รักพี่ข้ามฝั่ง

ตอนที่ 4 : เริ่มต้น 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 พ.ค. 63

1

 

ผมเกิดในครอบครัวบอดี้การ์ด

พ่อกับแม่ของผมเล่าว่าเจอกันสมัยเริ่มทำงานใหม่ ๆ ต่างคนต่างก็เป็นบอดี้การ์ดไฟแรง แม่ผมเป็นผู้หญิงแกร่ง ส่วนพ่อก็เป็นผู้ชายที่เด็ดขาด ทั้งสองคนไม่เคยยอมรับว่าฝีมือศิลปะป้องกันตัวและการยิงปืนด้อยกว่าอีกฝ่าย แถมยังท้าดวลกันบ่อย ๆ พ่อกับแม่คงเชื่อมโยงกันด้วยความสัมพันธ์แปลกประหลาดแบบนี้นั่นแหละเลยอยู่กันได้

หลังจากทั้งคู่โชกโชนอยู่ในวงการได้สักพักหนึ่งก็ตัดสินใจแต่งงานกัน และแม่ก็ท้องผม การมีครอบครัวทำให้พ่อกับแม่เปลี่ยนความคิดหลายอย่างในชีวิต ภาระหน้าที่เดิมเสี่ยงอันตรายเกินไปสำหรับการต้องเลี้ยงดูผม ถึงแม้จะรักงานมากแค่ไหน แต่ทั้งสองคนก็รักที่จะมีครอบครัวที่สงบสุขเหมือนกัน ทุกอย่างเลยมาเจอกันครึ่งทางตรงที่พ่อกับแม่ผมผันตัวมาเป็นครูฝึกบอดี้การ์ด โดยดัดแปลงบางส่วนของบ้านเป็นพื้นที่ของการฝึก

จะพูดว่าผมเติบโตมากับโรงเรียนฝึกบอดี้การ์ดก็ได้ แต่มันฟังดูเว่อไปหน่อย ผมเลยเลือกที่จะบอกว่าบ้านผมเป็นโรงยิมออกกำลังกายแทน ส่วนพ่อกับแม่ก็เป็นเทรนเนอร์ เพราะ สภาพแวดล้อมของที่นี่ไม่ต่างอะไรกับฟิตเนสเลย วันดีคืนดีมีชาวบ้านขอเข้ามาสมัครสมาชิกด้วย

ไม่รู้เพราะความที่เชื้อของพ่อกับแม่แรงเสียเหลือเกิน หรือ เพราะ สภาวะแวดล้อมแบบนั้น ผมเลยกลายเป็นพวกเลือดร้อนไปด้วย เท่าที่จำความได้ตอนเด็ก ๆ ผมก็ชอบเตะกระสอบทรายแล้ว พอโตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มซึมซับเอาวิธีการต่อสู้ที่พ่อกับแม่สอนเด็กฝึก บางครั้งก็ไปเป็นคู่ซ้อมให้ ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้มีแพสชั่นอยากจะเป็นบอดี้การ์ดเหมือนพ่อกับแม่หรอกนะ ผมอยากเลือกคนที่ผมจะปกป้องเองมากกว่าให้ใครมาจ้าง อีกอย่าง ผมดันมีกรรมเกิดมาเป็นคนตัวเล็ก ถึงจะโหนบาร์สักแค่ไหน ชีวิตนี้ก็เหมือนจะหยุดอยู่ที่168ซึ่งมันไม่พอให้ไปสมัครบอดี้การ์ดด้วยซ้ำ

ร่างกายที่ฝึกฝนการต่อสู้อย่างเคี่ยวกรำ อาการคลั่งไคล้ความยุติธรรม และความหัวร้อน จึงเป็นออปชั่นเสริมในชีวิตผมมากกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านั้นทำให้ชีวิตผมถึงกับพบจุดเปลี่ยนในช่วงวัยแห่งความคึกคะนอง วันเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่ร่างกายของผมเต็มไปด้วยพละกำลัง สับสนอยู่ระว่างการเป็นเด็กและการเป็นผู้ใหญ่

บ่อยครั้งที่ผมมักจะเผลอไปนึกถึงมันอีก…ความรู้สึกแรกเมื่อพ่อบอกว่าจะให้ผมย้ายไปเรียนโรงเรียนชายล้วนในอำเภอเมืองและต้องอยู่หอพักคนเดียวตามลำพัง โรงเรียนใหม่ สังคมใหม่ สายฝนวันนั้น เสียงโหวกเหวกของนักเลงกางเกงขาสั้น กลิ่นควันบุหรี่ รสคาวเลือดในปาก หมัดของใครก็ไม่รู้ที่กระแทกหน้าผม เสื้อนักเรียนเปื้อนรอยรองเท้าซักแทบไม่ออก การจากไปของเด็กคนหนึ่งที่ทำให้ผมร้องไห้ และ รอยยิ้มของเด็กอีกคนหนึ่งที่อบอุ่นเหมือนชื่อของเขา

 

สี่ปีก่อน

 

เปิดเทอมวันแรกเป็นวันที่อากาศดี แต่ผมก็ไม่ได้เพลิดเพลินกับมันเท่าไหร่นัก เพราะยังคงไม่คุ้นชินกับโรงเรียนใหม่แห่งนี้ ในห้องเรียนที่มีเด็กผู้ชายหลายคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว บางคนจับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน บางคนก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ของตัวเอง และบางคนมองมาที่ผม แน่นอนว่าไม่มีใครในที่นี้รู้จักผมเลยสักคน

ผมไม่ใช่พวกเด็กหน้าห้อง แต่คิดว่าตรงหลังห้องก็คงมีพวกเจ้าถิ่นจองแล้ว จึงเลือกที่นั่งตรงกลาง ๆ จะดีกว่า เมื่อทิ้งตัวลงนั่งได้ไม่นานก็มีเสียงเอะอะดังขึ้นจากทางหน้าห้อง เด็กชายสามคนในชุดนักเรียนกางเกงน้ำเงินแบบเดียวกับผมวิ่งผ่านประตูเข้ามาอย่างสนุกสนาน พวกเขาพยายามแทรกตัวผ่านทางเดินตรงกลางห้องด้วยความรวดเร็วราวกับแข่งขันกันจะไปถึงโต๊ะแถวหลังสุด มองปราดเดียวก็รู้แล้ว นี่ไงล่ะพวกเจ้าถิ่นหลังห้องที่ผมพูดถึง

‘โครม’

ด้วยความลิงโลดทำให้ใครคนหนึ่งวิ่งชนโต๊ะว่างข้างผมล้มลงไปบนพื้นเสียงดังลั่น กลายเป็นว่าจุดสนใจของคนทั้งห้องตกมาอยู่ที่ผมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ไอ้เชี่ยปลื้มมึงชนโต๊ะล้ม…ไปเก็บเลย” ใครคนหนึ่งพูดขึ้น ตอนที่พวกเขาทั้งสามไปยืนอยู่หลังห้องเป็นที่เรียบร้อยแล้วและกำลังเถียงกันเรื่องโต๊ะตัวนั้น

“ให้ไอ้ไฟเก็บดิ”

“ทำไมกูล่ะ” คนที่ถูกโบ้ยถามกลับ

“ก็วันนี้มึงแพ้ไงครับเพื่อน”

“มึงนี่นะไอ้ปลื้ม อย่าให้ถึงตากูบ้าง” เขาตอบอย่างขุ่นเขืองเล็กน้อยก่อนจะตะโกนเรียก “เห้ย เด็กใหม่อ่ะ…”

เรียกกูทำไมอีก

ผมหันไปมองต้นเสียงด้วยแววตานิ่งเรียบ เขาสูงประมาณ175ซึ่งมากกว่า(ผมและ)เด็กหลายคนในวัยเดียวกัน สันไหล่กว้าง ผมรองทรงถูกระเบียบสีน้ำตาลเข้มที่จะมองเห็นได้ผ่านประกายแดด รับกับโครงหน้าเท่จัด บุคลิกแบดบอยที่ถ้าออกนอกรั้วโรงเรียนไปคงเป็นที่พูดถึงในหมู่สาว ๆ พอสมควร

“เก็บโต๊ะให้หน่อย”

“เก็บเองดิ” ผมตอบ

“อ้าว…” คู่สนทนาของผมทำเสียงในลำคอด้วยความไม่พอใจ เพื่อนในกลุ่มของเขาเลิกคิ้วขึ้นเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูดออกมา ส่วนคนที่เหลือในห้องก็ทำหน้าหวาดเสียวแทนผม

“ไม่มีน้ำใจเหรอ”

“ไม่มีจิตสำนึกเหรอ”

ผมจ้องมองเขากลับอย่างไม่สะทกสะท้าน

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เพราะการโต้เถียงของเราทั้งสอง

“เอ่อ…ขอโทษนะ ตรงนี้มีใครนั่งไหม” เสียงเล็ก ๆ ถามขึ้นแทรก “เดี๋ยวเราเก็บเอง เราอยากนั่งตรงนี้พอดี” เด็กชายใส่แว่นคนหนึ่งที่มาใหม่ก้มลงเก็บโต๊ะขึ้นมา แล้วทิ้งตัวนั่งข้างผม

มันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เสียงออดตอนเช้าดังขึ้น เรียกให้นักเรียนออกมาเข้าแถว คนตัวสูงที่มีปัญหากับผมก็เดินทำหน้าหงุดหงิดออกไปกับเพื่อนอีกสองคนอย่างเสียไม่ได้

“อย่าไปยุ่งกับพวกนั้นเลย ชอบทำตัวอันธพาลแล้วนึกว่าตัวเองเท่” เขาพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะในลำคอ “เราชื่ออิคคิวนะ ยินดีที่ได้รู้จัก นายชื่ออะไร”

“ชื่อต้น”

“ต้นอีกแล้ว…ห้องเราจะมีต้นซ้ำกันกี่คนวะเนี่ย”

“รู้จักเพื่อนในห้องแล้วเหรอ เป็นนักเรียนเก่าสินะ”

“ใช่ แต่ก็แค่รู้จักนะ เพื่อนสนิทเราย้ายไปเรียนกรุงเทพหมดแล้ว”

“ดีเลย เรายังไม่มีเพื่อนพอดี”

“ถ้าไปทำตัวมีปัญหากับพวกนั้นจะยิ่งมีเพื่อนยากนะ เตือนไว้ก่อน”

“ขนาดนั้นเลยเหรอ”

“อืม ไว้เดี๋ยวเล่าให้ฟัง ไปเข้าแถวกันเหอะ”

 

โลกของโรงเรียนมัธยมมีอะไรหลายอย่างที่ดูเป็นไปไม่ได้ แต่มันก็เป็นไปอย่างนั้นของมันอยู่แล้ว ลองคิดดูว่าเด็กห้องเรียนพิเศษที่ถูกยกย่องราวกับเป็นศักดินาหนึ่ง นักเรียนที่เกิดมาในตระกูลรวยล้นฟ้า ลูกนักการเมืองซึ่งทำอะไรไม่เคยผิด พวกดาราวัยรุ่นที่สามารถไว้ผมยาวได้เพราะเป็นหน้าตาของโรงเรียน ต้องมาอยู่รวมกัน โดยถูกบังคับให้แต่งตัวชุดนักเรียนกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน รองเท้าหนังอย่างดี และถือกระเป๋าตราโรงเรียนเหมือนๆ กันเพียงเพื่อหลอกตาว่าเราแทบไม่มีอะไรต่างกัน ผมว่ามันตลกสิ้นดี

อิคคิวเป็นพวกกลุ่มเนิร์ด ที่ออกจะแหวกแนวและต่อต้านสังคมอยู่หน่อย ๆ มันสอบติดห้องโครงการแต่เลือกมาอยู่ห้องธรรมดาแทนเพราะขี้เกียจจะไปแข่งขันกับพวกนั้น สายตาสั้นสี่ร้อยกว่าได้มาเพราะชอบเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ ที่สำคัญมันยังเปิดช่องแคสเกมลงยูปทูปมีคนมาตามหลายร้อยคน ผมเพิ่งรู้นะเนี่ยว่ายูทูปมันมีอะไรแบบนี้ด้วย ที่รู้ก็เพราะไอ้อิคคิวมันเอาเครื่องผมไปจัดการสมัครแอคเคาท์และสับตะไคร้เองเลยนี่แหละ

และจากคำบอกเล่าของอิคคิว แก้งสามช่าหลังห้องของเราเมื่อกี้เป็นกลุ่มเด็กเฮี้ยวชอบทำตัวกร่างอย่างที่ผมเข้าใจจริง ๆ ด้วย พวกนี้ชอบรังควานคนเขาไปทั่ว ซึ่งกลุ่มเป้าหมายก็คงจะเป็นเด็กเนิร์ดอย่างไอ้อิคคิวและเด็กใหม่อย่างผมนี่แหละครับ ที่หลายคนไม่เข้าไปยุ่งเพราะไม่อยากมีปัญหา แต่ว่านั่นแหละกลับยิ่งทำให้กลายเป็นปัญหาหนักขึ้น เพราะความที่ไม่เคยมีใครเตือน มันเลยได้ใจคิดว่าจะทำอะไรก็กับใครก็ได้…แต่ไม่ใช่กับผมคนนี้แน่นอนครับ

ด้วยเชื่อในคำกล่าวที่ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ผมจึงขอให้ไอ้อิคคิวคาย เอ้ย บอกข้อมูลเกี่ยวกับสามคนนั้นออกมาให้หมด คนแรกที่ผมไปท้าท้ายเข้าชื่อว่า ไฟ คนที่ตัวสูงที่สุดในกลุ่มและดูเหมือนจะเป็นหัวโจกด้วย แค่หน้าก็ดุแล้ว แถมมีชื่อเสียงในเรื่องชกต่อยมาตั้งแต่สมัยมอต้น รุ่นพี่บางกลุ่มยังไม่กล้ามีเรื่องกับมันเลย

คนที่วิ่งชนโต๊ะล้มชื่อว่าปลื้ม นักกีฬาบาสของโรงเรียน เป็นหนุ่มหล่อหน้าตาดี ผิวขาวออร่าจับ ดีกรีความเจ้าชู้สิบกะโหลก ชอบทั้งผู้ชายและผู้หญิง เลยกลายเป็นคาสโนว่าตัวพ่อที่คุยซ้ำคุยซ้อนไปหมด ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนแบบนี้ถึงยังมีคนอยากได้เป็นแฟนอยู่

ส่วนอีกคนที่ดูจะเข้ากับคนปกติได้มากที่สุด ชื่อ เบียร์ เป็นคนกว้างขวาง และบ้านของมันก็เส้นใหญ่ในโรงเรียนมากด้วย ภายนอกดูเข้ากับคนง่าย แต่พอไปสนิทกับพวกไอ้ไฟมันเข้า ก็หนีไม่พ้นวงเวียนชีวิตแบบนักเลงหลังห้องอยู่ดี

 

“ดูเหมือนพวกนั้นจะมองเราอยู่ว่ะต้น”

“พวกไหน”

“ไม่ ไม่ อย่าหันไปดูสิ”

ถึงอิคคิวจะพยายามห้ามผมสักแค่ไหน แต่ผมก็ยังหันไปมองทางด้านขวาของตนเอง ท่ามกลางโรงอาหารที่เต็มไปด้วยนักเรียนมัธยม มีสายตาสามคู่กำลังจ้องมองมาอย่างขุ่นเคือง คงไม่ต้องบอกนะครับว่าเป็นสามคนไหนที่อยากจะแสดงความเป็นอริกับผมเหลือเกิน

“เราโดนดีแน่” ผมแกล้งขู่อิคคิว ซึ่งตอนนี้หน้าซีดไปแล้ว

“ไปขอโทษพวกมันดีไหม”

“ไม่ต้องเว้ย เราไม่ได้ทำอะไรผิด”

“เชื่อเราเหอะต้น อย่าไปเปรี้ยวตีนตั้งแต่วันเปิดเทอมเลย เห็นมาเยอะแล้ว ต่อให้ไปฟ้องครู ครูก็ช่วยรับประกันความปลอดภัยให้เราไม่ได้ตลอดหรอกนะ”

“เราก็ไม่ได้จะศรัทธาในระบบอะไรของโรงเรียนอยู่แล้ว”

“หมายความว่าไง”

“หมัดแลกหมัดดิ” ผมตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก “สุดท้ายเราก็ต้องสู้เพื่อตัวเองอยู่ดี”

“หมัดนายคนเดียวเถอะ เราไม่อยากโดนลูกหลง”

“อิคคิวไม่ต้องกลัว แค่อย่าอยู่ห่างเราก็พอ”

เราสองคนเดินออกจากโรงอาหารแล้วขึ้นตึกรอเรียนคาบบ่าย แต่ก่อนหน้าที่จะเข้าห้องเรียนผมกับอิคคิวเดินไปแวะทำธุระที่ห้องน้ำกันก่อน ผมเห็นจากหางตาแล้วว่าพวกแก้งสามช่านั่นเดินตามเราสองคนมาตั้งแต่ที่โรงอาหาร แถมยังพยายามเดินรักษาจังหวะห่าง ๆ คือกูดูจากสนามบอลก็รู้แล้วครับว่าพวกแม่งสะกดรอยตาม

สรุปคือมึงจะเอาให้ได้ใช่ไหม

โอเค ! กูจัดให้

 

‘แกร็ก’

ในห้องน้ำที่มีแค่ผมกับอิคคิว มีเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งเดินตามเข้า ตามด้วยเสียงปิดประตูและลั่นกลอนสนิท เด็กชายสวมแว่นที่มากับผมหันรีหันขวางไปทางต้นเสียงนั้นด้วยความตื่นกลัว ส่วนผมที่รู้อยู่แล้วว่าพวกนั้นเป็นใคร ก็ได้แต่ล้างมือต่อไปอย่างใจเย็น

ปลื้มกับเบียร์ ยืนเล่นมือถือพิงประตูอยู่ ส่วนไฟยืนล้วงกระเป๋ามองมาที่พวกผมสองคน มุมปากข้างหนึ่งของเขายกยิ้มอย่างมีเลศนัย มันรู้ตัวไหมครับว่าแอคท่าอย่างกับเป็นพระเอกซีรีย์ เบ้าหน้าพอได้อยู่เพราะมันหล่อ แต่มามุกเห่ย ๆ แบบดักเจอในห้องน้ำเนี่ยนะ สงสัยพวกนี้จะอินซีรีย์ไฮสคูลมากไป

“อ้าวไฟ มีอะไรเหรอ” อิคคิวถามซื่อ ๆ เอาแล้วไงมึง มาครบสูตรเลย หมาป่าชั่ว ๆ กับเหยื่อผู้ไร้เดียงสา

“พอดีเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ห้องน้ำนี้อ่ะ พวกกูเป็นเจ้าถิ่นดูแลอยู่” คนร่างสูงพูดพร้อมเข้ามากอดคอเพื่อนผมเหมือนกับจะล้อกตัวเอาไว้

“ทำพาร์ทไทม์เป็นคนล้างห้องน้ำโรงเรียนเหรอ ขยันจัง”

สัส อิคคิว จังหวะมึงโจ๊กมาก ไม่รู้ว่าหลอกด่า หรือมันไม่รู้จริง ๆ ทำเอาเบียร์กับปลื้มที่ยืนเก๊กอยู่เกือบหลุดขำออกมาพร้อมผม

“ไม่ใช่อย่างนั้นสิ” ไฟกัดฟันตอบ “ดูแลเนี่ย ก็หมายถึงว่า ห้องน้ำนี้จะต้องไม่มีพวกเด็กปีอื่นที่มาทำห่าม ๆ ใส่เพื่อนของเรา หรือว่าหนีเรียนมาสูบบุหรี่อะไรแบบนี้”

ฟังดูตอแหลมาก ควายเท่านั้นที่เชื่อ

“พวกไฟใจดีจังเลย” ควายอิคคิวนั่นเอง

“เพราะฉะนั้น พวกเราก็เลยต้องเก็บเงินค่าบำรุงจากคนที่มาใช้ห้องน้ำ” รอยยิ้มหล่อ ๆ ของไฟคลี่ออกอย่างร้ายกาจ เขาปรายตามามองผมที่ยืนอยู่ทีหนึ่ง แล้วหันไปพูดกับอิคคิวต่อ “สัก300”

“ดะ…ได้สิ อ่ะ นี่ของเรา”คนใส่แว่นที่เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองกำลังถูกเพื่อนข่มขู่ รีบควักเงินออกมาจากกระเป๋าด้วยมือสั่น ๆ แล้วยื่นให้ไฟ ผมเข้าใจดีว่าอิคคิวกลัวแค่ไหน

“ทำดีมากไอ้แว่น”ปลื้มยกมือขึ้นมาตบหัวอิคคิวครั้งหนึ่ง แล้วรับเงินไปแบ่งกับเพื่อน ๆ คนละร้อย

“มึงด้วยนะไอ้เด็กใหม่” เขาพูดพร้อมกับพยายามจู่โจมล้อกตัวผมเหมือนที่ทำกับอิคคิว “ถ้ามึงยอมจ่ายอย่างว่านอนสอนง่าย กูจะทำเป็นลืมเรื่องที่มึงปากดีเมื่อเช้า”

“อย่ามาถูกตัวกู” ผมผละออกจากแขนแกร่งคู่นั้นอย่างง่ายดายจนคนร่างสูงทึ่งเล็กน้อย

“เฮ้ย พูดให้มันดีหน่อย” พวกหมาหมู่อีกสองตัวรีบเข้ามาล้อมผมไว้ไม่ยอมให้หนีไปไหนได้

“ต้น เอาเงินให้พวกนี้ไปเหอะ”

“อิคคิว เรากำลังโดนพวกเชี่ยนี้หลอกเอาเงินอยู่นะ” ผมมองไปยังอิคคิวซึ่งตัวสั่นกลัวอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องน้ำ ไม่ไยดีวงล้อมของสามคนที่ขยับเข้ามาใกล้

“ช่างมันเหอะต้น ให้มันไป เราไม่อยากมีเรื่อง” ดวงตาหลังกรอบแว่นแดงก่ำและเหมือนจะร้องไห้ออกมา “ถ้าไม่มีก็เอาของเราก่อนก็ได้”

“มึงควรทำตามที่เพื่อนมึงบอกนะ” ไฟพูดพร้อมกับยิ้มใส่ผมอย่างยียวน

ใจหนึ่งอย่างจะสั่งสอนไอ้พวกเกรียนนี่ให้หงายเงิบไปสักครั้ง แต่ก็นึกสงสารอิคคิวขึ้นมา อีกอย่าง วันนี้ยังไม่ใช่วันที่ผมอยากจะออกแรงด้วย เพราะชุดนักเรียนผมยังใหม่อยู่

แต่ไม่ต้องห่วง ผมเตรียมแผนการไว้ดัดหลังไอ้พวกนี้อยู่แล้ว

“กูมีแค่ร้อยห้าสิบ” ผมเปิดกระเป๋าเงินเทลงตรงหน้าคนตัวสูง เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีเท่านั้นจริง ๆ เศษเหรียญจำนวนหนึ่งหล่นกระทบพื้นเป็นเสียงน่ารำคาญไปทั่วห้องน้ำ

“ชิ” เบียร์ส่งเสียงในลำคอ “วันหลังพกเงินให้มากกว่านี้หน่อยนะ”

“คราวนี้กูปล่อยมึงไปก่อนก็ได้ แต่จำเอาไว้ ว่าอย่าปากดีกับกูอีก แล้วถ้ากูจะเรียกเงินมึงเท่าไหร่ มึงก็ต้องมีให้กูเท่านั้นด้วย” ไฟยื่นมือมาผลักหัวผมทีหนึ่ง จนผมเซไปชนปลื้ม ปลื้มผลักหัวผมไปชนเบียร์ เบียร์ผลักผมไปหาไฟ ผลักไปผลักมาเหมือนผมเป็นลูกบอล จนพวกมันพอใจ

“ไปกันเถอะมึง กูอยากกินขนมอีกแล้ว” เบียร์พูดขึ้นมา จากนั้นพวกมันก็สะเดาะกลอนเดินออกจากห้องน้ำไปพร้อมเสียงหัวเราะ

“ต้น โอเคป่าวเนี่ย” อิคคิวรีบปรี่เข้ามาดูผมซึ่งกำลังกุมหัวตัวเองแล้วจัดทรงผมที่กระเซิงอยู่

“โอเค เรื่องเล็กน้อยน่า อิคคิวอ่ะ โอเคป่าว”

“เราเจอบ่อยแล้วแล้วล่ะ ตั้งแต่สมัยมอต้นก็โดนไถเงินประจำ”

“เมื่อกี้โดนไปเท่าไหร่นะ 300ใช่ไหม” ผมพูดพร้อมกับหยิบแบงค์สีแดงยู่ยี่สามใบออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วยื่นให้อิคคิว

“ไหนบอกว่าไม่มีเงินแล้วไง” เขาอึ้ง

“ถ้ารู้ว่าชิวิตมันเสี่ยง ก็อย่าเก็บเงินทั้งหมดไว้ที่เดียวกันสิ” ผมตอบพลางยัดเงินสามร้อยใส่มือเพื่อน “อีกอย่างนี่ก็เงินที่อิคคิวให้พวกนั้นไปนั่นแหละ ไม่ใช่เงินเรา”

“ห้ะ” เครื่องหมายคำถามปรากฏบนหน้าอิคคิวประมาณสามล้านเครื่องหมาย

“เถอะน่า ได้คืนก็ดีแล้ว ถ้าไม่อยากโดนพวกนั้นไถไปอีกก็อย่าพูดอะไรมาก”

ผมเดินนำอิคคิวออกมาอย่างสบายใจ พลางตบปุไปที่กระเป๋ากางเกงของตัวเอง ซึ่งเต็มตุงไปด้วยกระเป๋าเงินสามใบของไฟ ปลื้ม และ เบียร์ ทักษะของผมกับพวกนี้มันคนละชั้นกันจริง ๆ ด้วย จนถึงตอนนี้แล้วมันยังไม่รู้ตัวกันเลย

หวังว่าพวกมันจะมีเงินไปซื้อขนมนะ อิอิ

ตอนนี้ขออนุญาตนับแต้มในใจ

1 - 0

 

เหลือเวลาอีกไม่เกินห้านาทีก็จะเริ่มเรียนคาบแรกของช่วงบ่าย นักเรียนเกือบทุกคนอยู่ในห้องแล้ว และต่างก็สนุกสนานอยู่กับกิจกรรมของกลุ่มตัวเอง หลังจากกลับจากห้องน้ำ ผมนั่งดูอิคคิวเล่นเกมในโทรศัพท์ของมันอยู่หลายตา มีนักเรียนหลายคนที่สนใจฝีมือการเล่นของเพื่อนผมคนนี้ด้วย เลยกลายเป็นการล้อมวงมุงขนาดย่อม ๆ และทำให้ผมได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่อีกหลายคน

“เฮ้ย พวกมึง มีใครเห็นกระเป๋าเงินพวกกูบ้างไหม” เสียงของปลื้มดังขึ้นอย่างร้อนรน เรียกความสนใจของพวกเรา

“ช่วยกันดูให้หน่อยดิ หล่นอยู่แถวโต๊ะใครบ้างป่าว” ไฟพูดต่อในความเงียบของคนทั้งห้อง

ทุกคนตกอยู่ในห้วงของความสงสัย มีเพียงผมเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกนั้น ผมมองแก้งสามช่ายืนอยู่หน้ากระดานด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง แล้วก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

เยดเข้ เวลาที่กูรอคอยมาถึงแล้ว

ได้ทีต้องขยี้ ขยี้ ขยี้ ขยี้ ขยี้ ขยี้

“เวรกรรมมันตามทันหรือเปล่า” ผมพูดขึ้นอย่างท้าทาย “ที่ชอบขู่เอาเงินคนอื่นตามห้องน้ำน่ะ พอเงินหายเองบ้างไม่เท่เลยดิ”

“ไอ้เตี้ย มึงกลับมาซ่าได้แล้วเหรอ เมื่อกี้ตอนเจอพวกกูรุมมึงยังให้เงินพวกกูเหมือนคนขี้ขลาดอยู่เลย” ปลื้มสวนกลับด้วยความเดือดดาล

“ได้ยินไหมทุกคน” ผมหันมาพูดกับเพื่อนในห้อง “มันยอมรับแล้วว่าไถเงินจริง แถมยังใช้วิธีหมาหมู่ และมันก็เห็นเราทุกคนเป็นคนขี้ขลาดที่จะยอมให้เงินมันได้ง่าย ๆ”

“ขอเงินแค่นิด ๆ หน่อย อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่ได้ไหมวะ”

“สามร้อย มันเกือบเท่าค่าแรงขั้นต่ำเลยนะ บ้านบางคนเค้าไม่ได้มีเงินมีทองเหมือนบ้านพวกมึงหรอก แล้วไอ้เงินที่มึงมีน่ะ ก็ข่มขู่มาจากคนอ่อนแอทั้งนั้น กล้าดียังไงมาพูดเหมือนเงินสามร้อยไม่มีค่า”

ในเสี้ยววินาที มือหนาของไฟคว้าเอาแปรงลบกระดานแล้วปามาที่ผม ด้วยวิถีการขว้างแม่นยำ ความเร็วที่น่าตกใจ แปรงลบกระดานแหวกอากาศตรงมายังหน้าของผม แต่ผมสามารถรับมันได้ด้วยซ้ายซึ่งเป็นมือที่ไม่ถนัดด้วยซ้ำ

กระจอก !

ผมใช้มือข้างเดิมที่เคยฝึกปามีดอย่างช่ำชอง ซัดแปรงอันนั้นกลับไป แรงกว่า เร็วกว่า ไม่ทันที่ไฟจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบ แปรงลบกระดานที่เขาหมายจะทำร้ายผมก็ปะทะเข้ากลางหน้าปากเขาอย่างจังแล้วกระเด็นตกไปบนพื้น เหลือเพียงฝุ่นผงของปากกาเคมีที่ค้างอยู่เปรอะติดกลางหน้าผากของเขา เป็นรอยดำขนาดใหญ่

‘โป๊ก’

“โอ้ย !”

“เชี่ยไฟ”

“โว้ว โว้ว โว้ว”

“เจ๋งงงงงงงงงงงงงง”

สารพัดคำอุทานถูกกล่าวขึ้นในวินาทีถัดมา บางคนแทบจะมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ทันเลยด้วยซ้ำ

“ส่งเสียงเอะอะ อะไรกันพวกเธอ ได้เวลาเรียนแล้ว” เสียงเล็กแหลมของคุณครูสูงอายุท่านหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะพวกเราทั้งหมด คุณเธอเพิ่งก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับชีทเรียนกองโต และน่าจะไม่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด

“เด็กใหม่ขว้างแปรงลบกระดานใส่เพลิงพยัคฆ์ครับ” เบียร์รีบพูด

“เขาขว้างใส่ผมก่อนครับ”

“แต่เขามาพูดจาหาเรื่องพวกเราก่อน”

“เพราะพวกสามคนนี้มันดักไถเงินและแกล้งผมกับเพื่อนในห้องน้ำเมื่อตอนเที่ยงครับครู”

“หยุดดดดดด พอเลย เถียงกันเป็นเด็กประถม” คุณครูปรามอย่างเหลืออด “ฉันและครูในโรงเรียนนี้ทุกคนไม่สนใจหรอกนะว่าใครจะไปทำอะไรใครในห้องน้ำ หรือใครจะไปพูดจาว่าร้ายคนอื่น ฉันมีหน้าที่แค่สอนหนังสือพวกเธอ ไม่ใช่มาตัดสินเรื่องไร้สาระ”

น้ำเสียงเย็นชากรีดผ่านบรรยากาศห้องเรียนที่ตกเป็นแหล่งรองรับอารมณ์ของคุณเธอ แววตาดุนั้นจ้องมองมาที่ผมอย่างคาดโทษ และสะกดผมให้ยืนหน้าชา

“นายเด็กใหม่ เธอชื่ออะไร”

“ห…หนึ่งตะวันครับ”

“เพื่อน ๆ ในห้องฟังครูนะคะ เนื่องจากวันนี้หนึ่งตะวันกับเพลิงพยัคฆ์ปาแปรงลบกระดานเล่นกัน ดังนั้นครูจะให้พวกเขาทำเวรตอนเย็นกันสองคน”

“แต่ครูครับ…” ไฟพยายามพูดแทรก

“ไม่มีแต่ ทุกคนกลับไปนั่งที่เดี๋ยวนี้ ฉันจะเริ่มสอนแล้ว ไปสิ”

ทุกคนสลายตัวอย่างเงียบเชียบ พวกแก้งสามช่าเดินคอตกกลับมาผ่านโต๊ะที่ผมกับอิคคิวนั่ง แววตาคมของไฟเหลือบมามองผมที่ยังยืนหน้าชาอยู่กับคำพูดเมื่อครู่ไม่หาย เรียวรูปริมฝีปากสวยคู่นั้นพูดเบา ๆ ว่า

“มึงไม่ชนะกูง่าย ๆ หรอก”

ครับ ครั้งนี้ผมยังไม่ถือว่าผมชนะมัน แต้มระหว่างเรายังคงเป็น1 – 0จำได้แหละน่า

 

ทันทีที่เสียงกริ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังลั่น นักเรียนหลายคนพุ่งตัวออกจากห้องเรียนด้วยความเร็วสูง โถงทางเดินกลับมามีสีสัน เต็มไปด้วยบทสนทนาหลากหลาย บางคนไปเข้าชมรม บางคนไปซ้อมกีฬา ไปหาอะไรกิน ไปร้านเกมส์ อย่างไอ้อิคคิวเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของผมเนี่ยก็มีพ่อมารับไปเรียนพิเศษต่อ อะไรจะขยันได้ขนาดนั้น

ส่วนผมน่ะเหรอ

“เห้ออออออ” ต้องมาทนฟังไอ้ไฟมันถอนหายใจขณะทำเวรด้วยกันสองคน

“กูก็อยากจะรีบกลับเหมือนมึงแหละน่า” ผมพูดใส่คนร่างสูงซึ่งกำลังถูพื้นห้องเรียนอยู่ จากนั้นก็หันมาลบกระดานต่อ กระดานที่นี่ทำไมมันสูงจังเลยนะ

“มานี่…ชาตินี้มึงลบไม่เสร็จหรอก” ไฟแย่งแปรงลบกระดานไปจากมือของผม เขาจัดการลบตรงส่วนด้านบนที่ผมเอื้อมไม่ถึงแทน “มึงไปถูพื้นเลยไอ้เตี้ย”

“ขอบคุณครับไอ้สูง แต่ช่วยหยุดเรียกกูว่าเตี้ยได้ไหม ถ้าไม่อยากโดนตีน”

“ช่วยไม่ได้นี่ มึงชื่อโหลเอง ห้องเรามีคนชื่อต้นตั้ง2คนแล้ว กูเรียกมึงว่าไอ้เตี้ยก็จำง่ายดี”

“งั้นมึงเรียกชื่อจริงกูสิ หนึ่งตะวัน…ไม่ซ้ำใครแน่นอน”

“หนึ่งตะวัน” ร่างสูงพึมพำ เขาละสายตาจากกระดานมาจ้องมองผม “กูล่ะอยากรู้จริง ๆ ว่ามึงจะเก่งเหมือนปากมึงไหม”

“เก่งไม่เก่ง ก็ซัดหน้ามึงมาแล้วเมื่อตอนเที่ยง”

“เอ้า ไอ้สัสนี่ อยากจัดเดี่ยวอีกสักรอบไหมล่ะ มีที่อยู่ตรงกองขยะหลังโรงเรียน”

“อย่านึกว่ากูกลัวนะ”

ความไม่ยอมใครของผมและไฟกลายเป็นมวยถูกคู่ที่ทำให้อารมณ์ปะทุขึ้นมาได้ภายในไม่กี่นาที ผมซัดไม้ถูพื้นลง ส่วนเขาก็ผละจากกระดานแล้วเดินเข้ามาหาผม

“ไอ้ไฟ เพื่อนมึงโดนรุมตีนอยู่หลังโรงเรียน!”

ยังไม่ทันที่ผมจะได้กระชากคอเสื้อของไอ้คนร่างสูง ใครคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในห้องของเรา พร้อมกับพูดประโยคเมื่อครู่ด้วยเสียงร้อนรน พระเจ้าคงลิขิตมาแล้วว่าผมกับไอ้หน้าหล่อนี่ห้ามมีเรื่องกัน เลยส่งเรื่องบังเอิญมาขัดจังหวะอยู่เรื่อย

“ห้ะ ตอนนี้เหรอ”

“เออ ไอ้ปลื้มกับไอ้เบียร์กำลังแย่แล้ว ขนาดพวกรุ่นพี่ไปช่วยยังเอาไม่ค่อยอยู่เลย มึงไปเร็ว”

“ไอ้พวกสัสนี่ วันแรกมึงก็ล่อกันเลย”

ไฟทำราวกับว่าไม่มีผมยืนอยู่ตรงหน้า เขาพุ่งตัวออกจากห้องไปทันทีโดยทิ้งผมไว้ให้อยู่กับความสงสัย แต่จากสิ่งที่ผมได้ยิน ก็พอจะเดาได้ว่าเบียร์กับปลื้มคงท่าไม่ดีแน่ ๆ ยิ่งมีนิสัยเสี่ยงไปล่อตีนชาวบ้านเขาด้วย ถึงจะไม่ชอบพวกสามคนนี้เท่าไหร่ แต่ผมก็คิดว่ามันไม่ยุติธรรมหากจะปล่อยให้พวกนั้นโดนรังแกอย่างคนไม่มีทางสู้

ผมจึงตัดสินใจวิ่งตามไฟออกไปอย่างไม่ลังเล

ตรงรั้วด้านหลังโรงเรียนมีประตูบานเก่าที่แทบจะปิดไม่ได้แล้วอยู่ ไฟผลักเปิดมันออก แล้วเราก็มาโผล่อยู่ตรงซอยเล็ก ๆ ที่ซึ่งเต็มไปด้วยกองขยะ ซากโต๊ะไม้ เก้าอี้ไม้เก่า ๆ ของโรงเรียนที่รอวันเอาไปทิ้ง ยิ่งผมวิ่งตามหลังเขาไปก็ยิ่งได้ยินเสียงกลุ่มคนกำลังซัดกันนัวเนียชัดเจนขึ้น มีทั้งนักเรียนของโรงเรียนเรา และ นักเรียนจากโรงเรียนอื่น ผมมองเห็นปลื้มกับเบียร์กำลังโดนกระทืบอยู่จริงเหมือนที่เขาว่า

ไฟเข้าไปกระชากตัวใครคนหนึ่งเข้ามาเสยหมัด ท่าทางการออกหมัดของเขาทำให้รู้ได้เลยว่าเขาไม่ใช่พวกเลือดร้อนธรรมดา แต่เป็นนักเลงที่พอจะมีฝีมืออยู่ จำนวนนักเรียนของโรงเรียนเราน้อยกว่ามากและคงจะปล่อยให้กระทืบกันยืดเยื้อนานไม่ได้ ผมคว้าเอาโต๊ะไม้ตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้เขวี้ยงใส่กลุ่มนักเรียนที่กำลังกระทืบเบียร์และปลื้ม

พวกนั้นล้มลงไปอย่างไม่ทันตั้งตัว ผมรีบวิ่งเข้าไปผสมโรง ถีบหลังมันให้คว่ำไปบนพื้น หมัดของใครไม่รู้เกือบกระแทกแก้มผม แต่ผมหลบทันและชกกลับเพียงหมัดเดียวมันก็ล้มตามเพื่อนไปแล้ว ตอนนั้นเองที่ผมไม่รู้ตัวเลยว่าได้แผ่รังสีอำมหิตแห่งความบ้าเลือดออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

พวกนักเลงกระจอกเหรอ ต้องเจอกูนี่แหละ!

0 ความคิดเห็น