รักพี่ข้ามฝั่ง

ตอนที่ 6 : เริ่มต้น 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 พ.ค. 63

3

                    

                    “เข้าที่…ระวัง  ไป !”

                    ประโยคนั้นตามมาด้วยเสียงนกหวีด เป็นสัญญาณออกตัวของนักวิ่งทุกคน

               ผมพุ่งตัวไปข้างหน้าตามลู่ของตัวเอง รับรู้ถึงสายลมที่สัมผัสผ่านผิว จังหวะเท้าย่ำเหยียบลงบนพื้น ความสนใจทั้งหมดอยู่ที่เบื้องหน้า ภาพด้านข้างละลายหายไปราวกับเป็นเพียงแค่สีน้ำที่ถูกระบาย ในที่สุดก็โผผ่านเข้าจุดสตาร์ทซึ่งกลายเป็นเส้นชัย ด้วยหัวใจเต้นแรง

               “แฮ่ก…แฮ่ก…แฮ่ก” ผมหยุดยืนหอบหายใจรัว และพยายามทรงตัวเอาไว้ 

               “เวลาเท่าเดิม แต่ทำดีมากแล้วต้น” พี่วินเดินเข้ามาบอกผม

               “พี่ผมขออีกรอบ”

               “เกินไปป่าว เก็บแรงไว้วันจริงบ้าง นี่รอบที่สามแล้วนะ”

               พี่วินพูดด้วยเสียงเป็นกังวล วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการซ้อมวิ่ง และพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันแข่งกีฬาสีจริงแล้ว อัฒจันทร์โดยรอบสนามกำลังเริ่มประดับประดาด้วยฉากสวยงาม ทั้งสนามเต็มไปด้วยบรรยากาศของการเตรียมงานอย่างขะมักเขม้น รวมทั้งพวกนักกีฬาของสีอื่นก็กำลังซ้อมกันอยู่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยด้วย

               ประมาณสัปดาห์ก่อนอิคคิวนำทีมอีสปอร์ตของสีชมพูคว้าเหรียญทองมาได้อย่างขาดลอย และไม่ได้เหนือความคาดหมายของเจ้าตัวเลย มันได้แต่ส่งกำลังใจให้ผมไปเอาเหรียญในกีฬาวิ่งของผมบ้างหลังจากตรากตรำซ้อมมาเป็นเวลานับเดือน

               ตั้งแต่วันแรกที่พี่วินเริ่มการฝึกให้ผม ผมก็สามารถทำเวลาได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะประเภท 200 เมตร แต่ประเภท 400 เมตร นี่สิ เวลาของผมเท่าเดิมมาหลายวันแล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถเพิ่มความเร็วของตัวเองได้เลย                   แม้พี่วินจะบอกว่ามันเป็นเวลาที่ดี แต่ก็ยังไม่อาจยอมรับได้ อย่างน้อยก็ขอให้มันเร็วขึ้นกว่านี้สัก 1 วินาทีก็ยังดี

               “ผมไหวพี่ ยังใส่ไม่สุดแรงเลย”

               “พี่ให้รอบสุดท้ายแล้วนะต้น ต้องไปพักแล้ว” พี่วินถอนหายใจกับความดึงดันของผม

               มันคงเป็นนิสัยรักความท้าทายของผมด้วยแหละมั้ง ที่อยากจะเอาชนะทุกอย่างแม้แต่ตัวเอง ไม่ใช่แค่ผมหรอก ไม่ว่าใครถ้าลองได้มาอดทนซ้อมอย่างนี้ จะไม่คาดหวังในความสำเร็จเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ ผมรอจนจังหวะการหายใจของตนเองกลับมาเป็นปกติ แต่อุณหภูมิของร่างกายยังไม่ลดลงไปมาก

               ครั้งนี้แหละ…จะต้องเร็วกว่าเดิม

               “เข้าที่…ระวัง”

               ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ คิดถึงแต่ภาพของตัวเองสับขาให้เร็วขึ้น

               “ไป”

               สัญญาณนกหวีดดัง ผมออกตัวด้วยความเร็วเท่าเดิมเช่นทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมพยายามเร่งสปีดการสับขาของตัวเองมากขึ้นช่วงที่เข้าวงโค้งของสนาม ผมใส่แรงทั้งหมดที่ตัวเองมี รับรู้ได้ถึงความร้อนในกล้ามเนื้อขาและลมหายใจ ช่วงโค้งเป็นช่วงที่ผมมักจะกังวลเรื่องการทรงตัวจนทำให้วิ่งได้ไม่ค่อยเร็วนัก 

               ครั้งนี้ผมจึงละทิ้งความกลัวทั้งหมด

และพูดกับตัวเองว่า เร็วขึ้นอีก…เร็วขึ้นอีก…เร็วขึ้นอีก… 

‘แกร๊ก’

เสียงเหมือนบางสิ่งบางอย่างขาดออกจากกัน พลันความเจ็บปวดรวดร้าวราวกับกระแสไฟฟ้าไหลผ่านขึ้นมาจากข้อเท้าผม ไม่ทันที่ผมจะได้ร้องระบายความรู้สึกนั้นออกมา ผมก็เสียการทรงตัวไปและล้มกลิ้งไปบนพื้นด้วยความเร็วที่กับที่ตัวเองวิ่ง

“ต้น !” เสียงของพี่วินดังขึ้นเป็นคนแรก 

ร่างกายของผมที่ยังสับสนจากแรงกระแทกถูกเพื่อนลากขึ้นมา และพาไปไว้ตรงที่นั่งพักนักกีฬา ถึงผมจะไม่ได้ร้องออกมา แต่ความรู้สึกปวดแปลบที่กัดกินข้อเท้าซ้ายยังคงทรมานผมอยู่ พวกพี่สตาฟรีบนำกล่องพยาบาลมาช่วยล้างแผลถลอกเล็ก ๆ กับประคบเย็นตรงข้อเท้าที่เพิ่งพลิกไป

                    “น้องต้น น้องต้น” ใครบางคนเขย่าตัวผม

               “เจ็บมากไหม โอเคหรือเปล่า”

               “เชี่ย มันนิ่งไปเลยอ่ะพี่ ไม่ร้องสักแอะ”

               “หรือหัวมันกระแทกจนสมองกระทบกระเทือนไปแล้ว”

               “ต้นมึงเป็นอะไร มึงตอบสิ ตอบ !”

                    “ไอ้สัส โทร 1669”

                    “ผม…โอเคอยู่” ผมพยายามรวมรวมสติตัวเองที่กระเจิงจากการหกล้มแล้วพูดขึ้น “โอ๊ย ! เบาพี่ เบา”

               “โทดที เห็นมึงไม่ตอบนึกว่าตายด้านไปแล้ว” พี่คนที่ประคบเย็นให้ผมอยู่เงยหน้าขึ้นมายิ้มแหย ๆ

               “เมื่อกี้มึงเร็วมากนะ แต่มึงไม่เซฟตัวเองเลย” พี่วินดุผมทันที “มึงล้มกลิ้งเสียงดังมาก คนตกใจกันทั้งสนาม”

               “ผมขอโทษครับพี่”

               “ไงล่ะ อดแข่งเลย ซ้อมมาเป็นเดือน”

               “ผมว่าผมยังไหว” ยังไม่ทันขาดคำ พี่คนเค้าก็จับข้อเท้าผมยืดเบา ๆ แต่แม่งเจ็บจี๊ด “โอ๊ยยยยย”

               “ไม่ไหวหรอก อาจจะแค่เอ็นยืด พรุ่งนี้คงเดินได้แล้ว แต่ไม่มีทางที่จะวิ่งได้แน่นอน”

               “เห้อออ ไม่เป็นไรอย่าคิดมาก” พี่วินทอดถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย “ดีกว่ามึงเป็นอะไรไปมากกว่านี้”

               “ผม…ขอโทษจริง ๆ ครับพี่” นึกถึงตอนที่ตัวเองขอวิ่งอีกรอบเพื่อทำเวลาให้ดีขึ้นแล้วก็ยิ่งรู้สึกผิด ไม่น่าบ้าบิ่นแบบนั้นเลย

               “ไม่ไรเว้ยต้น ปีนี้ก็เป็นประสบการณ์ ปีหน้าค่อยวิ่งใหม่” เพื่อนคนหนึ่งที่ซ้อมมวิ่งมาด้วยกันปลอบใจผม

               “รายการผมพี่จะให้ใครมาแทนครับ”

               “คงให้เค้าปรับฟาล์วไปเลย พี่ไม่อยากให้ใครต้องมาเหนื่อยเพิ่มขึ้น ไม่ต้องกังวลไป…สีอื่นก็ใช่ว่าจะส่งครบทุกรายการ”

                ผมพยักหน้ารับคำอย่างเงีบเชียบ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกแย่ ๆ โถมหนักกว่าเดิมอีก

               พวกรุ่นพี่ให้คนอื่นในทีมวิ่งแยกย้ายกันกลับบ้านไปพักผ่อนก่อน เพราะ พรุ่งนี้ต้องมาเตรียมตัวที่โรงเรียนกันตั้งแต่เช้า ที่นั่งพักนักกีฬาจึงมีเพียงแค่ผมที่ถูกพันข้อเท้าซ้ายเอาไว้ กับรุ่นพี่อีกแค่ไม่คน พวกเขาช่วยกันดูแลผมจนเกือบหกโมงเย็น แม้พระอาทิตย์กำลังจะตกลับขอบฟ้า และบรรยากาศทั้งหมดก็ทาทาบไปด้วยแสงสีส้มเรื่อ แต่บริเวณสนามกีฬายังเต็มไปด้วยผู้คนที่ทำงานกันอย่างบ้าคลั่ง

               “มึงกลับได้ไหมวะต้น” พี่วินถาม “พวกกูไปส่งมึงได้นะ”

               “อย่าเลยพี่ ต้องเตรียมงานกันต่อไม่ใช่เหรอ” ผมตอบอย่างเกรงใจ

               “ถ้าไม่ไหวก็ให้กูไปส่งได้ หอมึงไม่ไกลมาก”

               “ผมไม่ค่อยเจ็บแล้ว เดินได้ สบายมาก ดูดิ” ผมยืดเหยียดข้อเท้าและพยายามยืนขึ้นตัวตรง จากนั้นก็เดินค่อย ๆ ออกมาจากตรงที่พักนักกีฬา

               “มึงแม่ง อึดของจริง”

               ผมหัวเราะในลำคออย่างเพียงเบา ๆ “งั้นผมขอตัวนะครับ ไม่อยากรบกวนพี่แล้ว”

               “โอเค ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ มึงมาถึงแล้วก็ขึ้นไปนั่งหลบอยู่ฝั่งคนดูเลย ไม่ต้องทำกิจกรรมอะไรหรอก ร่างกายยังไม่พร้อม”

               “ครับพี่ หวัดดีครับ” ผมไหว้ขอคุณพวกรุ่นพี่ที่อยู่ช่วยดูแลผม จากนั้นก็เดินจากที่พักนักกีฬาข้างสนามไปยังห้องเก็บของของคณะสี เพื่อไปเอากระเป๋าที่ผมวางไว้

               ในห้องมืดสนิทซึ่งเงียบงันจากผู้คน แต่เต็มไปด้วยข้าวของมากมายที่ไม่รู้ว่าบางชิ้นอยู่มานานแค่ไหน ทุกชิ้นเป็นอุปกรณ์ของสีชมพู แสงของยามเย็นส่องสาดเข้ามาเป็นเส้นเล็ก ๆ ผ่านทางบานประตูที่ผมเปิดอ้าออก เมื่อผมปิดมันลง สภาวะของห้องนี้ก็ตัดขาดจากโลกภายนอกอีกครั้ง ผมเดินกะเผลกขาตัวเองไปยังกระเป๋าที่วางอยู่บนพื้น ทันทีที่ก้มตัวลงหยิบมันขึ้นมา กระแสไฟฟ้าตามข้อเท้าซ้ายก็ไหลแปลบขึ้นมาอีกครั้ง

               ความเจ็บปวดมหาศาลที่ผมสะกดกลั้นมันเอาไว้นานเนิ่นนานนับชั่วโมงทะลักล้นออกมาจนปิดบังไว้ไม่อยู่

               “โอ๊ยยยย !” ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เสียงนั้นเล็ดลอดออกไป ด้วยการกัดเสื้อของตัวเองเอาไว้ ผมเกลียดการต้องเป็นคนอ่อนแอที่สุด เกลียดการต้องพึ่งพาคนอื่น ไม่อยากให้ใครต้องมาลำบากเพื่อผม ผมชอบจะเป็นฝ่ายทำเพื่อคนอื่นมากกว่า 

               ผมนวดข้อเท้าของตัวเองอย่างเบามือ แต่ความทรมานนั้นก็ไม่อาจทุเลาลง มันสูบกินเอาเรี่ยวแรงของผมไปจนหมดสิ้น ไม่แม้แต่จะยืนขึ้นได้ ผมเหน็ดเหนื่อย ยอมแพ้ ผิดหวัง โกรธตัวเอง และอีกสารพัดความรู้สึกไม่ดีประดาเข้ามาจนกลายเป็นหยดตาเพียงลำพัง

               ไม่เป็นไรไม่มีใครอยู่ ผมก้มหน้าร้องไห้มืด ๆ แบบนี้ต่อไปได้

               ‘แอ๊ด’

            ผ่านไปสักพักใหญ่ บานประตูเก่าของห้องเก็บของก็ถูกเปิดออก ตามมาด้วยเสียงของผู้คนเจือจางห่างไกล แสงส้มพระอาทิตย์ตกดินที่ดูเหมือนจะงดงามก็สาดเข้ามาตรงหน้าผมพอ ผมเงยหน้าขึ้นเห็นเพียงเงาของนักเรียนคนไหนก็ไม่รู้ยืนอยู่ แต่คิดว่าเขาคงเห็นสภาพหมาขี้แพ้ของผมเต็มตาเสียแล้ว ผมจึงทำได้เพียงก้มลงร้องไห้กับตัวเองต่อ

               เงาปริศนานั้นปิดประตูลงให้ห้องกลับมามืดมิดอีกครั้ง เขาเดินไปวางบางอย่างลงที่มุมหนึ่งของห้อง เสียงเหมือนถึงที่เต็มไปด้วยแปรงทาสี ผมหวังว่าเขาจะทำธุระของเขาอย่างรวดเร็วแล้วก็เดินออกไป แต่เปล่าเลย เสียงฝีเท้าของเขามาหยุดอยู่ข้าง ๆ ผม

               “เจ็บมากไหม”

               “ไฟ”

               ผมเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่าเสียงของเงานั้นคือเขา ผมเห็นดวงตาคมกับใบหน้าหล่อเพียงเลือนราง ราวกับว่าความมืดทำให้เขาอ่อนโยนลง จนพูดประโยคแบบเมื่อครู่ออกมา

               “มึงกลับยังไง”

               “กูกลับเองได้” ผมพูดพร้อมปาดน้ำตาของตัวเองออก ไม่อยากให้มันเห็นผมในมุมนี้ “แต่กูยังไม่อยากกลับ”

               “กลับเลย เดี๋ยวมึงก็โดนขังลืมอยู่ในห้องนี้หรอก”

               “บอกว่ายังไม่อยากกลับตอนนี้” ทำเป็นพูดไป ความจริงคือลุกไม่ขึ้นแล้วต่างหาก

               ร่างสูงข้างกายผมเพียงส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเขาก็ดึงกระเป๋าของผมไปสะพาย จากนั้นก็ใช้แขนแกร่งช้อนตัวผมขึ้นมา

               “ไอ้ไฟ มึงปล่อยกู ทำอะไรของมึงเนี่ย” ผมตกอยู่ภายใต้การประคองของเขาโดยสมบูรณ์ ร่างกายผมรู้สึกเสียววาบเมื่อลอยขึ้นจากพื้น แล้วไอ้คนร่างสูงก็พาผมออกมาจากห้องเก็บของนั้น

               “วันนี้กูไม่ได้เอารถมา ทนให้กูอุ้มหน่อยแล้วกัน”

               “ปล่อยกู กูเดินเองได้ ไม่อยากอายคนเว้ย”

               “คนไม่เยอะหรอก ส่วนใหญ่ไปอยู่ที่สนามกีฬาหมดแล้ว และถ้ามึงไม่แหกปาก ก็ไม่มีใครมองมึงด้วย”

               ไฟดุผม ในท่ามกลางประกายแดดสุดท้ายของวันซึ่งส่องกระทบใบหน้าของเขา เรือนผมสีน้ำเข้มสะท้อนออกมาอย่างที่ผมชอบแอบมองอยู่บ่อย ๆ นัยน์ตาดำสนิทพินิจใบหน้าผมสลับกับมองทอดไปข้างหน้าอย่างที่คาดเดาความคิดของเขาไม่ถูก ผมอยู่ใกล้กับไฟจนรู้สึกถึงกลิ่นโคโลญจน์หอมอ่อน ๆ เจือกับกลิ่นสีน้ำมันซึ่งเปรอะอยู่ตามซอกคอ ปลายเส้นผม และเสื้อยืดสีดำซึ่งเขามักจะใส่ไว้ด้านในเสื้อนักเรียน

ถึงแม้ผมจะพยายามดิ้นร่าในอ้อมแขนของมันสักแค่ไหน แต่มือหนาที่จับประคองตรงต้นขากับไหล่ ก็ยิ่งจับแน่นขึ้น ผมทุบลงบนอกแกร่งของมันก็ไร้ผล ราวกับว่าทานทนมือตีนไปเสียแล้ว คนร่างสูงไม่ยอมปล่อยผมไม่ว่ายังไงก็ตาม เขายังคงเดินอุ้มผมไปตามทางเท้าเพื่อพาผมออกจากโรงเรียน

เมื่อทุกอย่างไม่ได้ผล ความเจ็บปวดที่มากเป็นทุนเดิมประกอบกับความอับอายจนหน้าร้อนผ่าว ทำให้ผมไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากร้องไห้ออกมาทั้งที่ยังอยู่ในอ้อมแขนของเขา

“ขามึงเนียนดีจัง”

และนั่นคือทั้งหมดที่มันพูดออกมาหลังจากทำให้ศักดิ์ศรีของผมไม่เหลือชิ้นดีตรงหน้าโรงเรียน

ไฟ มึงมันคนไม่มีหัวใจ !

“จะพากู…ฮึก…ไป…ไหน” พูดรีบพูดออกมาเมื่อเห็นว่าไฟกำลังพาผมไปเส้นทางตรงข้ามกับหอตัวเอง

เขาไม่ตอบอะไร แถมยังอุ้มผมที่กำลังร้องไห้ผ่านผู้คนมากมายไปหน้าตาเฉย ผมได้แต่หวังให้ทุกคนจะเข้าใจว่าผมขาเดี้ยงอยู่ คนร่างสูงพาคนเข้ามาในร้านขายยาแห่งหนึ่งและวางผมลงบนตู้กระจกตรงหน้าพี่เภสัชอย่างรวดเร็ว ทั้งผมและพี่เค้าก็ตกใจไม่แพ้กัน แต่ก่อนที่ผมจะหันไปด่ามัน เสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นก่อน

“เพื่อนผมล้ม เท้าพลิกครับ”

“เอ่อ เดี๋ยวขอดูหน่อยนะคะ” พี่เภสัชซึ่งยังตกใจไม่หาย ค่อย ๆ จับข้อเท้าผมอย่างเบามือและถามคำถามเกี่ยวกับอาการนู่นนี่ ผมพยายามไม่สะอึกสะอื้นมากตอนที่ตอบ

“มียาแก้ปวดกินหลังอาหารนะคะ สเปรย์เอาไว้นวด ประคบเย็น ส่วนผ้าพันมีอยู่แล้วถ้าไม่พอค่อยมาซื้อเพิ่มดีกว่า ทั้งหมด 450 บาทค่ะ”

“เงินอยู่ในกระเป๋ากู” ผมบอกไฟ แต่เขาไม่ได้สนใจฟัง ทั้งยังหยิบกระเป๋าเงินตัวเองมาจ่ายให้อีก

“นี่ครับ”

เขารับถุงยามาถือไว้แล้วอุ้มผมเหมือนกับตอนเดินเข้าร้านมา สรุปคือกูต้องผ่านหน้าโรงเรียนอีกรอบใช่ม้ายยย 

ไม่ใช่แค่ผ่านหน้าโรงเรียนแต่มันพาผมไปซื้อข้าว แล้วยังอุ้มขึ้นมาส่งถึงหอเลยครับ ผมก็ได้แต่บอกทางมันอย่างไม่เต็มใจ เพราะ ไม่ยอมปล่อยผมไปเลย สุดท้ายก็คือต้องพากันไขประตูห้องอย่างทะลักทุเลกว่าจะได้วางตัวผมลงบนเตียง จนถึงตอนนี้ผมก็ยังร้องไห้สะอื้นไม่หยุด ไม่เหลือยางอายอะไรกับไอ้บ้านี่อีกแล้ว

“ร้องทำไม” จู่ ๆ เขาก็ถามขึ้นมา

“กูอาย” ผมตอบแล้วปล่อยโฮออกมาหนักกว่าเดิม

“ไม่ใช่…หมายถึงว่าตอนแรกในห้องเก็บของน่ะ มึงร้องทำไม”  เขามาหยุดยืนตรงหน้าผม “เสียใจที่ไม่ได้แข่งวิ่งเหรอ”

“เออสิ กูซ้อมแทบตาย สุดท้ายทีมต้องมาแพ้โดยที่ยังไม่ได้แข่ง” ผมจ้องเขากลับด้วยดวงตาที่ยังคลอหยดน้ำใส

“เอาเบอร์มึงมา” เขายื่นโทรศัพท์ของตัวเองมาให้ผมจิ้มเลข “พรุ่งนี้ตอนเช้าถ้าเดินไปโรงเรียนไม่ไหวค่อยโทรมาเรียกกู เดี๋ยวมารับ”

“กูไปเองได้ ไม่ต้องพึ่งมึงแล้ว”

“หนึ่งตะวัน !” เขาเรียกชื่อผมเพื่อขู่เข็ญให้ทำตาม “กูจะไม่ออกไปจากห้องนี้จนกว่ามึงจะเมมเบอร์กูไว้”

ผมรู้ดีว่าสภาวะแบบนี้ไม่อาจต่อรองกับเขาได้ จึงจำต้องรับโทรศัพท์เครื่องนั้นมากดเบอร์โทรศัพท์ส่งคืนเขาไป ไฟลองโทรเข้าเครื่องผม แถมมันยังจ้องจนกระทั่งผมเมมชื่อมันเอาไว้ด้วย โตขึ้นมึงไปเป็นผู้คุมนักโทษเถอะนะ

“ถ้ามีอะไรก็โทรมา ไปละ” ร่างสูงพูดขึ้น ก่อนจะหันหลังเดินออกไปเปิดประตูห้อง

“ไฟ” ผมละล่ำละลักบางสิ่งที่ควรจะพูดออกมา “ขอบคุณมากนะ”

เขาหยุดยืนแล้วเพียงแค่หันมามองผมอย่างเป็นมิตร “อย่าลืมกินข้าว อย่าลืมกินยา”

“…”

“แล้วก็อย่าดื้อด้วย”

 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยา ความถึกของร่างกาย หรือทุกอย่างรวมกัน ความเจ็บปวดที่ข้อเท้าซ้ายของผมทุเลาลงมากในเช้าวันต่อมา ถึงมันอาจจะไม่ดีพอให้ผมกลับไปลงแข่งวิ่งได้ แต่ผมก็ไม่ลำบากเวลาจะเดินไปไหน ผมตัดสินใจพันข้อเท้าด้วยผ้าผืนเดิม แล้วคีบแตะเดินย่อง ๆ ไปงานกีฬาสีของโรงเรียนด้วยตัวเอง ไม่อยากจะโทรไปขอความช่วยไอ้ไฟมันอีกแล้ว ซึ่งมันก็ไม่ได้โทรมากวนอะไรผม แถมยังหายหน้าไปเลย คนอย่างนั้นไม่รู้ว่าวันงานแบบนี้อาจจะโดดกิจกรรมไม่ยอมมาหรือเปล่า

ผมกับอิคคิวซึ่งเป็นอดีตนักกีฬาไม่ได้มีหน้าที่อะไร ก็ขึ้นมานั่งอยู่บนอัฒจันทร์ของฝั่งผู้ชม คอยส่งเสียงเชียร์นักกีฬาอย่างสนุกสนาน หรือไม่ก็เดินไปซื้ออะไรมานั่งกินกัน อาจจะไม่ใช่งานกีฬาสีที่ตื่นเต้นอย่างที่ผมคิดเอาไว้เท่าไหร่นัก แต่มันก็ไม่ได้แย่เสียทีเดียว

“รายการต่อไป วิ่ง 200 เมตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้นักกีฬาทุกสีประจำที่” 

เสียงประกาศของพิธีกรดึงความสนใจของผมและอิคคิวไปยังสนาม

“เสียดายนะต้น จริง ๆ ตอนนี้คงจะได้ดูนายวิ่งแล้ว”

“นั่นสิ แถมสีเรายังแพ้ฟาล์วไปสองรายการฟรีๆเลย” ผมตอบกลับด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกับเพื่อน

“ไม่เป็นไรนะ อ่ะ กินลูกชิ้นปลอบใจ” เขาผมยื่นลูกชิ้นหนึ่งไม้มาให้ผมอย่างใสซื่อ

“ฮ่าฮ่าฮ่า ขอบใจมาก”

“ลู่วิ่งที่หนึ่งสีฟ้า ลู่วิ่งที่สองสีเขียว ลู่วิ่งที่สามสีชมพู…”

“ห้ะ/ห้ะ” ผมและอิคคิวถึงกับร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงประกาศลู่วิ่งของสีชมพู ไหนพี่วินว่าจะไม่มีใครลงแข่งในรายการของผมไง หรือพี่แกแอบโคลนนิ่งตัวผมไว้

เราสองคนรีบมาเกาะขอบอัฒจันทร์ดูทั้งที่ยังเคี้ยวลูกชิ้นอยู่ในปากตรงลู่วิ่งที่สามตอนนี้ มีร่างสูงในชุดกีฬาสีชมพูกำลังยืนอยู่ เรือนผมสีน้ำตาลเข้มของเขาต้องแสงแดดจ้าของยามบ่าย ดวงตาคมและใบหน้าหล่อนั่นมองไปข้างหน้าอย่างประหม่าเล็กน้อย

“ต้นไปขอให้ไฟมาวิ่งแทนเหรอ”

“ไม่นะ”

ไฟคงไม่ได้ยินสิ่งที่พวกเรากำลังพูดกันอยู่หรอก ผมไม่คิดว่าเขาจะเห็นสายตาตกตะลึงของผมด้วยซ้ำ ร่างสูงกำลังย่อตัวลงนั่งที่จุดปล่อยตัว ทันใดนั้นเองผมก็หวนนึกถึงบทสนทนาของผมกับเขาเมื่อวาน

“เข้าที่ ระวัง ไป !” 

เสียงปืนปล่อยตัวดังขึ้นหนึ่งนัด นักกีฬาทั้งสี่สีออกตัววิ่ง ผมกับอิคคิวตะโกนเรียกชื่อไฟสุดกำลัง เขาทำความเร็วขึ้นมานำคนอื่น และเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง ขาดลอยจากสีเขียวซึ่งตามมาเป็นที่สอง

“ขนาดไม่ได้ซ้อมนะเนี่ย” ผมพูดออกมาตอนที่การแข่งขันจบลง ในใจชื่นชมไฟอย่างบอกไม่ถูก 

“วิ่งเร็วขนาดนี้ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตอนแรกไม่ยอมลงแข่งให้”

“รายการต่อไป วิ่ง 400 เมตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้นักกีฬาทุกสีประจำที่” 

ไม่นานนักหลังจากนักกีฬาประเภท 200 ถูกพาตัวกลับเข้าไปยังที่พักนักกีฬา เสียงประกาศรายการต่อไปก็ดังขึ้นอีก รายการวิ่ง 400 เองเป็นรายการที่ตอนแรกผมจะลงแข่งด้วย อย่าบอกนะว่า…

“ต้นดูนู่น มาอีกแล้ว” อิคคิวเรียกสติผม มือของเขาชี้ไปยังจุดสตาร์ทที่นักกีฬากำลังเดินออกมา

“ลู่วิ่งที่หนึ่ง สีชมพู” ไฟเดินออกมาอีกครั้ง เขาดูประหม่าน้อยกว่ารอบก่อน 

               คงมีเพียงผมนี่แหละที่ใจเต้นแรงอยู่

               “เข้าที่ ระวัง ไป !”

                    “ไอ้ไฟ สู้ ๆ นะเว้ย เอาเหรียญทองมาเลย ไปเล้ยยยยยยย”

               ผมตะโกนเชียร์เขาอย่างเก็บอาการไม่อยู่ ทั้งยังกระโดดโลดเต้นจนเกือบลืมไปแล้วว่าข้อเท้ายังไม่หายดีนัก

 

               หลังจากพวกนักกีฬารับเหรียญ ร้องเพลงสามัคคีชุมนุม และถ่ายรูปเก็บความประทับใจกับผองเพื่อนเสร็จแล้ว ไอ้อิคคิวก็รีบกลับบ้านเอาเหรียญไปอวดพ่อแม่ ส่วนผมเดินไปแสดงความยินดีกับเพื่อนคนอื่นในทีมวิ่งที่ห้องพักนักกีฬา ไฟนั่งอยู่ที่มุมหนึ่ง  เขากำลังเก็บเหรียญทองทั้งสองเหรียญใส่กระเป๋า

               “หนึ่ง…” เขาเรียกชื่อผมเพียงสั้น ๆ ทันทีที่รู้ตัวว่าผมยืนอยู่ “เดินไหวเหรอ”

               “ทำไมถึงมาวิ่งล่ะ” นอกจากจะไม่สนใจคำถามของเขาแล้ว ผมยังถามสิ่งที่ผมอยากรู้กลับ

               “ถ้าทีมแพ้เดี๋ยวมีเด็กร้องอีก” เขายอกย้อนด้วยรอยยิ้มกวน ๆ

               “ขอบคุณมากนะ มึงช่วยกูไว้หลายครั้งเลย” ผมบอก “ถึงแม้มึงอาจจะบอกว่าทำเพื่อส่วนรวมก็เถอะ”

               “กูไม่เคยสนใจงานกีฬาสีบ้าบอนี่อยู่แล้ว ส่วนรวมไม่เคยให้อะไรกู และกูก็ไม่ได้ทำอะไรให้ส่วนรวม ที่กูทำน่ะ…” เขาพูดแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงในชุดกีฬาเดินมาตรงหน้าผม พร้อมยีหัวผมอย่างมันเขี้ยว “…เพื่อมึง” 

               “เข้าใจแล้ว มึงอยากได้อะไรจากกูล่ะ”

               “ไปกินข้าวกับกูก่อน เดี๋ยวกูบอก”

               “จะกินอะไร”

               “มึงชอบกินอะไร”

               “ขนมจีน”

               “อืม ไปรถกู วันนี้กูเอารถมา”

               เขาเดินนำผมไปยังรถมอเตอร์ไซค์ของเขาที่จอดอยู่ จากนั้นก็ขับพาผมออกนอกตัวเมืองไปยังตลาดแห่งหนึ่งซึ่งมีร้านขนมจีนที่ผมชอบ ด้วยความที่ร้านนี้ต้องไปยืนต่อคิวยาวมาก ไฟจึงบังคับให้ผมไปนั่งรอเขาก่อน ส่วนคนร่างสูงรับหน้าที่เป็นคนไปซื้อมาให้ผมเอง 

               “เท่าไหร่”

               “ไม่ต้อง กูเลี้ยง กูบอกให้มึงมากับกูเพราะงั้นกูต้องเลี้ยงมึง”

               “อย่ามาป๋า ไปไถเงินใครมาล่ะ” ผมด่าพลางตักขนมจีนเข้าปาก “ค่ายาเมื่อวานด้วย ตั้งหลายร้อย”

               “กูเอาแน่ แต่ค่อยเอาวันหลัง มึงติดไว้เป็นบุญคุณกูก่อน”

               “ได้เลย งั้นกูจะจดเอาไว้ตรงนี้” ผมเปิดกระเป๋าหยิบปากกาเคมีออกมาละบรรจงเขียนลงบนผ้าพันข้อเท้าด้วยความสะใจ “ติด-หนี้-บุญ-คุณ-ไฟ-2-ครั้ง”

                    “นี่หนึ่งตะวัน…” จู่ ๆ น้ำเสียงของคนตรงหน้าก็เปลี่ยนไป กลายเป็นลุ่มลึกอ่อนโยนเหมือนเมื่อวานตอนที่เขาอุ้มผมขึ้นมา ไม่ใช่แค่นั้นสายตาคมยังมองมาด้วยความรู้สึกผูกพันที่เปลี่ยนไป 

“ถ้าอยากจะตอบแทนกันจริง ๆ ล่ะก็ ช่วยลืมเรื่องไม่ดีระหว่างพวกเราไปได้ไหม แล้วก็มาทำความรู้จักกันใหม่ พูดกันดี ๆ ไม่ต้องหยาบคายเกรี้ยวกราดตลอดเวลาก็ได้ พูดเหมือนที่พูดกับอิคคิวน่ะ”

               “เอ่อ…” 

 ไม่ใช่ว่าผมทำให้ไม่ได้หรอกครับ แต่มาขอแบบปัจจุบันทันด่วน มันก็ยังไง ๆ อยู่นะ

               “ไม่ต้องห่วง เราจะพูดดี ๆ กับนายเหมือนกัน แทนตัวเองว่าไฟ และเรียกนายว่าหนึ่งตะวัน เหมือนที่เคยบอกไว้วันก่อน” ไฟพูดอย่างใจเย็น ไม่น่าเชื่อว่าท่าทางแบบนี้ของเขาช่างมีเสน่ห์ “อืม…แต่ขอเรียกสั้น ๆ ว่าหนึ่งดีกว่า โอเคไหม” 

               “โอเค…ก็ได้” ผมตอบค่อย ๆ “แต่ก็คงไม่สามารถสุภาพได้ตลอดเวลาหรอกนะ ตราบใดที่หน้าไฟยังไม่เหมือนหน้าอิคคิว”

               แล้วเราสองคนก็หัวเราะออกมาเบา ๆ

               “อันนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องแต้มระหว่างเรานะ ยังคงเสมอกันอยู่ที่ 2 - 2”

               “ห้ะ” ผมเบิกตาขึ้นอย่างตกใจ แทบไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองได้ยิน ไฟเองก็แอบนับแต้มระหว่างเราในใจอยู่เหรอเนี่ย สงสัยมันจะเป็นนิสัยของพวกชอบเอาชนะแน่ ๆ เลย

               “ไม่เอาน่าหนึ่ง ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน เราก็รู้อยู่แล้วว่าหนึ่งน่ะอยากทำแต้มเพื่ออยู่เหนือเราจะตาย ไม่อย่างนั้นเราจะพูดเหรอ ว่า มึงไม่ชนะกูง่าย ๆ หรอก

               “รู้ด้วยเหรอ” ผมตอบเสียงอ่อนแล้วก้มลงเขี่ยขนมจีนในจานด้วยความเขินอาย “สองแต้มของเรา คือตอนที่เอาล้วงประเป๋าเงินพวกไฟ กับ ที่ไปช่วยไว้หลังโรงเรียนใช่ไหม” ถึงจะเสียฟอร์มแต่ก็ต้องถามเพื่อความแน่ใจครับ

               ไฟพยักหน้า “ของไฟก็คือตอนที่พาหนึ่งไปส่งหอเมื่อวาน กับที่ลงวิ่งแข่งวันนี้”

               “โอเค ความจริงหนึ่งเกือบลืมไปแล้วล่ะ ไม่รู้จะนับไปทำไม”

               “อยากชนะไม่ได้เหรอ”

               “ชนะอะไร”

               “ชนะใจหนึ่งมั้ง”

               นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นรอยยิ้มอบอุ่นของไฟ

 

0 ความคิดเห็น