Love after Love (ป๋อจ้าน) #เลิฟอาฟเตอร์เลิฟป๋อจ้าน

ตอนที่ 2 : Chapter | 02

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,076
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 166 ครั้ง
    4 ก.ย. 62





Chapter | 02


เซียวจ้านคนกาแฟในถ้วยกระเบื้องตรงหน้าในขณะใบหน้าเปื้อนยิ้มมองคนนั่งอยู่ตรงข้ามกันอย่างขบขัน

ลู่เจิ้งไฉรีบร้อนขับรถมาที่สนามบินตามที่คาดไว้พอพบหน้ากันเพื่อนรักก็พยายามอธิบายถึงสาเหตุที่ไม่ได้มารับตามนัดด้วยเหตุผลที่เซียวจ้านคิดไว้ไม่มีผิด 

ลู่เจิ้งไฉจำวันนัดผิด แล้วก็ลืม

"ฉันนึกว่านายจะมาถึงพรุ่งนี้" อีกฝ่ายแก้ตัวเสียงอ่อย ด้วยกลัวว่าจะถูกโกรธที่ผิดนัดรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาจึงไม่สดใสเท่าที่เคย

"นายนี่นะ” เซียวจ้านลากเสียงยาวอย่างขบขันในหน้าตาสำนึกผิดของเพื่อนรัก

"ถ้าฉันมาถึงพรุ่งนี้จริง ๆ นายก็คงคิดว่าเป็นวันมะรืนอยู่ดี ขี้ลืมตลอดชาติ"

พูดแล้วเพื่อนรักทั้งสองก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน

มิตรภาพระหว่างเซียวจ้านกับลู่เจิ้งไฉเริ่มต้นขึ้นในชั้นเรียนปีหนึ่งโรงเรียนมัธยมปลายเมื่อเกือบสิบปีก่อน มิตรภาพความผูกพันระหว่างพวกเขาหนักแน่นจริงใจ และไม่มีอะไรเคลือบแฝง แม้ในสายตาเพื่อนฝูงและคนรอบข้างจะมองลู่เจิ้งไฉกับเซียวจ้านเป็นคู่รักที่เหมาะสมและเข้ากันได้ในทุกด้าน แต่มีแค่เขาทั้งสองเท่านั้นที่รู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นได้เพียงเพื่อนที่สนิทสนมและไว้วางใจที่สุดโดยไม่มีทางจะแปรเปลี่ยนเป็นอื่นไปได้

ลู่เจิ้งไฉมองใบหน้าหวาน ๆ ของคนตรงหน้า เซียวจ้านดูสดใสขึ้นหลังจากที่พบกันเมื่อสิบเดือนก่อน เพื่อนของเขาเคยซีดเซียวกว่านี้มาก ใบหน้าอ่อนเยาว์นี้ไม่ดูอิ่มเอิบด้วยเลือดฝาดอย่างคนสุขภาพดีแบบที่เป็นอยู่ในตอนนี้ อาจเป็นเพราะที่โน่นอากาศเย็นจัด อาจเป็นเพราะตอนนั้นเซียวจ้านเพิ่งหายป่วยหรือไม่ก็เพราะเมืองจีนคือประเทศบ้านเกิด ทั้งหมดนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ดวงหน้าหวานสวยตรงหน้านี้ดูดีและชวนมองมากกว่าตอนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

"มองอะไรลู่เจิ้งไฉ หน้าฉันมีอะไรติดอยู่หรือไง" คนถามขมวดคิ้ว จ้องหน้ากลับด้วยความสงสัย

"เปล่า ฉันแค่รู้สึกว่านายดูดีขึ้นกว่าตอนที่อยู่โน่นน่ะ ครั้งสุดท้ายเมื่อสิบเดือนก่อนที่เราเจอกันเหมือนนายจะดูซีดเซียวกว่านี้" เพื่อนสนิทพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ด้วยเพราะเป็นจิตรกร อารมณ์อ่อนไหวที่อยู่ในสายเลือดบวกนิสัยสุภาพอ่อนโยนหลอมรวมกันทำให้ลู่เจิ้งไฉเป็นผู้ชายที่นุ่มนวลและละเมียดละไมที่สุดคนนึง

"เหรอ"

"เออไง กาแฟหมดแล้วจะเอาอะไรอีกไหมถ้าไม่ฉันจะพาไปส่งบ้านสักที นั่งเครื่องมานานแล้ว เมื่อยแย่"

"ง่วงมากด้วย" เซียวจ้านพูดเสียงเบา คำว่าสิบเดือนเป็นดั่งปลายเข็มเล่มจิ๋วที่สะกิดลงบนแผลเป็นที่ด้านชาให้กลับมามีความรู้สึกเจ็บปวดอีกครั้ง

ลู่เจิ้งไฉกวักมือเรียกบริกรมาเก็บค่าเครื่องดื่ม ก่อนลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เดินขึ้นรถพาเพื่อนสนิทไปส่งที่อพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ราคาย่อมเยาว์ที่เขาจัดการติดต่อไว้ให้ตั้งแต่รู้ว่าเซียวจ้านจะกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด

ระหว่างทางลู่เจิ้งไฉสังเกตว่าเพื่อนรักของเขาไม่พูดอะไรเลยสักคำ นัยน์ตากลมทอดมองไปยังถนนเบื้องหน้า คิ้วขมวดเล็กน้อย ในขณะที่ริมฝีปากปิดนิ่งสนิทราวกับเจ้าตัวกำลังตกอยู่ในความคิดของตัวเองจนไม่รับรู้ต่อสิ่งใดแม้แต่เสียงเรียก

"จ้าน"

"..........."

"เซียวจ้าน"

"............"

"เซียวจ้าน!"

“อ่ะ.. อือ อาไฉ นายว่าไงนะ" เซียวจ้านหันกลับไปมองอย่างตกใจเมื่ออยู่ดี ๆ ลู่เจิ้งไฉก็เรียกเสียดังลั่นรถ

"นายนั่งเงียบไม่พูดไม่จา เป็นอะไรหรือเปล่า” ลู่เจิ้งไฉถามด้วยความห่วงใย

"เปล่า ฉันก็แค่มองตึกมองถนน มองอะไรต่ออะไรเพลินไปหน่อย" แม้จะเป็นข้ออ้างที่ไม่เข้าท่าทั้งในความคิดของคนพูดและคนฟังแต่นี่ก็เป็นข้ออ้างเดียวที่คนพูดนึกออกในตอนนี้

"แน่ใจเหรอ"

"แน่สิ" เซียวจ้านฝืนยิ้มที่ดูไม่สดใสเอาเสียเลย หลังจากเงียบกันไปชั่วครู่ ลู่เจิ้งไฉก็เอ่ยปากถามคำถามหนึ่งขึ้นมา ทั้งที่กลัวว่ามันอาจไปทำร้ายจิตใจคนฟังเข้า

"เซียวจ้าน แน่ใจแล้วนะว่านายจะอยู่ที่ปักกิ่งได้"

"ลู่เจิ้งไฉ ที่นี่มันบ้านเกิดของฉันนะ ถ้าเป็นนาย นายก็คงไม่อยากอยู่ที่อื่นไปจนตายหรอกจริงไหม"

"อือ ฉันเข้าใจที่นายพูด แต่ว่า” ลู่เจิ้งไฉละสายตาจากท้องถนนเบื้องหน้ามองไปยังคนข้าง ๆ แต่เพื่อนรักของเขากลับไม่ยอมหันมาสบตาด้วย

"มันจบไปนานแล้วลู่เจิ้งไฉ ทุกเรื่องมันจบไปนานมากแล้ว...."

"นาย... โอเคแน่นะ"

 เซียวจ้านหันมามองหน้าเพื่อนรัก ร่องรอยความหวั่นไหวปรากฏขึ้นเพียงวูบเดียวก่อนจะจางหายไปง่ายดายเหมือนสายลมพัด

"ทำไมล่ะ ก็ต้องโอเคสิ" เสียงหวานฟังดูหนักแน่น จริงจัง โดยเฉพาะกับประโยคสุดท้ายที่ดูราวกับเจ้าตัวจะเน้นเสียงหนักเกินความจำเป็น

"คนใจร้ายก็ต้องใจแข็ง แล้วก็ไร้ความรู้สึกอยู่แล้ว ไม่ใช่เหรอ ลู่เจิ้งไฉ"

 

 





‘หวังจื่ออี้’ ประธานกรรมการบริหารบริษัท Wang’ communication มองดูชายหนุ่มวัยต้นสามสิบในชุดสูททำงานสีดำตรงหน้าด้วยสายตาพิจารณา ลูกชายคนโตของเธอแลดูภูมิฐานด้วยสีหน้าเคร่งขรึมแต่เพราะรอยยิ้มอ่อนโยนที่แต้มอยู่บนริมฝีปากช่วยให้มองดูเป็นมิตรอยู่เสมอจนลดความเคร่งขรึมลงไปได้มาก

แววครุ่นคิดปรากฎในดวงตา หากชายหนุ่มตรงหน้านี้ที่กำลังบอกเล่าถึงผลสำเร็จของการเจรจากับลูกค้าให้เธอฟังอยู่นี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่แท้จริง ไม่ใช่เด็กกำพร้าที่มารับมาอุปการะเลี้ยงดูเสมือนบุตร เธอจะมีความสุขและภูมิใจในตัวชายหนุ่มคนนี้สักเพียงไหน

"สรุปว่าเรียบร้อยดีใช่ไหมอาอู๋"

"ใช่ครับแม่ การเจรจาสำเร็จด้วยดี ที่เหลือก็แค่รอการร่างสัญญา แล้วก็ให้แม่กับอี้ป๋อมาเซ็นลงนามเท่านั้น"

ชื่อของบุตรชายอีกคนที่ออกมาจากปาก ‘หวังอู๋เสีย’ ทำให้คุณนายหวังถอนหายใจ เธอเพียรพยายามสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งในทุกด้านให้กับครอบครัวอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อหวังอี้ป๋อ แต่ทำไมบุตรชายคนเดียวถึงได้ขยันสร้างเรื่องน่าปวดหัวมาให้ได้แทบทุกวัน ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ในวันนี้ หากไม่ได้ชายหนุ่มตรงหน้าไปพบลูกค้าเพื่อนำเสนอโครงการสำคัญแล้วพูดคุยทำข้อตกลงจนเรียบร้อยบริษัทแห่งนี้จะเสียหายสักแค่ไหนในเมื่อคนที่ควรต้องรับผิดชอบงานชิ้นนี้หายตัวไปแล้วยังติดต่อไม่ได้ตั้งแต่คืนก่อน

"แม่ครับ..." หวังอู๋เสียกุมมือผอมบางของผู้เป็นแม่ไว้พร้อมลูบหลังมืออย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นอาการอ่อนล้าและเหนื่อยหน่าย

"อี้ป๋ออาจติดธุระหรือมีอะไรเร่งด่วนสักอย่าง แม่อย่าเพิ่งกังวลแล้วก็คิดมากไปก่อนเลยนะครับ" นี่คือคำพูดของหวังอู๋เสียผู้แสนดี ลูกชายบุญธรรมผู้เอาการเอางาน เจียมตัวและถ่อมตนอยู่เสมอ หวังอู๋เสียผู้มองคนอื่นในแง่ดีและทำให้คนรอบข้างสบายใจ  เขาเหมือนน้ำใสไหลรินให้ความรู้สึกเย็นฉ่ำชื่นใจต่อผู้คนรอบด้าน ในขณะที่หวังอี้ป๋อเจิดจ้าเหมือนเปลวไฟร้อนแรงที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้มอดไหม้ ไม่เว้นแม้แต่หัวใจของผู้เป็นมารดา

"ขอบใจนะอาอู๋ โดยเฉพาะเรื่องวันนี้ ขอบใจมาก" หวังจื่ออี้บีบมือลูกชายบุญธรรม รอยยิ้มบนใบหน้าบ่งบอกว่าเธอรู้สึกสบายใจขึ้นบ้างแล้ว

ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าทำให้คนที่ถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาชะงักไป แม่ของเขากับลูกชายคนดีของท่านในกริยาสนิทสนมไว้วางใจซึ่งกันและกัน ในแบบที่แม่ไม่เคยทำกับเขา

ดวงตาคมไหววูบด้วยความรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรเข้ามาในที่แห่งนี้ แต่แล้วก็บอกตัวเองว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกอิจฉาที่แม่ดูเหมือนจะรักหวังอู๋เสียมากกว่าเขา มันไม่ใช่ความอิจฉาแน่ ๆ  คนอย่างหวังอี้ป๋อมีค่าในตัวเองมากกว่าที่จะไปคิดอิจฉาใคร

"อ้าว อี้ป๋อ"

หวังอู๋เสียเป็นฝ่ายเห็นน้องชายก่อน ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของคนเป็นแม่ส่วนอี้ป๋อเพียงแต่ก้มศีรษะให้พี่ชายเล็กน้อยโดยไม่ได้พูดอะไร

"งั้นผมไปทำงานต่อนะครับแม่" หวังอู๋เสียหันไปพูดและรอจนท่านพยักหน้า เขาจึงเดินออกจากห้องไปแล้วทิ้งแม่กับลูกชายไว้ให้เผชิญหน้ากันตามลำพัง

"แกหายหัวไปไหนมาอี้ป๋อ" คุณนายหวังถามเสียงเครียด

"ธุระส่วนตัวครับแม่” แม้อี้ป๋อจะตอบคำถามอย่างสุภาพ แต่กระแสท้าทายในน้ำเสียงนั้นก็ชัดเจนพอที่คนฟังจะรู้สึกได้

"ธุระของแกมันก็มีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นใช่ไหมหวังอี้ป๋อ การงานของแกมันไม่สำคัญเทียบไม่ได้กับธุระที่แกต้องทำกับคู่ขาแกบนเตียงใช่ไหม"

"แม่ก็รู้ดีนี่ครับ" น้ำเสียงของหวังอี้ป๋อไม่ได้มีสำเนียงสนุกสนานเหมือนกับใบหน้าที่กำลังแสดงออกอยู่ในตอนนี้เลยสักนิด

"แล้วถ้าผมเดาไม่ผิดอู๋เกอก็น่าจะจัดการให้เรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือครับ”

"ใช่! เพราะขืนรอให้แกมาจัดการบริษัทนี้ก็คงจะเจ๊งไปนานแล้ว" คุณนายหวังกระแทกเสียง ใบหน้าที่เริ่มปรากฏริ้วรอยของสตรีวัยกลางคนบึ้งตึงอย่างขุ่นเคือง

"เมื่อไรจะเลิกพฤติกรรมเหลวแหลกมั่วไม่เลือกหน้าของแกสักทีอี้ป๋อ" คุณนายหวังจำไม่ได้แล้วว่าถามคำถามนี้กับอี้ป๋อไปแล้วกี่ครั้ง แต่มันคงเกินกว่ายี่สิบครั้งแน่ตลอดหลายปีมานี้

"จนกว่าผมจะตายมั้งครับแม่" มือใหญ่หยิบแฟ้มเล่มหนาบนโต๊ะทำงานขึ้นมาดู เขาก้มหน้าอ่านตัวหนังสือในนั้นพร้อมกับตอบคำถามด้วยใบหน้าเฉยเมย

"ทั้ง ๆ ที่แกก็มีสงเฉียนอยู่แล้ว ทำไมแกไม่หยุดสักที" คนเป็นแม่ถามต่อ พยายามอดกลั้นต่อคำตอบยั่วโทสะเมื่อครู่ก่อน

"ผมไม่ได้มีสงเฉียนไว้เพื่อทำอย่างนั้น" คำตอบจากอี้ป๋อหนักแน่นจริงจังในขณะที่ละสายตาจากแฟ้มในมือขึ้นมองสบตามารดาโดยตรง

"แต่สงเฉียนเป็นคู่หมั้นแก"

"แม่ก็รู้ดีว่าผมหมั้นกับสงเฉียนเพราะอะไร"

ใช่... ทั้งตัวคู่หมั้นและครอบครัวทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีว่าการหมั้นของหวังอี้ป๋อกับสงเฉียนเมื่อหลายปีก่อนเกิดขึ้นเพราะอะไร ไม่มีความรักใคร่เสน่หาใดในความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่รู้จักกันตั้งแต่เด็ก หวังอี้ป๋อและสงเฉียนต่างถูกบังคับกึ่งร้องขอจากครอบครัวของตัวเองให้รับผิดชอบหน้าที่ของการเป็นทายาทเพียงคนเดียวให้ทำการหมั้นเพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงและมั่งคั่งทางฐานะของสองตระกูล ผลประโยชน์มากมายที่ตามมาหลังการหมั้นนั้นต่างหากที่ยังผูกพันพวกเขาให้อยู่ในฐานะคู่หมั้นจนถึงทุกวันนี้

"ทำไมล่ะอี้ป๋อ คนน่ารักอย่างสงเฉียนไม่มีค่าพอจะทำให้แกหยุดการกระทำเหลวแหลกของแกบ้างเลยหรือไง"

"ผมจะเลิกก็ต่อเมื่อผมพอใจจะเลิกไม่ใช่เพราะผมมีสงเฉียนหรือเพราะแม่สั่ง” เสียงห้าวแข็งกร้าวย้ำชัดราวกับจะประกาศความตั้งใจ 

"และมันอาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็ได้ครับ"

 ร่างสูงลุกขึ้นจากเก้าอี้ แฟ้มในมือถูกวางลง เขาเข้ามาที่นี่เพื่อให้คนเป็นแม่ต่อว่าและนี่ก็สมตามความตั้งใจแล้ว ดังนั้นก็หมดความจำเป็นที่จะต้องพูดกันอีกต่อไป

"ผมขอตัวนะครับแม่ คืนนี้มีธุระสำคัญ"

ร่างสูงของลูกชายตัวดีลับหายจากสายตาไปนานแล้วแต่ผู้ให้กำเนิดเขายังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมศีรษะที่ทวีความปวดหนึบหลังจากจบการสนทนากึ่งโต้เถียงกับหวังอี้ป๋อ ดวงตาที่อ่อนล้าพอกันกับหัวใจปิดลงอย่างเหนื่อยอ่อน

‘จะทำอย่างไรกับหวังอี้ป๋อดี’ คุณนายหวังถามตัวเองอย่างกลัดกลุ้มกับปัญหาที่เธอไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลยมานานนับปีแล้ว

 

 



หลังจากออกมาจากห้องทำงานของคนเป็นแม่แล้ว หวังอี้ป๋อนั่งรถแท็กซี่ออกไปจากบริษัทโดยไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน  เขาแวะที่คอฟฟี่ชอปเล็ก ๆ สั่งโกโก้ร้อนที่ครั้งหนึ่งรสชาติของมันเคยคุ้นลิ้น

โกโก้...ที่ใครบางคนชอบนักหนา

โกโก้…ที่รสชาติของมันติดอยู่ที่ริมฝีปากกับปลายลิ้นของคน ๆ นั้นให้อี้ป๋อลิ้มชิมรสหวานปนขมผ่านริมฝีปาก

โกโก้... ที่สั่งมากินเพื่อตอกย้ำความรู้สึกโหยหาใครคนนั้นที่อี้ป๋อไม่เคยลบเลือนออกไปจากหัวใจได้เลย

สักวันเดียว

นัยน์ตาสีดำสนิทเหม่อมองไปยังผู้คนมากมายที่เดินผ่านไปมาบนริมฟุตปาท ใบหน้าหลากหลายที่สายตาแลสบไปพบล้วนแต่เป็นคนแปลกหน้าที่ไม่คุ้นเคยต่อสายตา บางคนอาจเคยพบหน้าสบตากันเพียงชั่ววูบวินาทีก่อนแยกย้ายไปไม่ได้พบเจอกันอีกตลอดชีวิต

ผู้คนมากมายที่หวังอี้ป๋อเคยได้พบล้วนแต่ไม่เคยเป็นคนที่เขาอยากจดจำ และมีอีกไม่น้อยที่ถึงแม้อยากจดจำแต่การผันผ่านของกาลเวลาก็ช่วยลบเลือนภาพของคนเหล่านั้นให้ออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ทำไมกับใครบางคนที่ถึงแม้ไม่ได้พบเจอกันมาแสนนานแต่หัวใจของเขากลับจดจำได้ราวกับไม่มีวันจะลืมเลือน 

แล้วยิ่งเมื่อสมองสั่งให้หัวใจพยายามลบลืมภาพของใครคนนั้นมากเพียงไหนก็เหมือนกับ หัวใจก็ยิ่งต่อต้านด้วยการย้ำเตือนความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นเมื่อนานมากแล้วให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

'ต้องบอกว่ารักนายแค่ไหนถึงจะมากพอกับที่รู้สึกนะ'

‘รัก’

เสียงที่ยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำดังขึ้นในหูซ้ำไปซ้ำมาราวเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ถูกเล่นซ้ำที่ช่องเสียงเดิม ถ้อยคำบอกรักที่ใครบางคนพูดไว้เมื่อนานมากแล้วแต่ทำไมทุกคำถึงยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของหัวใจ ทำไมเสียงนั้นถึงต้องคอยดังตอกย้ำความรู้สึกเจ็บปวดปนโหยหาอยู่ตลอดเวลาแบบนี้

‘ฉันรักนาย หวังอี้ป๋อ’ 

ทำไมเรื่องหลอกลวงมันถึงได้แจ่มชัดบาดใจนัก?

เงินจำนวนหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะกระจกทับด้วยแก้วเครื่องดื่มใบหนากันลมพัดปลิว ก่อนหวังอี้ป๋อจะออกจากร้านไปอย่างไร้จุดหมาย ความคิดยามนี้มีเพียงแค่ขอให้เวลาในยามบ่ายเคลื่อนผ่านไปให้เร็วที่สุดจนเวลาในยามราตรีเลื่อนเข้ามาทดแทนเพื่อให้เขาได้ใช้เวลาในค่ำคืนนี้กับใครสักคน

ใครก็ได้ที่จะทำให้สนุกสุดเหวี่ยงจนลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง

ใครก็ได้ที่จะทำให้เขาไม่ต้องอยู่ตามลำพัง

ใครก็ได้ที่จะไม่ทำให้เขานึกถึงภาพแห่งความหลังที่ผ่านมา

ใครก็ได้ที่พร้อมจะอยู่กับเขาตลอดคืนและจากไปในเช้าวันพรุ่งนี้

ขอเพียงแค่ราตรีนี้เขาจะไม่ต้องอยู่คนเดียวคนที่อยู่ข้างกายของหวังอี้ป๋อจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น








TBC

 

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 166 ครั้ง

489 ความคิดเห็น

  1. #467 warisara2425 (@warisara2425) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 03:07
    ตายแล้ววว. ลูกป๋ออ. ลูกก. ถ้าเจอพี่เค้าจะทำยังงัย ไม่อยากจะคิดเลยค่ะ
    #467
    0
  2. #400 _Nenuu_ (@_Nenuu_) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 16:10
    ฮื้ออออ กอดๆนะป๋อเกอ
    #400
    0
  3. #377 jeab-mtbb9397 (@jeab-mtbb9397) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 19:42

    มาม่าต้นเรื่องเลยอ่ะแม่
    #377
    0
  4. #353 ponyb (@ponyb) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 12:50
    อยากรู้เหตุผลที่สองคนนี้ต้องแยกกันเลยค่ะ สงสารทั้งคู่เลย
    #353
    0
  5. #272 artificial_love (@Happyzy) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 09:58
    สงสารอี้ป๋อ T__T
    #272
    0
  6. #257 love-taegi (@love-taegi) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 07:34
    ต่างฝ่ายต่างไม่ลืม...เหตุผลจริงๆคืออะไร?
    #257
    0
  7. #250 Realkwonjay (@kwazejoo) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 00:28
    เศร้าจังเลย
    #250
    0
  8. #204 Penguin_Rachael (@Penguin_Rachael) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 20:44
    มันต้องขนาดไหนอ่ะป๋อถึงกลายมาเป็นคนแบบนี้ได้ เห้อมมมม
    #204
    0
  9. #131 najar (@yeonjee-jar) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 14:14

    อี้ป๋อ ... รักมากก็เลยเจ็บมากสินะ

    จ้านเองก็ดูจะมีเรื่องค้างคาในใจเหมือนกันนะ หม่นหมองเลยค่ะ

    #131
    0
  10. #81 aineaind (@oceanblueeyes) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 21:19
    เจ็บแทนเลยง่ะ รักเขามากเลยสินะ โถ่
    #81
    0
  11. #71 KIM.J (@puiifaii43) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 13:12
    โห เศร้ามากด
    #71
    0
  12. #66 BeMine_ (@nnnut_kj) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 23:39
    จะสงสารใครก่อนดี ฮือออออ
    #66
    0
  13. #49 Wrn Js (@js-wrn) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 00:40
    ใจอี้ป๋อคือพังจริงๆอ่ะ ไรท์แต่งบรรยายดีมากเลยค่ะ
    #49
    0
  14. #12 toto (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 15:08

    พระเอกใช้ชีวิตแบบระชดอะ นายเอกกลับมาจะต้องเจอกับอะไรละคราวนี้

    #12
    0
  15. #10 porpeach10 (@DinoGong_0137) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 10:03
    โห จุกแทนทั่น ไม่รู้ว่าทั่นโดนอะไรมาแต่ที่ทั่รทำแบบนี้ก็เพราะกำลังซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้สินะ มากอดมาหวังอี้ป๋อ รักทั่นเด้อ
    #10
    0
  16. #7 Noong7 (@Noong7) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 02:30
    อบาดอ่านต่อลิ้วววว
    #7
    0
  17. #5 oopip kornrawee (@oopip) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 02:22
    จ้านคงมีเหตุผลที่เลิกกับป๋อ จ้านป่วยรึเปล่านะ? หรือเพราะเรื่องคู่หมั้น.. จ้านก็คงเสียใจมาก สงสารทั้งป๋อทั้งจ้านเลย ป๋อก็รักจ้านมากเหมือนกัน ดูลืมไม่ได้เลย //เป็นกำลังใจให้นะคะ จะรออ่านตอนต่อไปค่ะ
    #5
    0
  18. #3 mtbb_th (@mtbb_th) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 01:35
    เราเข้าใจพี่ป๋อนะ ฮืออจ้านจ้านต้องกลับมารักกันเหมือนเดิมนะ
    #3
    0