Love after Love (ป๋อจ้าน) #เลิฟอาฟเตอร์เลิฟป๋อจ้าน

ตอนที่ 4 : Chapter | 04

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,753
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 132 ครั้ง
    5 ก.ย. 62




Chapter | 04

"ป๋อเกอ ป๋อเกอ พี่เป็นอะไรหรือเปล่า” สงเฉียนถามอย่างแปลกใจในอาการของอีกฝ่าย หวังอี้ป๋อนั่งนิ่งราวเข้าภวังค์ หลับตาลง บ่าสั่นเล็กน้อย

"ป๋อเกอ" เสียงใสเรียกซ้ำเมื่อยังไม่ได้คำตอบ “หวังอี้ป๋อ” 

“อาเฉียน” คืนนี้พี่ไปค้างที่บ้านด้วยได้ไหม" เสียงห้าวของชายหนุ่มสั่นพร่าราวเด็กชายที่กำลังหวาดกลัว ดวงตาที่เปิดขึ้นมองคนตรงหน้าทั้งสั่นระริกและวูบไหวจากความรู้สึกปั่นป่วนภายในใจ 

คืนนี้อี้ป๋อคงทนรับความรู้สึกไว้ไม่ไหวถ้าต้องอยู่ตามลำพัง แม้ว่าการหาใครสักคนไปนอนร่วมเตียงด้วยจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ ณ เวลานี้เขาคงทำแบบนั้นไม่ได้

"ทำไม พี่เป็นอะไรหรือเปล่า”

"มะ-- ไม่ ไม่ได้เป็นอะไร แค่ไม่อยากนอนคนเดียว" ได้คำตอบจากอาการแปลก ๆ ของอีกฝ่ายแล้วสงเฉียนก็ยิ่งไม่เข้าใจ ใช่ว่าทุกคืนที่ผ่านมาหวังอี้ป๋อจะไม่เคยนอนคนเดียวแล้วตลอดเวลาที่ผ่านมาคู่หมั้นของเขาก็สามารถสรรหาคนมา ‘นอน’ ด้วยได้ไม่ซ้ำหน้าแล้ววันนี้เกิดเป็นอะไรขึ้นมาถึงจะขอไปนอนค้างที่บ้านเขา

"ขอไปค้างด้วยได้ไหม”

เสียงห้าวถามซ้ำ ปลายเสียงสั่นด้วยความอ่อนแอภายในใจ ชายหนุ่มมองหน้าสงเฉียนราวกับจะยึดคนที่ตัวเองวางใจที่สุดไว้เป็นหลักเพราะทำอะไรไม่ถูกแล้วในตอนนี้ รู้แค่เพียงอย่างเดียวว่าอยากไปจากที่ตรงนี้และต้องไปให้ไกลจากสถานที่ที่มีใครคนนั้นอยู่โดยเร็วที่สุด

“ได้อยู่แล้วสิ ไปกันเลยไหม ฉันง่วง จะกลับบ้านไปนอนแล้ว"

"อือ"

 

 


อพาร์ตเมนต์ของสงเฉียนอยู่ไม่ไกลจากผับนัก ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ขับรถมาถึง คนเป็นเจ้าของบ้านค้นผ้าเช็ดตัวกับเสื้อนอนมาส่งให้หวังอี้ป๋อก่อนทำท่าจะเดินเข้าครัว

"พี่ไปอาบน้ำก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะไปทำอะไรให้กิน นอกจากเหล้าแล้วตั้งแต่เย็นพี่ยังไม่ได้กินอะไรเลยไม่ใช่เหรอ กินอะไรร้อน ๆ สักหน่อยไหม"

"ไม่ต้อง พี่ไม่หิว" ปฏิเสธพร้อมยกมือขึ้นลูบหน้า อี้ป๋อสูดลมหายใจลึกเข้าปอดเพื่อเรียกสติ เขาไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น แม้ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นสงเฉียนก็ตาม

"ตามใจพี่ก็แล้วกัน" 

นานครั้งคนที่คอยขัดใจอยู่เสมอถึงยอมคล้อยตาม หากเป็นยามปกติสงเฉียนคงบังคับให้อี้ป๋อกินอะไรสักอย่างจนได้ แต่ในวันนี้ท่าทางแปลก ๆ ที่อี้ป๋อเป็นอยู่ทำให้เขาไม่อยากจะบังคับแม้จะรู้สึกผิดปกติมากแค่ไหนเพราะสงเฉียนไม่รู้เลยว่าอาการนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาและท่าทีราวกับหวาดกลัวการอยู่คนเดียวแบบนั้นเกิดจากอะไรกันแน่

เจ้าของดวงตากลมครุ่นคิดกับตัวเองอย่างสงสัย ขณะที่รอใช้ห้องน้ำ คู่หมั้นของเขาเคยมาค้างที่นี่หลายครั้งและทุกครั้งที่ผ่านมาแม้จะอยู่ด้วยกันตามลำพัง นอนใกล้ชิดจนตัวติดกันอยู่บนเตียงแถมยังอยู่ในฐานะคู่หมั้นแต่เขากับหวังอี้ป๋อก็ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น เซ็กส์ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องในความสัมพันธ์ของเราสองคน

ไม่นานนักหากจะเทียบกับทุกทีอี้ป๋อก็ก้าวออกมาจากห้องน้ำ ใบหน้าหล่อจัดมีหยดน้ำเกาะพราวเต็มใบหน้าเช่นเดียวกับเส้นผมสีดำสนิทที่เปียกชุ่ม เจ้าตัวยกผ้าขนหนูที่พาดคออยู่เช็ดผมสองสามครั้งก่อนจะสบัดศีรษะไปมาอย่างไม่ใส่ใจ ร่างกายท่อนล่างถูกปิดบังไว้ด้วยกางเกงนอนขายาวสีเทา ส่วนท่อนบนเปลือยเปล่า เผยให้เห็นอกกว้างที่พอจะทำให้คนมองใจเต้นแรงแถมหน้ายังร้อนวูบขึ้นอย่างที่สงเฉียนก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงรู้สึกแปลก ๆ แล้วก็เขินคนตรงหน้าขึ้นมาทั้งที่เคยเห็นหวังอี้ป๋อเกือบเปลือยแบบนี้มาแล้วตั้งหลายหน

"ฉันปะ-- ไป อาบน้ำก่อนนะป๋อเกอ พี่นอนก่อนได้เลย" สงเฉียนพูดปนเสียงตะกุกตะกัก ส่วนคนฟังก็พยักหน้ารับโดยไม่ได้พูดอะไร




ตลอดคืนนั้นหวังอี้ป๋อนอนลืมตาอยู่ในความมืดจนเกือบเช้าเพราะภาพใบหน้าคุ้นตาของเจ้าของรอยยิ้มหวานบาดใจเป็นดั่งฝันร้ายที่ไม่เพียงหลอกหลอนยามที่หลงอยู่ในวังวนของโลกความฝันแต่ยังมาปรากฎตัวตอกย้ำเขาในโลกความเป็นจริงของค่ำคืนนี้

ใครคนนั้นที่เคยสร้างบาดแผลร้าวลึกไว้ในจิตใจ

คนที่อี้ป๋อไม่เคยคิดว่าจะได้พบกันอีกชั่วชีวิตกลับมาปรากฎให้เห็น แค่เพียงเวลาไม่กี่นาทีที่สายตาแลไปพบกลับนานเกินพอที่จะสร้างความเจ็บปวดให้เกิดขึ้นกับหัวใจเขาอีกครั้ง ร่องรอยความเจ็บปวดที่คุ้นเคยมานานปีถูกทำให้เจ็บมากขึ้นไปอีกด้วยรอยยิ้มสดใสบาดใจที่เป็นเหมือนคมมีดกรีดลึกลงไปในบาดแผลแห่งความทรงจำ แผลเป็นที่ด้านชาถูกดวงตาคู่สวยกดกรีดรอยลึกลงบนบาดแผลให้โชกชุ่มไปด้วยเลือดอีกหน

หวังอี้ป๋อกลับมาบาดเจ็บหนักเพราะคน ๆ เดิม คนเดียวกับเมื่อห้าปีก่อน คนที่ไม่เคยลบเลือนหรือแม้แต่จะลางเลือนไปจากความทรงจำได้เลยสักวัน

'เซียวจ้านนายกลับมาทำให้ฉันเจ็บอีกทำไม' เจ้าของดวงตาสีดำสนิทเฝ้าถามตัวเองอย่างทรมาน

‘นายกลับมาทำไม เซียวจ้าน’ 

หากหวังอี้ป๋อไม่จมอยู่กับความคิดของตัวเองเกินไปนักคืนนี้เขาคงรู้สึกได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองมาในความมืดด้วยแววตาและความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างไปจากที่เคยเป็น

 

 

ลู่เจิ้งไฉเดินเข้าไปในคอฟฟี่ช็อปเจ้าประจำที่เขาเข้ามาใช้บริการเกือบทุกบ่าย กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นกระทบปลายจมูกทันทีที่ผลักประตูกระจกบานใหญ่เข้าไปในร้าน เสียงหวาน ๆ ของพนักงานสาวกล่าวต้อนรับอย่างคุ้นเคย

"สวัสดียามบ่ายค่ะ วันนี้จะรับอะไรดีคะ" ลู่เจิ้งไฉส่งยิ้มหวานให้พนักงานสาวคนสวยจนเธอแก้มแดง มีใครเคยบอกไหมนะว่าเวลาคุณลูกค้าขาประจำคนนี้ยิ้มเห็นฟันเขี้ยวน่ะคนมองเห็นหัวใจเต้นแรงเสียทุกที

คนโปรยเสน่ห์ใส่คนอื่นโดยไม่ตั้งใจเกือบเอ่ยปากสั่งเมนูประจำแต่พอนึกอีกทีห้องพักของเซียวจ้านก็อยู่ไม่ห่างออกไปจากที่นี่มากนักถ้าเขาแวะไปหาเพื่อนรักพร้อมโกโก้แก้วโปรดของเซียวจ้านน่าจะดี

"ขอโกโก้ปั่นสองแก้วแล้วก็ครัวซองต์สี่ชิ้นครับ"

"จะทานที่นี่หรือใส่กล่องดีคะ”

"ใส่กล่องครับ"

"ได้ค่ะ ขอความกรุณารอสักครู่"

ลู่เจิ้งไฉยืนรอกาแฟและชำระเงินอยู่ครู่เดียวก็เรียบร้อย ก่อนออกไปจากร้าน คนยิ้มสวยยังไม่ลืมที่จะส่งรอยยิ้มมหาเสน่ห์ของตัวเองไปกระแทกใจพนักงานสาว แถมให้อีกหนึ่งสเต็ป



จิตรกรหนุ่มลู่เจิ้งไฉถือถุงเครื่องดื่มกับเบเกอรี่ที่เพิ่งอบออกมาจากเตาเดินออกไปนอกร้านแล้วในจังหวะนั้นเองที่ชายหนุ่มเดินชนกับใครคนหนึ่งเข้าอย่างจัง

"โอ๊ย” เสียงร้องของอีกฝ่ายดังขึ้นอย่างตกใจ ลู่เจิ้งไฉเองก็ตกใจเหมือนกันที่เห็นคนตรงหน้าล้มลงบนพื้นซีเมนต์ต่อหน้าต่อตา

"คุณ คุณครับ เป็นอะไรหรือเปล่า"

แขนยาวเอื้อมออกไปหมายจะพยุงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นด้วยเป็นห่วงคนที่จะบาดเจ็บเพราะความไม่ระมัดระวังของเขา ชายหนุ่มไม่สนใจต่อข้าวของที่ซื้อมาซึ่งตอนนี้กลิ้งหกอยู่เต็มพื้นแต่ปราดเข้าไปดูคนที่ล้มลงอย่างห่วงใย

"คุณเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า" จิตรกรหนุ่มถามซ้ำเมื่อฝ่ายนั้นลุกขึ้นยืน

"คุณเดินภาษาบ้าอะไรของคุณ คนทั้งคนชนมาได้มองไม่เห็นหรือไง”

คนพูดเป็นชายหนุ่มตัวเล็กหน้าตาน่ารัก ดวงตากลมโตคู่นั้นคงน่าเอ็นดูกว่านี้มากหากมันจะไม่ได้เขียวปัดด้วยความโกรธเคืองอย่างในขณะนี้ แล้วท่าทางโกรธจัดและคำพูดไม่น่าฟังของคู่กรณีนี่เองที่ทำให้ลู่เจิ้งไฉชะงักคำว่าขอโทษไว้แค่ที่ริมฝีปาก

"อ้าวคุณ พูดกันดี ๆ ก็ได้นี่ ผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะชนคุณหรอกนะ"

"คุณมองไม่เห็นคนหรือไงล่ะ” อีกฝ่ายแหวใส่ด้วยท่าทางไม่น่ารักเอาเสียเลยมือเล็กปัดกางเกงที่เปรอะไปด้วยฝุ่นอย่างฉุนเฉียว

"ถ้าเห็นแล้วผมจะชนไหมล่ะครับ แล้วอีกอย่างของของผมก็ตกเหมือนกัน คุณเห็นไหม"

"แล้วไง" 

อีกฝ่ายพูดอย่างกวนโมโหเป็นที่สุด นี่ถ้าไม่ติดว่าคู่กรณีเขาทั้งตัวเล็กและน่าจะเด็กกว่าหลายปีแบบนี้ลู่เจิ้งไฉคงท้าคนตรงหน้าต่อยปากกันเสียให้รู้แล้วรู้รอด

"ของผมเสียหายคุณพูดว่าแล้วไง ถ้างั้นที่คุณถามผมว่ามองไม่เห็นคุณหรือไง ผมก็จะตอบว่าเห็นแล้ว ก็แล้วไงเหมือนกัน มีอะไรไหม” ปกติแล้วลู่เจิ้งไฉไม่ใช่คนชอบกวนประสาทคนอื่นเลยแต่คนตัวเล็กที่อยู่ตรงหน้าเขานี่ปากร้ายเกินกว่าที่จะรับไหว คนอะไร หน้าตาก็น่ารักแต่ปากจัดและกวนโมโหชะมัดเลย ให้ชักดิ้นสิ!  

"คุณ" คนตรงหน้าทำท่าหันรีหันขวาง สงสัยจะโมโหที่ถูกกวนประสาทแน่ ๆ

"คุณชนคนจนล้มแล้วยังมีหน้ามาพูดจายอกย้อนไม่ขอโทษสักคำมารยาทน่ะไม่ได้พกใส่กระเป๋ากางเกงมาบ้างหรือไง”

ฉอด ฉอด ฉอด ฉอด

ปากบางๆ จิ้มลิ้มน่ารักนั้นเอ่ยปากต่อว่ารัวเร็วจนฟังแทบไม่ทันแต่ลู่เจิ้งไฉก็ยังพอจับใจความสำคัญได้ว่าคนตรงหน้ากำลังด่าเขาว่าไม่มีมารยาท

"มารยาทน่ะผมมีแต่ผมจะใช้มันกับคนที่ควรใช้เท่านั้นคุณน่ะกลับไปสำรวจตัวเอง ซะบ้างเถอะว่าคุณน่ะสมควรถูกใช้ด้วยหรือเปล่า 'มารยาท' น่ะ"

"นี่คุณ" ดวงตากลมโตนั้นยิ่งโตขึ้นเมื่อเจ้าตัวโกรธจัด

"ทำไม คุณจะทำไม จะต่อยผมหรือไง เอาดิ"

ลู่เจิ้งไฉเดินตรงไปข้างหน้าอย่างหาเรื่องชวนทะเลาะเต็มที่ผลก็คืออีกฝ่ายถอยกรูดทันทีเหมือนกัน

"นี่ถ้าไม่ติดว่าคุณตัวเล็กอย่างกับเด็กขาดสารอาหารแบบนี้น่ะนะ ผมต่อยหน้าแหกไปนานแล้วไม่ปล่อยให้คุณมายืนฉอด ๆ ด่าผมอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้หรอก หรือจะลอง" ลู่เจิ้งไฉพูดข่มขวัญไปอีกทีจนคนฟังหน้าถอดสี หึ โดนซะบ้าง ปากจัดดีนัก ถึงจะเป็นคนอ่อนโยนแต่ก็ใช่ว่าเขาจะบู๊ไม่เป็นนะ

"ไอ้บ้า ไอ้คนไม่มีมารยาท"

ฝ่ายนั้นด่าทิ้งท้ายไว้ก่อนเดินกระฟัดกระเฟียดเข้าไปในคอฟฟี่ช็อปแถมยังปิดประตูกระแทกซะจนกระจกแทบจะชนหน้าคนที่ยืนอยู่ด้านนอกอยู่แล้ว

จิตรกรหนุ่มลู่เจิ้งไฉถอนหายใจดังเฮือก ขำก็ขำ โมโหก็โมโห แล้วยิ่งพอมองเห็นแก้วกาแฟกับขนมที่ตกอยู่เกลื่อนพื้นก็ยิ่งอยากถอนหายใจออกมาอีก เพื่อนรักของเขาเลยต้องมาพลอยอดกินของอร่อยเพราะคนน่ารักแต่ปากร้ายเมื่อกี้แท้เชียว แต่ช่างเถอะไว้วันหลังเขาค่อยพาเซียวจ้านมากินก็แล้วกันวันนี้รีบกลับไปที่แกลลอรี่ก่อนดีกว่าวันนี้นัดกับลูกค้าที่จะมาดูภาพเขียนไว้ซะด้วย




แสงสว่างยามบ่ายลอดผ่านผ้าม่านเนื้อบางตกกระทบลงบนใบหน้าของคนที่ยังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง ดวงตาที่พริ้มหลับเปิดออกเพราะแดดส่อง มือขาวยกขึ้นลูบหน้าอย่างมึนงง

กี่โมงกี่ยามกันแล้วนะ 

ถามตัวเองแล้วเซียวจ้านก็ขยับลุกขึ้นมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังก่อนทิ้งตัว นอนลงอีกครั้ง 

01:35 PM

 เขาตื่นสายขนาดนี้เลยเชียวหรือ

คนเพิ่งตื่นซุกหน้าลงบนหมอนอย่างเกียจคร้าน เซียวจ้านนอนนิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบขณะปล่อยความคิดให้ล่องลอย

เมื่อคืนพอลู่เจิ้งไฉขับรถมาส่งที่ห้อง เขาก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวพักผ่อนแต่พอล้มตัวลงนอนเข้าจริงกลับไม่หลับแถมยังแม้แต่จะรู้สึกง่วง อาจเป็นเพราะเวลาที่ต่างกันมากระหว่างที่นี่กับประเทศที่เซียวจ้านจากมาทำให้ร่างกายยังปรับตัวเข้ากับเวลาไม่ได้ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะแอลกอฮอล์ที่ลู่เจิ้งไฉบังคับแกมขอร้องให้ดื่มเข้าไปหลายแก้วไปกระตุ้นเส้นประสาทให้ตื่นตัว หรือบางทีอาจเพราะเมื่อคืนเป็นค่ำคืนแรกที่ได้กลับมาบ้านเกิดเมืองนอนในรอบหลายปี การได้กลับมาสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยความทรงจำตั้งแต่เกิดจนเติบโตจึงทำให้ความทรงจำมากมายพรั่งพรูขึ้นมาทั้งส่วนที่ถูกบันทึกด้วยสมองและส่วนที่ใช้หัวใจจดจำ

ใบหน้าของใครบางคนผ่านเข้ามาในห้วงความคิดพร้อมกับเสียงห้าวที่ดังขึ้นราวกับเจ้าของเสียงมากระซิบที่ริมหู

'รักมากแค่ไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันรู้แค่ว่าฉันรักนายเท่านั้นเอง'

น่าปวดใจนักที่คำบอกรักของใครบางคนยังคงแจ่มชัดราวเพิ่งได้ฟังเมื่อนาทีก่อน ทั้งที่ในยามนี้ถ้อยคำอ่อนหวานแบบนั้นไม่ได้เป็นของเซียวจ้านอีกแล้ว

จะโทษใครได้กับการที่ต้องถูกความทรงจำเก่าแก่ตามหลอกหลอนให้ใจเจ็บ ในเมื่อทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อห้าปีก่อนไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญของโชคชะตา แต่เกิดขึ้นมาเพราะเซียวจ้านจงใจให้เป็น แล้วในเมื่อเลือกจะเป็นแบบนี้ด้วยการกระทำและการตัดสินใจของตัวเอง การที่ต้องเจ็บปวดอยู่ไม่คลายแบบนี้จึงกล่าวโทษใครไม่ได้เลย

แต่ถึงจะพยายามคิดแบบนั้นเขาก็ยังอดที่จะตัดพ้อตัวเองไม่ได้ที่เวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้วแต่เซียวจ้านก็ยังไม่เคยลืมเจ้าของคำรักนั้นเลยแม้เพียงหนึ่งวัน

เมื่อไรหัวใจจะเลิกจดจำและโหยหาความรักที่จบลงไปแล้วเสียที

ร่างโปร่งร้อนผ่าวที่ขอบตา อาการที่แสดงว่ากำลังอ่อนแออย่างถึงที่สุดคือการมีน้ำตา และเขาก็ไม่ชอบเลย เซียวจ้านไม่อยากร้องไห้ เขาไม่ต้องการเป็นคนอ่อนแอที่มีความรู้สึกอ่อนไหวแบบนั้น

 คนใจร้ายไม่สมควรมีน้ำตา

เซียวจ้านขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ตั้งบ่าตรง ลำคอเชิดขึ้นพร้อมกับที่ใบหน้าหวานแหงนมองเพดานห้อง พยายามกล้ำกลืนเสียงสะอื้นและน้ำตาที่ทำท่าจะไหลออกมาอย่างสุดความสามารถ แค่เพียงหยดเดียวของน้ำตาเขาก็จะไม่ยอมให้มันไหลออกมาตอกย้ำความอ่อนแอของตัวเอง

ในเมื่อเลือกแล้วที่จะเป็นแบบนี้ก็ต้องทำให้ได้เพราะคนใจร้ายต้องใจแข็งและไร้ความรู้สึก

ต้องไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว 

แม้จะคิดถึงมากสักเพียงใดก็ตาม 


หวังอี้ป๋อ...




 

หวังอู๋เสียยังคงทำงานอยู่ในบริษัททั้งที่ตอนนี้จะเลยเวลาทำงานตามปกติไปมากแล้วก็ตาม ชายหนุ่มวัยต้นสามสิบนั่งหน้าเครียดอยู่หน้าโต๊ะทำงานโดยไม่มีที่ท่าว่าจะลุกออกไป แม้จะมีเสียงเคาะประตูเขาก็ยังเอ่ยปากอนุญาตทั้งที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมาจากเอกสารในมือด้วยซ้ำ

“อาอู๋” ยังไม่กลับบ้านเหรอลูก"

"อ้าว คุณแม่เหรอครับ ผมตั้งใจว่าจะดูนี่อีกนิดหน่อยแล้วก็จะกลับแล้วล่ะครับ"

ลูกชายยิ้มตาหยีให้คนเป็นแม่พร้อมหยิบแฟ้มเอกสารหนึ่งในหลายแฟ้มขึ้นพลิกดู

"งานด่วนเหรอลูก"

"ไม่ใช่หรอกครับ ฝ่ายบุคคลเพิ่งส่งเอกสารของคนที่มาสมัครงานขึ้นมาให้ดู เลขาของอี้ป๋อเพิ่งลาออกไป ผมก็เลยเอามาดูคนที่น่าสนใจว่าจะให้ HR เรียกมาสัมภาษณ์สักสามสี่คนน่ะครับ"

"อือ ยังไงก็ดูให้น้องด้วยละกันนะ" คนเป็นแม่พยักหน้ารับรู้พร้อมกับยิ้มให้

"แม่จะกลับบ้านแล้ว ถ้าเสร็จงานแล้วก็รีบกลับบ้านล่ะ ขับรถดี ๆ นะ"

"ครับผม”



ลู่เจิ้งไฉอดที่จะรู้สึกแปลกใจไม่ได้เมื่อรับโทรศัพท์จากเพื่อนรักเมื่อชั่วโมงก่อนแล้วเสียงที่ดังมาตามสายโทรศัพท์นั้นฟังดูร่าเริงกระตือรือร้นแถมยังปนด้วยความตื่นเต้นดีใจจนปิดไม่มิด

(ว่างไหมลู่เกอ ถ้าว่างแวะมาหาฉันที่ห้องหน่อยสิ)

ด้วยความสงสัยว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้เพื่อนรักของเขาดูตื่นเต้นนักหนานี่แหละทำให้ลู่เจิ้งไฉมายืนเคาะประตูหน้าห้องเซียวจ้านอยู่ในตอนนี้

"มาแล้วเหรอครับคุณลู่เจิ้งไฉ ไวดีจริง เข้ามาก่อนสิ"

คนมาเปิดประตูให้อยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาล กลิ่นอาหารหอม ๆ ลอดออกมาจากห้องครัวทางด้านในชวนให้คนที่ได้กลิ่นท้องร้องขึ้นมา

"ฉันทำกับข้าวอยู่ ทำเผื่อนายด้วยนะ เดี๋ยวกินข้าวเย็นพร้อมกัน ดีป่ะ"

"อือ ถ้าเรื่องกินฟรีอะดีตลอดแหละ" เพื่อนสนิทหัวเราะอย่างอารมณ์ดีก่อนถามในสิ่งที่สงสัย

"ว่าแต่ที่โทรตามมานี่คงไม่ไช่แค่เรื่องให้มากินของฟรีหรอกใช่ไหม หน้านายบานขนาดนี้ มีเรื่องอะไรดี ๆ หรือไง"

"มีสิ ทั้งเรื่องน่าดีใจแล้วก็โล่งใจด้วย แต่เดี๋ยวเอาไว้บอกตอนกินข้าวก็แล้วกัน ตอนนี้ไปช่วยทำกับข้าวก่อน ฉันไม่ให้นายนั่งเป็นคุณชายสบาย ๆ หรอกนะลู่เจิ้งไฉ"

ไม่นานนัก อาหารเย็นหลายจานก็วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะกินข้าวสำหรับคนสองคน

"เอาล่ะ ถึงเวลาบอกข่าวดีของนายแล้วเซียวเกอ"

คนที่กำลังจะบอกข่าวดียิ้มกว้างจนเห็นฟันแทบทุกซี่ ดวงตาคู่สวยเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น

"ฉันกำลังจะได้งานทำแล้วลู่เจิ้งไฉ"

"หือ จริงดิ" ตะเกียบในมือถูกวางลง เพราะข่าวดีที่ได้ยินทำให้ตื่นเต้นไปด้วย

"ก็จริงน่ะสิ งานที่ฉันส่งเอกสารสมัครไปทางอินเตอร์เน็ตน่ะเขาเพิ่งตอบเมลมาว่าให้ไปสัมภาษณ์งานพรุ่งนี้”

“เฮ้ย นี่มันข่าวดีมาก ๆ เลยนะ กลับมาไม่ทันไรนายก็จะได้งานทำแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะอดตายอย่างที่ชอบบ่นแล้วนี่" เพื่อนสนิทพูดอย่างตื่นเต้น

"แต่ฉันก็ยังไม่รู้เลยนะว่าเขาจะรับฉันหรือเปล่า" แววตาสดใสที่มีเริ่มถูกแทนที่ด้วยความกังวลปนไม่มั่นใจ

"งานที่ฉันสมัครไปคือตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวของผู้บริหาร เงินเดือนดีมากแล้วก็เป็นบริษัทใหญ่คงมีคนสมัครเยอะน่าดูเลยล่ะ"

"นายก็พยายามให้เต็มที่ก็แล้วกันเซียวจ้านภาษานายก็โอเคอยู่นี่แถมยังเรียนจบด้านนี้มาจากโน่นอีกมันน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเขานะ"

"อือ พรุ่งนี้ฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน จะพยายามให้ได้งานให้ได้"

"จะได้เลิกกินบะหมี่สำเร็จรูปเป็นอาหารหลักสักที" ลู่เจิ้งไฉแซวขึ้นมาด้วยถ้อยคำที่เซียวจ้านมักบ่นกับเขาด้วยความกังวลตอนที่ยังหางานทำไม่ได้แล้วเพื่อนรักทั้งสองคนก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน

 

ช่วงสายวันรุ่งขึ้นเซียวจ้านไปสัมภาษณ์งานตามเวลานัด ชายหนุ่มแต่งกายสุภาพด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกับกางเกงสแล็คสีดำเข้ากับเนคไท ทรงผมถูกจัดให้เข้าทรง มือขาวถือแฟ้มบรรจุเอกสารข้อมูลส่วนตัวและใบรับรองประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ตอนนี้เจ้าตัวกำลังยืนอยู่หน้าลิฟต์พลางทบทวนความทรงจำว่าแผนกบุคคลที่ต้องไปอยู่ชั้นไหนของอาคารแห่งนี้กันแน่

“เมื่อวานตอนเขาโทรมานัดทำไมไม่โน๊ตไว้วะ” ชายหนุ่มบ่นพึมพำอย่างขุ่นเคืองความสะเพร่าของตัวเอง ก่อนมองซ้ายขวาหาคนที่จะพอช่วยเหลือได้ ถ้าหมดทางหนทางจริง ๆ ก็เห็นจะต้องเดินไปถามประชาสัมพันธ์เสียล่ะมั้ง

แต่ความโชคดีดูเหมือนจะเป็นของเซียวจ้านเพราะมีชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมาจากลิฟต์ตัวที่เขายืนรออยู่พอดี

"เอ่อ ขอโทษนะครับคุณ"

หวังอู๋เสียเงยหน้ามองเมื่อมีคนมายืนขวางแล้วพอเห็นว่าคนที่พูดกับเขาเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง หน้าตาดี แถมด้วยรอยยิ้มสดใสที่อีกฝ่ายส่งมาให้มันก็ทำให้ชะงักไป หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะปกติกลับเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยจนคนเป็นเจ้าของแทบไม่รู้ตัว

"ครับ" เสียงห้าวตอบรับคำเรียก คิ้วข้างหนึ่งเลิกสูงอย่างสงสัย

"คือผมมีธุระกับแผนกบุคคลน่ะครับ คุณพอจะทราบไหมว่าแผนกบุคคลของบริษัทนี้อยู่ที่ชั้นไหน"

เซียวจ้านถาม เผลอขมวดคิ้วเล็กน้อย โดยที่ไม่รู้เหรอกว่าท่าทางสงสัยที่ปะปนในคำถามบวกกับความสุภาพเรียบร้อยในน้ำเสียงทำให้ผู้ที่ได้เห็นแม้เพียงครั้งแรกประทับใจได้มากเพียงใด

"แผนกบุคคลขึ้นลิฟต์ไปชั้นสิบสองได้เลยครับ ออกจากลิฟต์แล้วเลี้ยวขวาก็พบเลย" คนพูดตอบคำถามอย่างมีน้ำใจแล้วคำตอบที่ได้ก็ทำให้ความกังวลของเซียวจ้านหายไป ใบหน้าวิตกกังวลคลายออกเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มหวานให้คนเห็นชะงักไปอีกครั้ง

ตลอดชีวิตของการได้พบผู้คนมากมาย หวังอู๋เสียไม่เคยพบใครที่ยิ้มได้สดใสจนทำให้คนมองหัวใจเต้นแรงแบบคนตรงหน้านี้มาก่อนเลย

"อ่า ทราบแล้ว ขอบคุณมากนะครับ" เซียวจ้านก้มศีรษะให้คนใจดีท่าทางเป็นมิตรที่อุตส่าห์เสียเวลาหยุดตอบคำถามให้เขาก่อนที่ร่างโปร่งจะเดินเข้าลิฟต์และกดชั้นสิบสองเพื่อไปทำธุระของตัวเองต่อไป

ส่วนหวังอู๋เสียเขาอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ นึกแปลกใจเหมือนกันที่ใจเต้นไปกับรอยยิ้มหวานของคนแปลกหน้าที่พบและสบตากันเป็นครั้งแรกทั้งที่ปกติแล้วหัวใจเขาค่อนข้างจะด้านชากับความรู้สึกแบบนี้จนเพื่อนฝูงมักล้อเลียนว่าเป็นคนตายด้าน แต่แล้วทำไมวันนี้เขาถึงดูเหมือนจะหายตายด้านเอาได้ง่ายแค่เพราะรอยยิ้มหวานนั่นกันนะ

เจ้าของความคิดโคลงศีรษะไปมาอย่างนึกขำกับอาการของตัวเองจนต้องหัวเราะออกมาในขณะที่ขับรถออกจากลานจอดรถของบริษัท

 


"ตกลงเรารับคุณเข้าทำงาน พร้อมจะเริ่มงานได้เมื่อไหร่ครับ"

คำพูดของชายร่างผอม สวมแว่นตา ที่เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลทำให้เซียวจ้านอยากจะร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจ ลู่เจิ้งไฉพูดไว้ไม่ผิดเลย ความรู้ทางด้านเลขานุการที่เรียนจบมากับประสบการณ์ในการทำงานที่ผ่านมาในต่างประเทศทำให้บริษัทนี้ตกลงรับเซียวจ้านเข้าทำงานหลังจากการสัมภาษณ์จบลงโดยไม่มีคำว่า 'เดี๋ยวจะติดต่อกลับไป' ให้คนรองานต้องคอยลุ้น

“ทันทีเลยครับ"

เซียวจ้านตอบอย่างจริงจัง บนใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้ม

"ถ้าอย่างนั้นก็เป็นวันจันทร์ที่จะถึงนี้ คุณสะดวกไหม"

"ได้ครับ"

"ตกลงตามนี้ คุณเริ่มงานวันจันทร์ที่จะถึงนี้ได้เลย ตำแหน่งงานของคุณคือเลขานุการของท่านรองประธานกรรมการ ห้องทำงานคุณกับท่านอยู่ที่ชั้นบนสุดของตึก ตอนมาทำงานก็ขึ้นไปได้เลย นี่เอกสารรายละเอียดกฎของบริษัทคุณเอาไปอ่านดูก่อนเริ่มทำงาน”

“ครับผม”

"โอเคนะ เรียบร้อยแล้ว ยินดีที่จะได้ทำงานร่วมกันนะ คุณเซียว"

"ครับผม ขอบคุณมากครับ" เซียวจ้านโค้งให้คนตรงหน้าอย่างสุภาพก่อนจะขอตัวกลับ เขาทั้งดีใจและโล่งใจจนอยากจะร้องตะโกนออกมาเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกปลอดโปร่งของตัวเอง ในที่สุดก็มีงานทำสักทีแถมยังเป็นงานมั่นคงที่น่าภาคภูมิใจหลังจากพยายามเล่าเรียนทางด้านนี้มาเป็นเวลานานหลายปี

มือเล็กหยิบโทรศัพท์มือถืออกมาจากกระเป๋ากางเกง กดเบอร์โทรที่เซียวจ้านจำได้ขึ้นใจ

“อาไฉ ฉันได้งานทำแล้ว"

เสียงหวานกรอกลงในโทรศัพท์ รอยยิ้มสดใสยังไม่อาจลบเลือนไปจากใบหน้าได้ง่ายๆ เซียวจ้านกำลังดีใจมากที่จะได้งานทำ โดยที่ไม่ได้คาดคิดเลยว่าตัวเองกำลังก้าวเข้าไปยังสถานที่ที่ไม่สมควรเข้าใกล้ เพราะที่แห่งนี้จะนำมาด้วยเรื่องยุ่งยากใจอีกหลายประการ แล้วกว่าที่จะรู้ตัวจนอยากที่จะถอนตัว ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว

 

 

หวังอี้ป๋อนั่งหน้าตึง จับส้อมเขี่ยอาหารตรงหน้าด้วยท่าทางกระแทกกระทั้น เขาไม่ยอมตักอาหารหน้าตาน่ากินตรงหน้าเข้าปากเพราะกำลังหงุดหงิดถึงที่สุด 

เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ชายหนุ่มเพิ่งรับโทรศัพท์จากคุณนายหวังที่โทร มาดุด่าผสมต่อว่าที่อี้ป๋อไม่โผล่หน้าเข้าไปทำงานที่บริษัทมาเป็นเวลาเกือบสามวันแล้ว

"สมน้ำหน้า" คู่หมั้นที่อุตส่าห์สละเวลาในการทำงานมาทำอาหารให้ยังไม่วายซ้ำเติม ไม่มีความเห็นใจอยู่ในน้ำเสียงแม้แต่น้อย

"พี่ก็อย่าเหลวใหลให้มากนักสิก็รู้อยู่นี่ว่าคุณป้าท่านอยากให้พี่สนใจการงานให้มันมากกว่านี้"

"ก็ขี้เกียจสนใจ" หวังอี้ป๋อพูดอย่างไม่ทุกข์ร้อน ชายหนุ่มใช้ส้อมจิ้มอาหารในจานใส่ปาก รสอาหารฝีมือสงเฉียนจัดว่าดีแต่ความหงุดหงิดทำให้ไม่มีอารมณ์จะกิน

"แล้วคุณป้าว่ายังไงอีกล่ะป๋อเกอ"

"วันจันทร์นี้แม่ให้เข้าบริษัทแล้วให้ออกไปพบลูกค้าแถมยังขู่ว่าถ้าเก้าโมงยังไม่ถึงที่ทำงานจะเข้ามาจิกหัวที่นี่" เสียงห้าวห้วนจัดบ่งบอกความหงุดหงิด หน้าตาก็ยิ่งบึ้งตึงมากกว่าเดิม

"งั้นพี่ก็ต้องไปทำงานนะป๋อเกอ ทำให้คุณแม่พี่สบายใจบ้าง คุณป้าน่ะ…"

"พอ หยุดเลย แค่แม่ด่าคนเดียวพี่ก็จะบ้าแล้ว นายอย่ามาช่วยด่าหน่อยเลยน่ะ" อี้ป๋อลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารตรงไปเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์กระป๋องที่ถูกแช่จนเย็นจัดออกมาเทใส่ปากให้คนมองถอนหายใจ

"อย่าดื่มนักเลยน่ะ ป๋อเกอ" เสียงหวาน ๆ ของสงเฉียนเตือนด้วยความห่วงใย

"ก็แค่เบียร์เองน่า" อี้ป๋อยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจที่จะฟังคำเตือน

"แค่นั้นก็จริงแต่พี่ดื่มทุกวันเลยนะ ทั้งเหล้าทั้งเบียร์ มันเกินไป สุขภาพจะแย่เอา"

"ก็ดี ตายไปซะคงมีหลายคนดีใจ"

แม้เสียงห้าวจะพูดเชิงประชดประชันแต่ปลายเสียงก็เจือเศร้าจนคนฟังรู้สึกได้ ตั้งแต่คืนที่อี้ป๋อขอไปนอนค้างด้วยสงเฉียนสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทางแปลกไปหลายอย่าง คู่หมั้นของเขาดื่มเหล้าและสูบบุหรี่หนักขึ้นแทนที่การพาใครต่อใครมานอนค้างด้วยไม่ซ้ำหน้าเหมือนเมื่อก่อน

"หวังอี้ป๋อ พี่เป็นอะไรหรือเปล่า ฉันว่าช่วงนี้พี่แปลกไปนะ"

"เปล่านี่ ไม่ได้เป็นอะไร นายจะให้พี่เป็นอะไรล่ะ" คนไม่ได้เป็นอะไรปากระป๋องเบียร์เปล่าลงถังขยะก่อนจะเปิดกระป๋องใหม่มาดื่มต่อแทบจะในทันทีให้คนมองเห็นถอนหายใจอีกเฮือก

"พี่ดูแปลกไปนะป๋อเกอ ฉันพูดจริง ๆ แล้วช่วงนี้ฉันไม่ค่อยเห็นพี่พาใครมาค้างด้วยเลย เลิกมั่วแล้วเหรอ" ถามกึ่งประชดเพราะคิดว่าอาจทำให้คู่หมั้นของเขาพูดอะไรออกมาบ้าง

"ไม่ได้เลิก แต่เบื่อ"

"เบื่อ" สงเฉียนทวนคำพูดราวกับไม่เชื่อหูตัวเองว่าจะได้ยินคำนี้

"ใช่ เบื่อ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็เหมือนกันหมดทุกคน" เสียงห้าวเยาะหยันไปถึงใครบางคนที่ยังคงติดอยู่ในความคิด มุมปากปรากฎรอยยิ้มบิดเบี้ยวไม่น่ามอง

คงไม่มีวันที่ใครจะเข้าใจเพราะเหตุผลของคำว่าเบื่อไม่ได้เกิดมาจากความเบื่อหน่ายในการหาคู่นอนใหม่ ๆ ไม่ซ้ำหน้า หากแต่เกิดจากภาพใบหน้าของใครบางคนที่ตามมาหลอกหลอนอยู่ทุกค่ำคืนราวภาพเงาของปิศาจที่งดงามที่สุดในโลก

การได้พบเห็นคนที่เคยเป็นที่รักแม้แค่เพียงระยะเวลาไม่กี่นาทีกลับสร้างผลกระทบอันยิ่งใหญ่ให้กับหวังอี้ป๋ออย่างที่เขาเองไม่เคยคาดคิด

การที่เซียวจ้านมาปรากฎตัวในความฝันของเขาไม่เว้นแต่ละคืนนั่นยังไม่เลวร้ายเท่าในความจริงยามที่อี้ป๋อเคล้าเคลียแนบชิดกับคู่นอนคนล่าสุด รอยยิ้มหวานของเซียวจ้านก็ยังคอยตามมาหลอกหลอนให้หัวใจเจ็บปวดอยู่ร่ำไป ในช่วงสัปดาห์นี้จึงไม่มีเลยสักคืนที่หวังอี้ป๋อจะได้เข้าสู่ห้วงของการหลับใหลอย่างสุขสันต์ และไม่เคยมีสักวันที่เขาจะไม่นึกถึงอดีตคนสำคัญของหัวใจที่ชื่อเซียวจ้าน 

แม้จะพร่ำบอกตัวเองซ้ำซากให้เลิกคิด เลิกจำแต่มันกลับยิ่งทำให้ร่องรอยของความทรงจำมาซ้ำเติมบาดแผลสำคัญในจิตใจให้เจ็บร้าวหนักยิ่งขึ้น

แค่คืนนั้นคืนเดียวฉันก็เจ็บซ้ำที่แผลเดิมแทบปางตายเพราะนายแล้ว นายจะตามหลอกหลอนฉันไปถึงไหนกัน

อี้ป๋อเคยรำพันกับตัวเองในยามที่อยู่อ้างว้างลำพังบนเตียงกว้างท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรีสีดำสนิทในค่ำคืนที่ความอ่อนแอโจมตีเล่นงานถึงขีดสุด

เขารู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางลืมได้ต่อให้พยายามสักเพียงไหน แต่เส้นทางชีวิตของเขากับเซียวจ้านเป็นเส้นขนานที่ไม่ได้มาบรรจบพบกันเป็นเวลานานหลายปีแล้ว ค่ำคืนนั้นอาจเกิดจากเทพเจ้าแห่งโชคชะตานึกสนุกอยากทดสอบความเข้มแข็งจึงทำให้เกิดการพบเจอที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้ แต่ต่อไปมันคงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีก

เส้นทางชีวิตของเขากับคน ๆ นั้นคงเป็นเส้นขนานที่จะไม่มีวันได้มาบรรจบกันได้อีกตลอดกาล

แต่หวังอี้ป๋อคงไม่รู้หรอกว่าเกมแห่งความสนุกสนานของเทพเจ้าแห่งโชคชะตาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นโดยมีผู้ที่เป็นตัวละครสำคัญของเกมนี้คือหวังอี้ป๋อกับเซียวจ้านและผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากเกมแห่งโชคชะตานี้อีกหลายคนทั้งคนใกล้ชิดที่สนิทสนมคุ้นเคยกันอย่างสงเฉียนกับหวังอู๋เสียและอีกหนึ่งคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับหวังอี้ป๋อและเรื่องนี้เลยอย่างลู่เจิ้งไฉ





TBC.


 



 ตอนที่แล้วมีคนอ่านบอกว่าสั้นไปหน่อย ตอนนี้เลยยาวไปเลยค่ะ 5555 ฝากไว้ด้วยนะคะ แล้วก็ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและขอบคุณทุกคอมเมนต์มาก ๆ เลยค่ะ ฝากฟิคเรื่องนี้ไว้ด้วยเนอะ ขอบคุณนะคะ 


   
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 132 ครั้ง

490 ความคิดเห็น

  1. #468 warisara2425 (@warisara2425) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 03:26
    พี่อู๋เสียคะ แนะนำว่าอย่าไปแตะ ของๆๆเค้าเลยนะคะ เด่ะมีอาละวาดด. นุกลัวววค่ะพี่
    #468
    0
  2. #289 Orchidsra (@Togtoywriter) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 12:36
    มู้ดเรื่องอึมครึมมากเลยค่ะไรท์ TT แต่ภาษาสวยมากกอ่านไม่สะดุดเลย ชอบค่ะๆ
    #289
    0
  3. #274 artificial_love (@Happyzy) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 10:11
    กินยาทัมใจรอเลยฮะ
    #274
    0
  4. #260 love-taegi (@love-taegi) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 07:49
    เดาไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไง แต่คงไม่ใช่เวลามาแก้แค้นกันนะ หากจะเจอกันเร็วๆนี้..
    #260
    0
  5. #252 Realkwonjay (@kwazejoo) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 00:56
    นี่อยากรู้มากเลยว่าเพราะอะไรพี่จ้านถึงทิ้งไป
    #252
    0
  6. #143 najar (@yeonjee-jar) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 12:23
    เทพเจ้าอย่าเล่นอะไรรุนแรงนักนะคะ เห็นใจคนที่จะได้รับผลกระทบด้วยเถอะค่ะ T^T
    #143
    0
  7. #82 aineaind (@oceanblueeyes) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 21:25
    ทำอะไรอี้ป๋อไว้หรอถึงได้เจ็บปวดขนาดนี้ สงสารจริง
    #82
    0
  8. #73 KIM.J (@puiifaii43) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 13:25
    แปลว่าอดีตนี่คงขมขื่นมากสินะ แง
    #73
    0
  9. #67 BeMine_ (@nnnut_kj) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 23:58
    อย่าใจร้ายกันนักเลยนะคะ ถือว่าขอร้องงงงงง เจอกันแล้วก็ใจเย็นๆน้าาา
    #67
    0
  10. #51 Wrn Js (@js-wrn) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 07:39
    แงงง มันจะได้มั้ย ทั้งคู่คือพังมากจริงๆ ไรท์แต่งดีมากค่าาา
    #51
    0
  11. #34 Saiabate (@kledsai-min) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 12:07
    เฝ้ารอออออออออออ ตอนพบกัน
    #34
    0
  12. #33 mind1810 (@mind1810) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 09:14
    เมื่อไหร่จะเจอกานนนนนน
    #33
    0
  13. #32 porpeach10 (@DinoGong_0137) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 08:38
    โหๆๆๆๆๆ จ้านจ้านเสน่ห์แรงจีงๆ
    #32
    0
  14. #30 toto (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 03:46

    โชคชะตาพามาให้พบกัน

    #30
    0
  15. #29 Siriwan132513 (@Siriwan132513) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 00:27

    มันก้อสนุกนะแต่เนื้อหาดูยืดเยื้อไปหน่อย https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-big-01.png

    #29
    0
  16. #27 Dongkeyy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 23:34

    หน่วงที่ซู๊ดดดด!!!! รอติดจามนะคะ??’?

    #27
    0
  17. #25 0902350598 (@0902350598) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 21:58
    ทำไมมันหน่วงจังอะ โอ้ยยเศร้า สู้ๆนะ YiBo
    #25
    0
  18. #24 Kungking051137 (@Kungking051137) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 21:54
    งืออออออชอบบบบหน่วงงงงงงงมากกกกกกกมาต่อเร็วๆนะค่ะ
    #24
    0
  19. #22 mtbb_th (@mtbb_th) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 21:10
    มันหน่วงอ่ะแง
    #22
    0
  20. #21 AEAMINY (@JinYoung421) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 20:37
    ชอบบบบบบบบ~
    #21
    0
  21. #20 ii_aonn (@ii_aonn) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 20:23
    เจอกันแล้วอย่าทำอะไรพี่นะ อย่าทำร้ายหัวใจตัวเองงงงง
    #20
    0
  22. #19 PhreaPair Bang (@phreabang) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 19:50
    อยากให้เขาเจอกันแล้วว
    #19
    0