รักพี่ข้ามฝั่ง

ตอนที่ 3 : (ความเดิมตอนที่เเล้ว) ต้นต้นรถเป็นอะไร 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 พ.ค. 63

3

 

               หนาวโคตร

               หนาวจนจะแข็งตายอยู่แล้ว ฝนก็ไม่รู้จะตกอะไรนักหนา ผมลุกจากเตียงไปปิดแอร์ด้วยสภาพที่ยังห่อตัวด้วยผ้าห่มผืนหนา นาฬิกาบอกเวลาเก้าโมงครึ่งแต่ร่างกายยังอ่อนเพลียเหมือนไม่เคยได้รับการนอนมาทั้งคืน มันไม่เกี่ยวกับเรื่องชกต่อยในผับหรอก แค่นั้นไม่สามารถทำให้ผมคนนี้ถึงกับต้องเอาเจลลดไข้มาแปะหน้าผากได้ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหาก

               โว้ยยย พอคิดแล้วก็ครั่นเนื้อครั่นตัวอีก

               ถ้าไอ้พวกนี้รู้กูคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ผมกลับมาทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วมุดหน้าลงในหมอน พยายามลืมเรื่องราวจับต้นชนปลายไม่ได้เหล่านั้น แต่ดูเหมือนว่าความทรงจำยังสดใหม่เกินไป รสชาติความหวานยังติดอยู่บนริมฝีปากและร้อนแรงวูบวาบตรงซอกคอด้านขวา ผมเผลอเอามือจับมัน แล้วก็ตีมือตัวเองอย่างน่าอาย

               อาจเป็นเพราะกำลังเพ้อพิษไข้อยู่ก็ได้

 

               ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก’

               เสียงเคาะประตูหน้าห้องผมดัง ปลุกผมออกจากภวังค์ที่ไม่ได้มีความสุขดีนักให้เดินถอนหายใจออกไปที่ประตู ด้วยสภาพเดิมคือห่อตัวด้วยผ้าห่ม ผมบิดเปิดมันออกอย่างไม่ลังเล และพบกับ

               “เห้ย...พี่”

               กูปิดประตูปังกระแทกหน้ามันเลยครับ ทั้งล็อกลูกบิด ใส่กลอน แล้วก็เดินกลับมาที่เตียงของตัวเอง พยายามเปิดตานอนอยู่พักหนึ่งรอดูว่ามันจะเคาะประตูอีกไหม

               เงียบ

               เข้าใจอะไรง่ายๆอย่างนี้ก็ดีแล้วครับ มันจะได้รู้ว่าผมอยากลืมเรื่องที่เกิดเมื่อคืนมากแค่ไหน และเหม็นขี้หน้าไม่อยากเจอมันด้วย ผมนอนพลิกตัวซ้ายทีขวาทีอยู่ใต้ผ้าห่มด้วยใจที่เตลิดถึงมันอีกแล้ว บ้าจริง ทีเมื่อกี้ยังง่วงอยู่เลย มาตอนนี้กระสับกระส่ายนอนไม่ได้ อะไรของกูวะเนี่ย

               ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ 

               ไม่นานนักเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีก หน้าของไอ้เด็กนั่นโผล่ขึ้นมาในหัวเป็นคนแรก…แต่ถ้าเป็นคนอื่นล่ะ ไอ้กัน หมิง ส้ม อาจจะแวะมาหา ชวนไปเที่ยว ไม่สิ พวกเพื่อนมันจะโทรหาก่อนมาอยู่แล้ว ก็คงเหลือแต่ต้นนั่นแหละที่จะมาระรานผมตั้งแต่เช้าแบบนี้ ไม่มีทางหรอกที่จะออกไปเปิดประตูให้มัน ผมพลิกตัวหันหน้าเข้าผนัง ข่มตาปี๋ 

               “ผมถ่ายคลิปเมื่อคืนไว้ด้วยนะ อยากดูไหม” เสียงของต้นชัดเจนครับ มันตะโกนมาจากนอกห้อง ตรงโถงทางเดินแบบนั้นคงได้ยินกันทั้งชั้น มันคงหมายถึงตอนที่ตีกันในร้านเหล้าล่ะมั้ง ช่างเถอะผมไม่สนใจ

               “คลิปที่เราจูบกันบนเตียงอ่ะพี่ต้น”

               สัส กูลุกพรวดไปเปิดประตูเลย

               “มึงเข้ามานี่”  ผมเปิดประตูไปกระชากตัวมันเข้ามา แต่ด้วยสภาพไข้จับแบบนี้ผมไม่มีแรงมาก ไอ้คนเจ้าเล่ห์ยิ้มอย่างพอใจ มันอยู่ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงวอร์มสบายๆ และไม่ได้เซตผม

               “พี่กินอะไรหรือยัง เป็นอะไรมากไหมเนี่ย” ไม่ทันไรมันก็เอามือจับแก้มผม “ตัวร้อนจี๋เลย”

               “มึงไม่ต้องเปลี่ยนเรื่อง ลบเดี๋ยวนี้ แล้วออกจากห้องกูไป กูจะนอน” ผมสะบัดหน้าหนีและพูดเสียงแหบ

               “ผมไม่มีคลิป แค่หลอกให้พี่เปิดประตูเฉยๆ”

               “งั้นมึงก็ออกไปเลย” ผมพยายามจะรุนหลังแต่เรี่ยวแรงไม่มากพอ

               “ตอนแรกกะจะเอาของทุกอย่างมาคืนพี่เลยโทรไปถามเฮียหมิงว่าหอพี่อยู่ไหน แต่พอเห็นพี่ไม่สบายผมก็ลงไปซื้อโจ๊กกับยามาด้วย”

               “ขอบใจมาก วันหลังไม่ต้อง วางไว้นั่นแหละเดี๋ยวกูกินเอง”

               “พี่อย่าดื้อได้ไหม” มันทำตาดุเป็นหมาป่า อีกครั้งที่หัวใจผมวาบหวาม “เมื่อคืนก็เดินตากฝนออกมา รองเท้ายังไม่ได้ใส่เลย ผมนึกว่าพี่จะไม่เป็นไร เห็นถึกอย่างกับควาย พอมาเห็นตอนเช้าแล้วรู้ว่าพี่ไม่สบาย ผมรู้สึกผิดนะ”

               “มึงมารู้สึกผิดอะไรตอนนี้ แล้วมือคืนทำอย่างนั้นทำไม สมองกระทบกระเทือนเหรอ” ผมเถียงมันเสียงแหบๆ

               “ทำอะไรเหรอ” ต้นยิ้มมุมปาก

               “ทำ…นั่นแหละ”

               ร่างสูงหัวเราะในลำคอก่อนจะคว้าตัวผมอย่างรวดเร็วไปวางบนเตียง นี่ก็อีกครั้งที่ผมตกอยู่ใต้พันธนาการของร่างกายเขา ไม่รู้ว่าไอ้คนด้านบนมันไปเอาพละกำลังมาจากไหน หรือเป็นผมกันแน่ที่ยังเพลียเพราะเป็นไข้ ครั้งนี้ผมขัดขืนไม่ได้อีกเลย 

               “เมื่อคืนยังไม่ได้เรียกว่าทำเลย แค่คิสมาร์กเอง” แล้วมือเย็นนั้นก็เลื้อยลอดใต้เสื้อผ่านหน้าท้อง หน้าอก มาแตะสัมผัสที่ซอกคอด้านขวาของผม

               “หยุด…” ดิ้นแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์

               “เมื่อคืนพี่โคตรน่ารัก ผมเลยห้ามใจตัวเองไม่ได้” ใบหน้าหล่อร้ายเลียปาก “ถ้าพี่อยากให้ผมไปแบบว่านอนสอนง่าย พี่ก็ต้องเป็นเมียผมตอนนี้เลยนะครับ” พูดจบมันก็ใช้มืออีกข้างล้วงกล่องถุงยางออกมาจากกระเป๋ากางเกงและชูต่อหน้าผม

               หัวใจผมสั่นระรัวและความกลัวก็คืบจับไปทั่วร่าง

               ผมเคยเฉียดตายมากกว่านี้ เป็นสิบๆครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนจะทำให้ตัวแข็งได้เท่านี้มาก่อน

               “ต้น ไม่เอา” น้ำตาผมปริ่ม

               “งั้นให้ผมอยู่ดูแลพี่จนหายไข้ แล้วผมถึงจะออกไป โอเคไหม”

               ผมไม่พูดอะไรตอบ ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักเหมือนลูกแมว พอต้นเห็นดังนั้นเขาก็หัวเราะในลำคอ ลุกขึ้นจากเตียง ปล่อยผมให้เป็นอิสระทั้งที่สติของผมถูกแช่แข็ง และวางกล่องถุงยางลงบนโต๊ะโคมไฟหัวนอน ราวกับจะประกาศกร้าวว่าถ้าขัดขืนผมจะโดนเผด็จศึกได้ทุกเมื่อ ผมได้เเต่มองเพดานด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ เสียงฝนข้างนอกแว่วดังเข้ามาในห้องชัดเจนเหมือนเมื่อคืน หลังจากนี้เสียงฝนเดือนสิงหาคงทำให้ผมผวาไปอีกนาน

               “ถ้วยมีไหน” เขาถามเป็นภาษาเหนือ

               “ในครัว หาดู”

               “ห้องพี่นี่มีแต่อะไรน่ารักๆนะ ขนาดถ้วยยังเป็นลายโดเรม่อนเลย” ได้เด็กหน้าหล่อกลับออกมาพร้อมกับถ้วยที่มันเพิ่งเทโจ๊กจากถุงลงไป พร้อมกับน้ำหนึ่งแก้ว มันหยิบโต๊ะญี่ปุ่นออกมากางบนเตียงให้ผม อย่างกับว่านี่เป็นห้องของตัวเอง 

               “โต๊ะเบนเทนด้วย”

               “เสือก” ผมตอบเบาๆก่อนจะลุกขึ้นมาตักโจ๊กเข้าปาก 

               “แล้วเตียงนี่ให้คนนอนหรือให้ตุ๊กตานอน” ต้นยังไม่หยุดความซน มันหยิบตุ๊กตาตัวนู้นที ตัวนี้ทีขึ้นมาดู ผมเป็นคนชอบของน่ารักๆและซื้อมาเก็บไว้ ผมว่ามันทำให้ห้องสดชื่นดี อาจจะดูไม่เข้ากับชีวิต(ที่เคย)โชกเลือดและเสื้อหนังสไตล์ดุๆนั่นเท่าไหร่นัก แต่รู้ตัวอีกทีก็เต็มไปหมดแล้ว นี่แหละเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่ค่อยให้ใครเข้าห้องแบบปัจจุบันทันด่วน เพราะเอาไปแอบไม่ทัน

               “มึงอย่าเล่นอดัม” ผมดึงตุ๊กตาหมีสีดำที่หน้าตาตลกกลับมาจากมือหนาของมัน

               “มีชื่อด้วย” มันหัวเราะอีก “ตัวนี้ล่ะ ชื่ออะไร” มันชี้ไปที่ตุ๊กตาหมาชิบะ

               “รังสรรค์”

               “แหม…รักอากงผมแบบนี้ ระวังแกมาหานะครับ”

               ผมยักไหล่แล้วตักโจ๊กเข้าปากต่อ กินข้าวเรียบร้อยแล้ว คนที่ออกตัวจะดูแลผมก็กรอกยาเข้าปาก มันยกโต๊ะไปเก็บและปล่อยให้ผมนอนต่อ พอฤทธิ์ยาเริ่มจะทำให้ผมเคลิ้มมันก็ลุกไปเปิดแอร์ ปรับอุณหภูมิให้อุ่นพอดี เปลี่ยนแผ่นเจลลดไข้ บริการดีจนน่าเหลือเชื่อ ด้วยความที่ห้องผมขนาดไม่ใหญ่มาก และพวกโต๊ะเก้าอี้ก็อยู่ห่างจากเตียง ต้นจึงนั่งลงบนพื้นพิงเตียงผม แล้วเล่นมือถืออย่างเงียบเชียบ 

               นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ผมเห็น

               

               ไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไหร่ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ฝนหยุดตกแล้ว ผมลืมตาขึ้นท่ามกลางแดดอ่อนของย่ามบ่ายที่ส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ไม่รู้สึกถึงความหนาวและอาการปวดหนึบอยู่ในหัว มีเพียงความอบอุ่นเท่านั้นลูบอย่างแผ่วเบาที่กลางหน้าอกเปลือยเปล่าของผม

               เชี่ย ผมอยู่ในสภาพนี้ได้ไง

               “เช็ดตัวให้ พี่ยังไม่ได้อาบน้ำเลย” ภาพที่เห็นจากพร่ามัวก็ชัดขึ้น ใบหน้าหล่อคมดวงตาหมาป่าอยู่ใกล้ผม เขาขึ้นมานั่งลงบนเตียงและเช็ดตัวผมด้วยผ้าขนหนูผืนเล็กสีขาว

               “กะ…กูเช็ดเองได้” ผมบอก ด้วยรู้สึกขัดเขินที่ต้องมาอยู่ต่อหน้ามัน

               “ตรงนี้ต้องเอาน้ำอุ่นมาลูบบ่อยๆนะ” มันพูดพร้อมกับประคบผ้าอุ่นๆนั้นไว้ตรงซอกคอด้านขวา ตรงที่มีคิสมาร์คสีแดงเป็นดวงเหมือนดอกกุหลาบ ผมเองก็ตกใจเมื่อได้เห็นตัวเองในกระจกตอนกลับมาถึงห้อง

               “…”

               “ขอโทษนะครับ เมื่อคืนผมทำแรงไปหน่อย ไม่ควรทิ้งร่องรอยเอาไว้แบบนี้เลย” คำพูดแผ่วนั้นกระซิบอยู่ข้างหูผมช่างเป็นคำขอโทษที่อ่อนโยน

               “วันหลังห้ามทำแบบนี้อีก”

               “ไม่ได้หรอกครับ ยังไงวันหนึ่งพี่ก็ต้องเป็นของผม” ดวงตาหมาป่ามองพินิจกรอบหน้าของผม

               ผมมองมันกลับแบบดุๆ

               “พี่…ไม่ชอบผมเหรอ หรือว่าพี่ชอบผู้หญิง” 

               “ไม่เกี่ยวกับหญิงชาย กูเชื่อในสิ่งที่กูรู้สึกมากกว่าอะไรทั้งนั้น”

               “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่ก็คงชอบผม หันหลังมาสิ”

               “ทะลึ่ง กูยังไม่สบายอยู่นะ”

               “เอ้า…แล้วจะผมทำยังไงอ่ะ”

               “ก็ทำตามขั้นตอน จีบผู้ชาย หรือจีบผู้หญิง แม่งก็คือการทำให้เค้ารู้สึกแบบเดียวกับเราเหมือนกันนั่นแหละ”

               “อะไรของพี่ ผมจะเช็ดตัวด้านหลังให้ หรือพี่จะเช็ดเอง เอายังไง แขนก็สั้นเช็ดถึงเหรอ”

               อ้าว กูพลาดอีกแล้วเหรอ

               ต้องจำยอมหันหลังให้มันเช็ดตัวให้อย่างเสียไม่ได้

               “เรื่องจีบพี่น่ะ ผมก็ทำอยู่นี่ไง หวังว่าพี่จะเห็นสิ่งดีดีที่ผมทำให้พี่นะ” เอ้าเขินเลยครับ พอพูดอย่างนี้

               “อย่าพูดมาก ใกล้เสร็จยัง”

               “เสร็จแล้วๆ” พอผมหันกลับมาต้นก็พูดด้วยใบหน้าเขินๆอีกว่า “ท่อนล่าง จะให้ผมเช็ดให้ด้วยไหม”

               “กูเช็ดเอง” ผมคว้าผ้าขนหนูและกะละมังน้ำอุ่นที่วางอยู่ข้างเตียงเดินเข้าไปในห้องน้ำ ทั้งที่ท่อนบนเปลือยเปล่า แต่ท่อนล่างลงไปทุกอย่างยังอยู่ในสภาพปกติ ทั้งที่มันเองก็ถือวิสาสะอะไรต่อมิอะไรมามากแล้ว แต่ก็ดูเหมือนยังเกรงใจผม ทั้งที่มีโอกาสมากขนาดนั้น…

               ขอบคุณที่ให้เกียรติกูขนาดนี้นะต้น ผมยิ้ม

 

               ตอนบ่ายเป็นข้าวผัดร้านใต้หอกับยาอีกหนึ่งเม็ดเหมือนเดิม ผมหลับด้วยอาการสบายตัวมากขึ้น โดยมีไอ้เด็กต้นนั่งพิงเตียงอยู่ไม่ห่างเหมือนเมื่อเช้า วันทั้งวันอยู่แต่กับคนป่วยมันคงเบื่อแย่ แต่ก็ไม่ได้บ่นอะไรออกมา ผมตื่นอีกครั้งตอนเกือบสามทุ่ม ก็พบว่าไอ้คนร่างสูงที่มานอนเฝ้าสลบไสลลงไปกองกับพื้นแล้ว ร่างกายตอนนั้นของผมค่อนข้างจะฟื้นตัวเป็นปกติ ถึงได้รู้ว่าแอร์ในห้องที่ปรับไว้นั้นโคตรร้อน

               ผมยืดเส้นยืดสายออกจากเตียง ล้างถ้วยจานที่กองเอาไว้ในอ่าง ปลุกต้นให้กลับไปที่คอนโดของมัน ตอนแรกมันก็ค่อนข้างจะอิดออด ทำเป็นลูบตัวผมตรงนั้นตรงนี้ดูว่าตัวร้อนไหม แต่ทุกอย่างหายเป็นปลิดทิ้งแล้ว มันจึงยอม แต่ก่อนกลับผมขอบคุณมันด้วยการพาเดินไปเลี้ยงเย็นตาโฟแถวปากซอย 

               “เออนี่ กูถามหน่อยสิ” ผมเปิดประเด็น

               “ว่า”

               “เรื่องเสื้อหนังน่ะ มึงรู้ได้ไงเหรอว่าวันนั้นที่กูได้มาน่ะ เป็นวันที่ฝนตกเมื่อสามปีที่แล้ว”

               “อ๋อ เรื่องนี้ออกจะดัง มีคนเล่าต่อมาอีกทีน่ะ”

               “เล่าว่ายังไง”

               “เรื่องที่เด็กนานาชาติตีกัน แล้วจู่ๆก็มีเด็กโรงเรียนเอกชนอีกที่หนึ่งเข้ามาห้ามทัพ แบบว่าซัดไอ้พวกที่มีคนเยอะกว่าเรียบด้วยตัวคนเดียวเพื่อช่วยฝ่ายที่กำลังโดนรุม แต่ตอนนั้นมันชุลมุนมากแล้วก็มีคนเจ็บเยอะ ไอ้คนที่เจ็บหนักที่สุดก็บังเอิญทำเสื้อหนังลายมังกรสีทองหล่นไว้ ทุกคนลืมเรื่องเสื้อตัวนั้นไปแล้ว จนกระทั่งอีกไม่นานไอ้พวกที่เคยรุมคนเจ็บสาหัสค่อยๆถูกล้างบาง โดยแก๊งเด็กนักเรียนอะไรไม่รู้ที่มีจำนวนไม่กี่คน แต่โคตรโหด โดยหนึ่งในนั้นมีคนที่ตัวเล็กที่สุดซึ่งมักจะใส่เสื้อหนังลายมังกรทองไปด้วยทุกครั้ง เหมือนกับจะตอกย้ำว่าเขาล้างแค้นเพื่อใคร”

               “…”

               “พี่ใช่ไหมที่ทำเรื่องนี้”

               “อืม”

               “ทำไมพี่ไม่เอาเสื้อนั่นไปคืนเจ้าของล่ะ”

               “ไปสิ ทำใจให้กล้าอยู่หลายวันกว่าจะไปได้ แต่พอไปถึง กูได้ยินเสียงญาติเขากำลังร้องห่มร้องไห้ เพราะว่าเด็กคนนั้นตายแล้ว”

               “…”

               “นั่นแหละ ทำให้กูกลายเป็นเรื่องที่พวกมึงเล่าๆกัน แต่กูสะสางทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็เลิกหมด ไม่เอาอีก”

               “แล้วพวกเพื่อนในแก๊งยอมเหรอ”

               “พอดีตอนนั้นแตกคอกับคนหนึ่งด้วย เลยแยกตัวออกมาเลย มีติดต่อกับคนที่เหลือบ้าง…ยกเว้นคนที่ทะเลาะด้วย กูหลบหน้าเค้าไปเลย สุดท้ายพวกนั้นก็เลิกนะ แต่เลิกหลังจากกูนิดหน่อย พอเราโตขึ้นอะไรในชีวิตก็เปลี่ยนใช่ไหมล่ะ แม้แต่วิธีคิดของเรา กูก็เลยแบบว่ากลับมาเอาจริงเอาจังด้านการเรียน ตั้งใจสอบเข้าคณะทันตะฯ”

               “ทำไมต้องคณะนี้ หมอฟันมันต้องอ่อนโยน มือเบาไม่ใช่เหรอ”

               “กูชอบเลือด รู้สึกดีเวลาเห็นคนเลือดออก โดยเฉพาะเลือดคนที่ออกจากปาก”

               ร่างสูงตรงข้ามผมหน้าเบิกตามอง ทำท่าเหมือนจะอ้วกออกมา

               “ล้อเล่น ตอนชกหน้าคน กูก็แบบว่าทำคนฟันหักไปเยอะ เลยรู้สึกอยากทดแทนความรู้สึกผิดนั้นมั้ง”

               “ก็ยังไม่ใช่เหตุผลฟังดูดีเท่าไหร่นะ พี่ตอบกรรมการว่าอย่างนี้เหรอตอนสอบเข้า”

               “บ้าเหรอ กูตอบว่าตอนเด็กชอบแปรงฟัน ชอบไปคลินิกเพราะหมอฟันแจกแปรงสีฟันลายอุลตร้าแมน เลยอยากเป็นหมอที่จิตใจดีแบบนั้นบ้าง”

               “เด็กน่าจะชอบพี่เพราะพี่โกหกเก่งนี่แหละ”

               “ว่าแต่มึงเถอะ ทำไมเรียนรัฐศาสตร์”

               “ป๊าให้ผมกับเต้ยเลือกเรียนอะไรที่มันเอามาใช้กับธุรกิจที่บ้าน น้องชายเรียนวิศวะก็เหมาะสมกับงานภาคสนาม ผมเลือกเรียนอันที่เป็นสาขาเกี่ยวกับพวกธุรกิจและการระหว่างประเทศน่ะ ไว้ดูแลสาขาในต่างประเทศ ทางบ้านผมแทบจะกำหนดแผนชีวิตไว้เกือบหมดแล้ว”

               “ใจจริงแกล่ะอยากเรียนที่ไหน อยากเป็นอะไร”

               “ผมจะอยากเป็นอย่างอื่นอีกทำไม บ้านผมรวยอยู่แล้ว”

               “ป้าครับ เก็บเงินเลยครับ”

               เหม็นความรวยไอ้คุณชายชีกอนี่มากครับ ขับมอไซค์บีเอ็มคันละล้านเศษมานั่งซดน้ำเย็นตาโฟกับกู นี่ถ้าไม่ติดว่ามื้อนี้ผมต้องเลี้ยงมันนะ จะชวนมันไปกินภัตตาคารแล้วหลอกให้เลี้ยงมื้อใหญ่ เสร็จแล้วมันก็ขับพากลับมาส่งหออีก

               “มึงซื้อรถราคานี้ ทำไมไม่ซื้อรถยนต์ไปเลยวะ น้องมึงก็ขับรถยนต์ไม่ใช่เหรอ”

               “มอเตอไซค์มันคล่องตัวกว่าน่ะ ผมชอบอะไรที่มันไม่ยุ่งยาก”

               “เหมือนจะเป็นคนสมถะนะ ทำไมไม่ซื้อมือสองแบบกูล่ะ ป้ายมึงก็ประมูลมาด้วยซ้ำ”

               “ป๊าผมเค้าชอบคุมโทนโรงจอดรถ แบบว่าโรงนี้เป็นเบนซ์ก็เบนซ์ทั้งหมด โรงนี้เป็นบีเอ็มก็บีเอ็มทั้งแถบ ป้ายก็ต้องประมูลเพราะบ้านผมมีรถเยอะมากกลัวจำไม่ได้ว่าวันนี้ขับคันไหนไป สรุปแล้วผมก็ต้องขับเจ้ารถนี่เพื่อความสบายใจของที่บ้านเป็นส่วนใหญ่นั่นแหละ”

               เกลียด ครับ เกลียด

               ภายใต้น้ำเสียงไม่อวดรวยนั้น มีความรวยโคตรๆแบบไม่ต้องอวดซ่อนอยู่

               “เออ ขอบใจมากนะที่มาส่ง บาย”

               “ฝันดีครับที่รัก” ต้นตะโกนลั่นตอนที่ผมหันหลังเดินกลับ แม้แต่ป้าเจ้าของหอที่นั่งดูละครอยู่ยังหันหน้าออกมามอง พอผมจะหันหลังไปด่ามัน เจ้าตัวก็บึ่งมอเตอไซค์คันงามออกไปแล้ว 

               “แฟนเหรอ” นั่นไงพอกูเดินเข้ามาก็โดนป้าเล่นเลย 

อย่าให้กูเจอนะมึง ไอ้เด็กผี

 

สุดสัปดาห์ผ่านพ้นไปแบบที่ไม่มีสาระอะไรให้ชีวิต วันจันทร์ผมก็รีบตื่นแต่เช้า เพราะต้องโบกรถแดงไปลงแถวคณะ เนื่องจากไอ้มอเตอร์ไซค์มือสองคู่ใจนั้นโทรเรียกช่างไปดูมาแล้วเมื่อวานพบว่าต้องเข้าอู่อีกยาวนาน แต่ทันทีที่เดินลงมาจากหอก็พบร่างสูงในชุดนักศึกษาปีหนึ่งของคณะรัฐศาสตร์ผูกเนคไท แขวนป้ายชื่อตามระเบียบกำลังขับมอเตอร์ไซค์ป้ายประมูลมาจอดเทียบพอดี

“ทันเวลาเลย จะได้ไปกินข้าวต้มหน้าคณะพี่”

“กูไม่ไปกับมึง อย่านึกว่าทำดีกับกูนิดๆหน่อยๆแล้วกูจะไม่กล้าชกหน้ามึงนะ”

“เฮียหมิงก็บอกให้พี่มารับผมไม่ใช่เหรอ เพราะเฮียขี้เกียจมาวนรับ แล้วผมก็เต็มใจด้วย”

อ้าว ว่าแล้วไง ไอ้หมิงต้องเป็นคนปากสว่างไปบอกน้องมัน เพราะเมื่อคืนผมเพิ่งจะโทรไปขอความช่วยเหลือรถรับส่งจากมัน ซึ่งแน่นอนว่ารายนั้นผลักภาระเพื่อนให้เป็นของน้องหมด 

“กูว่ากูปฏิเสธพี่มึงไปแล้วนะ”

“หรือว่าต้องใช้ความรุนแรงเหมือนคืนนั้น” ต้นก้าวเข้ามาหาผมอย่างคุกคาม

ผมเงื้อขาถีบแต่มันก็หลบได้ หมัดซ้าย หมัดขวาก็หลบได้หมดเลย ไวมาก แถมยังเข้ามาประชิดตัวตัวผมแล้วล็อกไว้ด้วยกอดแน่น ผมพยายามขัดขืนแต่แรงของคนตรงหน้าเยอะมาก ผมไม่เข้าใจว่าตัวเองยังไม่หายไข้สนิทเหรอ ทำไมเรี่ยวแรงยังไม่กลับมา ทั้งที่คนแบบนี้ผมล้มได้สบายมาก

“ไปเถอะครับ คนจีบกันก็ไปรับไปส่งแบบนี้แหละ ไม่ต้องเขิน”

“จีบเหี้ยอะไร มึงปล่อย ปล่อยสิ คนมองแล้วไอ้สัส”

“ผมจะกอดพี่ไว้อย่างนี้แหละ จนกว่าพี่จะยอมให้ผมไปรับไปส่งพี่ในวันที่พี่ไม่มีรถ”

“ไม่โว้ย”

“เจ๊เจ้าของหอ เดินมาแล้วน้า”

เวรแล้วไง ป้าสาลี่เค้าเพื่อนพ่อกูด้วย เมื่อคืนกว่าจะเคลียร์กันให้รู้ว่าไม่ใช่แฟนก็แทบแย่ ถ้าพ่อเห็นกูเป็นเด็กใจแตก มีแฟนมารับเช้าเย็น กูตายแน่

“เออ ปล่อยๆ” ผมต้องยอมมันอีกเหมือนทุกครั้ง

“ฮ่าฮ่าฮ่า พี่นี่แปลกนะ มีคนดูแลก็ไม่ชอบ ป่ะ ไปเถอะ” 

 

แล้วผมก็ต้องจำยอมไปนั่งกินข้าวต้มหน้าคณะเป็นเพื่อนมัน ท่ามกลางสายตาของพวกพวกรุ่นพี่ที่ไม่รู้ว่าจะมองผมหรือมองคนที่พามาด้วย โชคยังดีที่อีส้มมันยังไม่เห็น ไม่งั้นจิ้นเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนน้องเต้ยกับไอ้กัน พอถึงตอนเย็นไอ้น้องนี่มันก็เวียนมารับที่หน้าคณะอีก นั่นแหละเข้าทางเพื่อนกูเลยครับ ไอ้กันผู้ซึ่งเคยโดนผมปรามาสเรื่องพาผู้ชายมาสร้างความวุ่นวายถึงคณะ ก็ออกลายทับถมกูใหญ่ 

ยังดีที่หงายการ์ดทำงานเพื่อส่วนรวมได้อยู่ จึงรอดตัว

งานเพื่อส่วนรวมก็ไม่ใช่อะไรที่ไหนเลย นั่งสังเกตการณ์ห้องเชียร์คณะรัฐศาสตร์กับพวกเกรซและคนอื่นๆ ที่ต่างออกไปคราวนี้คือแอร์ที่พวกผมนั่งเย็นฉ่ำสบายใจ แถมยังมีขนมนมเนยสารพัดวางเรียงเหมือนปาร์ตี้คอกเทล เกรซยิ่งชื่นชมในตัวผมเข้าไปใหญ่เลย นี่สิครับเรื่องดีดีของวัน

กิจกรรมห้องเชียร์วันนี้ดูเข้มข้นขึ้น แต่ไม่ได้รุนแรงอะไรมาก เพราะได้ข่าวว่าประธานห้องเชียร์คณะรัฐศาสตร์ที่ร่ำลือเรื่องดุนักหนา มาลงกิจกรรมด้วยตัวเองเป็นวันแรก ตอนที่พวกพี่สตาฟของคณะรัฐศาสตร์ขึ้นไปบนเวที ทั้งเด็กปีหนึ่ง และพวกผมที่อยู่ห่างออกไปด้านหลังก็มองตามการเคลื่อนไหวของคนเหล่านั้นตาไม่กระพริบ

จนกระทั่งวันนี้คนที่หยุดยืนตรงกลางไม่ใช่รองประธานหน้าดุคนเดิมอีกต่อไป เขาถอยไปยืนอยู่ด้านหลังของชายผู้มาใหม่ ใบหน้าหล่อจัดแบบพวกแบดบอย นิ่งเฉย ดุดัน เมื่อยืนนิ่งแล้วรูปร่างราวกับนายแบบ ผมสีน้ำตาลเมื่อต้องแสงไฟจ้าของเวทียิ่งประกายแดงชัดกว่าครั้งก่อนที่เคยเจอ

แม้พวกเขาจะเริ่มร้องเพลง เคลื่อนไหว กันแล้ว แต่ผมยังนิ่งและมองชายคนนั้น

“หล่อเนอะ” เพื่อนคนหนึ่งของเกรซตีแขนเธอ “ทำไมแกไม่เอาวะ”

“ก็เจอกันแค่ตอนทำงานดาวเดือนนั่นแหละ นอกจากนั้นก็ไม่เคยคุย”

“เกรซรู้จักเขาด้วยเหรอ” ผมหันไปถามเกรซด้วยความตกใจ

“รู้สิคะ ต้นไม่รู้จักเค้าเหรอ ไม่จริงน่า…”

“…”

“รองอันดับสามเดือนมหาวิทยาลัยของปีเราไง”

“รองเดือน อันดับสาม ?”

“ค่ะ คนนี้ได้ตำแหน่งคู่เกรซเลย” 

“…”

“ไฟ เพลิงพยัคฆ์ ขจรภพ” 

0 ความคิดเห็น