

เสียงที่ยังติดแหบจากอาการไข้หวัดว่ายานคางราวกับไม่ได้สนใจคนข้างกายนัก ไคโตะเลิกคิ้วขึ้นแล้วขยับเข้าไปใกล้คนที่เท้าคางมองไปนอกหน้าต่างมากขึ้น

 

“จริงเหรอคุณนักสืบ?”

 

คนที่เหมือนถูกรวบกอดกลายๆ จากด้านหลังสะดุ้งเฮือกแล้วหันมามองคนต้นเหตุดุๆ แต่เจ้าโจรจอมเจ้าเล่ห์ก็เหมือนจะไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร ซ้ำยังตวัดมือกอดรอบเอวของนักสืบม.ปลายมากกว่าเดิมจนชินอิจิแหวออกมาให้อีกคนปล่อย แต่ท่าทางดีใจราวกับเด็กได้ของเล่นของอีกฝ่ายก็ทำเอาชินอิจิได้แต่ยอมนั่งนิ่งในที่สุด

 

เป็นบรรยากาศและความรู้สึกแปลกๆ ที่ขอยอมรับไว้อย่างเต็มใจ..ทั้งสองฝ่าย

 

นิสัยไม่ดีจริงๆ เลยนั่นแหละ หมอนี่น่ะ

 

“เอ๊ะ..?”

 

ไคโตะนิ่งค้างไปทันทีเมื่อแก้มทั้งสองข้างถูกมืออุ่นของชินอิจิวางทาบลงมา ดวงตาสีน้ำทะเลเข้มเบิกกว้างให้กับการกระทำชวนเป็นปริศนาของอีกฝ่าย ยิ่งได้จดจ้องเข้าไปในดวงตาสีคล้ายคลึงกัน ก็ราวกับถูกดึงดูดให้จมไปกับแววตาคู่นั้น หัวใจเผลอเต้นผิดจังหวะอีกรอบแต่ก็รู้สึกดี กว่าจะรู้ตัวว่ามันช่างล่อแหลมเพราะระยะใบหน้าที่ห่างกันไม่เท่าไหร่ ไคโตะก็ไม่อาจหลุดหนีไปจากอุ้งมือของชินอิจิได้แล้ว

 

มันเกือบจะดีแล้วล่ะถ้า…

 

“อ๊ากกกกก!! ทำอะไรของนายเนี่ยคุโด้!!”

 

เสียงร้องจ้าของไคโตะดังลั่นมากลางห้องจนคุณปู่ผู้ช่วยของเขายังสะดุ้งโหยงรีบพาตัวเองออกมาดูเหตุการณ์ด้านนอก แต่เมื่อเห็นว่าคุณหนูของเขากำลังโดนพ่อยอดนักสืบตะวันออกกำลังจับดึงหน้าไปมาพร้อมร่างกายที่ถูกล็อคเพราะขาทั้งสองของชินอิจิจนขยับไปไหนไม่ได้ จิอิก็เลิกสนใจไปในเวลาต่อมา คนอายุมากยกยิ้มขำพลางไว้อาลัยให้กับคุณหนูของเขาด้วยความขบขัน

 

ดูเหมือนว่าการโจรกรรมครั้งต่อไปคุณหนูของเขาคงจะต้องลำบากมากขึ้นอย่างแน่นอน

 

แต่อาการเปลี่ยวเหงาที่มักจะฉายอยู่บนใบหน้าตลอดเวลาที่ไม่ได้ก่อการโจรกรรมอาจจะหายไปในเร็วๆ นี้ก็ได้ เพราะดูเหมือนว่าคุณหนูไคโตะ ที่ไม่ใช่ ไคโตะ คิด จะได้คนที่ต้องการให้มาวนเวียนอยู่ในชีวิตตลอด ได้เพิ่มเข้ามาอย่างเป็นจริงเป็นจังได้สักที

 

“ระวังตัวหน่อยนะครับคุณหนู งานนี้เสี่ยงคุกเหมือนกันนะ”

 

 

 

FIN

 


 

 

แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ฟิคไคชินที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ลงมาเขียนเองง ฮื่อออ มันยาวแบบจุกๆ ไปเลยค่ะ เพราะไม่อยากตัดทำหลายพาร์ท เดี๋ยวดอง 555555

เรื่องนี้ซีนที่อยากเขียนก็คือเจ้าชินมาป่วยล้มหน้าคิดนี่ล่ะค่ะที่อยากเขียน บวกกับซีนได้ผ้าคลุมของคิดมาห่อตัว อ๊ากกก เป็นเขินนน

คิดเห็นยังไง ชอบหรือไม่อย่างไร เมนต์พูดคุย ติงติง หวีดมาได้เต็มที่นะคะ เรื่องแรกของการมาเขียนจริงจังขอใสๆ ไปก่อนเนอะคะ ไม่มีไรมาก แหะ

ปล. หากใครสงสัยเรื่องการกินยาของชิน ก็จะบอกว่าหากท่านคิดให้มันลึกซึ้งกว่านั้นหน่อย ก็จะบอกว่าคิดไม่ผิดค่ะ … แต่ถ้าคิดไม่ถึงก็ไม่อะไรเช่นกัน -////////-

ผลงานทั้งหมด ของ eiycorin

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

5 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 27 ธันวาคม 2562 / 00:52
    น่ารักม้าก ช่วยล่วยๆๆๆๆๆ แง t--t
    #5
    0
  2. #4 ~PiToN~ (@nightsza) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 / 04:12
    อยากรู้วิธีป้อนยาเลยจ้า ดีงามมมาก แสบทั้งคู่
    #4
    0
  3. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 / 21:26

    งื้ออออออออ ชอบมากเลยยยยยย เป็นฟิคที่แบบคุณค่าที่เราคู่ควรจริงๆ ภาษาดีมากที่สุดในแปดโลก ที่สำคัญเป็นฟิคแบบอิงเรียล มันแบบฮือ ปริ่ม ชอบมากเพราะหลงรักความผูกพันกันของสองคนนี้ในเนื้อเรื่องจริงๆมาก และไรท์แต่งดีมากกก ไม่หลุดคาร์เลยยย เพราะแบบถ้าเป็นเจ้าไคโตะแล้วล่ะก็ ต้องเขินจนหน้าแดงแน่ๆถ้าเจอเจ้าชินในสภาพวับๆแวมๆจากการคืนร่าง อ๋อยยยย ฉากที่ชอบที่สุดคือตอนเจ้าชินจับแก้มเพื่อจะพิสูจน์ว่าหน้าจริงไหมนี่แหละ ฮึ๋ย เกือบจะโรแมนติกแล้วรู้มั๊ยลูกก ถ้าไม่ดึงหน้าเค้าซะยืดหมดน่ะ ฮาาา 55555555 แล้วก็ตอนเป็นห่วงเป็นใยคุณนักสืบของจอมโจรเค้าน่ะ แหมม จะหันไปเยาะเย้ยแต่เห็นเค้าร่วงหน่อยล่ะวิ่งมาช่วยแทบไม่ทันเชียวล่ะ (แอบกอดเค้าด้วยน่ะ!) ฮือ ท้ายนี้คือชอบฟิคนี้มากเลยแหละะะะ แล้วก็นะคะ ตอนหาฟิคอ่านไม่ได้มองชื่อนามปากกาไรท์อีกแล้วค่ะ พอมาเห็นตอบเม้นที่2 แอคในทวิตก็พึ่งเห็นว่าเป็นไรท์ที่ตามอ่านในทวิตนี่เอง ฮือ เรามาเม้นยาวๆในนี้เป็นกำลังใจให้นะคะ แล้วจะไปหวีดด้วยในแท็กนิยายของไรท์นะคะ! ??’???’? เลิฟยู ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆสนุกๆด้วยน้า ✊??“???’?

    #3
    0
  4. วันที่ 29 กันยายน 2562 / 23:32

    ฮืออออน่ารักมากแง ;-; อ่านไปยิ้มไป คุณนักสืบตอนเด็กนี่ดูแบ๊วๆนะ แต่พอกลับร่างโตดูรุกหนักล่ะ ไคโตะนี่ก็เสียรู้ให้เค้าง่ายเกินไปแล้ว!! คนเขียนมีทวิตเตอร์มั้ยคะ อยากตามไปคุยกัน55555


    เราไม่แน่ใจว่าคนเขียนจงใจมั้ยนะคะ แต่เป็นไข้อย่างเดียวคืนร่างไม่ได้ ต้องกินยาแก้พิษไม่ก็แอลกอฮอล์ก่อนค่ะ

    #2
    1
    • 30 กันยายน 2562 / 01:55
      เราเล่นทวิตค่ะ ตอบตรงนี้ตัวเองจะเห็นไหมนะ @eiynaemin ค่ะ แอคเราา
      #2-1
  5. วันที่ 28 กันยายน 2562 / 18:16

    คุกๆๆๆๆๆๆๆๆ เอาให้สุดหยุดอยู่ที่เข้าคุก

    #1
    0