รักพี่ข้ามฝั่ง

ตอนที่ 1 : (ความเดิมตอนที่เเล้ว) ต้นต้นรถเป็นอะไร 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 พ.ค. 63

1

 

               คิดถึงชีวิตปีหนึ่ง ก็ต้องคิดถึงการรับน้อง และถ้าคิดถึงการรับน้อง แน่นอนว่าต้องคิดถึงสิ่งหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้เลย

…ห้องเชียร์

ห้องที่ครั้งหนึ่งผมเคยหลงเชื่อว่ามันเป็นห้องที่เอาไว้ให้รุ่นพี่มาส่งเสียงเชียร์รุ่นน้อง เหมือนเชียร์บอล เชียร์บาส จนกระทั่งเมื่อหนึ่งปีก่อนตอนที่เพื่อนของผมมันบอกความจริงว่าห้องเชียร์ของคณะเรานั้นยังมีวิธีการล้าหลังแบบการทำโทษน้องอยู่ด้วย มันอดไม่ได้ที่จะต้องรวมกลุ่มกันเพื่อทวงความยุติธรรมคืนมาให้ จะเรียกว่าล้มเลิกก็ไม่เชิง เพราะทุกคนยังพอใจให้มีการฝึกซ้อมร้องเพลงในห้องประชุมอยู่ เพียงแต่เราเอาความรุนแรงกับพี่ว้ากออกไป

และเอาแกรนด์เปียโนเข้ามาแทน

ครับ แกรนด์เปียโนเหลือใช้ของบ้านไอ้หมิง เอามากดเทียบโน้ตร้องเพลงคณะ จริงจังอย่างกับจะไปออดิชั่นอะคาเปลล่าชิงแชมป์เอเชีย แต่มันก็เป็นวิธีการที่ได้ผลไม่ใช่น้อย และเปลี่ยนแปลงวงการห้องเชียร์ของคณะเราไปตลอดกาล (หรืออย่างน้อยๆก็เท่าที่ผมยังอยู่ล่ะวะ)

ซึ่งไอ้เรื่องห้องเชียร์สีขาว รับน้องปลอดความรุนแรงเนี่ยทางมหาวิทยาลัยของผมเค้ามีการดำเนินการอย่างจริงจังมาสักพักใหญ่แล้ว เพื่อให้นักศึกษาของเรามีความศิวิไลซ์ นอกจากจะออกกฎห้ามบังคับประชุมเชียร์แล้ว หากคณะไหนจะมีการจัดประชุมเชียร์ก็จะต้องให้ผู้สังเกตการณ์จากทางส่วนกลางมานั่งดูด้วย ซึ่งไอ้ผู้สังเกตการณ์เนี่ยจะมาจากทุกคณะส่งชื่อตัวแทนไป ตามโควตาที่ส่วนกลางกำหนดมา เสร็จแล้วก็โดนสุ่มเหมือนออกหวย ว่าจะได้ไปนั่งชมคณะไหนร้องเพลง ถ้าได้คณะเล็กที่ไม่จริงจังเรื่องห้องเชียร์ได้ไปไม่กี่วันเดี๋ยวก็เลิกแล้ว แต่ถ้าไปโดนเอาคณะใหญ่ คณะโตก็อยู่ยาวๆไปเป็นเดือนเลยครับ

สำหรับผม ต้น หนึ่งตะวัน เกียรติวิทยา รองประธานรุ่นสองปีซ้อน จากคณะทันตแพทยศาสตร์

ผมได้คณะรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะใหญ่ ที่น่ากลัวกว่าความเข้มงวดก็เห็นจะเป็นความถี่นี่แหละครับ ทำให้ผมจะต้องขับมอไซหลังเลิกเรียนจากเขตการแพทย์มาวิทยาเขตกลางแทบทุกวัน แถมยังต้องมาเพียงคนเดียวเนื่องจากเป็นคณะเล็กได้โควตาน้อย ดีหน่อยที่มีเบี้ยเลี้ยงให้วันละห้าสิบบาท แกล้มขนมบ้างเป็นบางวัน อีกอย่างหอผมก็อยู่แถวหลังมอ. ของวิทยาเขตกลางอยู่แล้ว ทำให้รู้สึกไม่ต้องเสียดายเวลามากนัก

สาเหตุที่ผมได้เป็นตัวแทนคณะนั้นง่ายมาก เพราะ ผมเป็นรองประธานรุ่นสองปีซ้อน และที่ผมได้ตำแหน่งนี้สองปีซ้อนก็เพราะความเปรี้ยวตรีนก่อม็อบตอนปีหนึ่งนั่นแหละครับ ทำให้เพื่อนๆเค้าไว้ใจผม มองในแง่ดีอาจจะหมายความว่าผมเป็นคนยึดมั่นในความถูกต้อง ยุติธรรม และมีบารมีน่าเกรงขาม จับไปนั่งในคณะอื่นแล้วเขาจะไม่กล้าทำเรื่องไม่ดี พูดไปพูดมาเหมือนกูเป็นศาลพระภูมิเลย สงสัยช่วงนี้ได้เชื้อบ้ายอตัวเองจากไอ้กันมาเยอะ

“ผู้สังเกตการณ์นั่งตรงนี้ได้เลยนะคะ ได้ทั้งแถวเลย” สตาฟของคณะรัฐศาสตร์ในเสื้อเชิ้ตกรมท่าเข้มปักลายเสือสีขาวดุดันบอกเชื้อเชิญพวกผมซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากคณะทันตะฯ คือผม และตัวแทนจากคณะศึกษาศาสตร์อีกห้าคน

“ครับผม”

“ตรงนี้ร้อนเนอะ” เด็กสาวจากคณะศึกษาศาสตร์คนที่นั่งข้างผมพูดขึ้น ด้วยความที่ผมนั่งอยู่ด้านในสุดจึงดูคล้ายกับว่าโดนเธอเบียดเอาไว้กับผนัง และมันคงจะเป็นเช่นนี้ไปทุกวัน

“แอร์ไม่ค่อยลง หรือเค้าไม่เปิดก็ไม่รู้” เพื่อนอีกคนสำทับ

“นี่นาย” แล้วเด็กสาวเพียงคนเดียวที่นั่งติดกับผมก็หันมาชวนผมคุยบ้าง “ไม่ร้อนเหรอใส่เสื้อกันหนาวด้วย”

รอยยิ้มหวานบนใบหน้าสวย ดวงตากลมโตเหมือนลูกแมว ผิวขาวสว่าง จมูกนิด ปากหน่อย แต่งหน้าอ่อนๆเข้ากับบุคลิกอ่อนหวานช่างเจรจา แถมยังดูเป็นมิตรอย่างไม่น่าเชื่อ

“ยังไม่ร้อนมากครับ แต่คิดว่าถอดออกตอนนี้น่าจะดีกว่า” ผมบอกพลางยืดแขนเพื่อจะถอดเสื้อคลุมหนังออกแต่ด้วยพื้นที่อันจำกัดของที่นั่งในหอประชุม ท่าทางเหล่านั้นจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

“มานี่ เดี๋ยวช่วย” เธอหัวเราะคิกคักแล้วช่วยออกแรงดึงเสื้อผม

“ขอบคุณนะ เธอชื่ออะไร ปีไหนเหรอ”

“เกรซ ปีสอง นายล่ะ”

“ต้น ปีสองเหมือนกัน ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

“เช่นกันค่ะ ต้องนั่งด้วยกันไปอีกนานเลย ไม่รู้ซวยอะไรมาโดนเอาคณะที่มีห้องเชียร์บ่อยเป็นอันดับต้นๆของมอ.” 

“นี่นาย มาจากคณะทันตะฯเหรอ แสดงว่าต้องเป็นเพื่อนกับหมอกันอ่ะดิ” ผู้หญิงอีกคนที่นั่งถัดจากเกรซออกไปยื่นหน้าข้ามมาถามผมด้วยความกระตือรือร้น 

“สนิทกันเลยแหละ” ผมตอบ

“เราอยากรู้อ่ะ ว่าสรุปแล้วเค้าได้คบกับหมอเจมส์หรือยัง ตั้งแต่ย้ายไปอยู่วิทยาเขตนู้นเต็มตัว ไม่ค่อยได้ข่าวอะไรให้จิ้นเลย”

“ยังไม่คบอ่ะ เหมือนตอนนี้จะมีแคนดิเดตเป็นเด็กปีหนึ่งคณะวิศวะมาวอแวด้วย”

“แล้วนายเชียร์ใคร” น้ำเสียงคาดคั้น บ่งบอกให้รู้ชัดว่าเธอคนนั้นเป็นนักพายเรือเจมส์กัน 

“ไม่เชียร์ใครทั้งนั้นแหละ วุ้ย”

“ได้ไงอ่ะ”

“ใจเย็นนะกิ่ง ตอนนี้เวลางาน อย่าเพิ่งจริงจังกับเรื่องผู้ชาย” เกรซช่วยปรามเธอ

“พูดไม่ดูตัวเองนังเกรซ แกเองก็ดีใจแทบบ้าไม่ใช่เหรอพอรู้ว่าได้มาช่วยดูแลแฟนเก่าที่เป็นน้องปีหนึ่งของคณะนี้น่ะ”

“ก็เหมือนได้เจอน้องชายคนหนึ่งที่สนิทกันนั่นแหละ แกอย่าคิดมาก” คนสวยข้างกายผมบ่ายเบี่ยง

“เออ ฉันจะคอยจับตามอง ไอ้พวกพี่น้องที่ดีต่อกันนี่แหละ หึหึ”

ตอนนั้นเองที่กิจกรรมห้องเชียร์ของคณะนี้เริ่มต้นขึ้น แน่นอนว่าบรรยากาศกลายเป็นดุดัน เข้มแข็ง เข้ากับชุดที่พวกเขาสวมใส่และภาพลักษณ์ของพวกรุ่นพี่ แต่ทุกอย่างไม่มีอะไรเกินเลยในสายตาพวกเราที่นั่งสังเกตการณ์อยู่ด้านหลัง ผมกับเกรซคุยกันไม่ดังมากเพื่อไม่ให้รบกวนกิจกรรมของคณะเขา มีบ้างที่ข้ามไปคุยกับเพื่อนคนอื่นของเธอ ถึงพอได้รู้ข้อมูลมาบ้างว่าทุกคนอยู่ปีสองหมดเลย 

สำหรับเกรซนั้น ความสวยภายนอกของเธอเทียบไม่ได้กับความสวยภายในที่สว่างและงดงามกว่านั้นมาก ทุกอย่างพรั่งพรูออกมาผ่านบทสนทนาระหว่างเรา ตั้งแต่รอยยิ้มโลกละลายไปจนถึงทัศนคติอันเฉียบคม สมแล้วกับตำแหน่งดาวศึกษาศาสตร์เมื่อปีที่แล้ว แถมยังเป็นรองอันดับสามของการประกวดดาวมหาวิทยาลัยด้วย แต่ความที่คนอย่างผมไม่เจนจัดวงการแบบนี้เท่าไหร่จึงจำหน้าเธอไม่ได้

“กิจกรรมของรัฐศาสตร์วันนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ” หนึ่งในรุ่นพี่สตาฟร่างสูงผู้ซึ่งเคยมีมาดดุบนเวทีกลางห้องประชุมเมื่อครู่เดินเข้ามาถามเราด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะเกร็งๆไม่กล้าตอบ 

“ไม่มีอะไรละเมิดกฎของมหาวิทยาลัยครับ โดยรวมแล้วถือว่าโอเค อยากจะให้แจกเบรกเพิ่มหน่อย แค่นมกล่องกับขนมปังแผ่นเดียวไม่พอยาไส้” ยกเว้นผมนั่นเองที่กล้าพูดสวน 

“เวลาแค่สามชั่วโมง แถมยังได้เงินอีกห้าสิบบาท ผมว่าคุณไปหาซื้อกินเอาเองหลังเลิกกิจกรรมก็ได้นะครับ” มันมองผมอย่างหาเรื่อง

“แต่นี่มันเวลาอาหารเย็นนะเว้ย กินอาหารไม่ตรงเวลามันทำให้เป็นโรคกระเพาะ” ผมอดไม่ได้ต้องกระชากคอเสื้อของมันซึ่งอยู่สูงกว่าคืบลงมาเงี่ยหูฟังชัดๆ “อยากรู้ไหมว่ากระเพาะทะลุมันเป็นยังไง”

เป็นชั่ววินาทีที่ผมแผดรังสีอำมหิตไปทั่วห้อง สตาฟทุกคนไม่ว่าหน้าไหนก็หน้าซีดหมดครับตอนนี้

ไม่อยากเป็นคนดุต่อหน้าเกรซคนสวยเลย แต่ไอ้นี่มันรนหาที่ก่อน

“มะ…ไม่ครับ เดี๋ยวครั้งหน้าจะจัดอาหารชุดใหญ่รอเลยครับพี่” 

“กูรุ่นเดียวกับมึงโว้ย” ผมที่ยังไม่ปล่อยมือกระชากมันเข้ามาใกล้อีก

“ครับเพื่อน”

“กูไม่ใช่เพื่อนเล่นมึง !”

“ปล่อยผมเถอะครับ ผมยอมแล้ว ฮือ” ไอ้คู่กรณีทำหน้าอ้อนวอนเหมือนจะร้องห่มร้องไห้ออกมาให้ได้ มึงคีพลุกตั้งนานได้แค่นี้เหรอ หมดกันรุ่นพี่ผู้มีมาดของน้องๆปีหนึ่ง ดีนะ เด็กมันออกไปหมดแล้ว เดี๋ยวกลายเป็นว่ากูล่มความศรัทธาของคณะเค้าอีก

“แล้วก็เรื่องแอร์ด้วยค่ะ ตรงนั้นร้อนมาก” มีเพียงเกรซเท่านั้นที่กล้าออกความเห็น หลังจากผมปล่อยคอเสื้อเขาคนนั้นออก

“ได้ครับ เดี๋ยวจะรีบแจ้งประธานห้องเชียร์ให้ทราบเรื่องครับ”

“อ้าว นึกว่ามึงเป็นประธานมาตั้งนาน เห็นหน้าดุสุดในรุ่นแล้ว” ผมถามมันกลับ อย่างนี้ต้องเขียนรายงานไหมนะ

“ผมเป็นแค่รองประธานครับ ประธานตัวจริงน่ะ ดุกว่าผมเป็นร้อยเท่า ปกติจะเข้ามาทุกวัน ยกเว้นวันศุกร์ครับ เนื่องจากต้องไปช่วยที่บ้านขายของ” ฟังแล้วประทับใจ เหมือนรายการไมค์ปลดหนี้ เคสนี้ผมให้ผ่านก็แล้วกันครับ เห็นแก่ที่ขยันทำมาหากิน แต่ไอ้ที่ว่าดุกว่าร้อยเท่านี่สิ เริ่มอยากเจอขึ้นมาแล้ว

เคลียร์ทุกอย่างเสร็จแล้วพวกเราก็เดินออกมาจากห้องประชุม แยกย้ายทางใครทางมันครับ แต่ก่อนกลับเกรซคนสวยชมผมว่าเท่มากที่กล้ากระชากคอไอ้เบื๊อกนั่น ผมนี่ตัวลอยเลยครับ ปกติเพื่อนในคณะไม่ค่อยชื่นชมกริยาท่าทางแบบนี้ คำก็นักเลง สองคำก็ป่าเถื่อน ที่สำคัญเธอยังชวนผมไปต่อร้านเหล้ากับพวกเพื่อนๆเธอด้วย น่าเสียดายที่วันนี้พวกเพื่อนผมมันไม่ออกเที่ยว เลยต้องปฏิเสธเธอไปก่อน ไม่เป็นไรครับ ยังมีอีกหลายศุกร์

ผมเดินยิ้มกรุ้มกริ่มคนเดียวไปที่ลานจอดรถแถวๆต้นไม้ใหญ่ข้างกับคณะ จนได้ยินเสียงใครเรียกชื่อ

“ต้น…ไปด้วยกันไหม” 

เชี่ยย…อะไรวะ มืดค่ำแล้วอย่ามาเล่นอะไรแบบนี้นะเว้ย กูยังไม่อยากชกกับผี

“ไปนะ…ไปนะ” เสียงผู้หญิงปริศนาคะยั้นคะยอ

“ได้ๆ เดี๋ยวขอไปเปลี่ยนชุดก่อน” แต่เสียงที่ตอบนั้นไม่ใช่เสียงผม เป็นเสียงทุ้มของใครก็ไม่รู้ดังอยู่ด้านหลัง เมื่อหันไปก็เห็นเด็กผู้ชายร่างสูงคนหนึ่งในชุดนักศึกษา คล้องป้ายชื่อของคณะรัฐศาสตร์ ผมสีดำเซตเป็นทรงดูดี บุคลิกสุขุมนุ่มลึก ใบหน้าหล่อกับดวงตาคมนั้น ไม่รู้ทำไมผมถึงคุ้นหน้าเขาอย่างบอกไม่ถูก 

เขากำลังเดินอยู่ด้านหลังของผม ตามติดมาด้วยเด็กผู้หญิงอีกสองคน ซึ่งทรวดทรงองค์เอวชัดเจน คล้องป้ายชื่อของคณะรัฐศาสตร์เช่นกัน ดูเหมือนว่ากำลังชวนน้องผู้ชายคนนั้นไปที่ไหนสักแห่ง และน้องคนนั้นก็ตอบตกลง ลองเจออย่างนี้มาชวนผมบ้าง ไปล่าท้าผีก็ยอมไปครับ

ผมละสายตาจากภาพน้องกลุ่มนั้น และรีบตรงไปยังรถมอไซของตัวเอง เสียบกุญแจบิดหมุน แล้วกดปุ่มสตาร์ทพร้อมจะบรื้นออกไป

‘แก๊ก’

อ้าว ทำไมมันดังแก๊ก ไม่ดังบรื้นๆ วะ

ผมลองกดอีกหลายครั้งก็พบว่ามันยังคงเป็นเช่นนั้น ไร้การตอบสนอง ซวยแล้วไหมล่ะ 

“รถเป็นอะไรหรือเปล่าพี่” เสียงหนึ่งถาม

“รถเสีย สตาร์ทไม่ติดเลย” น่ะ กุก็ยังทำเล่นเป็นโฆษณาน้ำมันเครื่อง

“มีเบอร์ช่างไหมครับ” 

เมื่อผมเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมทรงเสน่ห์ดุจจ่าฝูงหมาป่า เครื่องหน้าหล่อจัดแบบเอเชียยื่นเข้ามาช่วยสำรวจความผิดปกติอย่างหวังดี แสงนีออนจากเสาไฟข้างทางตกกระทบสันจมูกคมและริมฝีปากบาง ความใกล้ระดับนี้ทำให้ผมมองเห็นไฝเม็ดเล็กบนมุมปากซ้ายที่ขับแรงดึงดูดทางเพศของคนตรงหน้าอย่างเพิ่มขึ้นทวีคูณ

หน้าคล้ายกับไอ้เด็กที่ผมเพิ่งจะชกไปเมื่อวันก่อนมาก

 “มึง…”  คล้ายจนผมต้องอุทานออกมา

คำไม่หวานหูนั้นทำเอาเด็กหน้าหล่อคิ้วกระตุกเล็กน้อย แล้วแปรเปลี่ยนดวงตาคมเป็นความเฉยชาในชั่วครู่

แค่หน้าคล้าย…แต่ความรู้สึกที่อบอวลอยู่รอบตัวเด็กคนนี้แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

“พี่ไอ้เต้ยเหรอ” ผมถามเพราะนึกถึงคำที่ไอ้หมิงเคยบอก เกี่ยวกับเรื่องพี่ชายฝาแฝดของเต้ย

“ใช่…พี่รู้จักไอ้เต้ยเหรอ” สายตาของคู่สนทนาเหลือบลงมองป้ายชื่อสตาฟที่คล้องคอผมอยู่ ถึงได้รู้ว่าเราสองคนชื่อเหมือนกัน

ต้น กับ ต้น

“อ้อ เพื่อนเฮียหมิง” น้องต้นพูดออกมาเมื่อคลี่คลายความคิดแล้ว “พี่ต้น…คนที่ชกน้องผมใช่ไหม”

“เออ กูเอง” ผมตอบอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะรู้สึกว่าไอ้เด็กนี่มันกำลังจะหาเรื่องผมยังไงก็ไม่รู้

“ตัวจริงดูไม่ป่าเถื่อนเหมือนนิสัยใจคอเลยนะครับ”

“พูดอย่างนี้ก็สวยดิวะ” กูลงจากรถมาประจันหน้ากับมันเลยครับ ปากดีทั้งบ้าน ถ้ากูชกทั้งพี่ทั้งน้อง ไอ้หมิงจะตัดเพื่อนกูไหมนะ

“จะหมายความอย่างนั้นก็ได้ครับ พี่เองก็สวยในระดับนึง เวลาตัดผมสั้นๆแล้วดูน่ารักเหมือนเด็กมัธยม” มันพูดแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วใช้แววตาที่มองผมแบบหมาป่าอีกครั้ง 

ทำเอาหัวใจผมวาบไปสามวินที เกิดมาเพิ่งเคยมีคนชมว่าสวย ไอ้นี่ท่าจะบ้าๆบอๆเหมือนน้องมันด้วย

“อย่าปากดีให้มากนะมึง” เมื่อชักจะเริ่มรำคาญก็ใช้มือข้างหนึ่งผลักอกแกร่งนั้นออกไปอย่างหาเรื่อง “อยากโดนชกไหม”

“ชกเลยครับ ตรงนู้นมีตู้เอทีเอ็มพอดี แสดงว่าน่าจะมีกล้องวงจรปิด” เด็กต้นยังยิ้มอย่างไม่ยี่หระ “ครั้งนี้พี่ได้ขึ้นโรงพักสมใจ และพี่ก็น่าจะรู้นะครับ ว่าระเบียบของพวกวิทยาเขตการแพทย์น่ะเคร่งครัดคร่ำครึเรื่องภาพลักษณ์แค่ไหน ลองได้ขึ้นโรงพักคดีทำร้ายร่างกายดู ผมว่าคงเสื่อมจนเค้าอาจจะหาเรื่องไล่พี่ไปสอบเอนท์ใหม่ก็ได้นะ”

ชิ อะไรกันวะ ท่าทางจองหอง อวดดี แถมยังวางมาดนิ่งใจเย็น ทำให้ผมยิ่งหงุดหงิด แต่เมื่อปรายตาไปมองแถวตู้เอทีเอ็มที่อยู่ด้านหลังก็พบว่าเป็นไปตามที่มันบอกจริงๆ ต้องยอมจำนนต่อคำพูดของมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โว้ย หงุดหงิดโว้ยยยยยยย

“หลีกทางด้วยครับ ผมจะขึ้นรถ” มันชี้มือไปยังรถมอเตอร์ไซค์ BMW คันโตสีดำมะเมื่อมสมฐานะ

“ระวังตัวให้ดี วันหลังอย่าให้กูเจอมึงอีก เลือดกบปากแน่ไอ้ตี๋”

“รอไม่ไหวแล้วครับ” 

ผมถอยกลับมายืนบนทางเท้า ตั้งใจว่าจะโทรหาเพื่อนสักคนให้มารับ ไม่ไอ้หมิง ก็คงเป็นอีส้ม แต่ไม่มีใครรับสายผมเลยส่งลงไลน์กลุ่มไปแทน

“ร้านเค้าปิดหมดแล้ว ค่อยโทรใหม่พรุ่งนี้เถอะ” 

“ไม่ต้องเสือก มึงกลับบ้านไปเลยไป ไม่ต้องทำเป็นใจดีมารอกู เพื่อนกูกำลังมารับ”

“ต้น…!” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งเรียกชื่อผมมาแต่ไกล

“นั่นไงพูดถึงก็มาเลย” ผมหันไปหาต้นเสียงก็พบว่าเป็นยัยน้องผู้หญิงหุ่นสะบึมคนหนึ่งจากสองคนเมื่อกี้ เดินกลับมาจากไหนไม่รู้ และเธอก็เดินปรี่มายังคนที่อยู่บนรอมอเตอร์ไซค์ ไม่ใช่ผม

แตกยับเยินเลยครับ หน้ากู

“ต้น…เมื่อกี้ไปตกลงกับเพื่อนมาแล้ว เจอกันที่ร้านสบายใจนะ อย่าสายล่ะ ขอบคุณที่รอนะ” เสียงหวาน ออดอ้อน ยิ้มพริ้ม คือแค่เดินมาบอกว่าจะไปกินเหล้าที่ร้านไหนแค่นี้เหรอ ทำไมมึงไม่โทรนัดกัน

“ครับแนน ให้ผมไปส่งไหม รถ-ว่าง”เด็กต้นพูดพร้อมเน้นคำว่ารถว่างประชดผม

“จะดีเหรอคะ”

“ดีสิ เครื่องฟิตสตาร์ทติดง่ายเพราะเป็นบีเอ็ม เห็นไหม บรื้นๆเลย” ไม่พอเท่านั้นมันยังสตาร์ทเครื่องรถโชว์ผมอีก

พังครับ กับไอ้เด็กเหี้ยนี้ กูพังยับ

ผมแอบชูนิ้วกลางให้มันก่อนจะหันหน้าหนี เดินออกไปทางหลังมอ. อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยตอนนี้ก็เดินไปให้ถึงถนนใหญ่ก่อนแล้วค่อยหารถแดงไปส่งที่หอเอา วันนี้ไม่ใช่วันของกูเลยครับ

ตอนที่บากบั่นเดินจากคณะรัฐศาสตร์ที่อยู่หน้ามอ.มาจนเห็นรั้วหลังของมอ.อยู่ในสายตาแล้ว เสียงครืนครางบนฟ้าและประกายแปลบปลาบของมันข่มขู่ทุกคนรวมทั้งผม พายุฝนกำลังตั้งเค้า ลมแรงมีกลิ่นชื้นโบกพัดจนร่มผ้าใบของแม่ค้าที่ตั้งแผงอยู่ริมทางหลังมอ.เอนไปมา นักศึกษาที่กำลังซื้อของกินอย่างเพลินเพลินตระหนักว่าตัวเองต้องรีบกลับหอ ผมเองก็เช่นกัน ผมสาวจังหวะเท้าให้เร็วขึ้นด้วยความหวั่นใจ พลางกระชับเสื้อคลุมหนัง อย่างน้อยถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ไอ้เสื้อหนังคู่ใจนี้แหละที่มันอาจจะพอช่วยให้ไม่เปียกมาก

เสื้อหนัง เสื้อหนัง…เสื้อหนัง…หายไปไหน ?

ผมกลับมามองตัวเองอีกครั้งและพบทันทีในตอนนั้นว่าเสื้อหนังไม่ได้อยู่กับตัว ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ

.

.

“ไม่ร้อนเหรอใส่เสื้อกันหนาวด้วย”

“ยังไม่ร้อนมากครับ แต่คิดว่าถอดออกตอนนี้น่าจะดีกว่า”

.

.

บทสนทนากับเกรซในห้องประชุมวิ่งเข้ามาในหัว เวรแล้วเผลอถอดลืมไว้ในห้องประชุมของคณะรัฐศาสตร์ ทำไงดีวะ ควรกลับไปไหม จะมีคนอยู่อีกหรือเปล่า หรือค่อยมาเอาวันหลัง ไม่มีเบอร์ใครที่พอจะติดต่อได้ด้วย แม่งเอ๊ย

‘ครืน ครืน’ ฟ้าฝนคำรามลั่นอีก ราวกับจะลองใจผม

แต่เสื้อตัวนั้นสำคัญมาก ชนิดที่ว่าจะให้ใครเอาไปใส่เล่นไม่ได้เลย 

ผมตัดสินใจได้แล้วจึงวิ่งกลับไป พร้อมกับภาวนาว่าขอให้มีคนเก็บให้ผม ใครสักคนก็ได้ 

จนกระทั่งกลับมาถึงที่คณะรัฐศาสตร์แล้วพบว่าลานใต้หอประชุมยังเปิดไฟสว่างอยู่ มีสตาฟกำลังนั่งประชุมสรุปงาน เก็บกวาดสถานที่ ผมดีใจจนน้ำตาแทบไหล แต่ไอ้ที่น้ำตาแทบไหลกว่าก็คงจะเป็นรองประธานซึ่งผมกระชากคอมันก่อนกลับ พอมันเห็นผมวิ่งกลับมา มันก็หน้าตั้งออกมาต้อนรับขับสู้เป็นคนแรก

“มีอะไรให้รับใช้หรือเปล่าครับ”

“เสื้อ…เสื้อหนัง…ผม…ถอดลืมไว้” ผมหายใจหอบเพราะเพิ่งวิ่งมา “มีใคร…เห็น…ไหม”

“มีใครเห็นเสื้อหนังไหม เรื่องด่วน มึงวางทุกอย่าง หาเสื้อหนังก่อน” ไม่ทันขาดคำไอ้รองประธานก็หันไปตะโกนถามทุกคนเรื่องเสื้อหนัง

“สีดำ ลายมังกรเหลืองๆทองๆใช่ไหมคะ” สาวแว่นคนหนึ่งเดินเข้ามา

“ครับ นั่นแหละ”

“เราเห็นมันวางพาดอยู่ที่เก้าอี้ด้านหลัง ตอนห้องเชียร์เลิกก็เอามาถามหาเจ้าของ มีน้องปีหนึ่งผู้ชายรับไว้แล้วบอกว่าเป็นของเค้าอ่ะค่ะ” เธอตอบนิ่งเรียบ แต่ผมตกใจมากขึ้นไปอีก

“ใครครับ”

“น้องชื่อต้นค่ะ ที่หล่อๆ เป็นพวกคิวท์บอยคนดัง มีฝาแฝดเรียนอยู่วิศวะ”

ผมถึงกับสบถถ้อยคำหยาบคายอย่างลืมตัว ความโกรธเกรี้ยวตอนนี้เดือดพล่านในตัวอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้ ไม่ใช่โกรธที่มีคนเอาเสื้อผมไป แต่โกรธที่ตัวผมเองนี่แหละปล่อยให้เรื่องเป็นแบบนี้

“เสื้อหนังลายมังกรทอง” ไอ้รองประธานพูดคำนั้นแผ่วเบาเหมือนเป็นคำต้องห้าม หน้าถอดสีกว่าเดิมอีก มันเบิกตากว้างมองผมด้วยสายตาที่ปราศจากสติสัมปชัญญะ

สมองของผมทำงานอย่างรวดเร็วคิดหาทางออกเรื่องนี้

“มึง !” ผมลั่นคำแล้วกระชากคอมันอีก ครั้งนี้รังสีอำมหิตแผดเผารุนแรงกว่าครั้งก่อน “รู้จักร้านเหล้าสบายใจไหม”

“รู้จักครับ”

“พากูไป...เดี๋ยวนี้” 

“ครับผม ครับ เดี๋ยวนี้เลยครับ” ไอ้รองประธานรีบหางจุกตูดไปที่รถมอเตอร์ไซค์ของมัน สตาร์ทเครื่องเสียงดัง

ตอนนี้เองที่หยาดฝนโปรยเม็ดลงมาตกกระทบเสื้อนักศึกษาสีขาวของผม

 

 

N’ต้น

 

“แนนไม่ไปจริงเหรอ ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ”

“อย่าเลย กลัวฝนตกระหว่างทาง” แนนพูดแล้วมองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่กำลังแวบวาบ

“งั้นเจอกันที่ร้านนะ”

“บายค่ะ”

ผมมองร่างสวยเดินจากไปตามทางของเธอ พิจารณาทรวดทรงเร่าร้อนนั่นจนลับสายตา เห็นผมเป็นคนนิ่งๆอย่างนี้ก็เถอะแต่ถ้าลองได้มาอยู่ท่ามกลางสาวรัฐศาสตร์ คณะที่ได้ชื่อว่าสาวสวยหนุ่มหล่ออันดับต้นๆของมหาวิทยาลัยแล้วมันยากที่จะไม่รู้สึกอะไรเลย ถึงเธอจะไม่ใช่สเป็กขนาดนั้น แต่ก็ยอมรับว่าโคตรมีแรงดึงดูด

ตอนนั้นเองที่มีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งของคณะผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งมา

“น้องคะ เสื้อน้องหรือเปล่าคะ” เธอตะโกนถาม ทั้งยังรีบรุดเข้ามาที่รถมอเตอไซค์ของผม

“อะไรนะครับ”

“เสื้อหนังอ่ะค่ะ” เธอยื่นเสื้อหนังตัวสวยที่มีลายมังกรสีทองอยู่ด้านหลังมาให้ ผมพลิกไปพลิกมาอย่างชั่งใจ พร้อมกับความทรงจำบางอย่างเอ่อล้น ความทรงจำเกี่ยวกับใครบางคนที่ทำให้ผมอมยิ้ม

“ครับ…นี่…น่าจะเป็นของผมครับ”

“ดีเลยค่ะ เพราะน้องเป็นคนสุดท้าย ถ้าหาเจ้าของไม่เจอคงได้ขายทิ้งไปทำทุนซื้อข้าวเลี้ยงผู้สังเกตการณ์ห้องเชียร์”

“ขอบคุณพี่มากนะครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฝากบอกน้องเต้ยว่าพี่ชอบก็พอแล้ว” รุ่นพี่คนนั้นพูดจบก็อายม้วนวิ่งกลับไปเลย ทิ้งผมเอาไว้กับเสื้อหนังตัวนั้น

 

ลมแรงพัดปะทะใบหน้าของผม ประกอบกับท้องฟ้าที่ยิ่งส่งเสียงคำรามลั่นจนน่าหวั่นใจว่าจะไปไม่ทันถึงร้านฝนคงสาดเทลงมาเสียก่อน ผมมองเจ้าเสื้อหนังจนเกิดความคิดใหม่ขึ้นมา นั่นคือการถอดป้ายชื่อกับเข็มขัดนักศึกษาเก็บไว้ในกล่องท้ายรถแล้วเอาเสื้อหนังมาคลุมทับ รูดซิปขึ้นจนสุด แค่นี้ก็ดูไม่เหมือนชุดนักศึกษาเท่าไหร่นัก คงพอให้เข้าร้านเหล้าได้ แถมยังประหยัดเวลาไม่ต้องวนรถไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่คอนโด

ผมซิ่งมาทันเวลา พอเดินเข้าร้านฝนก็สาดเทห่าใหญ่เหมือนพายุเข้า แต่มันไม่อาจะทำลายความสุขของคืนวันศุกร์ได้หรอกครับ ผู้คนยังคงทยอยเข้ามาในร้านเหล้าแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย ดนตรีบรรเลงเสียงดังลั่น หนุ่มสาวที่เลื้อยตัวในความมืดวับแวมสีนู้นทีสีนี้ทีเหมือนข้างนอกไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเข้าไปร่วมวงกับโต๊ะที่เพื่อนนั่งจองไว้ก่อนแล้ว 

สักพักหนึ่งแนนก็มาถึง เธออยู่ในชุดเกาะอกสีบานเย็นสุดเซ็กซี่ พร้อมกับเพื่อนสาวจากคณะอื่นอีกสองสามคน ทุกคนชวนให้ผมกับเพื่อนๆไปออกลวดลายบนฟลอร์หน้าเวที พอพวกผมไปถึงคนอื่นในร้านก็ขยับตัวเข้ามาเบียดเสียดเรา ซึ่งโดยมากแล้วมักจะเป็นผู้หญิงที่เข้ามาเบียดผม 

“ต้นใช่ไหม” แปลกมากที่จู่ๆ ก็มีชายแปลกหน้า ท่าทางน่ากลัว ตัวบึกบึน เดินเข้ามาถามผม

“ครับ” ผมตอบเขาแค่นั้น

ชายผู้มาใหม่หันไปพยักหน้าซ้ายทีขวาที และโดยไม่ทันตั้งตัว หมัดหนักของเขาจู่โจมท้องผม ผมงอตัวด้วยความเจ็บปวด แทบจะทันที ผู้ชายอีกสองคนมาจากไหนไม่รู้กันพวกผู้หญิงออกไป คว้าแขนผมคนละข้าง แล้วจับทุ่มใส่โต๊ะที่เต็มไปด้วยขวดเหล้า

ภาพในร้านเหล้ายังวับแวมสีสันต่างๆ แต่เสียงขวดเหล้าแตกกระจาย ทำให้ผู้คนกรี๊ดลั่น ตระหนกตกใจ

ผมเพิ่งลืมตาได้ และยังสับสนเรื่องราว นอนกองอยู่บนพื้นท่ามกลางเศษแก้ว แผลสดบนมือมีเลือดออก เหล้าที่หกกระจายซึมเข้ารอยเลือดพวกนั้นจนรู้สึกเจ็บแสบเหมือนโดนราดน้ำกรด เงารางๆของชายร่างใหญ่และลูกน้องอีกสองคนเข้ามาใกล้ผม พวกมันถือขวดเหล้าที่แตกเป็นฟันฉลามคนละขวด 

รุกไล่เข้ามา ใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น

 

‘โครม !’

โต๊ะไม้ตัวใหญ่ลอยปลิวมาจากไหนก็ไม่รู้ กวาดไอ้สามคนนั้นล้มในพริบตาเดียวอย่างน่าเหลือเชื่อ

แม่นยำราวกับการโยนโบว์ลิ่งแล้วสไตรค์พินทั้งหมดใน 1 ครั้ง

 

อเวนเจอร์มาช่วยกูเหรอเนี่ย

0 ความคิดเห็น