Love after Love (ป๋อจ้าน) #เลิฟอาฟเตอร์เลิฟป๋อจ้าน

ตอนที่ 12 : Chapter | 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,324
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 98 ครั้ง
    18 ก.ย. 62




Chapter | 12


ลู่เจิ้งไฉมองเพื่อนรักที่นั่งหน้าหงอยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันนี้ให้ฟังแล้วก็ถอนหายใจออกมาด้วยทั้งอึดอัดและลำบากใจ

มันไม่ง่ายเลยในการกลับมาทำงานกับแฟนเก่าและยิ่งกว่าเป็นไปไม่ได้ที่เซียวจ้านจะห้ามใจไม่ให้หวั่นไหว ในเมื่อเพื่อนของเขายังรักหวังอี้ป๋ออยู่มากเหลือเกิน

“ตอนนี้เรื่องที่ฉันกลัวที่สุดคือการต้องพบกับแม่ของหวังอี้ป๋อ ฉันไม่รู้ว่าถ้าเจอกันฉันจะตอบคำถามท่านยังไง”

เพื่อนรักของลู่เจิ้งไฉนั่งเหยียดขาตามสบายอยู่บนพื้นพรมของแกลลอรี่ Liberté ดวงหน้าหงอยเหงานั้นมองดูราวกับเด็กที่ถูกผู้ใหญ่สั่งงดขนม

“ก็ตอบไปตามความจริงไง จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เขา” ลู่เจิ้งไฉพูดอย่างตรงไปตรงมา สีน้ำมันในจานสีถูกป้ายแตะตวัดปลายพู่กันลงบนผืนผ้าใบอย่างชำนาญ

“ถ้ามันง่ายแบบนั้นก็ดีสิ” เซียวจ้านถอนใจยาว

เสียงกระดิ่งที่แขวนไว้หน้าประตูดังขึ้นแสดงว่ามีลูกค้าเข้ามา ลู่เจิ้งไฉวางพู่กันในมือก่อนเงยหน้าขึ้นยิ้มรับแล้วเมื่อพบว่าผู้ที่เข้ามาเป็นใคร รอยยิ้มของจิตรกรหนุ่มก็ยิ่งกว้างขึ้นอีก

อ้าว คุณ มาไวดีนี่ ฝากไว้ไม่กี่วันเองกลัวดอกเบี้ยขึ้นหรือไงครับ”

สงเฉียนมองคนพูดตาขวาง ให้ตายเถอะ! นี่ถ้าไม่ใช่เพราะติดใจภาพพระอาทิตย์ตกดินรูปนั้นมากขนาดนี้เป็นตายร้ายดียังไงเขาก็ไม่มีวันมาเหยียบที่นี่ซ้ำสองให้ไอ้คนปากมากนี่กวนประสาทซ้ำซากหรอก

“พูดให้มันดีหน่อย ฉันเป็นลูกค้านะ”

“คร้าบ คุณลูกค้าใหญ่”

เซียวจ้านหันไปมองด้วยความสงสัยว่าใครกันที่ทำให้คนรักสงบอย่างลู่เจิ้งไฉลุกขึ้นมากวนประสาทต่อปากต่อคำได้ขนาดนี้ แล้วเมื่อเห็นถนัดว่าเป็นใครชายหนุ่มก็นิ่งไป เช่นเดียวกับที่อาการนั้นเกิดขึ้นกับสงเฉียนด้วยเช่นกัน

“เซียวจ้าน”

“สวัสดีครับคุณสงเฉียน”

“เซียวจ้าน นายรู้จักกับคุณคนนี้ด้วยเหรอ" ลู่เจิ้งไฉถามอย่างงุนงง

“ก็ไม่เชิงว่ารู้จักหรอกและพูดตามตรงแล้วก็ไม่ได้อยากจะรู้จักด้วย” สงเฉียนพูดอย่างไม่คิดจะรักษามารยาทใด ๆ ทั้งสิ้น สายตาที่มองเซียวจ้านยิ่งฉายแววเกลียดชังมากกว่าครั้งก่อนที่พบกันอีกหลายเท่า

“คุณจิตรกร รูปที่โชว์อยู่ตรงนั้น” นิ้วเรียวยกขึ้นชี้ไปยังภาพวาดรูปพระอาทิตย์ตกดินที่แขวนอยู่มุมห้อง “คุณขายใช่ไหม ราคาเท่าไรก็ว่ามา ฉันจะซื้อ”

“คุณจะซื้อภาพนั้นเหรอครับ” ลู่เจิ้งไฉถามเสียงเรียบ แววสนุกช่างเย้าแหย่ในดวงตาหายไปเมื่อเห็นท่าทางระหว่างเพื่อนสนิทกับคนที่เพิ่งเข้ามา

“ใช่ ราคาเท่าไรฉันก็จะซื้อ”

“ทุกภาพในแกลอรี่นี้ไม่ได้มีไว้ขาย ผมสร้างภาพวาดขึ้นมาให้คนที่ชอบในงานศิลปะได้ดูมันด้วยกันแต่ถ้าคุณอยากได้จริง ๆ พรุ่งนี้เที่ยงตรงมาพบผมที่นี่แล้วผมจะให้คำตอบคุณว่าผมจะขายภาพนั้นให้คุณได้หรือเปล่า"

เซียวจ้านมองหน้าเพื่อนรักอย่างแปลกใจ ปกติเท่าที่รู้ลู่เจิ้งไฉไม่เคยขายภาพเขียนหรือแม้แต่จะยกให้ใครแล้วสิ่งที่ได้ยินอยู่ตอนนี้คืออะไร

“ทำไมจะต้องโยกโย้ถ่วงเวลาจะขายหรือไม่ก็พูดมาเลย”

เสียงใสยิ่งเคืองขุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ ทั้งเรื่องยังไม่ได้เป็นเจ้าของภาพเขียนที่พึงใจแล้วยังจะต้องมาพบคนที่แสนชังอย่างเซียวจ้านที่นี่อีก

“ถ้าคุณมาที่นี่พรุ่งนี้เที่ยงตรงคุณจะได้คำตอบครับ”

สงเฉียนนิ่งไปซักพักอย่างใช้ความคิดก่อนจะพยักหน้า

“ก็ได้ พรุ่งนี้เที่ยงฉันจะมา คุณเซียว” เสียงใสเอ่ยเรียกชื่อคนที่เป็นศัตรูหัวใจ

“เรื่องของคุณกับหวังอี้ป๋อ จำไว้อีกครั้งด้วยว่าอย่าคิดจะมารื้อฟื้นเรื่องราวเก่า ๆ ของคุณกับคู่หมั้นฉันอีก เพราะฉันจะไม่มีทางยอมให้มันเป็นแบบนั้นแน่นอน” สงเฉียนพูดทิ้งท้ายไว้ราวกับจะขู่บังคับก่อนที่จะเดินออกไปจากแกลอรี่ด้วยท่าทางฉุนเฉียว

“เซียวจ้าน นายไปรู้จักกับคนท่าทางเอาแต่ใจร้ายกาจแบบนั้นได้ยังไง แล้วนั่นเขาพูดเรื่องอะไรของเขาน่ะ” ลู่เจิ้งไฉถามอย่างงุนงง

“คุณสงเฉียน เขาเป็น..." คนตอบถอนใจออกมาเบา ๆ 

"คู่หมั้นของหวังอี้ป๋อ”

พูดแค่นั้นแล้วเซียวจ้านก็นิ่งไปและคราวนี้ก็เป็นลู่เจิ้งไฉที่ต้องถอนหายใจออกมาอย่างอึดอัดบ้าง ทำไมเรื่องมันถึงได้ยุ่งยากซับซ้อนขนาดนี้ ปัญหาของเพื่อนรักเขาจะจบลงได้อย่างไร ลู่เจิ้งไฉยังมองไม่เห็นทางเลยจริง ๆ



วันนี้ที่บริษัทมีการประชุมหุ้นส่วนทั้งหมด แล้วสิ่งที่เซียวจ้านหวาดกลัวตลอดมาก็เกิดขึ้นจนได้เมื่อเขาเผชิญหน้ากับมารดาของหวังอี้ป๋อในห้องประชุม

“สวัสดีครับ” เซียวจ้านก้มศีรษะให้ผู้แก่วัยกว่าที่หน้าเผือดลงทันทีที่เห็นหน้าเลขาคนใหม่ของลูกชาย สีหน้าคุณนายหวังบอกชัดว่าท่านตกใจในภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

“เซียวจ้าน”

“ครับแม่ เซียวจ้าน เลขาคนใหม่ของผมเอง” หวังอี้ป๋อพูดขึ้นมา เขาไม่ทันสังเกตอาการหน้าซีดของคนเป็นแม่ อี้ป๋อจึงคิดว่าท่านแค่แปลกใจที่พบเซียวจ้านคนรักเก่าของเขามาทำงานที่นี่ก็เท่านั้น

“เธอสบายดีหรือคุณเซียว”

คำถามของคุณนายหวังมีความนัยล้ำลึกเกินกว่าการถามไถ่สุขทุกข์ตามธรรมดาและคนที่เข้าใจในความหมายนั้นก็มีแค่ตัวท่านกับเซียวจ้านเท่านั้น

“สบายดีครับ” เซียวจ้านตอบอย่างสุภาพ

การประชุมเริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้ถือหุ้นและตัวแทนมากันครบ เซียวจ้านใช้สมาธิทั้งหมดของตัวเองในการจดบันทึกรายงานการประชุม แต่เขาก็ยังรู้ตัวดีว่ามีดวงตาคู่หนึ่งที่คล้ายคลึงกับผู้เป็นลูกชายมองตรงมาทางเขาแทบจะตลอดเวลา


 

สงเฉียนผลักประตูกระจกก้าวเข้ามาในแกลลอรี่ Liberté ตามเวลานัดหมายแล้วก็พบว่าลู่เจิ้งไฉนั่งรออยู่ก่อนแล้ว

“สวัสดีครับคุณสงเฉียน”

“นายรู้จักชื่อฉันได้ยังไง”  คิ้วเรียวของสงเฉียนขมวดเข้าหากันอย่างข้องใจ

“เซียวจ้านบอกผมเมื่อวานนี้หลังจากที่คุณกลับไป” ลู่เจิ้งไฉวางแก้วน้ำลงตรงหน้าสงเฉียนพร้อมกับแอบมองใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างพิจารณา สงเฉียนน่ารักมากและคงจะน่ารักกว่านี้อีกหลายเท่าถ้าไม่ทำหน้าเชิดเป็นคุณหนูจอมหยิ่งแบบนี้ 

“นายเป็นเพื่อนกับเซียวจ้านเหรอ”

“ใช่ครับ”

“ถ้างั้นนายก็ต้องรู้จักหวังอี้ป๋อสินะ แล้วเพื่อนนายเขาบอกหรือเปล่าว่าฉันเป็นใคร”

“ผมไม่รู้จักหวังอี้ป๋อเป็นการส่วนตัว ส่วนเรื่องของคุณเซียวจ้านบอกผมแล้ว”

ลู่เจิ้งไฉพูดเสียงเรียบ ไร้ร่องรอยของคำพูดจากวนประสาทอย่างที่สงเฉียนเคยได้พบมา

“ถ้านายเป็นเพื่อนของเซียวจ้านก็ควรเตือนเขาด้วยว่าอย่ายื่นมือเข้ามายุ่งกับคู่หมั้นของคนอื่น”

“เขาสองคนเคยเป็นของกันและกันมาก่อนและเท่าที่ผมรู้พวกเขาก็ยังคงเป็นแบบนั้นมาจนถึงทุกวันนี้”

คำพูดของลู่เจิ้งไฉทำให้เกิดรอยไหววูบในดวงตากลมโต ใช่ ลู่เจิ้งไฉพูดถูกทุกอย่าง คำพูดของเขาก็เหมือนกับสิ่งที่สงเฉียนเองรู้ดีตลอดมา 

หวังอี้ป๋อรักเซียวจ้าน รักมาก และยังคงรักอยู่จนถึงตอนนี้

“แต่เพื่อนนายทิ้งหวังอี้ป๋อไปนานถึงห้าปีแล้วอยู่ดี ๆ วันหนึ่งก็กลับมาปั่นหัวคู่หมั้นฉันอีกนายคิดว่าเขาทำถูกแล้วหรือไง”

“เพื่อนผมไม่เคยปั่นหัวหวังอี้ป๋อส่วนเรื่องเมื่อห้าปีที่แล้วเซียวจ้านมีเหตุผลของตัวเองที่ต้องทำแบบนั้น”

ฮึ! มีเหตุผล คนเราจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องทิ้งแฟนตัวเองไปอย่างเลือดเย็นแบบนั้น เหตุผลของคนใจดำหรือไง” สงเฉียนทำเสียงหยัน

“เขามีเหตุผลของเขา แล้วมันก็เป็นเหตุผลที่คุณหรือหวังอี้ป๋ออาจไม่มีวันเข้าใจ แต่สำหรับผม ผมรู้ดีว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไรแล้วถ้าคุณรู้เหมือนที่ผมรู้คุณก็จะเข้าใจและไม่มีทางเกลียดเซียวจ้านได้”

“ไม่มีวันนั้นหรอกคุณจิตรกร ฉันไม่มีทางเข้าใจการกระทำของคนเห็นแก่ตัวและใจดำแบบเพื่อนคุณแน่” เสียงใสสวนกลับมาทันควัน

“ที่คุณเกลียดเพื่อนของผมไม่ใช่แค่เพราะคุณรังเกียจการกระทำที่เซียวจ้านทิ้งหวังอี้ป๋อไป แต่ที่คุณเกลียดเขานักหนามันเป็นเพราะเซียวจ้านทำให้คุณไม่ได้รับความรักจากหวังอี้ป๋อต่างหากคุณสงเฉียน”

คำพูดของอีกฝ่ายทำให้สงเฉียนนิ่งไป ดวงตากลมโตจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีเข้มของลู่เจิ้งไฉ ทำไมผู้ชายตรงหน้านี้ถึงพูดราวกับมานั่งอยู่ในหัวใจเขาแบบนี้

“ฉันกับหวังอี้ป๋ออยู่ด้วยกันในฐานะคู่หมั้นด้วยดีมาโดยตลอดจนถึงวันที่เพื่อนนายกลับมา แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปจนหมดเพราะการกลับมาของเขา” 

เสียงใสเริ่มกราดเกรี้ยวขึ้นเพราะคำพูดแทงใจดำของลู่เจิ้งไฉเมื่อครู่ก่อน

“คุณแน่ใจเหรอว่ามันเป็นเพราะเซียวจ้าน คุณแน่ใจหรือว่าถ้าเพื่อนผมไม่กลับมาหวังอี้ป๋อจะรักคุณ”

คำพูดของลู่เจิ้งไฉยิ่งจี้จุดแทงใจดำสงเฉียนครั้งแล้วครั้งเล่า ทำไมไอ้คนกวนประสาทนี่ถึงพูดจาเรียบ ๆ แต่ทิ่มแทงจิตใจคนฟังได้ขนาดนี้นะ

“ของบางอย่างถ้ามันไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นของเรายังไงมันก็ไม่ใช่แต่ถ้ามันเกิดมาเพื่ออยู่คู่กันต่อให้ต้องแยกจากกันไปไกลหรือนานแค่ไหนก็ย่อมมีวันที่ได้กลับมาอยู่ร่วมกันอยู่ดี”

“นายพูดอะไร” สงเฉียนถามทั้งที่เข้าใจดีว่าลู่เจิ้งไฉกำลังพูดถึงเรื่องอะไร

“ผมรู้ว่าคุณเข้าใจที่ผมพูด นี่ภาพเขียนที่คุณอยากได้” ลู่เจิ้งไฉหยิบภาพเขียนขนาดใหญ่ที่ห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาลส่งให้

“นายตกลงขายให้ฉันใช่ไหม” เสียงใสที่ถามลู่เจิ้งไฉซ่อนความยินดีไว้ไม่มิด อย่างน้อยในวันที่ทุกอย่างชวนให้หงุดหงิดด้วยความไม่ได้ดั่งใจก็ยังมีเรื่องดีเกิดขึ้นบ้างสินะ

“เปล่า ผมไม่เคยขายงานศิลปะของตัวเองสักทีแต่ภาพนี้ผมให้คุณ”

“ทำไม”

“ไม่รู้สิ อยากให้ก็คือให้ อย่างน้อยการได้มองภาพวาดที่ชอบมันอาจช่วยให้คุณอารมณ์เย็นขึ้นและมองอะไรในมุมกว้างขึ้นก็ได้คุณสงเฉียน”

“ฉันไม่ได้ต้องการคำสั่งสอนนะคุณจิตรกร”

“ผมไม่ได้สอน ผมแค่บอกคุณในสิ่งที่ผมคิดเท่านั้นเอง แล้วผมก็อยากจะขออะไรซักอย่างแลกกับภาพเขียนที่ผมให้คุณไป” ดวงตาของลู่เจิ้งไฉจ้องมองอยู่ที่ใบหน้าของสงเฉียน

“อย่าเกลียดชังแล้วอย่าพยายามทำร้ายเซียวจ้านเลย เขาเป็นคนน่าสงสารมาก ถ้าคุณรู้จักเขาดีแล้วคุณก็จะรู้ว่าคนที่น่าสงสารและน่าเห็นใจที่สุดไม่ใช่หวังอี้ป๋อ แต่เป็นเซียวจ้านเพื่อนของผม”

คำพูดเชิงขอร้องของลู่เจิ้งไฉไม่ได้ซึบซับเข้าไปในหัวใจของสงเฉียนแม้แต่น้อย เขายิ่งเพิ่มความเกลียดชังเซียวจ้านมากขึ้นและยังเอาแต่คิดว่าสิ่งที่จงใจจะทำเพื่อให้หวังอี้ป๋อเป็นของตัวเองวิธีนั้นจะทำได้เมื่อไร ความคิดที่ตั้งใจไว้มันเป็นเรื่องไร้ยางอายและไม่สมควรสงเฉียนรู้ดี แต่เมื่อตัดสินใจแล้วไม่ว่าจะถูกผิดหรือดีชั่วขอแค่เขาเป็นผู้ชนะและได้ในสิ่งที่ต้องการ สงเฉียนจะยอมทำทั้งนั้น

 

 

ในร้านอาหารที่มีบรรยากาศเงียบสงบแห่งหนึ่ง คุณนายหวังนั่งสนทนากับเซียวจ้านอยู่อย่างเคร่งเครียด

“เธอกลับมาปักกิ่งตั้งแต่เมื่อไร”

“ตั้งสองเดือนที่แล้วครับ” เซียวจ้านตอบอย่างสุภาพ ดวงตาจับจ้องอยู่ที่จานอาหารบนโต๊ะที่ยังไม่มีใครแตะต้อง

“แล้วทำไมเธอถึงกลับมาทำงานกับอี้ป๋อ ทั้งที่เราตกลงกันไว้แล้วว่าเธอจะไม่เฉียดเข้ามาใกล้ลูกชายของฉันอีก” ผู้แก่วัยกว่าถามเสียงเครียด เซียวจ้านเงยหน้าขึ้นมองสบตากับท่านอย่างตรงไปตรงมา

“เพราะผมไม่ทราบว่าที่นั่นเป็นบริษัทของตระกูลหวัง ถ้าผมรู้แค่เพียงก้าวเดียวผมก็จะไม่เฉียดเข้าไปใกล้ คุณป้าก็รู้ดีกว่าใครว่าตลอดห้าปีที่ผ่านมาไม่เคยมีสักครั้งที่ผมจะผิดสัญญา”

หวังจื่ออี้ระบายลมหายใจของความอึดอัดออกมา สิ่งที่ชายหนุ่มเบื้องหน้าท่านพูดคือความจริงอย่างยิ่ง หลายปีที่ผ่านมาเซียวจ้านรักษาสัญญาทำตามข้อตกลงที่ท่านกับเขาทำไว้ด้วยกันอย่างซื่อสัตย์และมั่นคง เขาตอบแทนชีวิตใหม่ที่ท่านมอบให้เพื่อแลกกับข้อเสนอที่เห็นแก่ตัวของท่านโดยไม่เคยปริปากบอกหรือขอความเห็นใจจากใครทั้งที่ตัวท่านเองก็รู้ดีว่าเซียวจ้านบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจยิ่งกว่าใคร

“หวังอี้ป๋อยังไม่รู้เรื่องนี้ใช่ไหม”

“ครับ และเขาจะไม่มีวันรู้”

“ดี แล้วฉันก็หวังว่ามันจะเป็นความลับระหว่างเราสองคนตลอดไปนะคุณเซียว”

ดวงตาคู่สวยไหววูบด้วยความหวั่นเกรงว่าความลับที่คุณนายหวังคาดหวังให้เป็นความลับตลอดไปนั้นถ้าวันใดเกิดไม่เป็นความลับขึ้นมาและหวังอี้ป๋อรับรู้ความลับนั้นขึ้นมาในวันหนึ่งเข้าผู้ชายคนนั้นจะว่าอย่างไร เขาจะยังคงรักเซียวจ้านอยู่หรือไม่ หรือความรู้สึกของหวังอี้ป๋อจะกลับกลายเป็นเกลียดชังคนเห็นแก่ตัวอย่างเขาไปแทน

“ครับคุณป้า”

“แล้วสุขภาพของเธอเป็นอย่างไรบ้าง”

คุณนายหวังเริ่มลงมือรับประทานอาหาร เซียวจ้านจึงต้องทานไปพร้อมกันด้วยเพื่อรักษามารยาท ทั้งที่ตอนนี้ความอึดอัดปนวิตกกังวลทำให้ลิ้นแทบไม่รับรู้รสชาติใด 

“ไม่เป็นไรแล้วครับ แต่บางครั้งก็ยังมีกำเริบอยู่บ้างนาน ๆ ทีต้องทานยาสม่ำเสมอ” เซียวจ้านอธิบายให้ฟัง

“ดูแลตัวเองให้ดีหน่อยก็แล้วกัน แต่ฉันว่าเธอดูดีขึ้นมากกว่าตอนที่เราเจอกันที่ลอนดอนเมื่อสองปีที่แล้วนะ”

สองปีก่อนที่พูดถึงเป็นช่วงที่คุณนายหวังบินไปทำธุระเกี่ยวกับธุรกิจที่ประเทศอังกฤษและได้พบกับเซียวจ้านที่ท่านตั้งใจแวะไปเยี่ยมและเป็นตอนนั้นเองที่เซียวจ้านได้รู้ว่าหวังอี้ป๋อมีคู่หมั้นชื่อสงเฉียน

“ครับ น่าจะเกี่ยวกับอากาศและสภาพแวดล้อมด้วย”

ทั้งคุณนายหวังและเซียวจ้านต่างไม่ได้รู้ตัวเลยว่าการพบปะพูดจาระหว่างกันอยู่ในสายตาของใครคนหนึ่งที่เห็นเข้าโดยบังเอิญ สงเฉียนจ้องมองภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าด้วยความเคลือบแคลงปนสงสัย มารดาของหวังอี้ป๋อกับเซียวจ้านรู้จักกันและมานั่งทานอาหารประกอบการสนทนาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดเแบบนั้นได้อย่างไร 

'คุณป้ากับเซียวจ้านจะมีเรื่องอะไรที่ต้องคุยกันนอกจากเรื่องหวังอี้ป๋อ' 

สงเฉียนครุ่นคิดอยู่ในใจกับภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้า และความคิดนั้นก็ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยว่ายังมีเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องไปถึงหวังอี้ป๋อในสิ่งที่เขาเองและคู่หมั้นยังไม่รู้ด้วยหรือเปล่า 


รอยยิ้มสว่างสดใสระบายอยู่เต็มใบหน้าของหวังอู๋เสีย เที่ยงวันนี้เขากับเซียวจ้านนั่งทานข้าวอยู่ด้วยกันในโรงอาหารของพนักงานตามเคย ชายหนุ่มกำลังเล่าเรื่องตลกจากรายการโทรทัศน์และเมื่อเห็นอีกคนฟังอย่างตั้งใจก่อนจบลงด้วยเสียงหัวเราะของความขบขัน หวังอู๋เสียก็รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วที่ทำให้คนที่ตัวเองพึงใจหัวเราะได้  

เซียวจ้าน

คน ๆ นี้ช่างสดใสและมีเสียงหัวเราะที่ทำให้คนฟังอยากหัวเราะตามไปด้วยเสียจริง 

“ผมดีใจนะที่ทำให้คุณหัวเราะได้” หวังอู๋เสียพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“อะไรนะครับ”

“ช่วงสองสามวันนี้ผมเห็นคุณดูเครียด ก็เลยอยากให้หัวเราะบ้างเวลาคุณยิ้มหรือหัวเราะน่ะคุณจะดูสดใสมากเลย ผมอยากให้คุณยิ้มบ่อย ๆ นะ”

คำพูดของหวังอู๋เสียบ่งบอกถึงความในใจของเขาอย่างไม่ปิดบังเช่นเดียวกับดวงตาที่มองตรงมาอย่างลึกซึ้ง ถ้าไม่ติดที่ว่าหัวใจของเซียวจ้านมีหวังอี้ป๋อแล้ว มันคงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะรู้สึกหวั่นไหวไปกับความอ่อนโยนแบบนี้ แต่ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้คำพูดของหวังอู๋เสียจึงทำให้รู้สึกอึดอัดมากกว่า

“อาจเป็นเพราะผมเครียดกับงานไปหน่อยล่ะมั้งครับ ช่วงนี้งานผมยุ่งมากเลย”

“หวังอี้ป๋อใช้งานคุณหนักเหรอครับ สงสัยผมจะต้องไปจัดการน้องชายตัวเองหน่อยแล้ว”

หวังอู๋เสียพูดติดตลกจนเซียวจ้านเกือบจะหัวเราะออกมาอีก ถ้าไม่ติดที่เสียงห้าวแสนคุ้นหูจะไม่ดังขึ้นทางด้านหลังเสียก่อน

“มากไปแล้วอู๋เกอ ฉันใช้งานเลขาฉันเกี่ยวอะไรกับพี่ไม่ทราบ”

เซียวจ้านหันหน้าไปมองเจ้าของเสียง หวังอี้ป๋อนั่นเอง เขาวางถาดอาหารลงบนโต๊ะก่อนจะนั่งลงข้างเซียวจ้าน

“กินข้าวด้วยคนนะ” เจ้าของดวงตาคมหันมาพูดด้วยราวกับจะขอคำอนุญาต

“ทำไมวันนี้นายมากินข้าวที่นี่ได้ล่ะ”

หวังอู๋เสียถามอย่างสงสัย ซึ่งมันก็น่าสงสัยอยู่หรอกในเมื่อร้อยวันพันปีท่านรองประธานหวังอี้ป๋อไม่เคยแม้แต่จะย่างกรายมาที่นี่เพราะชิงชังความแออัดและอากาศร้อน แต่เพราะเพิ่งรู้ว่าหวังอู๋เสียใช้โอกาสตอนมื้อเที่ยงของทุกวันมาตีสนิทกับเลขาเขา หวังอี้ป๋อจึงอยู่เฉยไม่ได้ ดังนั้นถึงต่อให้โรงอาหารจะร้อนหรือแออัดกว่านี้อีกสิบเท่าหวังอี้ป๋อก็จะมาที่นี่ทุกวันที่เซียวจ้านมาเพื่อไม่ให้มีใครเข้าใกล้คนที่เขารักได้

“ฉันหิว แล้วก็ขี้เกียจขับรถออกไปหาข้าวกินข้างนอก มีปัญหาอะไรไหมเกอ”

น้ำเสียงอี้ป๋อทั้งพาลและหาเรื่องชวนทะเลาะแต่คนที่มองโลกในแง่ดีอย่างหวังอู๋เสียคงไม่สังเกต

“ใครจะกล้าไปมีปัญหากับรองประธานกรรมการหวังล่ะครับท่าน” พี่ชายของเขาพูดปนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ดี” หวังอี้ป๋อยักไหล่ มือข้างหนึ่งหยิบช้อนตักข้าวใส่ปากในขณะที่มืออีกข้างที่อยู่ใต้โต๊ะเอื้อมไปจับมือเซียวจ้านมากุมไว้จนเจ้าของมือหันมามองหน้า ถลึงตาใส่เป็นเชิงดุ ในขณะที่สื่อสารผ่านทางสายตาว่า

'ปล่อยนะ'

แต่ดวงตาดำจัดของอีกคนก็สื่อสารกลับเหมือนกันว่า 

'ไม่อยากปล่อย มีอะไรไหม'

มือที่อยู่ใต้โต๊ะพยายามสลัดให้หลุดจากการเกาะกุมของหวังอี้ป๋อ เซียวจ้านจิกเล็บลงหลังมืออุ่นจัดนั่นหวังให้เจ็บจะได้ปล่อย แต่ดูเหมือนทุกอย่างที่ทำจะไร้ผล คนที่มีกำลังมากกว่าไม่ยอมปล่อยแถมริมฝีปากของคนเจ้าเล่ห์ยังเผยรอยยิ้มท้าทายในขณะที่ทำตาพราวเป็นประกายวิบวับให้คนมองหัวใจกระตุกเล่นเสียอีก

อดีตคนรักของเซียวจ้านกลายเป็นพวกโรคจิตชอบความเจ็บปวดไปแล้วหรือไง

“ฉันกับเซียวจ้านกินข้าวเสร็จแล้วจะให้นั่งอยู่เป็นเพื่อนนายไหมอี้ป๋อ”

หวังอู๋เสียถามอย่างหวังดีในขณะที่เตรียมตัวลุกขึ้นจากโต๊ะเพื่อไปทำงานต่อในช่วงบ่าย

“ไม่ต้องหรอก”

คำปฏิเสธของคนเป็นเจ้านายทำให้เซียวจ้านนึกแปลกใจ แต่วินาทีถัดมาหวังอี้ป๋อก็ทำลายความแปลกใจนั้นไปจนหมด

“เกอจะไปไหนก็ไปแต่เลขาฉันต้องอยู่กับฉัน ฉันมีธุระจะพูดกับเขา” หวังอี้ป๋อพูดหน้าตาเฉยราวกับเป็นเรื่องปกติที่คนเป็นเลขากับเจ้านายจะคุยธุระกันบนโต๊ะทานข้าวในโรงอาหาร หวังอู๋เสียดูจะไม่ค่อยพอใจนักแต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ในเมื่อเซียวจ้านเป็นเลขานุการของน้องชาย

“ถ้างั้นฉันไปล่ะ ไว้เจอกันนะครับเซียวจ้าน”

“ครับ” เซียวจ้านตอบรับพร้อมกับพยักหน้าในขณะที่คนอีกหนึ่งคนที่ฟังการสนทนาอยู่ด้วย บอกตัวเองว่านับแต่นี้ไปเขาจะหาวิธีที่จะทำทุกอย่างให้เซียวจ้านอยู่ไกลจากหวังอู๋เสียให้มากที่สุดหรือไม่ได้เจอกันอีกเลยจะยิ่งดี

พอหวังอู๋เสียลุกจากโต๊ะอาหารไปแล้วเซียวจ้านก็หันมาทำเสียงดุใส่คนที่แอบจับมือเขาอยู่โดยไม่ยอมปล่อยเสียที

“ปล่อยมือฉันได้แล้วหวังอี้ป๋อ อยากมือแหกหรือไง” เซียวจ้านทำเสียงดุที่ให้ฟังยังไงแล้วมันก็น่ารักมากกว่าจะน่ากลัว

"เจ็บชะมัด มือหนักเป็นบ้า เล็บคนหรือตีนเสือเนี่ย นายจิกมือฉันจนเลือดออกแล้วมั้ง"

"ก็สมน้ำหน้าแล้ว ใครให้ทำอะไรบ้าบอแบบนั้นล่ะ ปล่อยได้แล้ว"

“ไม่อยากปล่อย ขอจับมือนิดเดียวอย่าทำเป็นหวงไปหน่อยเลยน่าคุณเลขา”

หวังอี้ป๋อพูดราวกับว่าการที่เซียวจ้านไม่อยากให้เขาจับมือมันเป็นความผิดที่เซียวจ้านไม่สมควรทำซะอย่างนั้น

“เดี๋ยวคนอื่นก็เห็นเข้าหรอก” เซียวจ้านพูดอย่างไม่สบายใจ ในโรงอาหารนี้มีพนักงานอยู่เต็มไปหมด มันคงไม่ดีแน่ถ้ามีใครเห็นว่ารองประธานกรรมการหวังอี้ป๋อแอบจับมือเลขาตัวเองใต้โต๊ะอาหารตอนนั่งกินข้าวกลางวันด้วยกัน ดีไม่ดีเรื่องไปถึงหูคุณนายหวังเข้าก็จะแย่ไปใหญ่

“ช่างหัวคนอื่นสิ ไม่ได้ไปจับมือเขานี่”

“ฮื้อ” เซียวจ้านอ่อนใจไปหมดกับการเถียงกลับอย่างดื้อรั้นนั้น เขาเอาชนะหวังอี้ป๋อไม่ได้สักอย่างส่วนคนดื้อดึงเอาแต่ใจตัวเองแถมยังร้ายกาจกลับยักคิ้วให้แล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ผลสุดท้ายก็ต้องเป็นเซียวจ้านเองที่อ่อนใจกับความดื้อดึงของหวังอี้ป๋อและยอมให้อีกฝ่ายจับมือตัวเองกุมไว้แบบนั้นระหว่างที่นั่งมองเจ้านายของตัวเองกินข้าวกลางวัน

“ทำไมวันนี้ถึงมากินข้าวที่นี่ได้ล่ะ ทุกทีก็ไม่เคยเห็นมา”

“ก็มาเพราะอยากรู้บ้างไงว่ามันมีอะไรดี นายถึงชอบมานั่งกินข้าวที่นี่ทุกวัน”

“เพราะมันถูก อาหารอร่อย แล้วฉันก็ขี้เกียจออกไปหาข้าวกินข้างนอก”

“ไม่ใช่เพราะมีคนกินเป็นเพื่อนชื่อหวังอู๋เสียหรอกเหรอ”

เสียงห้าวพูดราวกับน้อยใจ อยากจะบอกอีกฝ่ายเสียจริงว่าที่วันนี้ลงทุนเดินลงมาที่โรงอาหารก็เพราะหวงและอยากรู้ว่าเลขาของเขานั่งใกล้กับหวังอู๋เสียแค่ไหน และที่ไปซื้อข้าวมานั่งกินทั้ง ๆ ที่ไม่หิวนี่ก็เพื่อขัดขวางไม่ให้อีกฝ่ายอยู่กับหวังอู๋เสียแค่สองคน ทั้งที่รู้ว่าในโรงอาหารนี้พลุกพล่านจนไม่น่าจะเกิดความใกล้ชิดอะไรขึ้นได้แต่หวังอี้ป๋อก็ยังหวงอยู่ดี 

“ไม่ใช่สิ อย่ามาหาเรื่องกันหน่อยเลยน่า” เซียวจ้านทำหน้ามุ่ยกับคำประชดที่แค่ฟังก็รู้ว่าอี้ป๋อพูดเพราะ 'หวง' เลขาตัวเองเสียจนไม่อยากให้อยู่ใกล้ใคร

“ไม่ใช่ก็ดีแล้วแต่ถ้าจะให้ดีไม่ต้องมากินข้าวกับหวังอู๋เสียอีกอย่างก็จะดีมาก”

“เรื่องอะไรมาสั่งฉัน ฉันมากินข้าวกับคุณหวังก็เพราะฉันไม่มีเพื่อนกินข้าว นายจะให้ฉันนั่งเด๋อกินข้าวอยู่คนเดียวหรือไง”

“ถ้างั้นต่อไปนี้ตอนมื้อเที่ยงฉันจะมากินข้าวเป็นเพื่อนนายทุกวันเองดีไหมล่ะ”

"ไม่ดี" เซียวจ้านสวนกลับทันควัน "ไม่ต้องเลย"

"งั้นตกลงตามนี้ล่ะ ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปเลย" 

ในที่สุดอี้ป๋อก็ปล่อยมือเซียวจ้านเป็นอิสระเพราะกินข้าวเสร็จแล้ว มือใหญ่ยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม ก่อนจะดึงแขนให้คู่สนทนาลุกขึ้นจากโต๊ะ

ฮื้อ หวังอี้ป๋อ นายอย่าทำแบบนี้สิ” เซียวจ้านทำเสียงขัดใจทั้งเรื่องที่ถูกดึงและประโยคที่หวังอี้ป๋อพูดมื่อครู่ก่อน

“ไม่ฮื้อล่ะจะทำจริง ๆ คอยดูก็แล้วกัน ส่วนตอนนี้น่ะไปทำงานกันได้แล้วคุณเลขา ชักช้าเดี๋ยวก็ไล่ออกเสียเลยนี่” เสียงห้าวพูดอย่างยั่วเย้าทำให้คนฟังอย่างพลอยหัวเราะไปด้วย

ตอนนี้สถานภาพของเซียวจ้านกับหวังอี้ป๋อดูคล้ายกับว่าพวกเขากลับมาเป็นคนรักกันอีกครั้ง ด้วยความสนิทสนมที่มีระหว่างกันและความอ่อนโยนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หวังอี้ป๋อมีให้อย่างเช่นการขับรถพาไปส่งบ้านในวันที่งานยุ่ง และพูดคุยกันอย่างคนสนิทสนมคุ้นเคย ไม่มีใครพูดถึงเรื่องราวเก่า ๆ ที่เคยเกิดขึ้นให้หัวใจต้องเจ็บอีก 

แต่ทั้งที่สถานการณ์ดูเหมือนจะดีขึ้นเมื่ออย่างน้อยพวกเขาก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ แต่ลึกลงไปแล้วภายในใจของเซียวจ้านก็ยังมีความกังวลอยู่ตลอดเวลาทั้งเรื่องที่กลัวว่าแม่ของหวังอี้ป๋อจะรู้เข้าว่าพวกเขากลับมาสนิทสนมกันอีก รวมถึงพันธะของอดีตคนรักกับคู่หมั้นก็คงจะทำให้ความสุขเล็กน้อยที่มีอยู่ตอนนี้จบลงในสักวัน

เซียวจ้านพยายามย้ำกับตัวเองอยู่เสมอว่าเรื่องระหว่างเขากับหวังอี้ป๋อกลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว แต่เขาก็อ่อนแอเกินกว่าที่จะทำเป็นเมินเฉยเย็นชาใส่คนที่รัก ดังนั้นที่เป็นได้มากสุดในตอนนี้ก็คือการมีความสุขปนอยู่กับความทุกข์ในความสัมพันธ์ไร้ชื่อเรียกนี้ไปพร้อมกับความเจ็บลึกในหัวใจที่ทำให้ทรมานและสุขใจปนกันอย่างแยกไม่ออกและบอกเป็นคำพูดไม่ได้เลย 




TBC






ตอนที่สิบสองยังชิลอยู่ค่ะ เนื้อเรื่องคืบหน้าไปนิดหน่อยเอง แต่ตอนสิบสามจะถึงกลางเรื่องละ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นค่ะ รออ่านกันได้พรุ่งนี้มีเซอร์ไพรซ์จากอาเฉียนค่ะ 555 

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามและทุกกำลังใจนะคะ มีค่ามากจริง ๆ แค่คำพูดเดียวจากคนอ่านว่า 'จะรอนะคะ' ก็ทำให้อยากปั่นตอนต่อไปมาลงให้ทันทีเลยค่ะ เป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่มาก 

ขอบคุณมากๆอีกครั้ง เจอกันตอนต่อไปเน่อ 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 98 ครั้ง

516 ความคิดเห็น

  1. #267 love-taegi (@love-taegi) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 09:01
    สุขปนทุกข์แบบนี้ไม่ดีต่อหัวใจจ้านเลยนะ
    #267
    0
  2. #161 Renesmee09 (@Renesmee09) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 22:47
    งือออ...ยิ่งอ่านยิ่งสงสารจ้านอ่ะ ไรท์เตอร์อย่าใจร้ายทำให้จ้านเจ็บปวดมากนะคะ
    #161
    0
  3. #154 BeMine_ (@nnnut_kj) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 19:55
    ฮืออออออออ TT
    #154
    0
  4. #153 0902350598 (@0902350598) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 10:29

    ไรท์คะเฉลยปมเถอะเรารอไมไหวแล้วอะ
    #153
    0
  5. #152 Saiabate (@kledsai-min) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 10:12
    ยาวมาเลยจ้ะ ๆ พร้อมม่า รู้ความจริงเลยได้ไหมตอนต่อไป
    #152
    0
  6. #151 Sweetyprincess (@loleralove) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 08:51
    เมื่อไหร่จะเฉลยปม แงงง มันหน่วงงงง ไรท์ครัชชช
    #151
    0
  7. #150 Noong7 (@Noong7) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 00:18
    มาม่าจะมาแล้วเหรอ.... ขนาดไม่ม่า ตอนนี่อ่านตอนที่ผ่านมายังรู้สึกอึดอัดเลยแม่ แงงงง
    #150
    0
  8. #149 mtbb_th (@mtbb_th) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 21:18
    รออ่านอยู่นะคะ!
    #149
    0
  9. #148 prachingos (@prachingos) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 21:15
    อยากอ่านแล้ว รอๆๆๆนะค่ะ
    #148
    0
  10. #147 kirino88 (@kirino88) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 20:52
    โอ้ยค้างมากอยาก อ่านว้อยยยยต้องการมาม่าาาา
    #147
    0
  11. #146 kokoclub (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 20:50

    จ้านน่าสงสาร

    #146
    0
  12. #145 aiaiaind (@aineaind) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 20:27
    พี่จ้านป่วยเป็นโรคอะไรรรรร แง้วว จะหายใช่ไหม ต้องหายสิ เนอะ
    #145
    0