ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ยุคเซ็นโกคุ (Sengoku) ตีพิมพ์แล้ว

  • 93% Rating

  • 91 Vote(s)

  • 95,206 Views

  • 189 Comments

  • 564 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    252

    Overall
    95,206

ตอนที่ 20 : โอดะ โนบุนางะ (Oda Nobunaga) - จอมมารฟ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11543
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    16 ธ.ค. 58




โอดะ โนบุนางะ

(Oda Nobunaga)


ในยุคสมัยเซ็นโกคุ ชื่อของจอมคนที่มักถูกกล่าวถึงเป็นชื่อแรกในหน้าประวัติศาสตร์ และเปรียบดั่งจ้าวแห่งสงครามของญี่ปุ่นนั้นก็คือ บุรุษผู้มีนามว่า โอดะ โนบุนางะ (Oda Nobunaga)

ในบันทึกประวัติศาสตร์ได้เล่าวว่า โอดะ โนบุนางะ เป็นบุตรชายคนรองของโอดะ โนบุฮิเดะ ไดเมียวผู้ปกครองแคว้นโอวาริ เขาเกิดเมื่อปี ค.. 1534 มีชื่อในวัยเด็กคือ คิปโปชิ

เมื่อย่างเข้าวัยหนุ่ม โนบุนางะได้รับการกล่าวขวัญและมีชื่อเสียงไปจนถึงแคว้นอื่นเหตุเพราะความบ้าบิ่นและการกระทำตนตามอำเภอใจ ไม่ทำตัวอยู่ในกรอบประเพณี และมีนิสัยห่ามๆจนได้ชื่อว่าเป็นจอมแสบแห่งโอวาริ

โนบุฮิเดะผู้พ่อเป็นห่วงอนาคตของตระกูลและบุตรชายคนนี้มาก จึงได้มอบให้เขาปกครองปราสาทนาโกย่าในเขตแดนโอวาริ ตั้งแต่ยังหนุ่มเพื่อหวังให้โอกาสและสร้างความรับผิดชอบต่อหน้าที่ให้แก่ลูกชายจอมแสบผู้นี้ ซึ่งโนบุนางะแม้จะได้ตำแหน่ง ปราสาท และเขตแดนปกครองเป็นของตนเอง ก็ยังคงกระทำตนตามอำเภอใจ เที่ยวเล่นและหาความสนุกอยู่เป็นนิจ

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นจอมแสบ ถูกผู้คนและขุนนางบางส่วนดูแคลน แต่ด้วยความที่โนบุนางะวางตนเสมือนคนติดดินและมีความคิด นิสัยกล้าได้กล้าเสีย ทำให้ผู้คนไม่น้อยหลงเสน่ห์ตรงนี้ของเขา และทำให้เขามีผู้คนจำนวนมากจากหลายระดับเข้ามาคบหาด้วย


โนบุนางะในวัยหนุ่มนั้น ได้รู้จักคบหากับผู้คนต่างๆมากมาย คนเหล่านั้นภายหลังได้กลายมาเป็นผู้มีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์รวมถึงขุนพลคนสำคัญของเขา เช่น คิโนชิตะ โทคิจิโร่ ,มัตสึไดระ โมโตยาสุ ,มาเอดะ โทชิอิเอะ ,นิวะ นากาฮิเดะ ฯลฯ

นอกจากนี้ด้วยความที่มีนิสัยแหกคอก และเปิดรับสิ่งต่างๆได้ง่าย ทำให้โนบุนางะมีความสนใจในวิทยาการของชาวตะวันตกซึ่งเริ่มเข้ามาติดต่อค้าขายในญี่ปุ่นเป็นอันมาก แคว้นโอวาริเองก็ค่อนข้างเปิดกว้างให้ชาวตะวันตกเข้ามาค้าขายไม่น้อย ตอนนั้นเองที่โนบุนางะได้มีโอกาสรู้จักกับอาวุธใหม่ของชาวตะวันตกที่เรียกว่าปืนคาบศิลาหรือปืนไฟ

ในระหว่างนั้น โอดะ โนบุฮิเดะ ผู้เป็นพ่อ ค่อนข้างจะเป็นห่วงอนาคตของลูกชายที่เอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆผู้นี้ยิ่งนัก อันที่จริงแล้วกล่าวกันว่าโนบุฮิเดะนั้นมองทะลุถึงพรสวรรค์อันหาได้ยากที่แอบซ่อนอยู่ในตัวของโนบุนางะ แต่ในรอบๆแคว้นโอวารินั้นเต็มไปด้วยไดเมียวจำนวนมากที่จ้องตะครุบโอวาริอยู่ทุกขณะ หากวันหน้าโนบุนางะขึ้นมารับสืบทอดตระกูล ความอ่อนด้อยของโนบุนางะย่อมยากที่จะป้องกันการรุกรานของแคว้นต่างๆได้ ซึ่งศัตรูสำคัญของตระกูลโอดะที่อยู่รายรอบนั้นได้แก่อิมากาว่า โยชิโมโตะ ไดเมียวผู้ทรงอำนาจที่ครอบครองดินแดน 3 จังหวัดทางตะวันออก อันได้แก่มิคาว่า ซุรุกะ และโทโทมิ อีกด้านคือ ไซโต้โดซัน ผู้ปกครองแคว้นมิโนะ

ด้วยเหตุนี้โนบุฮิเดะจึงตัดสินใจหาหลักประกันอนาคตให้แก่ลูกชายตน เขาจึงตัดสินใจที่จะสู่ขอให้โนบุนางะแต่งงานกับเจ้าหญิงโน ธิดาของไซโต้ โดซัน ไดเมียวผู้ครองแคว้นมิโนะซึ่งอยู่ข้างเคียงกัน

ไซโต้ โดซัน เป็นยอดขุนศึกที่มีความร้ายกาจในการทรมานศัตรูที่จับตัวได้ จนมีฉายาว่าเจ้าอสรพิษอีกทั้งยังมีความสามารถและกำลังทหารที่เข้มแข็งเป็นศัตรูสำคัญของโอวาริ เป็นที่เชื่อกันว่าโดสะนั้นจ้องที่จะหาทางยึดครองโอวาริมานานแล้ว ติดตรงที่มีโนบุฮิเดะเป็นผู้ปกครองอยู่ แต่หากโนบุฮิเดะสิ้นลง โอวารคงยากที่จะรอดพ้นเงื้อมมือเขา

ฮิราเตะ มาซาฮิเดะ ที่ปรึกษาคนสนิทของโนบุฮิเดะ เป็นผู้คิดแผนการนี้ เขามองการณ์ไกลว่าศัตรูสำคัญในอนาคตที่พร้อมจะตระครุบโอวาริทุกเมื่อคือโดสะ ดังนั้นหากสามารถผนึกเป็นมิตรได้ย่อมเป็นทางดีที่สุด จึงเสนอแผนนี้ต่อโนบุฮิเดะ และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการเสี่ยงตายไปสู่ขอเจ้าหญิงโนให้แก่โนบุนางะ ซึ่งผลคือโดสะนั้นตอบตกลง เพราะเขาเห็นแก่ความกล้าเสี่ยงของมาซาฮิเดะ ประกอบกับในประวัติศาสตร์นั้นมีเกร็ดเล่าว่าโดสะค่อนข้างถูกใจโนบุนางะมากทีเดียว

การแต่งงานของโนบุนางะและเจ้าหญิงโนเพื่อเชื่อมสัมพันธ์สองแคว้นจึงเกิดขึ้น และยังมีเกร็ดที่น่าเชื่อเล่าว่า โดซันได้สั่งความลับแก่ลูกสาวของตนว่าหากเห็นโนบุนางะมีทีท่าจะเป็นศัตรูสำคัญต่อมิโนะเมื่อใด ก็ให้ลงมือลอบสังหารทันที แต่สุดท้ายคำสั่งนั้นก็ไม่เคยส่งมาจากโดซันเลย

ในปีค.. 1551 โนบุฮิเดะ สิ้นชีวิตลง ตระกูลโอดะจึงเกิดความปั่นป่วนขึ้นด้วยปัญหาผู้สืบทอด เพราะขุนนางในตระกูลได้ถูกแยกเป็นสองฝ่าย ด้านหนึ่งสนับสนุนโนบุนางะซึ่งมีอาวุโสที่สุดให้เป็นผู้สืบทอด อีกด้านสนับสนุนโนบุยูกิบุตรชายคนเล็ก ซึ่งปรากฏว่า ญาติพี่น้อง นายทหารและขุนนางสำคัญส่วนใหญ่สนับสนุนโนบุยูกิมีมากกว่า นั่นเพราะโนบุนางะมีพฤติกรรมต่างๆไม่เหมาะสมจะเป็นนายคนใหม่

มาซาฮิเดะ ซึ่งเป็นผู้ดูแลโนบุนางะนั้น ยืนกรานสนับสนุนโนบุนางะ และด้วยความช่วยเหลือของเขา ก็มีส่วนทำให้โนบุนางะสามารถได้พันธมิตรสำคัญอย่างชิบะ โยชิมุเนะ และอาของเขาคือโอดะ โนบุโทโมะ เป็นผู้ให้การสนับสนุนเพิ่มเติ่ม ทำให้อำนาจของโนบุนางะในโอวาริมีมากขึ้น

ในปีค..1556 เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่มิโนะ เมื่อเจ้าอสรพิษโดสะ ถูกไซโต้ โยชิทัตสึ บุตรชายของตนเองสังหาร และกลายเป็นผู้ปกครองคนใหม่แห่งแคว้นมิโนะ เหตุที่โยชิทัตสึก่อการสังหารบิดาตนเองนี้ เชื่อกันว่าเพราะโดสะได้ทำพินัยกรรมยกแคว้นมิโนะให้แก่โนบุนางะ ด้วยเหตุที่เขาถูกใจในตัวโนบุนางะมากกว่าบุตรชายตนเอง โยชิทัตสึไม่อาจยอมได้ จึงลุกฮือขึ้นก่อการทำศึกโค่นบิดา และยึดอำนาจทั้งหมดในมิโนะมาได้

โนบุนางะอ้างการล้างแค้นแทนพ่อตา ยกทัพเข้าทำศึกกับโยชิทัตสึ กล่าวกันว่านี่เป็นข้ออ้างอันดีที่โนบุนางะจะได้ครอบครองแคว้นมิโนะอย่างชอบธรรม หากสามารถพิชิตโยชิทัตสึได้ แต่มิโนะเป็นแคว้นที่เข้มแข็งและมีบุคลากรชั้นยอด สืบต่อมาจากยุคของโดสะมากมาย โยชิทัตสึได้อัจฉริยะในด้านการทหารนามว่า ทาเคนากะ ฮัมเบ เป็นเสนาธิการ ทำให้วางแผนรับศึกยันกับโนบุนางะไว้ได้ นอกจากนี้เขายังมีขุนพลเฒ่าสามคนที่ถูกเรียกว่าสามคนแห่งมิโนะเป็นขุนพลเอก ทำให้มิโนะในการปกครองของโยชิทัตสึ มีความแข็งแกร่งไม่แพ้ในยุคของโดสะเลย

โนบุนางะนั้นเห็นว่าเป็นการยากในตอนนี้ที่จะจะพิชิตโยชิทัตสึ จึงหันกลับมาจัดการเรื่องราวในโอวาริเสียก่อน ในปีต่อมาโนบุยูกิซึ่งได้รับการสนับสนุนจากขุนพลสำคัญในตระกูล คือ ชิบาตะ คัตสึอิเอะ และ ซาคุมะ โนบุโมริ ได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านโนบุนางะ และเปิดศึกขึ้นที่อิโนะ แต่ในการศึกนี้ ทั้งสามได้พ่ายแพ้ให้โนบุนางะอย่างหมดรูป หลังจากนั้นโนบุยูกิยังพยายามที่จะก่อการขึ้นอีกหลายครั้งโดยมีญาติๆคนอื่นในตระกูลช่วยเหลือ แต่ทุกครั้งก็ประสบกับความล้มเหลว และบรรดาญาติๆกับขุนพลเหล่านั้นก็พากันตีตัวออกห่างไป

คัตสึอิเอะ และ โนบุโมริ สองขุนพลใหญ่ยอมสวามิภักดิ์ต่อโนบุนางะ ทำให้โนบุนางะกุมอำนาจทหารในโอวาริไว้ได้แทบทั้งหมด จากนั้นเพื่อที่จะจัดการปัญหาภายในให้หมดสิ้นไป ในปีค..1559 โนบุนางะจึงวางแผนแกล้งป่วยเพื่อเรียกตัวโนบุยูกิมาเยี่ยมพบที่ปราสาทคิโยสุ จากนั้นจึงทำการสังหารโนบุยูกิเสีย การวางแผนสังหารน้องชายของตนนี้ทำให้ผู้คนกล่าวขานถึงความโหดเหี้ยมของโนบุนางะเป็นอันมาก

ผลของเหตุการณ์นี้ ทำให้โอวาริอยู่ในอำนาจปกครองของโนบุนางะโดยสิทธิ์ขาดเพียงผู้เดียว และนับจากนั้นก็ไม่มีใครในโอวาริลุกขึ้นมาก่อการต่อต้านโนบุนางะอีกเลย

กระทั่งปี.. 1560 เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่ส่งผลต่อความอยู่รอดของโอวาริ เมื่ออิมากาว่า โยชิโมโตะ ได้ทำการระดมกองทัพขนาดใหญ่ถึง 40,000 คน เป้าหมายคือบุกเข้าเมืองหลวงเกียวโต ซึ่งได้นำทัพเดินหน้ายึดเมืองได้ถึง 3 จังหวัด ปัญหาคือ โอวาริเป็นหนึ่งในแคว้นที่อยู่ในเส้นทางผ่านนั้นด้วย เพราะโอวาริเป็นเมืองที่อยู่แถบภาคกลางของญี่ปุ่นและอยู่ใกล้กับเมืองหลวง หากยึดได้ จะสามารถใช้เป็นที่มั่นในการรุกคืบเข้าเมืองหลวงต่อได้โดยง่าย

เพื่อปกป้องโอวาริ โนบุนางะจึงต้องระดมกองทัพทั้งหมดเพื่อเตรียมหยุดยั้งโยชิโมโตะให้ได้ แต่เขาก็สามารถระดมกำลังทหารได้เพียง 5000 คนเท่านั้น


ไม่ว่าจะมองมุมไหนกองทัพ 5000 คนของโอดะก็ไม่อาจเอาชนะกองทัพ 40,000 ของอิมากาว่าได้เลย แต่โนบุนางะก็ยังใจเย็นวางแผนรับสถานการณ์ ในขณะที่ขุนพลทุกคนต่างแตกตื่นกับขนาดทัพอันใหญ่โตของทัพอิมากาว่า โนบุนางะยังคงมีสติและแยกแยะออกว่าการจะเอาชนะทัพใหญ่ขนาดนี้ได้นั้น มีหนทางเดียวคือจัดการกับตัวขุน ซึ่งนั่นก็คือทัพหลักที่ตัวอิมากาว่า โยชิโมโตะอยู่เท่านั้น

โนบุนางะอ่านเส้นทางเดินทัพของอิมากว่า ว่าจะต้องเดินทัพในช่องเขาโอเกฮาซาม่า และทัพหลักก็จะต้องตั้งมั่นอยู่ภายในช่องเขาแน่นอน ในศึกนี้ แสดงความสามารถในการหาข่าวสารและวิเคราะห์แยกแยะจุดแข็งจุดอ่อนผสานกับหลักภูมิศาสตร์ของโนบุนางะได้ดีเยี่ยม เขารอคอยหน่วยสืบข่าวจนถึงนาทีสุดท้ายในการสืบหาที่ตั้งกองทัพใหญ่ของอิมากาว่า ว่าตั้งอยู่ ณ ช่องแคบแห่งหนึ่ง ซึ่ง ประกอบกับโชคช่วยอย่างมหาศาลที่เกิดฝนตกหนักในตอนนั้น ซึ่งฝนที่ตกนั้นเอื้อต่อการลอบโจมตีของกองทัพที่มีจำนวนน้อยอย่างยิ่ง เพราะมันจะช่วยกลบร่องรอยในการเดินทัพ รวมถึงสะดวกต่อกองทัพที่มีจำนวนน้อยกว่า หากต้องสู้รบในที่แคบ และอาศัยความรวดเร็ว

โนบุนางะอาศัยยามวิกาลของคืนที่ฝนกำลังตกลงหนัก นำกองทหาร 2000 คนลอบเข้าโจมตีอย่างสายฟ้าแลบที่ทัพหลักของอิมากาว่าซึ่งตั้งค่ายอยู่โดย ที่ตัวอิมากาว่า โยชิโมโตะกว่าจะรู้ตัวก็เมื่อทหารของโนบุนางะบุกเข้ามาแล้ว และในที่สุดนายทหารไร้ชื่อเสียงสองคนของโนบุนางะนามว่า โมริ ชินสุเกะ และฮัตโตริ โคเฮตะ ก็สามารถเด็ดศีรษะของโยชิโมโตะลงมาได้

การเอาชัยชนะต่อโยชิโมโตะในศึกนี้ นับเป็นการศึกที่แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะชนะศึกหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งนี่เองคือจุดเริ่มต้นของการกระโจนเข้าสู่หน้าประวัติศาสตร์อย่างยิ่งใหญ่ของโอดะ โนบุนางะ และเป็นการประกาศชื่อของเขาเองให้ผู้คนทั่วแผ่นดินได้รู้จักแล้วเป็นที่ยำเกรงมากขึ้น

ผลของเอาชนะอิมากาว่าได้ทั้งที่มีกำลังทหารน้อยกว่ามาก ทำให้ชื่อของเขาดังกระฉ่อนไปทั่วแผ่นดิน โชกุน อาชิคงะ โยชิเทรุ ซึ่งขณะนั้นถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งโชกุน ได้ขอเรียกตัวเข้าพบในวัดแห่งหนึ่งเพื่อหวังจะขอยืมกำลังทหารของโนบุนางะในการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวและฟื้นฟูตระกูลอาชิคางะ ซึ่งโนบุนางะก็รับปาก แต่ภายหลังโชกุนโยชิเทรุก็ถูกลอบสังหารไปเสียก่อนที่โนบุนางะจะได้ทันดำเนินการใดๆ

ในปีต่อมา แคว้นมิโนะได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ไซโต้ โยชิทัตสึ ป่วยหนักและเสียชีวิตลง บุตรชายของเขานามว่า ทัตสึโอกิขึ้นสืบตระกูลต่อ แต่ทัตสึโอกิไม่อาจเทียบได้กับปู่หรือบิดาตนเอง เขายังเป็นคนหนุ่มที่ไร้ประสบการณ์และมีสิสัยขี้ระแวง แม้ว่าฮัมเบและกลุ่มสามขุนพลแห่งมิโนะจะยังภักดีต่อตระกูลไซโต้ และตั้งใจจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่ก็ถูกทัตสึโอกิระแวงจนเสียกำลังใจ โนบุนางะนั้นรู้ดีว่าเหตุที่แคว้นมิโนะยังยืนหยัดอยู่ได้นั้น ล้วนเป็นเพราะขุนพลเหล่านี้ โนบุนางะจึงส่งคนเข้าเกลี้ยกล่อมฮัมเบและกลุ่มสามขุนพลมิโนะให้สวามิภักดิ์ โดยผู้ที่ทำให้เรื่องนี้สำเร็จลงได้นั้น ผู้มีส่วนอย่างมากก็คือซามูไรชั้นล่างผู้หนึ่งของโนบุนางะ นามว่า คิโนชิตะ โทคิจิโร่

เนื่องจากโทคิจิโร่เคยเป็นสหายของฮัมเบ เขาจึงอาศัยความสัมพันธ์นี้ลอบเข้าเกลี้ยกล่อมจนฮัมเบและกลุ่มสามคนมิโนะคล้อยตาม จากนั้นโทคิจิโร่ก็ได้ค้นพบเส้นทางลับสุ่ปราสาทอินาบะยามะ อันเป็นปราการหลักของมิโนะจนได้ ทำให้ทัพของโนบุนางะสามารถเข้าโจมตีและพิชิตโยชิทัตสึและยึดแคว้นมิโนะมาครองได้สำเร็จ ผลของการศึกนี้ โนบุนางะมีความยินดีอย่างมากเพราะในที่สุดเขาก็สามารถทำให้ความปรารถนาที่จะยึดครองมิโนะของบิดาประสบความสำเร็จจนได้ และยังเป็นการเอาชัยชนะเหนือตระกูลไซโต้อันเป็นคู่แข่งที่มีมาช้านานลงได้อย่างเด็ดขาด

ในปีค.. 1568ที่เมืองหลวงเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น เมื่อ อาชิคางะ โยชิอากิ น้องชายของโชกุนโยชิเทรุซึ่งถูกลอบสังหารไปนั้นได้ขึ้นดำรงตำแหน่งโชกุนแทน ได้ตัดสินใจออกปากเชิญโนบุนางะเข้าเมืองหลวงเพื่อหวังให้ช่วยเหลือรัฐบาลอาชิคางะที่กำลังจวนเจียนจะล่มสลายเต็มที โนบุนางะตอบรับคำเชิญนี้ เพราะในขณะที่ขุนศึกทั่วแผ่นดินต่างมุ่งจะใช้กำลังเข้าาราวีกัน กลับไม่มีผู้ใดเสนอตัวออกมาช่วยเหลือโชกุนผู้นี้ ขุนศึกที่มีความพร้อมก็มีที่มั่นอยู่ห่างไกลเกินกว่าจะนำกำลังเข้ามากระทำการใดๆในเมืองหลวงได้ง่าย แต่โนบุนางะกุมข้อได้เปรียบสำคัญนี้ แค้วนโอวาริมีอาณาเขตใกล้กับเกียวโต ไปมาได้ไม่ยาก ยิ่งเมื่อผนวกมิโนะเข้ามาในปกครองแล้ว ฐานกำลังของโนบุนางะก็ยิ่งมั่นคง โนบุนางะถือว่านี่เป็นโอกาสทองที่หาไม่ได้อีกแล้ว แถมโชกุนโยชิอากิยังถวายพานมาให้เองอย่างามด้วย เขาจึงนำกำลังทหารเข้าเมืองหลวง และเข้าถวายตัวต่อองค์จักรพรรดิโองิมาจิ ทำให้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิทักษ์โชกุน และผู้ค้ำยันรัฐบาลอาชิคางะ

ผลจากการนี้ ทำให้โนบุนางะมีอำนาจในการบัญชาการทั่วหล้าโดยสามารถอ้างสิทธิชอบธรรมที่ได้รับจากองค์จักรพรรดิ อำนาจของโนบุนางะตอนนี้ยิ่งใหญ่และเป็นเสมือนผู้กุมอำนาจบริหารรัฐบาลตัวจริงของญี่ปุ่น

แม้โนบุนางะจะได้อำนาจอันยิ่งใหญ่ในการบัญชาการทั่วหล้ามาอยู่ในมือก็จริง แต่ก็เป็นเพียงในนามเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว หลายสิบแคว้นทั่วญี่ปุ่นต่างแยกกันเป็นเอกเทศ และอยู่ภายใต้อำนาจของเหล่าไดเมียวและขุนศึกตระกูลต่างๆ อีกทั้งแต่ละฝ่ายต่างก็รบพุ่งเข้าใส่กันไม่หยุดหย่อนขุนศึกหลายตระกูลนั้นก็มีกำลังทหารมหาศาลมากพอจะต่อกรกับตระกูลโอดะได้

ยุคนั้นเป็นยุคของโอกาส หากใครมีความทะเยอทะยานและความสามารถมากพอก็สามารถจะสร้างชื่อได้ ทุกคนล้วนคิดเช่นนี้ ดังนั้นจึงไม่มีตระกูลขุนศึกใดคิดยอมก้มหัวให้โนบุนางะโดยง่าย เขาเองก็รู้ดีว่าตระกูลเหล่านั้นล้วนมีศักดิ์ศรียิ่งใหญ่มานาน เช่นตระกูลโฮโจ โมริ อุเอสึงิ ทาเคดะ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่โนบุนางะจะปราบพวกเขาลง

แต่ละตระกูลต่างก็ล้วนมีกองทัพที่มีจุดเด่นของตัวเอง เมื่อพิจารณาข้อนี้ ทัพตระกูลโอดะซึ่งแต่เดิมมีจุดเด่นในการไล่ล้างตะลุยข้าศึกด้วยความเด็ดขาดรุนแรงจึงไม่เพียงพอ โนบุนางะคิดสร้างกองทัพที่มีเอกลักษณ์พิเศษที่ไม่เมือนใครขึ้น และจะต้องเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดด้วย

อันที่จริงหนทางในการสร้างกองทัพโอดะให้เป็นกองทัพที่แกร่งที่สุดนั้น เขาเริ่มมองเห็นมาตั้งแต่วัยหนุ่มและก็เริ่มดำเนินการอย่างลับๆมาตลอด นั่นคือการระดมซื้อปืนไฟเข้ามาด้วยจำนวนมหาศาล และสร้างหน่วยปืนไฟอันเป็นหน่วยรบที่ใช้ปืนในการรบหลักโดยเฉพาะเป็นหน่วยแรกของญี่ปุ่น เขายังให้ความสำคัญกับเรื่องของการข่าวและการจารกรรมเป็นพิเศษ ซึ่งเพื่อการนี้ก็ได้แต่งตั้งโทคิจิโร่เป็นผู้ดูแลหน่วยพิเศษนี้ โดยจะเป็นหน่วยที่มีหน้าที่ในการสืบหาความลับและปล่อยข่าวเพื่อบ่อนทำลายฝ่ายศัตรูโดยเฉพาะ ซึ่งความจริงการรบแบบข่าวสารนี้ไดเมียวคนอื่นๆก็ใช้วิธีการนี้กันมาช้านาน โดยอาศัยเหล่านินจาในการสืบข่าวและลอบสังหาร แต่โนบุนางะเป็นผู้ที่ริเริ่มสร้างและบรรจุให้จารชนเหล่านั้นเข้าเป็นกองทัพพิเศษอย่างเป็นทางการ ทำให้สามารถสั่งการได้เต็มที่ และทหารที่สังกัดหน่วยพิเศษย่อมรู้สึกได้ถึงการยอมรับและเกียรติศักดิ์ศรี ว่าไม่เป็นเพียงข้ารับใช้เสมือนเหล่านินจาทั่วๆไป แต่มีโอกาสที่จะไต่เต้าขึ้นมาในฐานะทหารและขุนพลได้ หากทำความดีความชอบในสนามรบ

โนบุนางะนั้นแม้จะได้ชื่อว่าเป็นจอมมารที่โหดเหี้ยม แต่เขาก็มีกุศโลบายในการบัญชากองทัพที่เที่ยงตรงและยอดเยี่ยม เขายึดถือคนจากความสามารถโดยไม่สนใจชาติตระกูล ไม่ว่าจะเป็นคนต่ำต้อยหรือคนชั้นสูง ขอเพียงมีความสามารถ เขาก็พร้อมจะใช้งานโดยไม่เกี่ยง แม้กระทั่งกับผู้เป็นศัตรูมาก่อน หากมีความสามารถเขาก็จะชักจูงให้สวามิภักดิ์ หากไม่แล้ว เขาก็จะสังหารให้สิ้นไป

ระบบกองทัพของโนบุนางะนั้น ยึดผลงานในสนามรบเป็นหลัก ทำดีให้รางวัล ทำไม่ดียึดเบี้ยหวัด ไม่ว่าขุนพลคนนั้นจะเป็นคนสนิทหรือมีชาติตระกูลสูงขนาดไหน หากรบแพ้ ก็พร้อมจะถูกลงโทษอย่างรุนแรงหรือลดขั้นเป็นเพียงสามัญชน ขณะเดียวกัน หากสามารถสร้างผลงานยิ่งใหญ่ได้ เขาก็พร้อมจะประทานรางวัลให้อย่างงามโดยไม่คิดเกี่ยงงอน

ส่วนในแง่ของสายบัญชาการกองทัพ ในช่วงที่เข้ามากุมอำนาจในเมืองหลวง โนบุนางะแบ่งกองทัพหลักออกเป็นสามหน่วยใหญ่ นั่นคือพลทหารเดินเท้า พลหอก และพลปืนไฟ ส่วนผู้บัญชาการนั้น พลเดินเท้ามีชิบาตะ คัตสึอิเอะ เป็นแม่ทัพหลัก พลหอก มีนิวะ นากาฮิเดะ เป็นแม่ทัพหลัก และพลปืนไฟ มี โทคิจิโร่ ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็นฮาชิบะ ฮิเดโยชิเป็นแม่ทัพหลัก

ด้วยกำลังหลักทั้งสามหน่วยซึ่งจัดตั้งขึ้นมานี้ โนบุนางะจึงสามารถประกาศศักดาออกไปทั่ว โดยไม่หวั่นเกรงผู้ใด และเป็นการพลิกแนวคิดกองทัพทหารม้า เพราะที่ผ่านมาขุนศึกแต่ละแคว้นนั้นอาศัยกองทัพม้าเป็นกำลังหลักสำคัญ หากมีทัพม้าที่แข็งแกร่งก็มีโอกาสที่จะชนะศึกได้มาก แต่ทัพโอดะเองขาดในจุดนี้ ซึ่งโนบุนางะเองก็ทราบ ในกองทัพของเขาเองก็ขาดแคลนบุคลากรหรือแม่ทัพที่ชำนาญการรบบนหลังม้าเป็นพิเศษ แต่เขาก็แก้ไขเรื่องนี้ด้วยการใช้พลปืนไฟเข้ามาทดแทน


ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้พิทักษ์เมืองหลวงและโชกุน โนบุนางะก็ได้ทำการออกปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบกลุ่มต่างๆจนราบคาบ และยังสามารถจัดการกับกลุ่มสามคนมิโยชิ ซึ่งเป็นผู้สังหารอดีตโชกุนโยชิเทรุลงได้ โยชิอากิพอใจมากที่โนบุนางะสามารถจัดการศัตรูผู้สังหารพี่ชายตนเอง จึงไว้วางใจเขาเต็มที่ และก็ทำให้อำนาจของโนบุนางะในเมืองหลวงและเขตแดนโดยรอบมั่นคงยิ่งนัก

จากนั้นโนบุนางะก็ทำการปฏิรูปการปกครองในเกียวโตซะใหม่ เขาเปิดตลาดเน้นการค้ากับชาวตะวันตก โดยหัวหอกที่นำสินค้าจากตะวันตกเข้ามาคือบาทหลวงฟลอยด์ มิชชันารีจากโปรตุเกส

บาทหลวงฟลอยด์ได้นำศาสนาคริสต์และวิทยาการตะวันตกเข้ามาเผ่ยแพร่ ซึ่งโนบุนางะให้การสนับสนุนอย่างมาก อนุญาตให้ตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่ในเขตปกครองของตน และฟลอยด์ยังได้นำวิทยาการเช่นปืนไฟแบบใหม่ นาฬิกา เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และของจากตะวันตกเข้ามา สร้างความพอใจแก่โนบุนางะมาก นอกจากนี้โนบุนางะยังได้เข้าครอบงำเมืองซาไกซึ่งเป็นเมืองท่าการค้าสำคัญ จนเขาสามารถกุมอำนาจทางเศรษฐกิจของรัฐบาลไว้ได้

เมืองซาไกนั้นมีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองท่าที่รับสินค้าจากตะวันตก โดยเฉพาะปืนไฟ ด้วยเหตุนี้โนบุนางะจึงผูกขาดการซื้อปืนไฟจากเมืองซาไกแต่เพียงผู้เดียว เขายังหาเหตุขจัดอิทธิพลของกลุ่มพ่อค้าหลายรายที่ทำการค้าให้แก่ขุนศึกตระกูลอื่นๆด้วยการจับขังและประหารพวกเขา พ่อค้าหลายรายจึงเลิกการขายปืนให้แก่ขุนศึกตระกูลอื่น เพียงขายให้โนบุนางะเท่านั้น 

หลังจากจัดการปกครองในบริเวณเมืองหลวงได้เรียบร้อยนั้น ทำให้รัฐบาลมีความมั่นคงขึ้นอย่างมาก โยชิอากิมีความคิดจะแต่งตั้งให้โนบุนางะเป็นรองโชกุนแต่เขาไม่รับ แต่ขอครอบครองเมืองซาไกและหัวเมืองโดยรอบอีก 2-3 เมืองแทน ซึ่งภายหลังโยชิอากิเริ่มอ่านออกว่าโนบุนางะต้องการกุมอำนาจการคลังของรัฐ จึงเริ่มเกิดความไม่พอใจ

กระทั่งปี ค.. 1568 โนบุนางะหาเหตุเข้าโจมตีตระกูลอาซากุระ ที่นำโดย อาซากุระ โยชิคาเงะ เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้โชกุน โยชิอากิมาก เพราะสมัยที่เขาเป็นโชกุนเร่ร่อนนั้น โยชิคาเงะเคยให้ความช่วยเหลือเขาอยู่ไม่น้อย แต่โนบุนางะก็เคลื่อนทัพออกไปโดยไม่ฟังเสียงทัดทาน โยชิอากิโกรธจัดและเป็นฟางเส้นสุดท้ายของสายสัมพันธ์ระหว่างเขาและโนบุนางะ อีกโยชิอากิได้รับการยุเสริมจากที่ปรึกษาอย่างโฮโซคาวะ ฟูจิทากะ จึงทำให้ความสัมพันธ์ของโยชิอากิและโนบุนางะถึงคราวแตกสะบั้นในที่สุด

ฟูจิทากะได้เสนอแผนที่จะจัดการตลบหลังโนบุนางะ โดยเขาได้ดำเนินการส่งหนังสือลับไปให้ตระกูลอาซาอิซึ่งเป็นพันธมิตรของตระกูลอาซากุระ ให้ยกทัพลอบเข้าโจมตีทัพโอดะ ซึ่งขณะนั้นเดินทัพแยกเป็นสองส่วน โดยทัพหน้านั้นนำโดยโนบุนางะ ส่วนทัพหลังมีอิเอยาสึซึ่งเป็นพันธมิตรเพียงหนึ่งเดียวช่วยสนับสนุน หากตระกูลอาซาอิยอมทำตามแผนของมะสึนากะ ทัพโอดะจะถึงคราวพินาศทันที

แต่แผนการก็รั่วไหล มีเกร็ดเล่ากันว่าเจ้าหญิงโออิจิ น้องสาวของโนบุนางะซึ่งแต่งงานกับอาซาอิ นางามาสะ ผู้สืบทอดตระกูลอาซาอินั้น เป็นผู้แอบส่งข่าวมาบอกพี่ชาย ทำให้โนบุนางะล่วงรู้แผนการและเตรียมการรับมือได้ทัน พร้อมทั้งสามารถกลับสู่เมืองหลวงได้โดยแทบไม่บอบช้ำ

เรื่องในครั้งนี้ทำให้โนบุนางะโกรธแค้นตระกูลอาซาอิรวมไปถึงนางามาสะมาก เพราะเขามีความสัมพันธ์อันดีและให้ความไว้วางใจต่อน้องเขยผู้นี้อย่างยิ่ง และเรื่องนี้ส่งผลไปสู่เหตุโศกนาฏกรรมที่ปราสาทโอดานิในภายหลัง

โนบุนางะสามารถยกทัพหลักถอยกลับเมืองหลวงได้ชนิดเฉียดตาย ซึ่งเขาน่าจะรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้คือโชกุนที่เขาสร้างมากับมืออย่างโยชิอากิ แต่โนบุนางะก็ยังวางท่าทีให้ความเคารพและไม่ได้ต่อต้านใดๆอย่างโจ่งแจ้ง แต่ค่อยๆริดรอนอำนาจทางการบริหารของโยชิอากิลงเรื่อยๆ โยชิอากิไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงส่งสารลับไปยังขุนศึกทั่วแผ่นดินเพื่อขอให้ปราบโนบุนางะ และได้เกิดเป็นแนวร่วมต่อต้านโนบุนางะขึ้นจากกองกำลังหลายฝ่าย โดยมีโชกุน โยชิอากิอยู่เบื้องหลัง

ในบรรดาขุนศึกที่โยชิอากิต้องการให้เข้ามาแทนที่โนบุนางะนั้น คนสำคัญคือ ทาเคดะ ชินเก็น พยัคฒ์แห่งคาอิ ขุนศึกผู้เป็นจ้าวแห่งกลยุทธ์ เพราะโยชิอากิคิดว่าหากเปลี่ยนผู้กุมอำนาจในเมืองหลวงจากโนบุนางะเป็นชินเก็นย่อมส่งผลดีกว่าตน ด้วยชินเก็นนั้นแม้จะเป็นขุนศึกผู้ทะเยอทะยานผู้หนึ่ง แต่ก็เป็นผู้มีใจในศาสนาพุทธอย่างสูง ตัวโยชิอากินั้นมีสถานะเป็นผู้สืบทอดแห่งวัดนารา จึงย่อมจะได้รับความเคารพจากชินเก็นไปด้วย

ปีค..1570 โนบุนางะจัดกองทัพเข้าโจมตีตระกูลอาซากุระอีกครั้ง เป้าหมายคือการเข้าขยายอิทธิพลในจังหวัดเอจิเซ็นอันเป็นเขตปกครองของอาซากุระให้ได้ ศึกครั้งนี้ทางอาซากุระได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับอาซาอิ ระดมกำลังทั้งหมดเข้าใส่ทัพโอดะอย่างสุดกำลัง โนบุนางะประสบความยากลำบากในศึกนี้มาก แต่โนบุนางะก็อาศัยจุดพลิกผันอยู่สองอย่างที่ทำให้ชนะศึกนี้อย่างเด็ดขาด นั่นคือการใช้กองทหารปืนไฟออกศึกเต็มที่เป็นครั้งแรก โดยกองพลปืนไฟของโนบุนางะที่ออกรบในศึกนี้มีจำนวนถึง 500 คน นับว่าไม่เคยมีขุนศึกผู้ใดสามารถรวบรวมปืนไฟได้มากขนาดนี้มาก่อน อีกจุดหนึ่งก็คือทัพหนุนที่มาจากอิเอยาสึ ซึ่งมีผลในการช่วยทัพโอดะเอาชัยศึกนี้อย่างมาก ผลจากศึกนี้ ทำให้ทัพอาซากุระต้องถอนกำลังออกจากเอจิเซ็น และทำให้อิทธิพลของโนบุนางะขยายมากขึ้น

จากนั้นในปีถัดมา โนบุนางะก็ได้เคลื่อนกองทัพทำศึกที่สร้างความสะเทือนขวัญและเป็นที่โจษจันถึงความโหดเหี้ยม นั่นคือการศึกที่เขาฮิเอ ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดฮิเอ หนึ่งในสองวัดที่มีชื่อเสียงและอิทธิพลสูงสุดในขณะนั้น คู่กับวัดฮอนกันจิ

วัดทั้งสองนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานหลายร้อยปี และในช่วงหลังพระชั้นสูงของทั้งสองวัดได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองของญี่ปุ่นอย่างสูงมาก ทั้งยังสามารถระดมและสะสมกองกำลังพระนับรบไว้ได้จำนวนมาก ไม่เพียงเท่านั้นทั้งสองวัดยังมีผู้ศรัทธาและเลื่อมจำนวนมาก คนพวกนี้ถูกเรียกว่า อิกโกะ-อิกกิ หรือแนวร่วมจลาจล ซึ่งประกอบไปด้วยชาวนา ประชาชนที่ยากจนแร้นแค้น และมีความชิงชังในผู้ปกครอง พวกเขาต่างมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อสถาบันสงฆ์และยังมีการเคลื่อนไหวที่รุนแรง กลุ่มอิกโกะที่กระจายอยู่ทุกแคว้นนั้นต่างสร้างอุปสรรคให้แก่ขุนศึกผู้ปกครองดินแดนของตนเองอย่างมาก

โนบุนางะมองกลุ่มอิกโกะนี้เป็นศัตรูที่ต้องชิงลงมือกำจัดและขุดรากถอนโคนให้สิ้นก่อน เขาได้สั่งการให้อาเคจิ มิตสึฮิเดะเข้าเจรจากับเจ้าอาวาส และเรียกร้องสิทธิอำนาจปกครองในอิทธิพลของเขาฮิเอ และทางวัดต้องจ่ายภาษีให้ แน่นอนว่าทางวัดไม่ยอม ซึ่งโนบุนางะก็รู้ดีอยุ่แล้วเพราะยกกองทัพใหญ่กว่า 30,000 คนมาตั้งมั่นที่ตีนเขา และสั่งการเข้าบุกเผาทำลายเขาฮิเอทันที การรบครั้งนี้แทบจะเรียกว่าเป็นการสังหารหมู่มากกว่า บรรดาพระนักรบ และกลุ่มอิกโกะที่มาขออาศัยในเขตวัด ไม่ว่าจะเด็กหรือสตรีล้วนถูกสังหารทิ้ง การกระทำนี้ทำให้โนบุนางะถูกประนามอย่างรุนแรงจากเหล่าขุนศึกทั่วแผ่นดินที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา และโนบุนางะก็ได้รับฉายาว่า “จอมมารฟ้า” จากเหตุการณ์นี้ และโนบุนางะก็กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความโหดเหี้ยมหวาดกลัวของผู้คนทั่วทั้งแผ่นดินไป

ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ยังส่งผลต่อมาอีกยาวนาน นั่นคือทำให้เหล่าอิกโกะ แนวร่วมจลาจลทั่วแผ่นดินต่างลุกฮือขึ้น และพุ่งเป้าที่การจัดการกับโนบุนางะ จนเกิดเป็นกบฏชาวนาและกลุ่มอิกโกะขึ้นอีกหลายสิบครั้งภายในเขตปกครองของโนบุนางะ ซึ่งเขาต้องเผชิญกับศึกนี้ไปจวบจนตลอดชีวิต

ในระหว่างที่โนบุนางะรบติดพันกับพวกอิกโกะ อีกฟากหนึ่ง ทาเคดะ ชินเก็น พยัคฒ์แห่งคาอิ ขุนศึกจ้าวแห่งกลยุทธ์ผู้มีความทะเยอทะยานและมุ่งหวังจะเข้ามาเมืองหลวง ได้เคลื่อนทัพราว 30,000 คนออกจากคาอิ ซึ่งการเคลื่อนทัพนี้เป็นการตอบรับตามสารลับของโชกุนโยชิอากิที่เคยส่งออกไปยังเหล่าขุนศึก

โนบุนางะทราบข่าวการเคลื่อนไหวของชินเก็น แต่ตัวเขาองก็ติดพันศึกกับพวกอิกโกะ และนอกจากนี้ ทางด้านตะวันตก ทัพเรือของโมริก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว โนบุนางะเองไม่อาจละทิ้งบริเวณเมืองหลวงออกไปได้ง่าย จึงต้องจัดวางแนวรบเพื่อสกัดกั้นแทน ส่วนทางด้านชินเก็นที่กำลังเคลื่อนทัพใหญ่เข้ามาประชิดนั้น โนบุนางะสั่งการให้อิเอยาสึ พันธมิตรเพียงหนึ่งเดียวตั้งมั่นอย่างเหนียวแน่นเอาไว้ที่มิคาตากะฮาร่า แต่ยุทธการนี้ก็กลายเป็นความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับที่สุดของอิเอยาสึ และหลังจากนั้นอิเอยาสึจึงใช้กลยุทธ์กลเมืองว่าง ด้วยการเก็บตัวในปราสาทไม่ออกไปรบอีก เพื่อหวังถ่วงเวลาให้ทัพใหญ่ของโนบุนางะมาเสริมได้ทัน

ผลจากความพ่ายแพ้ของอิเอยาสึต่อชินเก็นนั้น ทำให้โนบุนางะน่าจะรู้ซึ้งแล้วว่า ขุนศึกทั่วแผ่นดินที่พอจะต้านทานชินเก็นได้มีเพียงไม่กี่คน นอกเหนือจาก อุเอสึงิ เคนชิน มังกรแห่งเอจิโกะ คู่ปรับตลอดกาลของชินเก็นแล้ว ก็มีเพียงตัวโนบุนางะเองอีกคนเท่านั้น ด้วยเพราะชินเก็นนั้นถือเป็นจ้าวแห่งกลุยทธ์ในสนามรบผู้เชี่ยวชาญในพิชัยสงคราม การวางค่ายกล และกองทัพม้าของทาเคดะยังได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในญี่ปุ่น

แต่แล้วชะตาฟ้าก็เหมือนเล่นตลก ขณะที่ทัพทาเคดะกำลังตั้งมั่นที่มิคาตากะฮาร่าและประชิดปราสาทของอิเอยาสึ รอเพียงเวลาที่จะตีแตกเท่านั้น จู่ๆกองทัพทาเคดะก็ถอนทัพกลับ สาเหตุเพราะชินเก็นเกิดป่วยหนักและเสียชีวิตในระหว่างตั้งทัพนั่นเอง เหตุการณ์นี้ประจวบเหมาะพอดีเกินไปกับสถานการณ์ที่คับขันของโนบุนางะต่อแนวรบด้านนี้ จึงมีการนับสันนิษฐานกันว่าการตายของชินเก็น อาจเกิดจากการถูกสอบสังหาร และผู้อยู่เบื้องหลังอาจเป็นโนบุนางะก็เป็นได้

การถอยทัพของชินเก็นทำให้ความหวังที่จะจัดการโนบุนางะ ของโชกุน โยชิอากิ ก็พังทลายลง แต่เขาก็ยังไม่เลิกละ และตัดสินใจไปพึ่งพาตระกูลโมริทางตะวันตก การกระทำไม่เลิกราของโยชิอากินี้ทำให้โนบุนางะตัดสินใจถอนรากถอนโคน ยกกองทัพเข้าถล่มเมืองหลวงเอโดะ นำกำลังทหารมหาศาลเข้าบีบล้อม จนกระทั่งองค์จักรพรรดิโองิมาจิต้องส่งสารมาขอไว้ โนบุนางะจึงยอมละเว้นชีวิตโยชิอากิ และเนรเทศเขาออกจากเมืองหลวง นับจากนั้น ทุกสิ่งภายในเมืองหลวงก็กลายเป็นของโนบุนางะโดยสมบูรณ์ และกลายเป็นเป้าหมายให้บรรดาขุนศึกทั่วแผ่นดินไปด้วย

ปี ค..1573 โนบุนางะมุ่งเป้าจัดการศัตรูใกล้เคียงที่แม้จะอ่อนกำลังไปมากแต่ยังคงอยู่ นั่นคือตระกูลอาซากุระและอาซาอิ คราวนี้เขายกกองทัพเต็มอัตราจนถล่มอาซากุระแตกพ่าย โยชิคาเงะ ขุนศึกผู้ลือชื่อคว้านท้องและสิ้นชีพในปราสาทตนเอง

โนบุนางะเคลื่อนพลต่อเข้ารุกในแดนโอมิ และประชิดปราสาทโอดานิ ฐานที่มั่นสุดท้ายของตระกูลอาซาอิ ด้านโนบุนางะยังมีความปราณีต่อนางามาสะน้องเขยอยู่ไม่น้อย จึงส่งสารให้ยอมจำนนถึงสามครั้ง แต่นางามาสะตัดสินใจเด็ดเดี่ยว สังหารทูตส่งสารทิ้งทั้งหมด เจ้าหญิงโออิจิ ภรรยาของเขาและยังเป็นน้องสาวของโนบุนางะนั้นตัดสินใจยอมตายพร้อมสามี แต่นางามาสะไม่ต้องการให้โออิจิ ต้องตายไปพร้อมกัน จึงจัดส่งโออิจิและลูกๆออกไปให้โนบุนางะที่นอกปราสาท จากนั้นนางามาสะจึงคว้านท้องในปราสาทโอดานิไป ส่วนโออิจินั้น โนบุนางะได้ยกนางและลูกๆให้อยู่ในความดูแลของชิบาตะ คัตสึอิเอะ แม่ทัพกองหน้าอาวุโสของตระกูล และยังเล่ากันว่าหลังจากนั้นโออิจิก็ไม่พูดกับโนบุนางะผู้เป็นพี่ชายอีกเลยจนกระทั่งวาระสุดท้าย

เล่ากันว่าเรื่องของนางามาสะและโออิจินี้เป็นความเสียใจที่สุดเพียงไม่กี่เรื่องในชีวิตของโนบุนางะ พอๆกับเรื่องที่จำต้องสังหารน้องชาย โนบุยูกิไปเมื่อหลายสิบปีก่อน

หลังจากพิชิตตระกูอาซากุระ และอาซาอิ โนบุนางะยังออกศึกและได้ชัยชนะที่นากาชิม่าในการปราบเหล่าอิกโกะ ซึ่งผลคือทำให้กลุ่มอิกโกะอ่อนกำลังลงมาก จนกระทั่งโนบุนางะเกือบจะรวมดินแดนภาคกลางเป็นปึกแผ่นได้แล้ว เขาก็เตรียมตัวที่จะเผชิญศึกใหญ่กับตระกูลทาเคดะอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้แม้ชินเก็นจะสิ้นไปแล้ว แต่บุตรชายของเขา ทาเคดะ คัตสึโยริ (ชิโร่) นั้น เป็นคนหนุ่มที่มีความเก่งกล้าและห้าวหาญมาก อีกทั้งบรรดาแม่ทัพอาวุโสของตระกูลทาเคดะก็ยังคงอยู่ แม่ทัพเหล่านี้มีความชำนาญในการศึกและถูกเรียกว่า 24 ขุนพลแห่งทาเคดะ พวกเขาร่วมรบกับชินเก็นมาค่อนชีวิต เอาชนะศึกมามาก กองทัพม้าทาเคดะเองก็ยังคงเข็มแข็งไม่เปลี่ยนแปลง เหตุนี้การเผชิญหน้ากับทาเคดะอีกครั้งจึงเป็นศึกครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของโนบุนางะ

ปี ค..1575 การศึกกับทาเคดะนี้อุบัติขึ้นที่ทุ่งนากาชิโนะ และเป็นศึกดังในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ถูกเรียกว่ายุทธการนากาชิโนะ ก่อนหน้าจะเริ่มศึก กองทัพของโนบุนางะมีการเตรียมตัวเพื่อทำศึกนี้มาอย่างดียิ่ง เขาสั่งการระดมและกว้านซื้อปืนไฟทั้งหมดเท่าที่หาได้มาแล้วแจกจ่ายให้กองทหาร จากนั้นจึงจัดให้กองพลปืนไฟที่ได้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเป็นเวลาหลายปีออกเป็นแนวหน้าในการศึก และสั่งให้จัดสร้างรั้วกั้นม้าเป็นแนวยาวชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งหมดเป็นยุทธวิธีที่โนบุนางะคิดค้นเพื่อเตรียมรับมือกองทหารม้าเหล็กที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินของตระกูลทาเคดะ

การศึกนี้ โนบุนางะได้ปฏิวัติแนวคิดการใช้ปืนไฟในสนามรบลงอย่างสิ้นเชิง ในแต่ละกองทัพหน่วยปืนไฟจะเป็นเพียงหน่วยเล็กๆรวมอยู่กับกองทหารม้า หลักการในการรบคือให้ทหารยิงปืนไฟนำ แล้วกองทหารม้าเข้าชาร์จตามหลัง ทางฝ่ายทาเคดะเองก็ใช้วิธีการนี้ เนื่องจากปืนไฟนั้นหาได้ยากและมีราคาสูง อีกทั้งทหารที่มีความชำนาญในการใช้ปืนไฟได้ดีจริงๆนั้นก็ยังมีไม่มากนัก

แต่จำนวนปืนไฟและความชำนาญของพลปืนไม่ใช่ปัญหาของทัพโอดะ ด้วยโนบุนางะนั้นผูกขาดการซื้อปืนไฟของเมืองซาไก และเขายังได้จัดตั้งหน่วยปืนไฟขึ้นมาก่อนหน้านี้หลายปี ทำใหเขาเป็นขุนศึกเพียงคนเดียวที่มีกองทหารปืนไฟที่ชำนาญและมีวินัยในการใช้ปืนเป็นจำนวนมากที่สุดในญี่ปุ่น โดยผู้ได้รับความชอบและมีผลงานในการหาปืนไฟและฝึกทหารครั้งนี้คือ ฮาชิบะ ฮิเดโยชิ

โนบุนางะนำแนวไม้รั้วกั้นม้าที่ถูกสร้างขึ้นเป็นปราการขวาง และจัดให้กองปืนไฟเข้าประจำการตามด้านหลังแนวกั้นม้า แบ่งออกเป็นสามแถว ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดวางแนวพลปืนแบบใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อกลบจุดอ่อนของแนวยิงปืนไฟ เพราะจุดอ่อนของพลปืนไฟก็คือเมื่อยิงออกไปหนึ่งนัดแล้ว จะต้องทำการใส่กระสุนใหม่ ซึ่งช่วงเวลาของการเปลี่ยนกระสุนนี้เองที่เป็นโอกาสให้ฝ่ายข้าศึกเข้ามาจู่โจมได้ จุดอ่อนนี้ทางแม่ทัพของทาเคดะย่อมรู้ดีและเล็งไว้ในศึกนี้ ซึ่งนั่นคือเป็นช่วงเวลาและโอกาสที่ที่กองทัพม้าของทาเคดะจะเข้าทลายแนวกั้นม้าเข้าไปได้ และหากสำเร็จ แนวปืนไฟจะพังทลายลงทันที

แต่เมื่อโนบุนางะจัดวางแนวพลปืนไฟเป็นสามแนว หลังจากแถวแรกยิงออกไปและต้องใส่กระสุนใหม่ แถวที่สองจะเข้ามาแทนที่ จากนั้นก็เป็นแถวที่สามเวียนเข้ามาแทนแถวที่สอง และเมื่อแถวที่สามยิงไปแล้ว แถวที่หนึ่งซึ่งใส่กระสุนเสร็จ ก็จะเข้ามารับต่อวนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆก็จะสามารถหยุดยั้งกองทัพม้าเหล็กของทาเคดะได้อย่างชะงัก 

กองทัพม้าของทาเคดะพยายามจะบุกฝ่าเข้าไปอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่อาจทะลวงผ่านแนวกั้นม้าไปได้เลย ฝ่ายทาเคดะพยายามเช่นนั้นอยู่หลายชั่วโมง สูญเสียไพร่พลและแม่ทัพไปมหาศาลในขณะที่กองทัพของโนบุนางะที่อยู่ในวินัย ปฏิบัติตามแผนการอย่างเข้มงวดนั้น ไม่เสียไพร่พลไปสักคนเดียว แต่คัตสึโยริก็ยังคงรั้นที่จะบุกต่อไป แม้ว่าเหล่า 24 ขุนพลของตระกูลทาเคดะจะพยายามเกลี้ยกล่อมก็ยังไม่เป็นผล จนกระทั่งทัพทาเคดะเหลือจำนวนน้อยเกินกว่าจะทำการโหมบุกต่อไปได้ ทัพโอดะก็เริ่มที่จะเป็นฝ่ายรุกบ้าง เหล่าขุนพลของทาเคดะต่างรู้ดีว่าหากสู้ต่อ ทัพทาเคดะจะพินาศหมดสิ้น พวกเขาเกือบทั้งหมดจึงตัดสินใจสละชีพเป็นแนวหลังเพื่อให้คัตสึโยริสามารถหนีกลับคาอิได้อย่างปลอดภัย ซึ่งการเสียสละของเหล่าขุนพลอาวุโสแห่งทาเคดะนั้นคือวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ยังคงได้รับการสรรเสริญมาถึงทุกวันนี้

อนึ่ง ในบรรดา 24 ขุนพลนั้น มีผู้ที่เกือบจะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อสามารถมองจุดอ่อนของแนวกั้นม้าออก หนึ่งนั้นคือขุนพลเฒ่านาม ยามาตากะ มาซาคาเกะ ซึ่งเป็นผู้ที่นำทัพม้าเข้าตีตรงช่องว่างของแนวกั้นม้าในศึกนี้ เป็นผู้เดียวที่เกือบจะตีผ่านแนวกั้นม้ามาได้ จนกระทั่งโนบุนางะยังเอ่ยปากว่าหากคัตสึโยริยอมทำตามคำแนะนำของชายผู้นี้แล้ว ทัพโอดะอาจจะกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็ได้ อีกคนหนึ่งก็คือ บาบะ โนบุฮารุ ขุนพลซึ่งยืนหยัดเป็นหน่วยสุดท้ายเข้าปะทะกับกองปืนไฟ เพื่อเปิดโอกาสให้คัตสึโยริหนีรอดมาได้

กองทัพม้าของทาเคดะและเหล่าแม่ทัพคนสำคัญตายแทบหมดสิ้นในศึกนี้ มีการบันทึกว่ากองทัพทาเคดะเสียทหารไปถึง 10,000 คนและแม่ทัพถึง 54 คน ในขณะที่ฝ่ายโอดะไม่มีการบันทึกผู้เสียชีวิตเลยแม้คนเดียว

เป็นการได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในศึกใหญ่ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน และเป็นจุดพลิกของประวัติศาสตร์ที่ทำให้ตระกูลทาเคดะ ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังต้องพบกับความพินาศในภายหลัง

โนบุนางะซึ่งได้ชัยเหนือทาเคดะอย่างยิ่งใหญ่นั้น เตรียมหันไปจัดการกับศัตรูสำคัญที่เป็นหอกข้างแคร่มาตลอดนั่นคือวัดฮอนกันจิ เขาได้ใช้กำลังทหารมหาศาลเข้าบีบวัดฮอนกันจิเอาไว้ทุกทาง จนในที่สุดสังฆราชเคนเนียแห่งวัดฮอนกันจิต้องส่งสารขอยอมจำนน โนบุนางะตอบรับทำให้อำนาจของวัดฮอนกันจิที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มอิกโกะทั่วแผ่นดินเสียไปอย่างมาก

หลังจากจัดการวัดฮอนกันจิได้แล้ว ศัตรูสำคัญที่ยังทรงอิทธิพลและมีกองทัพที่แข็งแกร่ง เหลือเพียงอุเอสึงิ เคนชินแห่งเอจิโกะ และ โมริ เทรุโมโตะแห่งคิวชูเท่านั้น และผู้ที่โนบุนางะมองว่าเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดซึ่งต้องเผชิญหน้าก่อนก็คือเคนชิน

เอจิโกะนั้นเป็นดินแดนที่อยู่ห่างไกลจากศูนย์อำนาจปกครองของเมืองหลวง และยังมีอากาศหนาวเย็นตลอดเวลา ทำให้ยากจะมีขุนศึกคนใดยกกองทหารเข้าตีได้ง่ายๆ ที่สำคัญในยุคของเคนชินนั้น กองทัพแห่งเอจิโกะได้ชื่อว่ามีความแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ โนบุนางะนั้นประเมินเคนชินไว้สูงมาก เขามองว่าบัดนี้ผู้ที่มีความสามารถจะครองแผ่นดินได้นั้น นอกจากตัวเขาแล้วก็มีเพียงเคนชินเท่านั้น

โนบุนางะจำต้องวางกำลังแนวรบและเตรียมการต่อเรือรบเพื่อทำศึกกับโมริทางตะวันตก อีกทั้งยังต้องยุ่งกับการสร้างปราสาทอะซุชิแถบทะเลสาบบิวะ เพื่อปราสาทนี้เป็นที่มั่นสำหรับการครองแผ่นดินของตนเอง จึงส่งคัตสึอิเอะเป็นแม่ทัพใหญ่ยกกำลังไปลองเชิงกับเคนชินที่แม่น้ำเทโดริกาว่า

ชิบาตะ คัตสึอิเอะ นั้นเป็นแม่ทัพอาวุโสชื่อดังของตระกูลที่ผ่านการทำศึกมามากมาย แต่เทียบกับเคนชินแล้ว เขาไม่อาจเทียมทันได้เลย เพราะเคนชินเป็นขุนศึกผู้เก่งกล้า ห้าวหาญ และชำนาญการศึกจนนอกจากได้รับฉายาว่ามังกรแห่งเอจิโกะแล้ว ยังได้รับการยกย่องว่าเป็น เทพบิชะมอนเท็น เทพนักรบของญี่ปุ่นที่อวตารกลับมา ศึกเทโดริกาว่าจบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของคัตสึอิเอะ โดยที่กองทัพอุเอสึงิแทบไม่บอบช้ำ โนบุนางะไม่ได้เอาโทษคัตสึอิเอะ เพราะเขาได้เห็นแล้วว่าผู้ที่จะต้านทานเคนชินได้ ในญี่ปุ่นนั้นมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น

แต่ในขณะที่เคนชินและกองทัพอุเอสึงิกำลังฮึกเหิมและเตรียมจัดทัพเพื่อทำศึกต่อนั้น โนบุนางะกลับได้รับทราบข่าวดีที่สุดครั้งหนึ่งนั่นคือในปี ค..1578 อุเอสึงิ เคนชิน ป่วยหนักและเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน อนึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากว่าเขาถูกลอบสังหาร

มีเกร็ดเล่าวว่า โนบุนางะซึ่งทราบข่าวการตายของเคนชินนั้นถึงกับพูดว่า แผ่นดินนี้เป็นของข้าแล้ว หลังจากเคนชินสิ้นลง ตระกูลอุเอสึงิประสบปัญหาความขัดแย้งเรื่องผู้สืบทอด และเอจิโกะเองก็เป็นแดนไกลเกินกว่าจะมีผลอะไรคุกคามดินแดนในปกครองของโนบุนางะได้ เขาจึงไม่ต้องพะวงอะไรกับตระกูลอุเอสึงิอีก

โนบุนางะมุ่งเป้าไปที่การจัดการกับตระกูลโมริ เขาสั่งการให้ฮิเดโยชิเป็นผู้รับผิดชอบแนวรบด้านตะวันตกเต็มตัว และเริ่มขจัดปัญหาภายในด้วยการกวาดล้างกลุ่มอิกโกะที่ยังหลงเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มอิกโกะในจังหวัดคางะ และกองกำลังนินจาอิงะซึ่งตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขามาเป็นเวลานาน จากนั้นโนบุนางะก็สามารถกวาดล้างกลุ่มต่อต้านของเขาในเขตปกครองได้เกือบหมด การกวาดล้างนั้นรุนแรงยิ่ง เหล่าศัตรูไม่ว่าจะเป็นเด็ก สตรี เขาจัดการสังหารทิ้งหมด การกระทำอันรุนแรงของโนบุนางะในช่วงนี้เป็นที่หวาดกลัวของประชาชนและถูกการประนามอย่างมากจากเหล่านักรบทั่วแผ่นดิน

จากนั้นในปี ค.. 1581 อิเอยาสึซึ่งมุ่งจะขยายดินแดนไปยังคาอิมาตลอด ได้วางแผนชักชวนโนบุนางะให้เข้าตี ทาเคดะ คัตสึโยริ ซึ่งอ่อนกำลังลงไปมากและได้แต่ตั้งรับอยู่ในแดนคาอิเท่านั้น โนบุนางะตอบรับคำชวนของอิเอยาสึ เขาจึงจัดทัพเข้ารุกคาอิอย่างหนักหน่วง

คัตสึโยริเป็นผู้ที่มีความห้าวหาญ เขาไม่ยอมจำนนทั้งยังสู้สุดใจ กองทัพร่วมของโนบุนางะและอิเอยาสึจึงเข้าถล่มจนกองทัพตระกูลทาเคดะแตกพ่าย เหล่าแม่ทัพชื่อดังของตระกูลทาเคดะสิ้นชีพในศึกนี้แทบหมดสิ้น คัตสึโยริต้องหนีตายไปพร้อมกับแม่ทัพและทหารที่ภักดีเพียงไม่กี่สิบนาย และเสียชีวิตลงพร้อมกับบุตรชายและครอบครัว

เมื่อพิชิตตระกูลทาเคดะ ตระกูลนับรบผู้ยิ่งยงที่สุดตระกูลหนึ่งในญี่ปุ่นลงได้ โนบุนางะก็เบนเป้าไปยังศัตรูคนสุดท้าย นั่นคือตระกูลโมริ ฮิเดโยชิซึ่งช่วยเหลือโนบุนางะปราบศึกมาทั่วแผ่นดิน ต้องเผชิญปัญหาอย่างหนักในการเข้าตีตระกูลโมริ แม้ว่าเขาจะสามารถยกทัพเข้าถึงปราสาททาคามัตสึ ที่มั่นของโมริ เทรุโมโตะ แต่กลับไม่อาจเข้าตีแตกได้ และยังถูกรุกกลับจนต้องถอยทัพออกมาตั่งมั่นที่แนวรบ


ในปี ค.. 1582 ฮิเดโยชิส่งสารขอกำลังสนับสนุนจากโนบุนางะผู้เป็นนาย โดยปกติแล้วโนบุนางะมักไม่ค่อยส่งกำลังเสริมให้แม่ทัพที่ไปออกศึกมานัก กลับจะลงโทษอย่างหนักต่อแม่ทัพเหล่านั้นด้วยซ้ำ เพราะเขาถือว่าทุกครั้งที่ออกศึก เหล่าแม่ทัพต้องจัดเตรียมกองทัพของตนให้ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่ฮิเดโยชินั้นเป็นแม่ทัพที่มีประวัติการรบยอดเยี่ยมที่สุดในตระกูลโอดะ เขาสามารถพิชิตศึกและสร้างผลงานมากมายโดยใช้กำลังทหารน้อย โนบุนางะพิจารณาแล้วว่าการส่งทัพหนุนไปครั้งนี้มีความเหมาะสมจึงให้ อาเคจิ มิตสึฮิเดะเป็นแม่ทัพ นำกำลังหนุนเดินทางออกจากเมืองหลวงเพื่อไปสมทบกับทัพของฮิเดโยชิ

แต่มิตสึฮิเดะนั้นมีเรื่องโกรธแค้นกับโนบุนางะอยู่ก่อน โดยเรื่องนั้นมีสาเหตุมาจากเหตุการณ์ ในปี ค.. 1579 เมื่อมิตสึฮิเดะรับหน้าที่เข้าโจมตีปราสาทยางามิ ของฮาตาโนะ ฮิเดฮารุ โดยมิตสึฮิเดะไม่อยากจะให้มีการหลั่งเลือดโดยไม่จำเป็น จึงคิดเจรจาและเกลี้ยกล่อมให้ฮิเดฮารุยอมจำนนต่อโนบุนางะโดยสันติวิธี เนื่องจากโดยธาตุแท้แล้ว มิตสึฮิเดะเป็นคนที่รักสงบและไม่ปรารถนาการฆ่าฟัน การที่เขายอมรับใช้โนบุนางะผู้มีความเหี้ยมโหด นั่นก็เพราะเขาเล็งเห็นว่าโนบุนางะเป็นเพียงผู้เดียวที่จะสามารถสยบความวุ่นวายและการนองเลือดในแผ่นดินที่มีมากกว่าหลายสิบปีให้สงบลงได้ แต่ยิ่งนับวัน การทำศึกของโนบุนางะก็รุนแรงและโหดเหี้ยมมากขึ้นทุกที เนื่องจากโนบุนางะไม่มีความเมตตาหรือความเห็นใจต่อศัตรู ไม่ว่าจะเด็ก สตรี คนชรา หากเป็นศัตรูเขาก็พร้อมจะสังหารทุกเมื่อ

โดยเฉพาะในการศึกกับพวกกลุ่มจลาจลอิกโกะ ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกปีนั้น ทำให้ชีวิตของเด็ก และสตรี จำนวนมากต้องล้มตายลง เนื่องด้วยโนบุนางะสั่งสังหารคนกลุ่มนี้อย่างเหี้ยมโหด เพราะไม่ต้องการให้มีกำลังเหลือพอที่จะต่อต้านเขาได้อีก มิตสึฮิเดะนั้นเป็นผู้ที่นับถือศาสนาพุทธอย่างเคร่งครัดคนหนึ่ง เขาจึงไม่เห็นด้วยนักกับความรุนแรงของโนบุนางะต่อพวกจลาจลซึ่งก็เป็นชาวพุทธเช่นกัน แต่เขาก็ไม่อาจทำอะไรได้นัก และจำต้องทำตามคำสั่งของโนบุนางะ ในการปราบพวกจลาจลด้วย แต่ก็ราวกับโนบุนางะจะรู้ความคิดของมิตสึฮิเดะ ในการปราบปรามพวกจลาจลแต่ละครั้ง มิตสึฮิเดะไม่ค่อยจะได้รับหน้าที่ตรงนี้เท่าไร ส่วนใหญ่แล้วคนที่ออกปราบพวกจลาจลมักจะเป็นคัตสึอิเอะ ฮิเดโยชิ นากาฮิเดะ และลูกชายคนโตของโนบุนางะอย่างโนบุฮิเดะ เป็นส่วนใหญ่

ดังนั้นเมื่อเขาได้รับมอบหมายให้เข้าตีปราสาทยางามิในครั้งนี้ เขาจึงตั้งใจจะใช้วิธีการสันติ เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด โดยมิตสึฮิเดะถึงกับลงทุนยอมส่งตัวมารดาของตนเองไปเป็นตัวประกันในปราสาทยางามิ เพื่อแลกกับการให้ฮิเดฮารุและเหล่าข้ารับใช้ยอมสวามิภักดิ์ต่อโนบุนางะ

แต่การณ์กลับผิดคาด ในประวัติศาสตร์บันทึกเรื่องตรงนี้ไว้ว่า โนบุนางะผิดสัญญา ด้วยการสั่งประหารเหล่าขุนนางของฮิเดฮารุที่เข้ามาสวามิภักดิ์จนหมดสิ้น และสั่งยกทัพเข้าตีปราสาทยางามิ ซึ่งนั่นทำให้มารดาของมิตสึฮิเดะที่ถูกจับตัวไว้ที่ปราสาทยางามิต้องถูกสังหารไปด้วย

มิตสึฮิเดะโกรธแค้นโนบุนางะในเรื่องนี้มาก และจำฝังใจโดยไม่รู้ลืม ซึ่งมีสิ่งน่าสนใจตรงจุดนี้อยู่ เพราะบางเกร็ดก็เล่าว่าเป็นทางฝ่ายฮิเดฮารุที่ไม่คิดจะสวามิภักดิ์แต่แรกแล้ว แต่แสร้งทำเป็นยอมแล้วคิดจะหาโอกาสสังหารโนบุนางะเมื่อเข้ามาถึงตัว แต่โนบุนางะรู้ทันจึงชิงสั่งประหารก่อน จึงเท่ากับว่ามิตสึฮิเดะถูกฝ่ายฮิเดฮารุหลอก ซึ่งก็มีนักประวัติศาสตร์บางส่วนให้การสนับสนุนข้อหลัง เพราะโนบุนางะก็รู้ดีว่ามารดาของมิตสึฮิเดะนั้นเป็นตัวประกันในการเจรจาครั้งนี้ หากสั่งประหารคนของฮิเดฮารุจนหมด มารดาของมิตสึฮิเดะต้องตายแน่ ซึ่งการทำเช่นนั้นกับผู้ใต้บังคับบัญชาคนสำคัญอย่างมิตสึฮิเดะก็นับว่าเป็นเรื่องที่โหดร้ายจนเกินไปและไม่สมเหตุผลเท่าไร เพราะถึงแม้ว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา โนบุนางะก็ยังคงช่วงใช้งานมิตสึฮิเดะอยู่

อีกทั้งก่อนที่มิตสึฮิเดะจะถูกส่งออกไปเป็นทัพหนุนให้ฮิเดโยชินั้น ก่อนจะออกศึก อิเอยาสึซึ่งเพิ่งจะทำศึกทางฝั่งมิคาวะเสร็จ ก็ได้เข้ามาเยี่ยมโนบุนางะอย่างเป็นทางการ โนบุนางะจึงได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับอิเอยาสึ โดยมอบหมายให้มิตสึฮิเดะซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานพิธีต่างๆรับหน้าที่นี้

แต่ระหว่างที่กำลังเลี้ยงต้อนรับอิเอยาสึ ซึ่งจัดว่าเป็นงานสำคัญมากเพราะอิเอยาสึเป็นพันธมิตรเพียงหนึ่งเดียวของโนบุนางะ ขณะนั้นมีรายงานแจ้งถึงเรื่องฮิเดโยชิขอกำลังหนุนในการศึกกับโมริ โนบุนางะจึสั่งการให้มิตสึฮิเดะออกจากงานเลี้ยงเพื่อไปเตรียมจัดทัพเป็นกำลังหนุน แต่แล้วโนบุนางะกลับขอริบดินแดนซากาโมโตะ และทัมบะซึ่งเป็นดินแดนในปกครองของมิตสึฮิเดะทั้งหมดคืนมา และสั่งว่าหากมิตสึฮิเดะสามารถตีโมริแตกได้ ก็จะมอบดินแดนทั้งหมดของโมริ ซึ่งก็คืออิสึโมะให้แก่มิตสึฮิเดะ

การสั่งการของโนบุนางะในครั้งนี้ค่อนข้างแปลกพิสดาร เพราะการที่ริบดินแดนคืนก่อนที่แม่ทัพผู้นั้นจะออกศึก ก็เท่ากับว่าไม่มีปราสาทและดินแดนให้ครอบครัวและผู้คนของแม่ทัพผู้นั้นอยู่อาศัย มิตสึฮิเดะไม่มีทางเลือกนอกจากต้องพาครอบครัวทั้งหมดของตนและของผู้ใต้บังคับบัญชากว่าหมื่นชีวิตเคลื่อนย้ายไปยังสนามรบด้วย ซึ่งเรื่องครั้งนี้เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่บีบจนมิตสึฮิเดะหมดทางเลือก เมื่อรวมกับความรู้สึกที่อยากให้บ้านเมืองสันติของตัวเขาด้วยแล้ว หากยังปล่อยให้โนบุนางะซึ่งมีแต่จะเหี้ยมโหดขึ้นทุกวันมีชีวิตต่อไปละก็ แผ่นดินคงนองเลือดไม่จบสิ้น เขาจึงตัดสินใจก่อกบฏต่อโนบุนางะ

ในคืนที่มิตสึฮิเดะเคลื่อนพล โนบุนางะซึ่งปกติมักไปมาด้วยกองทหารจำนวนมหาศาลนั้นได้เข้าพักยังวัดฮอนโนจิด้วยทหารจำนวนน้อยเพียงไม่กี่ร้อยคน เหตุเพราะทหารส่วนใหญ่ถูกระดมไปช่วยฮิเดโยชิในการศึกกับโมริ และก่อนหน้านี้ โนบุนางะได้สั่งการให้ นิวะ นากาฮิเดะ ระดมกองทัพเพื่อเตรียมรุกเข้าเกาะชิโกกุ กองทหารบางส่วนก็ถูกระดมไปเพื่อกำราบความวุ่นวายที่ยังมีอยู่ อีกทั้งตัว มิสึฮิเดะ นั้นได้วางแผนแยบคายด้วยก่อนหน้านี้ได้แจ้งต่อโนบุนางะว่าจะเคลื่อนทัพเวลากลางวัน แต่เมื่อถึงเวลาจริงเขากลับเคลื่อนทัพยามวิกาล และใช้โอกาสที่โนบุนางะซึ่งกำลังพักที่วัดฮอนโนจินั้น สั่งกองทหารของตนเข้าล้อมและเผาวัดในยามราตรีทันที
โนบุนางะอยู่ในสภาพที่ถอยไม่ได้ รุกไม่ได้ต้องติดอยู่ในวัดท่ามกลางกองเพลิง และในที่สุดก็ฆ่าตัวตาย เป็นอันจบชีวิตของจอมมารลงเมื่ออายุ 49 ปี
ศีรษะของโนบุนางะได้คนสนิทโมริ รันมารุเก็บรักษา สุดท้ายก็ไม่ทราบว่ารันมารุรอดชีวิตรักษาศีรษะไปได้หรือไม่


หลังการตายของโนบุนางะไม่นาน มิตสึฮิเดะได้สั่งการกองทัพของตนเข้ายึดเมืองหลวง และโจมตีกองทัพของโนบุทาดะ บุตรชายคนโตของโนบุนางะ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากวัดฮอนโนจิ ทำให้เขาสามารถกุมอำนาจในเมืองหลวงไว้ได้ แต่เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่ากำลังมีชายอีกคนที่คาดการณ์เรื่องโอกาสการถูกลอบสังหารของโนบุนางะเอาไว้ล่วงหน้าและได้นำกองทัพจำนวนมหาศาลยกกลับเข้ามาเมืองหลวง เพื่อเตรียมแย่งอำนาจมาจากเขาแล้ว คนผู้นั้นก็คือ ฮิเดโยชิ

ฮิเดโยชิซึ่งได้ข่าวการตายของโนบุนางะ รีบทำสัญญาสงบศึกกับโมริ และเร่งนำกองทัพทั้งหมดยกกลับเข้ามาเพื่อหวังจัดการกับมิตสึฮิเดะ เกิดเป็นยุทธการที่ยามาซากิ ฮิเดโยชิซึ่งมีกำลังทหารมากกว่าหลายเท่าสามารถบดขยี้กองทัพของมิตสึฮิเดะลงได้ มิตสึฮิเดะหนีตายไปเล่ากันว่าเสียชีวิตลงหลังจากนั้นไม่นาน จากนั้นฮิเดโยชิก็ได้ทำการสยบเหล่าขุนศึกในสังกัดของโนบุนางะซึ่งได้เกิดแตกออกเป็นก๊กต่างๆลงในเวลาไม่นานและราบคาบ ทำให้ฮิเดโยชิก้าวขึ้นมาเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดในแผ่นดินถัดจากโนบุนางะ




เมื่อกล่าวถึงแนวคิด และ พฤติกรรมของโนบุนางะ เขาเป็นผู้มีแนวความคิดและพฤติกรรมที่แหกคอกออกไปจากคนส่วนใหญ่ในยุคนั้น ลักษณะของเขานั้นถูกเรียกกันว่า “คาบูกิ”

นอกจากนี้โนบุนางะยังมีความนิยมในวิทยาการตะวันตกเป็นพิเศษ และยังให้การสนับสนุนมิชชันนารี และจัดสร้างโบสถ์ หรือที่พักให้แก่พวกเขาเป็นจำนวนมาก จนมีหลายฝ่ายเชื่อว่าเขานับถือศาสนาคริสต์ แต่จากประวัติของเขาค่อนข้างชัดว่า โนบุนางะไม่ได้เป็นชาวคริสต์ และไม่ได้นับถือศาสนาใดอย่างเลื่อมใสเป็นพิเศษเช่นเดียวกับขุนศึกส่วนใหญ่ในยุคนั้น เขาอาจจะมีความนับถือในศาสนาเหลื่อมมาทางพุทธ แต่ก็ทำการกำราบกลุ่มอิกโกะอย่างรุนแรง จนถูกประนาม แต่สิ่งที่กลุ่มอิกโกะนับถือนั้น เหมือนเป็นศาสนาพุทธที่มีการดัดแปลงและบิดเบือนออกไปอีกทอดหนึ่ง เพราะแม้แต่เคนชิน ขุนศึกผู้นับถือในศาสนาพุทธอย่างแรงกล้าที่สุดของยุคนั้น กระทั่งออกศึกยังแต่งกายราวนักบวชและมีจิตใจเมตตา ยังต้องประสบปัญหาในการกำราบกลุ่มอิกโกะไม่น้อย จนกระทั่งเคนเนียมาติดต่อขอความช่วยเหลือจากเขาเพื่อให้เข้าเป็นแนวร่วมต่อต้านโนบุนางะนั่นเอง กลุ่มอิกโกะจึงไมได้ก่อการในเขตปกครองของเขาอีก ดังนั้นการกำราบกลุ่มอิกโกะจึงไม่อาจชี้ชัดไปได้ 100 % ว่าโนบุนางะไม่ใช่ชาวพุทธหรือมุ่งหวังทำลายศาสนาพุทธ เพราะก็ปรากฏว่าเขาให้มีการสร้างวัดวาอารามแบบพุทธขึ้นไม่น้อย แม้แต่ที่พำนักสุดท้ายในชีวิตก่อนจะถูกลอบสังหาร ก็ยังเป็นวัด นั่นคือวัดฮอนโนจิ 

นอกจากนี้ วัฒนธรรมหรือธรรมเนียมที่งดงามของญี่ปุ่นหลายอย่างซึ่งเป็นที่ชอบใจแก่เขา ก็มิได้ถูกทำลาย ตรงข้าม เขายังคงรักษามันไว้อย่างดี เช่นการชงชา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ปฏิบัติกันในหมู่ขุนศึก ตัวเขายังสะสมถ้วยชาล้ำค่าเอาไว้มากมาย ด้านศิลปะญี่ปุ่นต่างๆไม่ว่าจะการร่ายรำ การแสดง งานจิตรกรรม เขาก็ให้การสนับสนุนให้ศิลปินเหล่านั้นได้แสดงออกอย่างอิสระภายในเขตปกครองและเขตการค้าเสรีของตนโดยไม่เข้าไปแทรกแซงแต่อย่างใด นั่นทำให้ม้ว่าในสายตาศัตรู เขาจะเป็นจอมมารที่โหดเหี้ยม แต่สำหรับผู้คนในปกครองแล้ว นับว่าเขาเป็นผู้ปกครองที่มีวิสัยทัศย์ก้าวหน้าที่สุดในยุคนั้น

สำหรับยุคเซ็นโกคุแล้ว โนบุนางะคือสัญลักษณ์ของผู้รวมแผ่นดินคนแรก แม้ว่าเขาจะยังทำไม่สำเร็จก็ตาม โดยชื่อของเขาถูกนำไปรวมกับ ฮิเดโยชิ และ อิเอยาสึ ในฐานะสามจอมคนผู้รวมแผ่นดินยุคเซ็นโกคุให้เป็นหนึ่งเดียว ทั้งยังเป็นผู้นำคนแรกที่เปิดประตูให้โลกตะวันตกเข้ามาในญี่ปุ่นด้วย แต่กระนั้นความโหดเหี้ยมอำมหิตในการจัดการข้าศึก ซึ่งไม่แบ่งแยกว่าจะเป็นเด็ก สตรี พระ หรือคนชรา ก็ทำให้ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นจารึกชื่อของเขาในนาม “จอมมารฟ้า โอดะ โนบุนางะ”



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #149 สอดสร้อย (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 30 กันยายน 2555 / 21:33
    สุดยอด ของความละเอียด และการบรรยาย ของผู้เขียนเลยครับ



    ขอบคุณ สำหรับ เรื่องราวๆ ดีๆอย่างนี้



    อ้อ... ใครสนใจ แนะนำ ให้อ่าน การ์ตูน เรื่อง โนบุนากะ นะครับ ตอนนี้ เขาวางขายถึงเล่มที่ 5 แล้ว

    ถ้างง หรือไม่เข้าใจอะไร ก็มาอ่าน ประวัติย่อๆ ในนี้ ก่อน แล้วจะพอ ขยายความเข้าใจได้มากขึ้นครับ



    #149
    0
  2. #106 คาริน (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2553 / 21:25
    สนุกมากเลยค่ะ

    ขอบคุณนะคะที่หามาให้อ่าน
    #106
    0