Love after Love (ป๋อจ้าน) #เลิฟอาฟเตอร์เลิฟป๋อจ้าน

ตอนที่ 14 : Chapter | 14

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,293
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 97 ครั้ง
    19 ก.ย. 62



Chapter | 14


สงเฉียนเหยียบเบรกอย่างแรงบังคับให้รถคันเล็กของตัวเองหยุดลงที่หน้าแกลอรี่ Liberté ใบหน้าสวย ๆ ซบลงกับพวงมาลัยรถร่ำไห้ราวกับจะขาดใจด้วยความอับอายในสิ่งที่ทำลงไป

ในหัวใจหวังอี้ป๋อไม่เคยมีที่ว่างสำหรับเขา แม้เพียงร่างกายสงเฉียนก็ไม่เป็นที่ต้องการของผู้ชายคนนั้น

ช่างน่าสมเพชตัวเองเสียจริง  

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”

เสียงถามที่ดังขึ้นทำให้ใบหน้านองน้ำตาเงยขึ้นมอง ลู่เจิ้งไฉ จิตรกรปากร้ายคู่ปรับของเขานั่นเอง น่าแปลกที่สงเฉียนไม่อับอายที่ต้องร้องไห้ให้คนที่เกลียดขี้หน้าเห็น ในยามนี้เขาต้องการใครก็ได้ที่จะอยู่เคียงข้างเพื่อรับฟังความอึดอัดคับแค้น ใครก็ได้ที่จะมีอ้อมกอดให้พักพิงโดยไม่ผลักไสอย่างไร้ใยดีเหมือนที่คู่หมั้นของเขากระทำมาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน

“คุณสงเฉียน คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” ลู่เจิ้งไฉถามซ้ำ

“นายว่างไหม” เสียงหวานถามปนสะอื้น

“ผมกำลังจะปิดเแกลอรี่ คุณเข้ามาก่อนสิ”

ร่างเล็กก้าวลงจากรถเดินตามลู่เจิ้งไฉไปข้างในอย่างว่าง่ายราวไม่ใช่สงเฉียนคนปากร้ายแสนเอาแต่ใจที่ลู่เจิ้งไฉเคยรู้จัก เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวโตตรงมุมห้อง ส่วนเจ้าของสถานที่เดินหายไปด้านหลัง ไม่นานนักก็กลับมาพร้อมถ้วยชาเขียวกับกล่องกระดาษทิชชู

จิตรกรหนุ่มมองคนที่ร้องไห้จนตัวสั่นด้วยความสงสาร อะไรกันที่เป็นสาเหตุให้คนเอาแต่ใจท่าทางร้ายกาจอย่างสงเฉียนร้องไห้ แล้วทำไมคนตรงหน้านี้ที่ในยามปกติแสนจะร้ายกาจแต่ตอนนี้กลับร้องไห้ได้น่าสงสารจนลู่เจิ้งไฉอยากจะกอดร่างบอบบางนี้ไว้แล้วปลอบโยนให้สร่างซาจากการร้องไห้โดยเร็วที่สุด

“หยุดร้องไห้เถอะครับคุณสงเฉียน” มือของลู่เจิ้งไฉแตะบ่า ให้อีกคนเงยหน้านองน้ำตาขึ้นมอง แล้วรับกล่องกระดาษทิชชู่ที่ยื่นให้ไปจากมือ

“ขอบคุณ” เสียงใสพึมพำ กระดาษเนื้อนุ่มถูกดึงออกเช็ดน้ำตาแม้ว่าจะยังไม่หยุดร้องไห้แต่ตอนนี้ความรู้สึกปวดร้าวของสงเฉียนก็ค่อยจางลงเมื่อมีคนอยู่ข้าง ๆ

“ชาเขียวร้อนของคุณผมชงมาให้ ดื่มซะนะ”

“ขอบคุณ”

สงเฉียนยังคงพูดคำเดิม เขามองคู่ปรับที่นั่งลงบนพื้นแกลอรี่ด้วยสายตาขอบคุณที่อย่างน้อยลู่เจิ้งไฉก็ไม่พูดจากวนประสาทอย่างทุกทีที่พบกัน

“นายรู้ไหม” เสียงใสเอ่ยขึ้นมา นัยน์ตากลมโตจับจ้องอยู่ที่โคมไฟบนผนัง

“ฉันเป็นคนไม่ดี”

“เรื่อง” ลู่เจิ้งไฉถามสั้น ๆ

“ทุกเรื่อง คนไม่ดีอย่างฉันสมควรแล้วที่จะถูกผลักไส ไม่มีใครต้องการฉันเลย” น้ำตาที่แห้งไปกลับมาไหลรินอีกครั้ง

“คุณรู้ได้ยังไงว่าไม่มีใครต้องการคุณ”

“รู้สิ ขนาดคู่หมั้นฉันแท้ ๆ เขายังทำท่ารังเกียจเหมือนฉันเป็นตัวเชื้อโรคทั้ง ๆ ที่...” คำพูดขาดหายไปในลำคอ ก่อนยกมือขึ้นปิดหน้าร่ำไห้ออกมาอีกครั้ง

ลู่เจิ้งไฉถอนใจ ก่อนขยับไปอยู่ตรงหน้าแขกที่มาเยือนแกลอรี่ของเขาในคืนนี้ เขาจับมือสงเฉียนกุมไว้ ก่อนใช้มืออีกข้างเช็ดน้ำตาให้

“อย่าร้องไห้อีกเลยครับ” เสียงห้าวพูดอย่างอ่อนโยน ดวงตาคมจ้องมองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายพร้อมคำพูดปลอบประโลมที่เอ่ยออกมาแค่เพียงเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ

“คนทุกคนเป็นที่ต้องการของใครคนใดคนหนึ่งเสมอ แค่การที่คุณไม่ได้เป็นที่ต้องการของหวังอี้ป๋อไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนอื่นต้องการคุณนะ”

สายตาสงเฉียนทอดมองคนตรงหน้า ชายหนุ่มที่นั่งคุกเข่าพูดจาด้วยท่าทางอ่อนโยนอยู่ตรงหน้านี้ช่วยทำให้หัวใจที่ดิ้นรนสับสนด้วยความทุรนทุรายค่อยสงบลง

“ใครล่ะ ใครที่จะต้องการคนนิสัยไม่ดีอย่างฉัน” สงเฉียนกระซิบถาม

“อย่างน้อยก็คนที่อยู่ตรงหน้าคุณในตอนนี้ไงครับ”

หัวใจของสงเฉียนวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกสายลมพัดผ่านเมื่อได้ยินคำตอบที่บอกออกมาด้วยเสียงกระซิบเช่นกัน

“นายจะไม่ผลักไสฉัน นายจะไม่รังเกียจคนอย่างฉันใช่ไหม”

“คุณไม่มีอะไรที่น่ารังเกียจตรงไหนเลย” ฝ่ามือที่หยาบกร้านเพราะเสียดสีกับพู่กันแตะลงบนแก้มของสงเฉียน

“ผมจะอยู่กับคุณให้นานที่สุดเท่าที่คุณต้องการและจะไม่มีวันผลักไสคุณออกจากอ้อมกอดของผมเป็นอันขาดนอกจากคุณจะเป็นฝ่ายไปเอง”

"..." 

หนุ่มน้อยโผเข้าหาอ้อมกอดอบอุ่นที่เปิดออกต้อนรับเขาด้วยความเต็มใจ หัวใจที่ร้อนรนถูกทำให้สงบลงด้วยสัมผัสอ่อนหวานละมุนละไมของลู่เจิ้งไฉ บนพื้นแกลอรี่ที่บรรยากาศเงียบสงบและเกือบจะมืดสนิทนี้สงเฉียนได้รับรู้ว่าการได้อยู่ในอ้อมกอดของคนที่ต้องการเขาอย่างแท้จริงทำให้เกิดความอบอุ่นในหัวใจได้มากมายเพียงไหน

รอยสัมผัสแผ่วเบาแต่อ่อนหวานช่วยชะล้างความเจ็บปวดที่ถูกหวังอี้ป๋อผลักไสอย่างไม่ใยดีจนหายสนิท สองแขนเล็กยกขึ้นกอดตอบลู่เจิ้งไฉไว้แน่น หัวใจของเขาพร่ำขอให้ยามราตรีของค่ำคืนนี้ทอดยาวออกไปให้นานที่สุดเพื่อให้สงเฉียนได้อยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

ลู่เจิ้งไฉกอดร่างเล็กที่เขาได้ครอบครองเป็นเจ้าของไว้แนบอกอย่างปกป้องคุ้มครอง สงเฉียนเป็นของเขาแล้วและเขาก็ต้องการให้คนที่อยู่ในอ้อมกอดของเขาคนนี้เป็นของเขาเพียงคนเดียวตลอดไป ความรู้สึกลึกซึ้งอ่อนหวานก่อตัวขึ้นเต็มหัวใจเมื่อรู้ว่าตนเองตกหลุมรักหนุ่มน้อยคนนี้เข้าไปแล้วเต็มเปา

เขาหลงรักคนเอาแต่ใจท่าทางร้ายกาจที่ชื่อสงเฉียนเข้าไปแล้วจนหมดหัวใจ

“ลู่เจิ้งไฉ” เสียงหวานที่เอ่ยเรียกชื่อมีแววแห่งความเขินอายเจือปนอยู่อย่างชัดเจน

“ครับ”

“หนาว”

อากาศค่ำคืนนี้หนาวจัดเพราะฝนที่ตกหนักมาตั้งแต่ช่วงเย็นและบนพื้นกระเบื้องที่ปราศจากสิ่งปูรองก็เย็นเฉียบจนบาดผิว ลู่เจิ้งไฉกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น โอบร่างเล็กไว้ในวงแขนโดยใช้ร่างกายที่อบอุ่นของตัวเองเป็นดั่งผ้าห่ม

“หลับซะนะครับ ผมรับรองว่าผมจะไม่ปล่อยให้คุณต้องหนาวอีกเป็นอันขาด”

สงเฉียนพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายเขาซุกตัวเข้าหาอกกว้างอย่างวางใจและหลับสนิทไปอย่างอบอุ่นตลอดค่ำคืนนั้น




หวังอี้ป๋อเปิดเปลือกตาที่รู้สึกว่าทั้งหนาและหนักยิ่งกว่าวันไหน ๆ ขึ้นในช่วงสายของวันต่อมา ข้างกายเขาคือเซียวจ้านที่ยังคงนอนหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลียอันเป็นผลจากการต้องเป็นฝ่ายรองรับอารมณ์อันหนักหนาและรุนแรงของหวังอี้ป๋อตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา

เมื่อคืนนี้กว่ายานรกแตกนั่นจะหมดฤทธิ์เขาก็ต้องระบายความต้องการทางร่างกายกับเซียวจ้านหลายครั้งหลายคราจนคนในอ้อมกอดแทบสิ้นสติไปเพราะเจ็บปวดและเหนื่อยล้า หวังอี้ป๋อโกรธตัวเองที่ไม่สามารถฉุดรั้งสติไว้ได้และยิ่งกว่าชิงชังคนที่ทำให้เกิดเรื่องเลวร้ายทั้งหมดนี้ขึ้น

"เซียวจ้าน" 

มือใหญ่แตะลงบนแก้มที่ค่อนข้างซีด เสียงห้าวกระซิบเรียกที่ริมหู เปลือกตาของคนถูกเรียกขยับเล็กน้อยก่อนเปิดขึ้นสู้กับแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาอย่างงุนงง

"เป็นยังไงบ้าง" คำถามนั้นแฝงด้วยความอาทรและห่วงใยลึกซึ้ง มือใหญ่เกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาบังดวงหน้าหวานออกอย่างเบามือ

"ไม่เป็นไร ตอนนี้กี่โมงแล้ว ฉันจะกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปทำงาน" เซียวจ้านยังอุตส่าห์เป็นห่วงงานทั้งที่เจ็บไปหมดทั้งตัวจนแทบขยับไม่ได้

"เก้าโมงแล้ว วันนี้นายไม่ต้องไปทำงานหรอกนอนพักอยู่ที่นี่ก่อน ตอนเย็นฉันจะกลับมาแล้วพานายไปส่งบ้านเอง"

"จะดีเหรอ"

เซียวจ้านถามอย่างไม่แน่ใจ ก็รู้อยู่หรอกว่าตัวเองบอบช้ำจนคงไม่สามารถพาสภาพแบบนี้ไปทำงานได้แน่ แต่การต้องนอนพักอยู่ที่ห้องของหวังอี้ป๋อก็เป็นเรื่องชวนลำบากใจอยู่

"นอนพักเถอะ ไม่มีใครมารบกวนนายหรอก พักผ่อนซะ ฉันจะไปเคลียร์งานแป๊บเดียว แล้วจะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนนะ"

หวังอี้ป๋อลูบศีรษะอีกคนอย่างอ่อนโยน ความรู้สึกผิดจากเหตุการณ์เมื่อคืนยังคงตกค้างอยู่ในใจ ท่อนแขนแข็งแรงจึงโอบรั้งอีกฝ่ายมากอดไว้

"เมื่อคืนนายคงเจ็บมากใช่ไหม" เสียงห้าวพึมพำ ขณะที่ลูบไล้แผ่นหลังเปลือยอย่างปลอบโยน คนที่อยู่ในอ้อมกอดส่ายศีรษะ ซุกซ่อนใบหน้าซีดเผือดกับดวงตาแดงช้ำเข้ากับแผ่นอกคนที่กอดเขาอยู่

"ขอโทษจริง ๆ ที่ฉันไม่มีสติพอที่จะระงับอารมณ์จนทำให้นายเจ็บตัวแบบนี้ฉันขอโทษ ขอโทษจริงๆ"

"อย่าโทษตัวเองเลยที่เมื่อคืนนี้นายไม่มีสติก็เพราะยา มันไม่ใช่เพราะนาย ฉันเข้าใจ"

"นายไม่โกรธฉันใช่ไหม"

มือใหญ่แตะปลายคางให้คนถูกมองเงยหน้าขึ้นสบตา เซียวจ้านสั่นศีรษะ รอยยิ้มบางเบาแตะแต้มอยู่บนริมฝีปากแห้งผากนั้น

"ไม่หรอก"

จูบแผ่วเบาแตะลงบนริมฝีปากคนในอ้อมกอดแทนคำขอโทษที่ขาดสติจนทำเรื่องรุนแรงกับอีกฝ่ายไป และยังแทนไปด้วยคำขอบคุณที่เซียวจ้านยอมทนแบกรับความเจ็บปวดเพื่อช่วยให้เขาหลุดพ้นจากความอึดอัดที่แสนทรมาน อ้อมกอดระหว่างกันเกิดชั่วครู่ราวต่างฝ่ายอยากให้ไออุ่นของกอดนี้เยียวยาซึ่งกันและกัน ก่อนหวังอี้ป๋อจะปล่อยอดีตคนรักเป็นอิสระ 

"ฉันจะไปอาบน้ำแล้วออกไปทำงาน นายนอนพักซะนะ" คนถูกออกคำสั่งพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายแต่เมื่อหวังอี้ป๋อจะก้าวลงจากเตียงไปมือข้างหนึ่งก็เอื้อมไปจับแขนไว้ จนคนถูกจับหันกลับไปมอง

"หวังอี้ป๋อ"

ความบอบช้ำและอ่อนล้าทางร่างกายทำให้เซียวจ้านอ่อนแอกว่าที่เคยเป็น ความเจ็บปวดที่เป็นอยู่กระตุ้นเตือนความทรงจำเก่าก่อนในตอนที่ต้องอดทนแบกรับความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจอยู่คนเดียวในสถานที่ห่างไกล เซียวจ้านไม่อยากอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีกแล้ว

เขาไม่อยากรู้สึกว่าตนเองอยู่คนเดียวในโลกแบบนั้นอีก

"รีบกลับมานะ"

"..." 

"รีบกลับมานะ หวังอี้ป๋อ"

ถ้าไม่ติดว่างานการที่คั่งค้างอยู่มีมากมายและเลขาเซียวที่ช่วยจัดการ งานเหล่านั้นให้นอนเจ็บอยู่แบบนี้ เป็นตายร้ายดีหวังอี้ป๋อคงไม่ยอมออกไปทำงาน ท่าทางเจ็บปวดอ่อนล้ากับแววตาอิดโรยที่คลอไปด้วยน้ำตานั่นทำให้ไม่อยากทิ้งคนที่กำลังบอบช้ำและอ่อนแอไว้คนเดียวเลย

"รู้แล้วครับ" อี้ป๋อแตะรอยจูบแผ่วเบาลงที่ใจกลางฝ่ามือของเซียวจ้านก่อนจะยิ้มให้คนที่กำลังจะหลับอีกครั้ง

 "แล้วจะรีบกลับมานะ"




หวังอู๋เสียระบายลมหายใจเข้าออกอย่างหงุดหงิด อาหารเที่ยงมื้อนี้จืดชืดไร้รสชาติสิ้นดีเมื่อไม่มีใครบางคนมานั่งกินข้าวด้วยเหมือนทุกวัน ชายหนุ่มหงุดหงิดที่เซียวจ้านไม่มาทานข้าวด้วยและยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นเป็นทวีคูณที่ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุใดคนที่ตนสนใจอยู่ถึงไม่มาทำงาน 

หวังอู๋เสียเคยคิดว่าตนเองเป็นคนเดียวที่ใกล้ชิดและสนิทสนมกับเซียวจ้านที่สุดในบริษัทแห่งนี้แล้วแต่เหตุใดเมื่อมีอะไรผิดไป เขากลับไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง และเพราะความข้องใจและหงุดหงิดนี่เองที่พาหวังอู๋เสียมายังห้องทำงานของคนเป็นน้องชาย เคาะประตู ก่อนเปิดเข้าไป

"ว่างไหมอี้ป๋อ" หวังอู๋เสียทักน้องชายของเขาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมกว่าปกติ

อี้ป๋อถอดแว่นที่สวมอยู่ออกวางบนโต๊ะทำงาน ดวงตาคมจับจ้องไปที่ใบหน้าของหวังอู๋เสียอย่างสงบนิ่งไร้อารมณ์

"มีอะไรครับอู๋เกอ"

"วันนี้เซียวจ้านไม่มาทำงานเหรอ" ดวงตาเรียวเล็กหันมองไปทางโต๊ะทำงานอีกหนึ่งตัวในห้องก่อนถามเรื่องที่ข้องใจ

"ใช่ เซียวจ้านไม่มาทำงาน" หวังอี้ป๋อตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดียวกับสีหน้าแม้ว่าลึกลงไปในใจแล้วกำลังหงุดหงิดและไม่พอใจพี่ชายตนเองเป็นอย่างมาก

"เขาไปไหนหรือว่าไม่สบายอะไรหรือเปล่า"

คราวนี้คนเป็นเจ้านายของเซียวจ้านใกล้หมดความอดทนเต็มที มันเรื่องอะไรที่คนอื่นจะต้องยื่นจมูกมายุ่งกับเลขาของเขาด้วย

"เขาไม่สบาย" เสียงอี้ป๋อชักห้วนขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ แต่หวังอู๋เสียก็ยังไม่สังเกตเพราะเอาแต่หมกมุ่นกับความกังวลของตนเอง

"เซียวจ้านไม่สบายเหรอ จะเป็นอะไรมากหรือเปล่านะ"

หวังอู๋เสียพูดคล้ายรำพึงกับตัวเองแต่ชายหนุ่มอีกคนในห้องคันปากอยากบอกเหลือเกินว่าคนที่ถามถึงกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงของฉัน แต่หวังอี้ป๋อก็ไม่ร้ายกาจพอที่จะทำร้ายจิตใจพี่ชายตัวเองถึงขนาดนั้น 

เขามองออกว่าหวังอู๋เสียรู้สึกอย่างไรต่อเซียวจ้าน แต่นั่นไม่สำคัญเลย เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือเขารู้ว่าอดีตคนรักไม่มีความรู้สึกใดตอบรับให้พี่ชายของเขา และสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออี้ป๋อจะไม่มีวันให้ใครหน้าไหนแม้แต่พี่ชายตัวเองยื่นมือเข้ามาแตะต้องหรือคั่นกลางในความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเซียวจ้านเป็นอันขาด

เซียวจ้านเป็นของเขาคนเดียวตลอดมา และเซียวจ้านก็จะต้องเป็นของเขาเพียงคนเดียวตลอดไป

"เกอมีอะไรอีกไหมฉันจะทำงานแล้ว" หวังอี้ป๋อออกปากเป็นเชิงไล่

"ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ถ้าพรุ่งนี้เซียวจ้านมาทำงานนายช่วยบอกเขาให้ทีนะว่าพี่เป็นห่วง"

"อือ" คนเป็นน้องชายกระแทกเสียง

หวังอู๋เสียคนซื่อและมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอคงไม่รู้หรอกว่าถ้อยคำฝากความห่วงใยของเขาไม่มีวันที่จะเดินทางไปถึงและตราบใดที่น้องชายของเขายังคงชื่อหวังอี้ป๋ออยู่ ผู้ชายคนนั้นไม่มีทางนำความห่วงใยที่คนอื่นฝากมาไปบอกให้คนของตัวเองได้รับรู้แน่ ๆ




ตลอดทั้งวันนี้จิตรกรหนุ่มลู่เจิ้งไฉทำงานอย่างไม่มีสมาธิเอาเสียเลย ภาพวาดที่เริ่มต้นลงมือวาดกลับค้างอยู่แค่เพียงจุดแรกเริ่มของโครงร่าง เพราะผู้สร้างสรรค์ไร้ความคิดและจิตใจที่จะแต่งแต้มลายเส้นลงบนผืนผ้าใบ

 ความสุขมากมายที่ได้รับเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาจางหายไปราวสายลมพัดผ่าน เมื่อเขาตื่นขึ้นมาตามลำพังปราศจากร่างบอบบางที่โอบกอดไว้อย่างทะนุถนอมตลอดราตรีที่ผ่านมา สิ่งที่คงเหลือทิ้งไว้มีเพียงกระดาษแผ่นเล็กที่ถูกวางทับไว้ด้วยถ้วยชาเย็นชืดพร้อมข้อความสั้น ๆ 

'ลืมเรื่องเมื่อคืนนี้ซะ เพราะฉันก็จะลืมมันเหมือนกัน'

ไม่มีคำร่ำลา ไม่มีแม้แต่ร่องรอยอาวรณ์ให้คนที่นอนกอดสงเฉียนมาตลอดคืนได้ชื่นใจ มีแต่ถ้อยคำเย็นชาไร้หัวใจในกระดาษโน้ตแผ่นนั้นที่ทำให้ลู่เจิ้งไฉไม่มีกระจิตกระใจทำงานตลอดทั้งวัน 

สงเฉียนไม่ได้รู้สึกอะไรกับค่ำคืนอ่อนหวานที่ผ่านมาเลยหรือไงนะ

ลู่เจิ้งไฉหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดโทรหาเพื่อนสนิท สัญญานเรียกที่ปลายสายดังอยู่นานแต่ไม่มีการตอบรับจนในที่สุดก็ต้องวางสาย เขาอยากบอกเล่าระบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เซียวจ้านฟัง แต่ก็เกรงใจ เพื่อนรักมากเกินกว่าจะโทรไปรบกวนอีก แค่เรื่องเซียวจ้านกับหวังอี้ป๋อก็สับสนวุ่นวายชวนลำบากใจมากอยู่แล้ว ถ้าเพื่อนรักจะต้องมารับรู้เรื่องน่าปวดหัวที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับสงเฉียนที่เป็นคู่หมั้นของหวังอี้ป๋อเข้าไปอีก เรื่องมันคงจะยุ่งยากและทำให้ลำบากใจมากไปกันใหญ่

จิตรกรหนุ่มระบายลมหายใจออกมายืดยาว ตั้งแต่เช้าลู่เจิ้งไฉจะหันมองประตูทุกครั้งยามที่เสียงกระดิ่งดังขึ้นเพราะหวังว่าใครคนนั้นจะย้อนกลับมา แต่การรอคอยตลอดทั้งวันคือความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาสงเฉียนจะเฉียดเข้ามาใกล้แกลอรี่ Liberté ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความฝันที่ลู่เจิ้งไฉละเมอเพ้อฝันไปเองฝ่ายเดียว



TBC





เหมือนคุณจิตรกรถูกฟันแล้วทิ้งเลยอะค่ะ สงสาร หลังจากนี้คงต้องชุลมุนวุ่นวายกันไปอีกพักใหญ่ แต่นี่ก็ได้ครึ่งเรื่องแล้วล่ะค่ะ กว่าจะผ่านดราม่าคู่หมั้น ดราม่าคุณหญิงแม่ ดราม่าคุณพี่ชาย บวกไปกับดราม่าท่านรองหวังรู้ความจริง นายเอกเราจะตายก่อนไหมคะทุกคน เขียนเองก็ชักหวั่นใจ 5555 สู้เขานะคะคุณเซียว 

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมาก ๆ เหมือนเคย ดีใจที่มีคนชอบและตามอ่านนะคะ จะพยายามเขียนให้ดีๆยิ่งขึ้นไป

 ฝากติดตามกันไปจนจบด้วยเนาะ น่าจะประมาณ 30+ ตอนค่ะ อยู่ด้วยกันไปจนถึงวันสุดท้ายเลยเน้อ ขอบคุณค่า 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 97 ครั้ง

489 ความคิดเห็น

  1. #472 warisara2425 (@warisara2425) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 20:36
    โอยยยย. อย่าโหดร้าย กะพี่จ้านมากเลยนะคะะ
    #472
    0
  2. #269 love-taegi (@love-taegi) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 09:19
    จ้านเกอควรได้มีความสุขจริงๆสักที

    คุณจิตรกร (TT)
    #269
    0
  3. #198 Fairytale (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 15:15

    ไม่เป็นไรนะ จ้านเกอจะผ่านไปได้ จับมือออออ

    #198
    0
  4. #175 Wrn Js (@js-wrn) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 17:48
    สงเฉียนน่ากลัวมาก รอนะคะ อยากให้ทั้งคู่ผ่านเรื่องราวร้ายๆไปสักที
    #175
    0
  5. #172 Renesmee09 (@Renesmee09) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 21:30
    เป็นกำลังใจให้นะคะ เราชอบเรื่องนี้มากๆ
    #172
    0
  6. #170 byun0506 (@byun0506) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 20:46
    พี่อู๋ไม่น่ากลัวเท่าสงเฉียน นายหยุดเหอะ
    #170
    0
  7. #169 prachingos (@prachingos) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 20:34
    30+++ น้อยไปค่ะ
    #169
    0
  8. #168 mtbb_th (@mtbb_th) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 20:19
    รออ่านตอนต่อไปนะค้าบบ
    #168
    0