รักพี่ข้ามฝั่ง

ตอนที่ 2 : (ความดิมตอนที่เเล้ว) ต้นต้นรถเป็นอะไร 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 พ.ค. 63

2

 

P’ต้น

 

ถึงแล้วครับ

               “ขอบใจมาก ขับรถกลับดีดี ไม่ต้องรอกูนะ อาจจะมีอันตราย” ผมตบไหล่ไอ้รองประธานที่ดั้นด้นฝ่าฝนมาส่งผมถึงหน้าร้านเหล้าสบายใจ

               “เยส คอมมานเดอร์ !” มันตะเบ๊ะท่าเหมือนทหารรับคำสั่งแล้วบึ่งรถฝ่าฝนกลับไป

               สภาพตอนนี้เปียกปอนไปทั้งตัว ชนิดที่ว่าถ้าไปเดินอยู่แถวอ่างน้ำของมหา’ลัย คงกลายเป็นตำนานผีจมน้ำตายฉบับใหม่ 

               เบื้องหน้าของผมคือสถานบันเทิงชื่อดังที่พวกนักศึกษาชอบมากันในคืนวันศุกร์ ไม่หวั่นไหวเกรงกลัวฝนฟ้าอากาศใดใดทั้งสิ้น พวกเขายังคงทยอยเดินเข้าไปอย่างไม่ขาดสายเหมือนฝนที่สาดเทลงมาต่อเนื่อง ผมมองหาประตูทางเข้าแล้วพุ่งตัวไป ข้างในนั้น…ผมต้องหาเสื้อหนังให้เจอก่อนเรื่องแย่ๆแบบในอดีตจะหวนกลับมาอีก

               “ใส่ชุดนักศึกษาเข้าไม่ได้น้อง” การ์ดผู้ชายตัวสูงที่หน้าประตูสองคนกันผม

               กูเปียกเหมือนหมาขนาดนี้ มึงยังมองเป็นชุดนักศึกษาอีกเหรอ

               “ผมแค่เข้าไปเอาของที่เพื่อน แปปเดียวพี่ ไม่ได้กินเหล้า” 

               “ไม่ได้น้อง”

               “งั้นพี่ช่วยไปตะโกนหาคนชื่อต้นให้หน่อยได้ไหมครับ สูงๆขาวๆ หน้าจีนๆ ถามเค้าว่ามีเสื้อ…”

               

               ‘เพล้ง’

               ‘ปัง’

               “กรี๊ดดดดดดดดดดดดด”

               พูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงอึกทึกครึกโครมเหมือนข้าวของหล่นกระจายดังออกมาจากภายในร้าน ตามด้วยเสียงกรี๊ดที่ออกไปทางหวาดกลัว มากกว่าได้พบศิลปินในดวงใจ คนกลุ่มหนึ่งวิ่งสวนออกมาอย่างแตกตื่น

               “เกิดอะไรขึ้นครับ” พี่การ์ดหันไปถามคนที่วิ่งหนีออกมา

               “คนตีกันค่ะ”

               “เวรแล้ว” ผมขบเขี้ยวคำราม “พี่ผมต้องเข้าไป ตอนนี้”

               “ไม่ได้น้อง เรื่องข้างในก็มีคนข้างในจัดการ ถ้าอยากเข้าไปดูก็กลับไปเปลี่ยนชุด” 

               การ์ดยังคงยืนยันเสียงแข็ง พวกเขาคุยวิทยุสื่อสารกันหน้าเครียด ในขณะที่อันตรายข้างในนั้นยังดำเนินต่อไปอย่างเป็นปริศนา ผู้คนวิ่งกรูกันออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสัญชาตญาณ สถานที่ และบรรยากาศ ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นข้างในต้องมีบางอย่างเกี่ยวกับผม เกี่ยวกับเสื้อหนังตัวนั้น

               ถึงผมจะไม่ชอบไอ้เด็กนั่น แต่มันจะต้องไม่เป็นอะไรเพราะผม

               ลมพายุโหมแรงขึ้น เสื้อผ้าเปียกชุ่มส่งผ่านความเย็นเฉียบผ่านผิวหนัง ทว่าเลือดในกายนั้นร้อนระอุ ความรู้สึกเก่าเก็บที่ยังไม่ขึ้นสนิมปรากฏขึ้นในความคิด ….และอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมตัดสินใจอีกครั้ง

               “ผมขอโทษนะพี่” ผมสะบัดขาเตะก้านคอการ์ดคนหนึ่งล้มลงในครั้งเดียว และอาศัยความว่องไวในช่องโหว่ที่การ์ดอีกคนกำลังตกใจเสยคางเขา หมัดเดียวร่วงอีกเช่นกัน

               แน่นอนว่าผู้คนที่หนีความอลม่านออกมาติดฝนหน้าร้านกลายเป็นผึ้งแตกรังอีกครั้ง แต่ผมไม่สนใจ ผมวิ่งเข้ามาในร้านซึ่งมีคนอยู่ไม่กี่คน ภาพที่เห็นคือเด็กผู้ชายในเสื้อหนังลายมังกรนอนกองอยู่กับพื้น มีพวกผู้ชายสามคนที่ผมไม่รู้จักกำลังเข้าไปรุมซ้ำ 

               สายตาของผมเหลือบไปเห็นโต๊ะไม้ขนาดที่พอยกได้

               ด้วยอะดรีนารีนที่พวยพุ่งอยู่ในตัว ผมยกโต๊ะนั้นซัดใส่พวกหมาหมู่ ล้มพับในครั้งเดียว ทำให้เป้าสายตาของผู้ชมเปลี่ยนจากสงครามสามรุมหนึ่ง มาเป็นหนึ่งรุมสาม ด้วยเสื้อผ้าชุดนักศึกษาเปียกปอนลู่แนบเนื้อ ทรงผมที่ไม่ค่อยจะเป็นทรงอยู่แล้วคงลีบติดหนังหัวเป็นทรงทุเรศเหมือนตอนที่เราอาบน้ำแล้วหันไปมองกระจก อากาศในร้านเย็นกว่าข้างนอกนั่น แต่ผมก้าวย่างอย่างมั่นคงคว้าเก้าอี้ติดมือไปหนึ่งตัว ไหนไหนก็จะพังแล้ว เอาให้ครบซ็ต 

               “พวกมึงกำลังมองหาใคร” ผมถาม

               “มึงอย่าเสือก” ไอ้นี่ลุกขึ้นมาฉอดคนแรก ผมก็เปรี้ยงใส่มันวูบลงไปคนแรก ที่เหลือเห็นแล้วสะท้านในความเลือดเย็นของผม

               “อ่ะ มึงตอบ” ผมชี้อีกคน 

               “เสื้อหนังลายมังกร…นักเลงชื่อต้นคนนั้น” 

               “กูอยู่นี่ไง ที่มึงทำคือน้องเพื่อนกู มีอะไรจะพูดก็พูดมา”

               “มะ…ไม่มีแล้วครับ แค่ได้ข่าวว่าพี่วางมือแล้ว แต่เห็นมีคนใส่เสื้อแบบนั้นกลับมา ถามชื่อก็บอกว่าชื่อต้น เลยคิดว่าอาจจะกลับมาอีก”

               “มึงก็เลยจะปิดบัญชีกูว่างั้น…มึงพวกไหน”

               “อะ…โอเมก้า”

               “ถรุย ชื่อแก๊งยังกะน้ำมันตับปลา โคตรเสี่ยว ใครจะไปจำได้” แล้วผมก็หวดเก้าอี้ให้ไอ้คนที่สองพับตามไป

               “ส่วนมึง กูไว้ชีวิตเพื่อจะให้มึงบอกสองคนนั้นว่า กู คือเสื้อหนังลายมังกรตัวจริง และกูจะไม่กลับมาวงการระยำตำบอนนี่อีกแล้ว สำหรับคืนนี้มันคือความเข้าใจผิด คนชื่อต้นมีเป็นล้าน แล้วไอ้เสื้อนั่นมันก็คือแฟชั่น ใครๆก็ซื้อมาใส่ได้ อย่าให้มันเกิดเรื่องนี้ขึ้นอีก รู้เรื่อง !”

               “ครับ…” 

               “การ์ดโว้ยยย การ์ดลากพวกแม่งออกไปที” ผมหันไปเรียกการ์ด แล้วพวกผู้ชายร่างบึกๆที่สภาพค่อนข้างระบมก็ปรี่เข้ามายกร่างของพวกนักเลงศิโรราบสามคนนั่นออกไป ดูเหมือนว่าจะได้ผลกรรมกันหลายคนเลยนะเนี่ย

               จริงสิ น้องไอ้หมิง

               ผมรีบหันรีหันขวาง พบว่าหลังสถานการณ์คลี่คลาย ก็มีกลุ่มเพื่อนของมันมาช่วยประคองไว้อยู่แล้ว จึงเดินตรงเข้าไปหามันเลย

               “เป็นอะไรไหมน้อง”

               “ไม่ครับ ยังไหวอยู่ แค่โดนกระแทกที่หลัง” จังหวะนี้ไม่มีมิตรศัตรูแล้วครับ มีแต่คนเจ็บกับคนไม่เจ็บ 

               ร่างสูงตรงหน้าผมยกมือขึ้นบีบไหล่เหมือนจะยืดเส้น ตอนนั้นเองที่ผมเห็นมือของมันมีเลือดออก

               “เชี่ย มึงเป็นแผล หออยู่ไหน เดี๋ยวกูจะโทรหาพี่มึงให้”

               “อย่า…ถ้าที่บ้านรู้ผมตายแน่” แววตาของมันอ้อนวอนผม แค่แวบเดียวในแสงวิบวับพวกนี้ผมก็ยอมใจอ่อนแล้ว เห็นแก่ที่มันต้องมาเจ็บตัวฟรีแบบไร้สาเหตุเพราะผม

               “โอเค” ผมตอบเบาๆ “อย่าเพิ่งไปไหนนะ มึงอ่ะ พาเพื่อนไปนั่งพักก่อนดิ” 

               “ครับพี่” น้องผู้ชายคนหนึ่งประคองมันไปนั่งที่โซฟา

               ผมต้องรีบสะสางเรื่องพวกนี้ให้จบก่อนจะบานปลายใหญ่โต ไม่ใช่แค่เรื่องข้าวของเสียหาย แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับว่าเจ้าของร้านจะเอาความอะไรหรือเปล่า ผมมองหาการ์ดแต่ก็ไม่เห็นหัวสักคน ไม่รู้โดนไอ้พวกนั้นยำไปหมดแล้วหรือเปล่า ด้วยความขี้คร้านจะรอ จึงเดินขึ้นไปบนเวทีที่ว่างเปล่าแล้วคว้าไมโครโฟน

               “เจ้าของร้านอยู่ไหมครับ ใครก็ได้ตามเจ้าของร้านมาคุยกับผมหน่อย”

               “กำลังลงไป แปปนะ”

               เสียงนั้นตอบจากชั้นสองของร้านซึ่งดูเหมือนระเบียงเล็กๆยื่นออกมาเป็นพื้นที่ให้คนขึ้นไปดิ้นได้ นาทีต่อมาเจ้าของเสียงนั้นก็เดินออกมาในแสงไฟสลัว เรือนผมสีน้ำตาลประกายแดง ใบหน้าคมคายออกไปทางแบดบอยซึ่งถ้าวางมาดนิ่งคงดุจนน่ากลัว แต่บัดนี้เขาส่งยิ้มหวาน สันกรามชัด สันไหล่กว้าง เมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้อีก ผมก็ต้องถึงกับนิ่งไป…ตอนนั้นเองที่ความร้อนในกายถูกสูบไปให้กับคนตรงหน้าเสียสิ้น สัมผัสของความเย็นชัดเจนขึ้น มันเหมือนกับว่าโลกนี้เงียบไปจนจวนจะได้ยินเสียงหยดน้ำหล่นจากเสื้อผ้าของผม

               “หาผ้าเช็ดตัวให้มึงอยู่ ไม่คิดว่าคนอย่างหนึ่งตะวันจะมาในสภาพนี้” เขาบอกพร้อมกับยื่นผ้าขนหนูสีดำมาให้ 

               “ไฟ…” ผมละล่ำละลักเรียกชื่อเขา “ได้ยังไง” และด้วยความสงสัยผมถามออกไป 

               “ร้านใหม่ของที่บ้านกูเอง ลงมาเช็ดตัวก่อน เดี๋ยวจะตายเพราะปอดบวม” ผมลงจากเวที เอื้อมมือไปรับผ้าขนหนูมาจากเขาโดยไม่สบตา แม้จะรู้ว่าเขาจะยังยิ้มอยู่ ใช่ คนอย่างไฟน่ะ เขายิ้มให้ผมเสมอแหละ แม้แต่ในความทรงจำ

               “ขอโทษด้วย มันเป็นความเข้าใจผิดน่ะ กูลืมเสื้อไว้แล้วน้องคนนั้นคงหยิบมา” 

               “คิดไว้แล้วแหละ มึงตัวจริงนะไม่โดนจับซัดกับโต๊ะหรอก…รู้อะไรไหมตอนที่มีคนบอกว่าเสื้อหนังลายมังกรทองกลับมาน่ะ กูรีบลงมาดูเลยนะเว้ย…แต่พอได้เห็นว่าไม่ใช่มึง กูแม่งกลัวจนใจสั่น”

               “มึงคิดว่ากูคงถูกโค่นแล้วโดนชิงเสื้อไปเหรอ”

               “ไม่ใช่เลย คนอย่างมึงไม่มีทางล้มได้หรอก ตัวเท่านี้แต่ถึกอย่างกับควาย” เขาหัวเราะน้อยน้อย “กูนึกว่ามึงได้ยกของรักชิ้นนั้นให้ใครไปแล้วต่างหาก”

               “…”

               “แต่พอได้เห็นโต๊ะบิน กูก็ถึงรู้ว่ามึงตัวจริงกลับมาแล้ว มึงนี่ไม่เคยเปลี่ยนเลย”

               “มันเป็นไปเองน่ะ คงติดนิสัยแล้วมั้ง” คำว่าไม่เคยเปลี่ยนทำให้ผมหลบตาเขาอีกครั้ง ถ้อยคำแบบนั้นมันยิ่งตอกย้ำอดีตซึ่งเพิ่งจะกลับมาคุกรุ่นในหัวผม “แล้วกูต้องจ่ายเงินไหม แบบว่ามึงจะเอายังไง เรียกตำรวจ หรือประกัน บลาๆ”

               “ไม่หรอก เหมือนไม่มีไรเกิดขึ้นนั่นแหละ มึงก็รู้ กูเป็นคนยังไง โดยเฉพาะกับมึง”

               “ขอบคุณนะไฟ” ผมหันไปสบตาเขาตอนกล่าวคำนั้น แต่ก็พบว่าตัวเองคิดผิด เมื่อดวงตาของคนตรงหน้ามีประกายลึกซึ้งอยู่ข้างใน ผมเผลอก้าวล่วงจากความทรงจำเข้าสู่ความรู้สึกอันหวั่นไหวจนได้

               “คิดถึงตอนนั้นเนอะ…หนึ่งหลบหน้าเราไปตลอดเลย” แล้ววิธีการที่เขาเรียกผมว่าหนึ่ง ก็ยิ่งทำให้ผมอ่อนระโหยโรยแรงภายใต้ผ้าขนหนูอุ่นสีดำ จากสรรพนามโบราณ แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยน ราวกับจะโอบกอดผมเอาไว้

               หนึ่ง…หนึ่ง…หนึ่ง… คำนั้นวนเวียนอยู่ในหัว

               “หนึ่งไปก่อนนะ” แล้วผมก็ยังเผลอแทนตัวเองว่าหนึ่งกับมันอีก เวร

               “กลับยังไง ให้ไฟไปส่งไหม”

               “ต้องพาไอ้น้องนั่นกลับไปทำแผลก่อน น้องชายของเพื่อนสนิทน่ะ ไฟดูร้านไปเถอะ”

               “เราจะได้เจอกันแค่นี้เองเหรอ”

               “เดี๋ยวก็ได้เจอกันอีก” พูดไปอย่างนั้นแหละครับ พอถึงเวลาผมคงไม่กลับมาเหยียบร้านนี้ไปอีกสิบยี่สิบปี “ไปนะ”

               

               เมื่อได้หนีออกจากการสนทนาอันน่าอึดอัดทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความหลังนั้นแล้ว ผมก็รีบมองหาไอ้น้องชายของเพื่อนซึ่งนั่งอยู่บนโซฟากับเพื่อนๆที่คอยช่วยดูอาการ

               “เป็นไงบ้าง ไปหาหมอไหม”

               “แค่แผลถลอกนิดเดียว เดี๋ยวคงกลับไปทำแผลที่คอนโด”

“ดีแล้ว กูขอเสื้อคืนด้วย จำไว้วันหลังอย่าซ่าเอาเสื้อคนที่ไม่รู้จักมาใส่”

“เสื้อตัวนี้ มาจากพี่เหรอ” มันเบิกตาโตถาม

“เสื้อกูก็ต้องมาจากกูสิ เอาคืนมา แล้วก็พากูกลับด้วย เดี๋ยวกูดูแผลให้” ผมเร่งเร้า “น้องคนอื่นไม่มีใครเจ็บตรงไหนใช่ไหม”

“ขับรถผมกลับนะ”

“มึงจะบ้าเหรอฝนตกอยู่ แล้วมึงก็ยังเจ็บ เดี๋ยวให้การ์ดเรียกแท็กซี่ให้”

 “แต่คอนโดผมอยู่ไม่ไกล ขับไหว” ไม่ทันขาดคำ ไอ้เด็กนั่นก็ลุกจากโซฟา เดินมาหาผมแล้วลากแขนออกไปจากร้าน “ไว้เจอกันเว้ย กลับบ้านดีดี” มันหันไปลาเพื่อน

“มึงไม่ต้องฝืนนะเว้ย เดี๋ยวเป็นอะไรตายกลางทาง” ผมพยายามสะบัดมือมันออก

“พี่อย่าดิ มือผมเจ็บอยู่”

มันพูดพร้อมกับมองมือที่ยังเป็นแผลเพราะโดนเศษแก้วบาด แม้ว่าเลือดจะหยุดไหลแล้วแต่ก็ยังไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ดี ผมเห็นแล้วก็อดรู้สึกผิดไม่ได้จึงต้องเลยตามเลย ซ้อนท้ายมอเตอไซค์คันงามฝ่าสายฝนไปยังคอนโดของต้นซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป โชคยังดีที่พายุไม่ได้รุนแรงเหมือนตอนขามา

ไม่เกินห้านาทีเราก็ขับเข้ามาจอดในลานจอดรถ ผมที่เพิ่งจะเคยมาเป็นครั้งแรกก็ตื่นเต้นกับความหรูหราตั้งแต่ประตูแสกนบัตรยันลิฟต์ที่มีพื้นหินอ่อน ซึ่งแน่นอนว่าทุกที่ที่เราทั้งคู่เดินผ่านจะกลายเป็นพื้นเปียก หวังว่าจะไม่มีใครลื่นล้มหัวฟาดพื้นตายนะคืนนี้

“โคตรแสบ” ร่างสูงข้างกายผมบ่นระหว่างเดินไปตามโถงทางเดิน มันซี้ดปากเบาๆด้วย

“แผลสดโดนน้ำมันต้องแสบอยู่แล้ว ใครให้ซ่าขับมอเตอไซค์ฝ่าฝนกลับล่ะ แท็กซี่ก็มี”

“ผมไม่อยากทิ้งรถไว้ที่ร้านนั่น คันนึงก็ไม่ใช่ถูกๆ” 

ไม่น่าเชื่อว่าประโยคเมื่อครู่จะออกมาจากปากทายาทของตระกูลร่ำรวยอันดับหนึ่งของจังหวัด อาจจะติดอันอับต้นๆของเอเชียด้วยมั้ง ไม่ใช่ว่าผมเหมารวมพวกคนรวยเป็นคนไม่เห็นค่าของเงินนะ แต่เนื่องจากนิสัยของไอ้เด็กเต้ยที่ไอ้กันเคยเล่าให้ฟังเนี่ยเรียกว่า ที่สุดแห่งความฟุ่มเฟือย ผมเลยพาลนึกว่าพี่ชายฝาแฝดของมันจะเป็นแบบนั้นด้วย

แต่เปล่าเลย เท่าที่เห็น ไอ้เด็กนี่มันไม่ใช่พวกอวดรวย ไม่ใช่เด็กโดนสปอยล์เหมือนน้องชายมันเลยสักนิด กลับกันยังดูมีความคิด ทำอะไรเองเป็นอีกต่างหาก

“ถึงแล้ว” มาถึงห้องสุดปลายทางเดิน ต้นแสกนคีย์การ์ดอีกครั้ง ประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นห้องนั่งเล่นกว้างมีโซฟาอยู่หน้าทีวีจอโค้ง ชุดโฮมเทียเตอร์ครบเซ็ต ตู้หนังสือที่เต็มไปด้วยหนังสือภาษาต่างประเทศ ไทย จีน อังกฤษ ถัดไปด้านหลังมีห้องครัวที่ดูแล้วได้มาตรฐาน ประตูอีกบานที่ไม่ได้เปิดไว้คาดว่าจะเป็นห้องนอน

“เอาชุดทำแผลมาดิ”

“พี่ไปเปลี่ยนชุดก่อน เดี๋ยวห้องผมเปียก ตามมานี่” แล้วมันก็พาเดินมาที่ห้องที่ปิดประตูไว้นั่นแหละครับ ข้างในมีเตียงใหญ่หนึ่งเตียง โต๊ะอ่านหนังสือ ตู้เสื้อผ้าบิวด์อิน กับห้องน้ำในตัว ดูโดยรวมแล้ว ผมว่าค่าเฟอร์นิเจอร์ห้องมันท่าจะแพงกว่าค่าห้อง

“เช่าเหรอ หรือซื้อขาด” ผมถามตอนที่มันกำลังคุ้ยหาเสื้อผ้าในตู้

“ห้องอื่นต่างหากที่เช่าผมอยู่” นี่ขนาดมันพูดน้ำเสียงปกติยังฟังดูน่าหมั่นไส้เลยครับ ห้างก็ของบ้านมัน ถนนหนทาง หอพักเขตการแพทย์ก็เคยเป็นที่ของครอบครัวมัน คอนโดนี้ยังเป็นของมันอีก “พี่ใส่ตัวนี้ไปก่อน เปลี่ยนผ้าเช็ดตัวด้วย”

“ขอบใจ” ผมรับมาอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะเดินเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำ ไอ้ผ้าเช็ดตัวผืนสีดำที่ไฟให้มาระหว่างทางกลับคอนโดโดนฝนจนแทบใช้การอะไรไม่ได้ ผมจึงจำต้องเปลี่ยนมาใช้ผ้าเช็ดตัวสีขาวที่ยังอุตส่าห์เห็นว่าเป็นของสมนาคุณจากห้างของบ้านมันอีก นี่กูเริ่มหลอนโลโก้ของบริษัทลีแล้วนะ

“พี่ตากทุกอย่างไว้ในห้องน้ำเลย” มันตะโกนเข้ามา

ผมรีบจัดการบิดหมาดทุกอย่าง แล้วตากไว้ตามคำสั่งเจ้าของห้อง ตอนเดินผ่านกระจกในห้องน้ำจึงจะเพิ่งเห็นว่าตอนนี้ตัวเองใส่เสื้อตัวหลวมโพรก คอกว้างเกือบถึงไหล่ ความยาวก็เลยกางเกงขาสั้นที่มันให้มาอีก เรียกได้ว่าไม่มีอะไรพอดี

แต่พอเปิดประตูออกมาก็เจอกับรุ่นน้องที่นุ่งเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว ท่อนบนปลือยเปล่าเผยให้เห็นสรีระกำยำ กล้ามเนื้อแน่นชัด ชนิดที่เอาไปเป็นแบบเรียนอนาโตมีได้ เรือนผมสีดำที่เคยเซตเป็นทรงบัดนี้ลู่ลงมาปรกหน้าและยังมีน้ำเกาะอยู่ แววตาหมาป่ากลับมาแล้ว มันหันมองผมราวกับพินิจเหยื่อ 

ไอ้เด็กนี่จะมาดคุณชาย…หรือชุดอยู่บ้านแม่งก็หล่อ 

“มาดูใกล้ๆไหม” มันถามผม เมื่อรู้ตัวว่าโดนจับได้ก็ร้อนๆหนาวๆขึ้นมาเลยครับ

“ดูอะไร ไม่ได้ดู ไม่ได้มอง” 

“อ้าว แล้วไหนว่าจะทำแผลให้”

“เออ ใช่ แผล แผล” แม่งเอ๊ย เกือบไปอีกแล้วกู ทำไมซิกแผคของผู้ชายอกสามศอกถึงทำกูเขินได้วะ

“ผมหยิบกล่องพยาบาลมาแล้ว”

“โอเค งั้นกูล้างแผลก่อนนะ” ผมเอื้อมมือไปแตะมือของต้นเพียงบางเบา ค่อยๆกดสำลีลงไป แผลไม่ได้ลึกมาก แค่เป็นเส้นยาวๆ ปิดพลาสเตอร์ วันก่อนกูยังเพิ่งค่อนแคะไอ้กันที่มันทำแผลให้น้องเต้ยอยู่เลย ไม่น่าเชื่อวันนี้กูต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ราวกับเวรกรรมติดจรวจ

“โอ้ย เบาหน่อยหน่อยสิหมอ มีสมาธิไหมเนี่ย” เสียงต้นซี้ดปาก ทำผมสะดุ้ง

“ขอโทษๆ เจ็บมากไหมวะ” ตอนที่ผมถามก็เผลอสบเข้ากับดวงตาหมาป่าคู่นั้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ด้วยระยะใกล้กว่าคืบ ผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นของมันที่รวยรินรดใบหน้า

“ไม่มาก ได้อยู่” ผมก้มหน้าลงก่อนที่มันจะตอบประโยคนั้นอีกครับ แต่พอจะก้มหน้ารึก็เห็นกางเกงขาสั้นในท่านั่งขัดสมาธิที่โคตรจะล่อแหลม เห็นความเป็นชายพำนักอยู่ตรงนั้นชัดเจน 

กูเอาหน้าไปไว้ที่ไหนดีวะเนี่ย หลับตาทำแผลเดี๋ยวมันก็เจ็บอีก 

“หน้าแดงทำไม ร้อนเหรอ ให้ผมลดแอร์ไหม”

“ไม่ต้อง กูไม่ได้เป็นอะไร”

ผมบ่ายเบี่ยงเพียงเท่านั้น ก็ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวระหว่างเราไปเรื่อยๆ มันเงียบเสียจนได้ยินเสียงฝนข้างนอกห้อง ผมค่อยๆบรรจงปิดแผลน้อยใหญ่นั้นด้วยพลาสเตอร์ยา พร้อมกับความรู้สึกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้แท้จริงก็เป็นหน้าที่ผมอย่างเลี่ยงไม่ได้ เป็นความรับผิดชอบของผมเองที่ทำให้น้องมันมาเจออย่างนี้

ผมไม่โกรธหรอกที่มันจะเอาเสื้อผมมาอ้างว่าเป็นของมัน ก็เพราะผมลืมเองนี่นา อีกอย่าง…การที่เสื้อหนังลายมังกรนั่นกลายเป็นสัญลักษณ์ที่พวกนักเลงจ้องจะเล่นงาน ก็เกิดจากความคึกคะนองของผมเมื่อนานมาแล้ว จนทำให้เกิดภาพจำไม่ดีกับมันในที่สุด หากมีใครคนอื่นสวมเสื้อแบบนี้ แล้วโดนลูกหลงเพราะความผิดในอดีตผมอีก ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เห็นความผิดของผมมีส่วนปรากฏอยู่ชัดเหมือนกัน

พลาสเตอร์แผ่นสุดท้าย ถูกบรรจงแปะ ผมเก็บขวดยาต่างๆกลับเข้ากล่องพยาบาล

“ขอบคุณครับ…พี่เนี่ย เวลาอยู่นิ่งๆ ทำอะไรอ่อนโยน ก็กลายเป็นอีกคนเลยนะ” ต้นพูด

“ยังไง”

“ก็น่ารักดี” มันพูดแล้วหัวเราะน้อยๆ 

“ไม่ต้องมาปากหวาน กูไม่ใช่หมอกันนะที่มึงจะได้มาหยอด มาจีบน่ะ”

“ถ้าเป็นพี่กันมาเจอผม ผมชมว่าน่ารักตั้งแต่เดินมาไกลๆแล้วครับ ไม่ต้องมาแอบพูดกับในห้องเหมือนกลัวใครได้ยิน”

“กูเริ่มอยากชกมึงอีกแล้วนะเนี่ย”

“แค่ชมพี่ว่าน่ารักก็จะโดนชกเหรอ”

“ชกเพราะเอาเสื้อที่ไม่ใช่ของตัวเองมาใส่ บ้านช่องก็มีเงิน ทำไมไม่ซื้อเอง มาเอาของที่คนเค้าลืมไว้ทำไม คนรวยชอบกดขี่คนจนทุกคนเลยเหรอ”

“เสื้อตัวนั้นน่ะ พี่ซื้อมาเองเหรอครับ…ซื้อจากที่ไหนเหรอ”

“ไม่ได้ซื้อ ได้มาจากคนอื่นอีกที”

“วันที่พี่ได้มันมา ก็เป็นวันฝนตกแบบนี้ใช่ไหม”

 

พลันสายลมด้านนอกก็เปลี่ยนทิศ พัดเอาหยาดหยดน้ำฟ้าปะทะระรัวกับกระจกหน้าต่างของห้อง เสียงฝนวันนี้มันก็เหมือนทุกทุกวันบนโลก เพียงแต่ด้วยคำถามประหลาดของคนตรงหน้า ทำให้เสียงฝนของวันหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้วชัดเจนขึ้นกว่าวันไหนๆ ตามมาด้วยภาพของนักเรียนวัยรุ่นที่ตีกันอยู่ในซอยเล็กๆ ทุกคนใส่ชุดนักเรียนที่ลู่แนบเนื้อเพราะเปียกฝน ถือไม้บ้าง ถือมีดบ้าง นั่นแหละครั้งแรกที่ผมเริ่มจะต่อสู้เพื่อช่วยคนที่ไม่มีทางสู้ มันเปียกปอนเหมือนวันนี้เลย

ผมพยักหน้าตอบ

“สามปีที่แล้ว” เราพูดพร้อมกัน ด้วยดวงตาประสานกับฝ่ายตรงข้าม 

ทุกสิ่งในหัวผมถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจ ช่างเหมาะสมกับค่ำคืนอันแปลกประหลาดนี้ ตั้งแต่การได้พบกันอีกครั้งของผมและไฟ เรื่องราวเกี่ยวกับอดีตบิ่นเบี้ยวทั้งหลายคล้ายว่าจะถาโถมเข้ามาพร้อมกัน โดยเฉพาะเรื่องเสื้อหนังลายมังกรสีทอง

เราถูกความเงียบกลืนหายอีกแล้ว ผมไม่รู้จะพูดอะไรเพราะในหัวมีแต่คำถาม ทำไมต้นถึงพูดถ้อยคำเหล่านั้นออกมาได้เหมือนล่วงรู้ความคิดของผม

               และไวกว่าทุกความคิด แขนแกร่งของเขาคว้าตัวผมเข้าไปจูบ รสสัมผัสของริมฝีปากคู่นั้นร้อนแรงเหมือนแดดเที่ยงทว่าคงที่เหมือนแสงจันทร์ ต้นรุดหน้าจูบหนักขึ้นอีก เพียงเสี้ยวสัมผัสของการขบเม้มเรี่ยวแรงของผมก็ถูกเขากลืนหาย ใจหนึ่งขัดขืนจึงดิ้นขาราวจะสลัดออก แต่อีกใจหนึ่งหลงเข้าไปในความหวานยากเกินจะถ่ายถอนจึงจูบตอบตามการนำของเขา

               แขนแกร่งคู่เดิมช้อนตัวผมไปวางบนเตียง จัดท่าให้หนุนหมอนอย่างถูกต้อง ได้ยินเสียงกล่องพยาบาลกลิ้งตกจากปลายเตียง และขวดยาทั้งหลายหล่นกระจาย ทว่าทุกอย่างกลายเป็นความมืดสลัวไปแล้ว ต้นปิดไฟห้องตรงสวิตซ์ข้างเตียงและเปิดโคมไฟสีส้มอ่อนแทน ผมพอจะมองเห็นแค่ใบหน้าหล่อของเขาเมื่อตอนถอนจูบแรกนั้นออกไป ยังไม่ทันที่จะได้ดิ้นสลัดตัวเท่าไหร่นัก จูบที่สองก็ตามติดลงมา ลึกซึ้ง รุนแรง เต็มไปด้วยความปรารถนา เขาโถมตัวขึ้นอยู่เหนือผมจนสัมผัสได้ว่าร่างกายผมจมลงไปในฟูกนุ่มเล็กน้อย 

               มือหนาสองข้างสอดเข้ามาใต้เสื้อ ลูบสัมผัสบนแผ่นหลังของผม ราวกับจะดึงสัมผัสทั้งหมดของผมออกมาอยู่ต่อหน้าเขาตอนนี้  เขาถอนจูบและหายใจแรงรดใบหน้าผม เพ่งมองครู่หนึ่งก่อนใช้ริมฝีปากเร่าร้อนคู่เดิมพรมจูบลงที่คอไปจนถึงซอกคอ ฝังสัมผัสความดูดดื่มไว้ตรงนั้น 

               “พอแล้ว…ต้น…หยุด” ผมร้องขอในความมืด

 

               เมื่อความรู้สึกที่ซอกคอหายไปครู่หนึ่ง ผมตัดสินใจรวมสติและกำลังที่เหลือ ดันตัวเขาออก และมันสำเร็จ ร่างสูงของต้นหล่นจากเตียง เมื่อพ้นพันธนาการ เรี่ยวแรงผมกลับมา ไม่ใช่ทั้งหมดแต่มากพอให้เมื่อเตะกล่องดวงใจของเขาแล้วเจ้าตัวร้องลั่น ผมวิ่งหนีออกมาโดยไม่ได้หยิบอะไรติดมือ ไม่แม้กระทั่งโทรศัพท์ กระเป๋าเงิน หรือรองเท้า

               โชคดีที่ตอนนั้นมีคนกำลังลงลิฟต์ไปชั้นล่างสุด ผมจึงติดลิฟต์ลงไปได้เลยโดยไม่ต้องสแกนคีย์การ์ด ด้วยความรู้สึกอันไม่แน่ชัด กึ่งจริงกึ่งฝัน ผมวิ่งฝ่าฝนที่ไม่ได้รุนแรงแล้วกลับหอ จากตรงนี้ไม่ได้ไกลมากก็ถึง

               ฝนที่ควรจะทำให้ผมหนาว กลับไม่ได้ทำให้รู้สึกรู้สาอะไร

               เพราะภายใจใจของผมยังร้อน…ร้อนด้วยรสจูบของไอ้เด็กบ้านั่น

 

 

 

0 ความคิดเห็น