รักพี่ข้ามฝั่ง

ตอนที่ 5 : เริ่มต้น 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 พ.ค. 63

2

          

          ปัญหานักเรียนตีกัน ไม่เคยมีแพ้ มีชนะ หรือมีน้ำใจนักกีฬาอย่างแท้จริงหรอก

               อย่างมากก็แค่ไล่อีกฝ่ายที่สู้ไม่ไหวออกไปให้ได้ และ พวกเราก็จะอยู่ในความปลอดภัยไปอีกสักระยะหนึ่ง จนกว่าจะมีใครสักคนไปสร้างความแค้นครั้งใหม่ขึ้นมาอีก

คู่อริคนสุดท้ายที่มากระทืบเพื่อนผม วิ่งแจ้นออกไปอย่างตื่นตระหนก โดยมีรุ่นพี่โรงเรียนเราสามสี่คนวิ่งไล่ตามไป ไฟพาปลื้มซึ่งเสื้อนักเรียนเต็มไปด้วยรอยรองเท้า และ เบียร์ที่ตอนนี้จมูกข้างหนึ่งเลือดไหลเป็นทาง มานั่งลงตรงฟุตบาธ พิงหลังกับกำแพงโรงเรียน

               เขาทิ้งตัวนั่งอย่างเหนื่อยอ่อนข้างเพื่อนสองคน พวกเราทุกคนรวมทั้งผมหายใจหอบถี่ แต่มีผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังมีแรงพอจะยืนอยู่ได้ ผมมั่นใจว่าตัวเองสร้างดาเมจได้มากสุดและเจ็บตัวน้อยสุด ถึงกระนั้นความเลือดร้อนในตัวผมก็ยังไม่สงบลงได้ง่าย ๆ แม้แต่ตัวผมเองยังรับรู้ได้ถึงรังสีอำมหิตของตัวเองที่แผ่ออกมา

               “เกิดอะไรขึ้น” ผมถามเบียร์กับปลื้มเสียงแข็ง

               “…” สองคนนั้นมองผมด้วยสายตาหวั่นเกรง คงเพราะได้เห็นแล้วว่าผมก็บ้าดีเดือดในการชกต่อยเหมือนกัน

               “ตอบสิวะ !” ผมตะคอก

                    “กู…กูเอง” เบียร์พูด “กูไม่มีเงิน กระเป๋าเงินกูหาย กูเลยไปขู่เอาเงินจากเด็กโรงเรียนอื่นที่ผ่านมาแถวนี้”

               “แล้วมันก็ไปพาพวกมาไล่พวกกูสองคนกลับ…ยับเลย”

               “สัส กูบอกมึงแล้วไง ว่าอย่าไปไถเงินใครนอกโรงเรียน” ไฟหันไปว่าเพื่อน “เกิดเรื่องขึ้นมา มันเป็นเรื่องใหญ่มึงเห็นไหม”

“ไม่ว่าจะที่ไหน ๆ มึงก็ไม่ควรทำอย่างนั้น รู้หรือยังล่ะ ว่าการไม่มีเงินมันบังคับให้คนเราต้องไปเจอเรื่องแย่ ๆ ได้มากแค่ไหน รู้ตัวกันบ้างไหมว่าพ่อแม่ส่งมาเรียนหนังสือน่ะ” อารมณ์รุนแรงของผมซึ่งยังคงคั่งค้างอยู่ระบายออกมาเป็นคำพูดสั่งสอนไอ้พวกนั้น แม้แต่ไฟก็ยังหลบตาผม

มือบางของผมล้วงเอากระเป๋าเงินทั้งสามใบออกมา หลังจากจะพยายามเก็บซ่อมมันไว้ในกระเป๋ากางเกงด้วยความยากลำบากมาหลายชั่วโมง ผมปาใส่หน้าสามคนนั้นเรียงตัว

อึ้งกันเป็นแถว

“โอเค…มึงมันแน่ หนึ่งตะวัน” ไฟยังคงเป็นคนเดียวที่กล้าท้าทายผมด้วยคำพูดแบบนั้น “ครั้งนี้ที่มาช่วยพวกกู มึงอยากได้อะไร เดี๋ยวกูเอามาตอบแทนให้ ไม่อยากรู้สึกเป็นบุญคุณคนอย่างมึง”

“กูไม่ได้ช่วยมึงเพื่อสร้างพระคุณบ้าบออะไรหรอกนะ มึงแค่จำไว้ว่าอย่ามาแกล้งกู แกล้งอิคคิว หรือแกล้งใครให้กูเห็นก็พอ ถ้าทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีกับกูไม่ได้ก็อยู่ห่าง ๆ ไปเลยไอ้ไฟ”

“ชิ” คนหน้าหล่อที่สะบักสะบอมด้วยรอยตีนถ่มถุยน้ำลายเจือคาวเลือดอย่างไม่พอใจ

“มึงดูเพื่อนมึงไปเลย เดี๋ยวกูไปทำเวรต่อเอง”

ผมพูดแค่นั้นแล้วเดินออกมา ต่อยกันเสร็จแล้ว กูต้องไปถูพื้นต่อครับ

สุดยอดจริง ๆ เปิดเทอมวันแรก

แต่ก็ไม่ลืมนับแต้มหรอกนะครับ ครั้งนี้ผมถือว่าผมชนะมันอย่างต่อเนื่อง

2 - 0

 

ผมหวังให้เช้าวันต่อมาเป็นวันที่ธรรมดาและมีเรื่องดีดีมากกว่าเมื่อวานสักหน่อย แต่เห็นทีจะเป็นไปได้ยาก เพราะข่าวลือเรื่องนักเรียนตีกันสะพัดไปทั่วเหมือนเสียงหึ่งบินของพวกแมลงที่หาที่มาไม่ได้ ตามโถงทางเดิน ในห้องน้ำ โรงอาหาร โรงยิม ทุกคนในทุกที่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้

คงเพราะคนในเหตุการณ์ต่างหวาดกลัวผลกระทบที่ตามมาเลยไม่มีใครกล้าปริปาก ส่วนคนนอกผู้อยากรู้อยากเห็นก็ทำได้เพียงคาดเดาไปต่าง ๆ นานาว่าใครเป็นใคร การได้สวมบทบาทเป็นนักสืบคงเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งของคนพวกนี้ พวกเขาก็แค่อยากจะรู้ว่าใครกันแน่คิดถูกที่สุด

“เห็นว่าตอนแรกมีเด็กม.4 นี่แหละโดนกระทืบ จากนั้นพวกพี่โจกับพี่ปอนด์ก็เข้ามาช่วย โคตรเท่เลย” ใครคนหนึ่งในวงล้อมเล่นเกมยามเที่ยงพูดขึ้น “พวกนั้นมาเป็นสิบ ฝั่งเรามีแค่ 5 – 6 คนเอง แต่ก็ยังชนะอ่ะ คิดดู”

“ก็เกิดขึ้นบ่อยจะตายนี่” อิคคิวตอบอย่างเลื่อนลอย

“เกิดขึ้นบ่อย…หมายความว่ายังไง” ผมถาม 

“นักเรียนตีกันหลังโรงเรียนไง เกิดขึ้นบ่อยจนชินไปแล้ว” หนุ่มแว่นจบเกมด้วยชัยชนะอย่างง่ายดาย แล้วเงยหน้าขึ้นพูดกับผมต่อ “ไม่ต้องแปลกใจหรอกต้น พวกครูโรงเรียนเราไม่เราไม่เคยใส่ใจอะไรเด็ก เหมือนอย่างที่ครูป้าเอียดว่านายในห้องเมื่อวานนั่นแหละ มันเลยเกิดเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นบ่อย ๆ เพราะ คนผิดไม่เคยโดนลงโทษ มันก็เลยทำผิดอยู่อย่างนั้น นายแค่ระวังตัวอย่าไปโดนลูกหลงก็พอ”

“อ๋อ โอเคเลย” ผมรับคำของเพื่อน ทั้งที่ในใจกำลังหัวเราะร่า อยากจะตะโกนออกไปว่าไม่ใช่พี่โจพี่ปอนด์อะไรของมึงหรอก แต่เป็นกูนี่แหละครับ ที่ไล่กระทืบพวกมันออกไป

“ว่าแต่ ทำไมวันนี้พวกสามคนนั้นไม่มายุ่งกับนายแล้วนะ แปลกจัง”

“หมายถึง ไฟ ปลื้ม แล้วก็เบียร์อ่ะเหรอ…พวกนั้นคงเบื่อเราแล้วมั้ง”

“จริงหรือเปล่าต้นที่ว่าพวกนั้นก็อยู่ด้วยตอนมีเรื่อง” เพื่อนคนเดิมยังคงพยายามขุดคุ้ย “นายทำเวรอยู่กับไฟสองคนนี่ หลังจากเลิกเรียนไฟมันไปไหนต่อหรือเปล่า”

“ไม่รู้สิ แทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย”

“ช่างหัวพวกนักเลงเหอะ เรามาเล่นกันอีกสักตาดีกว่า” อิคคิวพูดชวนเพื่อนในวง

“แบตใกล้หมดแล้วอ่ะ ขอตัวไปซื้อขนมนะ” ผมบอกแล้วเดินออกมาจากห้องเรียนของตัวเอง 

 

ยังเหลือเวลาอีกก่อนจะถึงคาบเรียนคาบบ่าย ผมเดินวนดูขนมมากมายในร้านค้าสหกรณ์ของโรงเรียน ถึงการดูแลนักเรียนของโรงเรียนนี้จะห่วยแตก แต่เรื่องของกินบอกเลยว่าจัดเต็มกว่าโรงเรียนมอต้นที่ต่างอำเภอของผมมาก ละลานตาจนเลือกไม่ถูก ตอนนั้นเองที่มีใครสองคนเดินเข้ามาทักทายผมจากด้านหลัง

“หวัดดี” เบียร์เป็นคนทักผมขึ้นก่อน ส่วนปลื้มที่มาด้วยก็ยืนยิ้มอย่างเป็นมิตร ผมแทบจะดูไม่ออกเลยว่าพวกนี้เพิ่งโดนกระทืบมา เพราะ สภาพร่างกายเขาดูปกติมาก

“มีอะไรป่าว” ผมตอบกลับอย่างไม่ค่อยไว้ใจพวกเขานัก

“จะมาขอบคุณน่ะ” ปลื้มพูด “แล้วก็ขอโทษเรื่องเมื่อวานด้วย ที่แกล้งนายกับอิคคิว”

“บอกตามตรงเลยว่าพอได้เห็นนายเมื่อวานแล้ว เราไม่อยากเป็นศัตรูกับนายเลย” 

“พวกนายไม่ควรรังแกใครทั้งสิ้น ไม่ว่าเค้าจะอ่อนแอหรือแข็งแกร่งกว่านาย” ผมยังคงวางท่าสั่งสอนสองคนนี้ไม่เลิก

“ครับ รู้แล้วครับ ผิดไปแล้วจริง ๆ ให้อภัยพวกผมด้วยนะครับ” ปลื้มพนมมืออ้อนวอนอย่างทีเล่นทีจริง ท่าทางตลกของเขาทำให้ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ 

“พวกเราอยากเป็นเพื่อนกับนายนะ” เบียร์พูดอย่างจริงใจ “เราชื่อเบียร์ ส่วนไอ้กะล่อนนี่ชื่อปลื้ม”

“เราชื่อต้น”

“ใครกะล่อนไอ้เบียร์ เค้าเข้าใจกูผิดหมด” ปลื้มแหวใส่เพื่อน “อย่าไปฟังมันมากนะต้น”

“เมื่อกี้ยังชมว่าเค้าน่ารักน่าจีบอยู่เลย ไอ้สัส”

“ห้ะ” เชี่ยไรวะเนี่ย เจ้าชู้สมคำร่ำลือจริง ๆ

“ก็เวลาไม่ดุต้นดูน่ารักจริง ๆ ตัวเล็กนิดเดียว เห็นครั้งแรกนึกว่าเด็กมอต้น” 

“หลอกด่าว่าเตี้ยเหรอ” ผมทำเสียงเหมือนจะข่มขู่

“ไม่ใช่อย่างนั้นสิ” ปลื้มรีบปฏิเสธ “แค่อยากจะรู้ว่าต้นมีแฟนหรือยัง”

พระเจ้าช่วย นี่กูต้องมาโดนผู้ชายถามแบบนี้เหรอครับ พ่อส่งกูมาเรียนโรงเรียนนี้ทำมายยย

“ยะ…ยัง ไม่มี”

“เหยดเข้” เบียร์ที่มองเราสองคนอยู่อุทานออกมาอย่างถูกใจ

“งั้นเราแลกไลน์กันไหม” ปลื้มรุกถามต่อ

‘ผัวะ ผัวะ’

มือหนาของคนตัวสูงที่มาใหม่ฟาดขวดนมจืดเข้ากลางหัวของสองคนนั้นอย่างแรงคนละหนึ่งครั้ง

“ทำเชี่ยอะไรอยู่ ขึ้นห้องได้แล้ว จะเข้าเรียนแล้วไอ้สัส” ไฟเสียงแข็งใส่เพื่อนทั้งสองคนอย่างไม่สบอารมณ์ เขาปรายตามองผมเพียงแวบหนึ่งแล้วคล้องคอเพื่อนรักเดินหนีไป ราวกับว่าไม่อยากจะยุ่งกับผม

ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นทางเลือกที่เสนอให้เขาเอง แต่ไอ้ท่าทางอวดดีที่พ่วงมาด้วยมันทำให้อดเจ็บใจไม่ได้

ทำเหมือนกูอยากยุ่งกับมึงจะตายแหละ

แบร่ ~

ผมแลบลิ้นใส่หลังไอ้คนตัวสูงด้วยความหมั่นไส้ แต่เหมือนมันจะรู้ตัวเลยตวัดสายตาคมหันกลับมามองพร้อมส่งรอยยิ้มมุมปากกลับมาเย้ย ผมนี่เอาลิ้นกลับเข้าปากแทบไม่ทัน 

 

ชีวิตในโรงเรียนใหม่ของผมเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น การมาอยู่หอพักคนเดียวทำให้ผมต้องรับผิดชอบตัวเองมากขึ้นในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องซักผ้า รีดผ้า ทำความสะอาดห้อง หรือแม้แต่บริหารค่าใช้จ่ายในแต่ละสัปดาห์ เพื่อนสนิทที่สุดของผมแน่นอนว่าต้องเป็นไอ้อิคคิวอยู่แล้ว วันไหนที่มันไม่มีเรียนพิเศษตอนเย็นมันก็จะชวนผมไปเที่ยวบ้าง หรือไม่ก็มาทำการบ้านอยู่ที่หอของผม ส่วนตอนสุดสัปดาห์พ่อแม่ก็จะมารับผมกลับบ้านที่ต่างอำเภอ เพียงเวลาไม่กี่สัปดาห์จากที่อิดออดไม่อยากมาอยู่คนเดียว ก็กลายเป็นเริ่มชินกับมันไปแล้ว

วันนี้เป็นวันจันทร์ที่อากาศสดใส ผมกินข้าวตามสั่งร้านโปรดหน้าโรงเรียนเป็นอาหารเช้า ก่อนจะเดินเข้าโรงเรียนมาเหมือนทุก ๆ วัน ปกติแล้ววันจันทร์เป็นวันที่นักเรียนเกลียดกลัวนักหนา แต่วันจันทร์นี้ผมรับรู้ได้ถึงบรรยากาศบางอย่างที่แตกต่างออกไป ตรงบอร์ดของชั้นเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประกาศฉบับใหม่ถูกแปะไว้ ซึ่งนักเรียนจากทุกห้องก็กำลังมามุงดูมันอย่างสนอกสนใจ 

แม้แต่ไอ้อิคคิวซึ่งมาถึงโรงเรียนก่อนผมก็อยู่ในกลุ่มนักเรียนมุงด้วย แสดงว่าเรื่องนี้ต้องไม่ธรรมดาจริง ๆ

“มีอะไรวะ” ผมถามเขา ด้วยความสูงของผมมีน้อยกว่าคนส่วนใหญ่มาก ทำให้ไม่สามารถมองทะลุกำแพงฝูงชนที่อยู่หน้าบอร์ดไปได้เลย

“วันนี้มีประกาศเรื่องกีฬาสีน่ะ แบ่งสีว่าใครได้อยู่สีไหน”

“นายดูหรือยัง”

 “ดูแล้ว พวกเราได้อยู่สีเดียวกันแหละต้น โคตรดีใจเลย” หนุ่มแว่นพูดกับผมด้วยรอยยิ้มเบิกบาน แหงล่ะครับ ผมกับมันสนิทใจกันแค่สองคน เพื่อนคนอื่นเราก็ยังมีไม่มาก ขืนมาโดนพรากจากกันไปอีก กิจกรรมนี้ผมคงไม่แฮปปี้แน่ ๆ

“สีอะไรเหรอ”

“ชมพู” โอ้โห กีฬาสีปีแรกกูก็หวานแว๋วเลย 

“ห้องเรามีใครอยู่สีพวกเราบ้างอ่ะ” ผมถาม เพราะ ลึก ๆ แอบหวังว่ากีฬาสีจะทำให้ผมได้สนิทกับเพื่อนคนอื่นบ้าง

“พยายามดูอยู่เนี่ย แต่มองไม่เห็นเลย” อิคคิวเขย่งเท้า พร้อมดันแว่นของตัวเอง แต่มันเปล่าประโยชน์ ถึงแม้เขาจะตัวสูงกว่าผม แต่ก็ยังไม่สูงพอจะมองเห็นได้

“งั้นเดี๋ยวเข้าไปดูให้” ผมพยายามมุดตัวแทรกผ่านกลุ่มคนเข้าไปจนถึงหน้ากระดานอย่างง่ายดาย จากนั้นจึงกวาดสายตาไล่หาชื่อคนในห้อง ม.4/2 ที่อยู่สีชมพูเหมือนกันกับผม เรื่องน่าแปลกก็คือห้องผมแทบจะไม่มีใครอยู่สีชมพูเลย คนที่อยู่สีนี้มีแค่ 3 คนเท่านั้น 

วินาทีแรกที่ผมเห็น ผมแทบไม่เชื่อสายตา ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีที่ได้อยู่สีเดียวกับอิคคิว หรือเป็นความโชคร้ายที่ต้องมาอยู่สีเดียวกับไอ้คนคนนี้

อัครวินทร์ พัฒนสถิต – สีชมพู

เพลิงพยัคฆ์ ขจรภพ - สีชมพู

หนึ่งตะวัน เกียรติวิทยา - สีชมพู

ให้มันเป็นสีชมพู ! สี ชม พู 

แม่งงงงงงงงงงเอ๊ยยยย เพื่อนใหม่ไหมล่ะตัวกู 

               กีฬาของโรงเรียนแห่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับกีฬาสีของโรงเรียนอื่น ๆ นักเรียนในโรงเรียนทั้งมอต้นและมอปลายจะถูกแบ่งออกเป็น 4 สี ได้แก่ เหลือง เขียว ฟ้า และชมพู เพื่อแข่งขันกีฬากัน โดยไอ้กีฬาที่ว่าเนี่ยก็มีตั้งแต่เบสิคอย่างกรีฑา ฟุตซอล บาส หมากรุก ไปจนถึงอีสปอร์ต โดยทั้งหมดนี้มีเพียงกรีฑาเท่านั้นที่จะแข่งในวันจริง กีฬาที่เหลือจะแข่งกันให้เสร็จไปก่อน แล้วค่อยไปรับเหรียญที่เดียวตอนวันปิดงาน

เพราะฉะนั้น ตอนผมกับอิคคิวไปเข้าสีในคาบกิจกรรมที่โรงเรียนจัดไว้ให้ ไอ้พวกรุ่นพี่ที่เป็นผู้ดำเนินการของสีชมพูก็แทบจะฉุดกระชากลากถูเพื่อนของผมไปเข้าทีมอีสปอร์ตทันที ด้วยฝีมือของมันที่เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว แถมมันยังลงแข่งพาสีชนะทุกปี สีไหนได้มันไปก็นอนรอเหรียญทองอีสปอร์ตในปีนั้นได้เลย

ผมที่ฝีมือการเล่นเกมไม่ต่างจากลิงชิมแปนซีจึงกลายเป็นคนเคว้งคว้างและไม่รู้จะไปทำกิจกรรมอะไรดี และถ้าผมไม่เลือกให้ได้ภายในวันนี้ก็จะต้องพบเจอกับฝันร้ายที่เรียกว่ากองเชียร์ 

“น้อง ม.4 ครับ มีใครสนใจลงวิ่งไหม” พี่คนหนึ่งเดินตะโกนถามท่ามกลางลานรวมพลของสีชมพู “ขาดอีก 2 รายการ”

“พี่ครับ มีกีฬาอื่นอีกไหมครับ” ผมรีบถามพี่เขาทันที

“มีบาสอ่ะ แต่เค้ารับเฉพาะคนที่สูง 170 ขึ้นไป เราถึงเหรอ” เจ็บจึ้ก ความเตี้ยเป็นอุปสรรคอีกแล้ว “สนใจมาวิ่งป่าว ตัวเล็กน่าจะวิ่งเร็ว”

“เอ่อ แต่ผมไม่เคยวิ่งแข่งมาก่อนเลยนะครับ”

“เฮ้ย ไม่เป็นไร ฝึกกันได้” พี่คนนั้นมองผมอย่างมีความหวัง “รายการง่าย ๆ ชายเดี่ยว 200 เมตร กับ 400 เมตร”

“พี่จะฝึกให้ผมเหรอครับ”

“พี่ฝึกให้ทุกคนที่ลงแข่งอยู่แล้ว ขาดแต่คนเนี่ย ว่าไง สนใจลงไหม” รุ่นพี่คนนั้นถามย้ำ 

“ลงรายการเดียวได้ไหมครับ 200 เมตร” 

“ลงจริงเหรอ ได้เลยน้อง ได้ ได้ ได้ ! ชื่ออะไรเรา…” พี่เค้าดีใจอย่างกับถูกหวยแล้วก็จดชื่อของผมลงไป ท่าทางว่ากีฬาวิ่งมันคงไม่ป๊อปในหมู่ของหนุ่ม ๆ โรงเรียนนี้แน่เลย ถึงได้หาคนลงยากเย็นขนาดนี้

“มาครับ เดี๋ยวผมเขียนให้”

“เอ้อ ว่าแต่เรารู้จักคนนี้ไหมอ่ะ” คนที่ยื่นกระดาษให้กับผมพูดต่อ พร้อมทั้งชี้นิ้วไปยังตรงรายชื่อหนึ่ง “เพลิงพยัคฆ์เนี่ย อยู่ห้องเดียวกันใช่ไหม”

“เอ่อ…ก็รู้จักครับ” 

“ดีเลย ไปถามเค้าให้หน่อยสิว่าสนใจลงวิ่ง 400 เมตรหรือเปล่า พี่ถามเด็กม. 4 มาทั้งชั้นแล้วไม่มีใครอยากลงเลย เนี่ยถ้าไม่ลงให้ครบก็เท่ากับว่าเราถูกปรับแพ้ฟาล์วเลยนะ…”

พี่ชายคนนั้นทำเสียงสุดแสนรันทดใจ จนผมไม่กล้าบอกไปเลยว่าผมไม่ได้ญาติดีกับไอ้ไฟเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พี่แกก็รบเร้าให้ผมช่วยไปหามันเพื่อถามความสมัครใจในการลงวิ่ง 400 เมตรจนได้ การมองหาคนตัวสูงแบบนั้นไม่ยากเท่าไหร่ครับ มันกำลังนั่งแกร่วเล่นมือถืออยู่คนเดียวที่มุมหนึ่งของลานรวมพล คงเป็นเพราะปลื้มกับเบียร์ไม่ได้อยู่สีนี้ด้วย มันเลยไม่รู้จะพูดกับใคร

“ไฟ พี่เค้าให้มาถามว่า” ต้องเน้นคำหลังเป็นพิเศษ เพราะเดี๋ยวมันคิดว่าผมมาชวนมันคุย “สนใจลงวิ่ง 400 เมตรไหม”

ดวงตาคมเหลือบขึ้นมามองผมนิ่ง ๆ

แล้วก้มลงไปเล่นมือถือต่อโดยไม่พูดอะไรสักคำ ไอ้นี้ หาเรื่องกูอีกละ

“พี่เค้าขาดคนอยู่ อย่าให้สีต้องแพ้ฟาล์วดิ กูลงไปแล้วรายการนึง ขาดอีกหนึ่ง”

“…”

“ไฟ กูถามดีดี มึงก็ตอบสิ” แค่ต้องมาเปิดบทสนทนามันก็เสียฟอร์มเท่าไหร่แล้วมึงรู้ไหม -_-*

“มึงบอกไม่อยากให้กูยุ่งกับมึงไม่ใช่เหรอ” คนร่างสูงตอบทั้งที่ยังไม่เงยหน้ามามองผม กวนมาก กวนมาก ๆ

“ก็ไม่ได้อยากยุ่งกับมึงนักหรอก แต่นี่มันเรื่องของส่วนรวม มึงแยกแยะด้วย”

“กูมีหน้าที่ของกูแล้ว”

“ทำอะไร นั่งแกว่งตีนเหรอ”

“แกว่งไปแกว่งมาอาจจะเข้าปากมึง ระวังนะ” ต้องให้ผมกวนมันกลับครับ มันถึงยอมเงยหน้าขึ้นมาจากมือถือ “กูอยู่ฝ่ายศิลป์ ตกแต่งอัฒจันทร์”

“ตกแต่งอัฒจันทร์มันทำก่อนวันแข่ง วันจริงมึงไม่ทำอะไรก็มาวิ่งได้”

“ก็กูไม่อยากวิ่ง วิ่งชนะแล้วได้อะไร กูไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำว่ากีฬาสีนี่มันจัดขึ้นมาทำไม” เขาพูดด้วยน้ำเสียงท้าทายและตั้งคำถาม “มึงกลัวแพ้มากมึงก็ลงเองไปเลย 2 รายการดิ หรือถ้าไม่อยากเหนื่อยก็เปลี่ยนใจมาอยู่ฝ่ายศิลป์กับกู แต่ต้องยอมเสียศักดิ์ศรีไปก้มหัวขอร้องพี่เขาหน่อย มึงจะยอมไหมล่ะ”

“เออ กูลงเองก็ได้เว้ย วิ่งแค่นี้มันจะไปยากอะไร” ผมพูดออกมาอย่างหัวเสีย ไม่น่าขอให้คนแบบนี้ช่วยตั้งแต่แรกเลย

“จะคอยดูเหรียญทองนะครับพ่อคนเก่ง” นั่นไง ไม่ช่วยไม่พอยังเย้ยกูอีก

               กลายเป็นว่าผมต้องลงวิ่งสองรายการ คือ ชายเดี่ยว 200 เมตร และ ชายเดี่ยว 400 เมตร คนที่ดูจะเป็นปลื้มอยู่คนเดียวก็เห็นจะเป็นพี่คนนั้นแหละครับ พี่เค้าชื่อวิน เป็นคนที่ดูแลนักกรีฑาของสีชมพู ซึ่งวางตารางฝึกซ้อมให้พวกผมอย่างเข้มงวดมาก นอกจากจะต้องมาซ้อมในเวลากิจกรรมของสีแล้ว ผมยังต้องแบ่งเวลาส่วนตัวหลังเลิกเรียนมาซ้อมวิ่งอีก เพื่อให้การฝึกมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โชคดีที่ร่างกายผมถึกทนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว วันแรกที่ไปซ้อมจึงไม่ถึงกับหอบแดกมาก 

  เวลาประมาณที่เหลืออีกประมาณหนึ่งเดือนของผม นอกจากอยู่ในห้องเรียนกับหอแล้ว ส่วนใหญ่หมดไปกับการซ้อมที่สนามกีฬา แต่ก็ทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนใหม่ ๆ ที่ซ้อมวิ่งด้วยกัน บางวันเราก็ไปซ้อมกับนักกีฬาสีอื่น ซึ่งมันปลุกเร้าความกระหายชัยชนะได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ผมเริ่มจริงกับการซ้อมวิ่ง และอยากจะเอาเหรียญไปตบปากไอ้ไฟเสียเหลือเกิน

 

0 ความคิดเห็น