เจาะลึกยอดคนในประวัติศาสตร์สามก๊ก (พิมพ์แล้วใน จดหมายเหตุสามก๊ก)

  • 90% Rating

  • 2,836 Vote(s)

  • 396,936 Views

  • 1,581 Comments

  • 949 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,124

    Overall
    396,936

ตอนที่ 8 : แฮหัวตุ้น เหวียนหลาง (Xiahou Dun)- ยอดขุนพลตาเดียว (ปรับปรุงเนื้อหา)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12964
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    24 ธ.ค. 58


แฮหัวตุ้น หยวนหราง (เซี่ยโหวตุ้น)

“ยอดขุนพลตาเดียว”

 

      จากจดหมายเหตุชีวประวัติแฮหัวตุ้น โดยเฉินโซ่ว

(Biography of Xiahou Dun)

 

            แฮหัวตุ้น หรือ เซี่ยโหวตุ้น (Xiahou Dun) ชื่อรอง หยวนหราง (Yuanrang) ปีเกิดไม่แน่ชัด เชื่อว่าเกิดปีค.ศ.160 เป็นชาวเฉียว เมืองเป่ย เฉินโซ่วบันทึกไว้ว่า แฮหัวตุ้นเป็นทายาทรุ่นหลังของแฮหัวหยิง ยอดขุนพลที่มีชื่อเสียงในตอนต้นของราชวงศ์ฮั่น

ความจริงแล้วแฮหัวตุ้นเป็นคนในตระกูลเดียวกันกับโจโฉ เพราะบิดาของโจโฉคือโจโก๋นั้นเดิมทีแล้วเป็นคนจากตระกูลแฮหัว แต่ต่อมาได้ไปเป็นบุตรบุญธรรมของมหาขันทีโจเต็ง โจโฉจึงได้ใช้แซ่โจต่อมา ดังนั้น แฮหัวตุ้นจึงเป็นลูกพี่ลูกน้องของโจโฉที่มีอายุไล่เลี่ยกันมากที่สุด และมีความสนิทสนม ได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจมากที่สุดด้วย

            เมื่ออายุ 14 ปี แฮหัวตุ้นได้ร่ำเรียนวิชาจากอาจารย์ในบ้านเกิด เขาฝึกฝนทั้งวิชาทวน กระบี่ และศึกษาตำรา แต่ครั้งหนึ่ง มีคนมากล่าวดูถูกอาจารย์ของเขา ดังนั้นเขาจึงสังหารคนผู้นั้นทิ้ง นับแต่นั้น แฮหัวตุ้นจึงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วว่าเป็นผู้มีอารมณ์เลือดร้อนและชอบใช้กำลังรุนแรง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นผู้มีความซื่อตรงและเที่ยงธรรมด้วย

            เมื่อโจโฉเริ่มสะสมกำลังและอำนาจของตัวเองขึ้นในช่วงแรก แฮหัวตุ้นได้ให้ความช่วยเหลือ ทำหน้าที่เป็นขุนพลนำทหารให้ และยังติดตามออกศึกแทบทุกครั้ง หลังจากโจโฉได้เลื่อนขึ้นเป็นนายพลผู้เปี่ยมความหนักแน่น ทำหน้าที่บังคับการกองทหารม้าเร็วของราชสำนักฮั่นแล้ว ก็ได้แต่งตั้งแฮหัวตุ้นให้เป็นที่ปรึกษาทางทหาร ให้ส่งเขาไปประจำการอยู่ที่ไป่มา จากนั้นแฮหัวตุ้นก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นนายพันบุกทะลวงฟัน “เจ๋อชงเซี่ยวเหว่ย” ควบตำแหน่งเจ้าเมืองต๋ง

            ปีค.ศ.193 โจโฉนำทัพใหญ่บุกโจมตีโตเกี๋ยมที่ชีจิ๋ว แฮหัวตุ้นได้รับคำสั่งให้ประจำการอยู่ที่เมืองปักเอี๋ยง แต่ระหว่างนั้น เตียวเมา นายทหารคนสนิทของโจโฉได้ลอบร่วมมือกับลิโป้ ลุกขึ้นก่อกบฏต่อโจโฉ แล้วนำทัพบุกตลบหลังโจโฉ ด้านเตียวเมาก็นำทัพไปตั้งมั่นอยู่ใกล้กับจ๋วนเฉิง ซึ่งมีครอบครัวของโจโฉอยู่ที่นั่นด้วย

            เมื่อทราบ่ขาวร้ายนี้ แฮหัวตุ้นจึงรวบรวมกำลังทหารทั้งหมดที่มีไม่มากนัก เร่งเดินทางไปช่วยเหลือ แต่ระหว่างทางได้เผชิญหน้ากับทัพของลิโป้ จึงเปิดฉากสู้รบกัน ลิโป้ล่าถอยไป แต่ก็เข้ายึดเมืองปักเอี๋ยงและชิงเสบียงของแฮหัวตุ้นไปได้

            ลิโป้วางแผนทำให้ทหารท้องถิ่นที่ซึ่งอยู่ดูแลค่ายของแฮหัวตุ้นยอมสวามิภักดิ์ แล้วทำการก่อกบฏ แฮหัวตุ้นพลาดท่าจึงโดนจับเป็นตัวประกันพร้อมทหารส่วนหนึ่ง แต่ฮันเฮ่า ขุนพลคนสนิทของแฮหัวตุ้นได้วางแผนแก้ไขสถานการณ์ เขาสั่งให้กองทัพของตนตรึงอยู่หน้าค่ายของแฮหัวตุ้น แล้วเรียกประชุมเหล่าขุนพลทั้งหมด ฮันเฮ่าสั่งการให้ขุนพลทุกคนกวดขันกองทหารทั้งหมดให้อยู่ในระเบียบวินัย และตั้งมั่นอยู่ภายในค่ายอย่างแข็งขัน

หลังจากเข้าควบคุมค่ายทหารทั้งหมดให้อยู่ในการควบคุมได้แล้ว ฮันเฮ่าก็ไปที่หน้าค่ายของแฮหัวตุ้นแล้วตะโกนแจ้งพวกทหารที่ก่อกบฏว่า

“ไอ้พวกกบฏกินคนทั้งหลาย กล่าดีเช่นไรถึงจับตัวท่านขุนพลไว้ พวกเจ้ายังหวังว่าจะสามารถเดินออกมานอกค่ายได้โดยยังมีชีวิตได้อยู่อีกหรือ พวกข้าได้รับคำสั่งให้ปราบปรามกบฏทั้งหลาย ดังนั้นต่อให้พวกเจ้าจับตัวท่านขุนพลไว้ แต่พวกข้าก็ไม่สามารถปล่อยพวกเจ้าให้ลอยนวลอยู่ได้เพียงเพราะท่านขุนพลเพียงคนเดียว”

ว่าแล้ว ฮันเฮ่าก็หลั่งน้ำตาให้แฮหัวตุ้น แล้วกล่าวว่า “เพราะกฎและวินัยทัพระบุไว้เช่นนี้ ข้าจึงไม่สามารถช่วยท่านได้” หลังจากกล่าวจบ ฮันเฮ่าก็สั่งกองทัพบุกโจมตีพวกกบฏทันที เมื่อพวกทหารกบฏเห็นเช่นนั้น จึงรีบปล่อยตัวแฮหัวตุ้นในทันที พวกเขากล่าวขออภัยและร้องขอให้ไว้ชีวิต โดยกล่าวว่า “พวกเราแค่ทำไปเพื่อเงินรางวัลเท่านั้น”

ฮันเฮ่าได้ฟังเช่นนั้นก็กล่าวโทษความผิดของพวกกบฏอย่างรุนแรง แล้วสั่งประหารชีวิตทั้งหมด ด้านแฮหัวตุ้นก็ได้รับการช่วยเหลือ เมื่อโจโฉทราบเรื่อง ก็ให้การยกย่องฮันเฮ่าเป็นอย่างสูง โจโฉได้กล่าวว่า “วิธีการของท่านเป็นแบบอย่างที่ดีแก่กองทัพ ซึ่งจักยืนยงต่อไปอีกนับหมื่นปี”

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ โจโฉจึงมีคำสั่งให้ตรากฎใหม่ขึ้นว่า “นับแต่นี้เป็นต้นไป หากตกอยู่ในสถานการณ์ที่ข้าศึกจับตัวประกันได้แล้วไซร้ จงสังหารทั้งข้าศึกและตัวประกันให้สิ้นลงไปด้วย จงอย่าได้ทำให้ความปลอดภัยของตัวประกันส่งผลต่อการตัดสินใจในสถานการณ์ชี้เป็นชี้ตาย” เหตุการณ์จับตัวประกันจึงแทบไม่ปรากฏขึ้นอีกเลยนับแต่นี้ไป

เผยซงจือแทรกเชิงอรรถถึงเรื่องราวนี้ว่า ตั้งแต่ต้นราชวงศ์ฮั่นเป็นต้นมา มีเหตุการณ์การจับตัวประกันที่สำคัญหลายครั้ง ส่งผลกระทบในการทำศึกมาก แต่การกระทำของฮันเฮ่าได้ทำให้โจโฉสั้งให้ตรากฏหมายในเรื่องนี้ขึ้นใหม่ นัยหนึ่งจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทำศึกของการทำศึกไปมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากยุคสามก๊กไปแล้ว จะพบว่ากฏหมายนี้ก็ไม่ได้มีการนำมาใช้อย่างเคร่งครัดเหมือนในสมัยที่โจโฉปกครองวุยก๊ก

ปีค.ศ.196 โจโฉยกทัพบุกชีจิ๋วอีกครั้ง แฮหัวตุ้นร่วมทัพ ทำหน้าที่เป็นแม่ทัพกองทัพหน้าแล้วได้เปิดศึกกับลิโป้ แต่ระหว่างทำศึก เขาโดนเกาทัณฑ์ยิงที่ตาข้างซ้ายจนทะลุ ทำให้ต้องเสียตาไปข้างหนึ่ง

เผยซงจือแทรกเรื่องราวจากบันทึกเว่ยหลู่ ซึ่งได้บันทึกเรื่องของแฮหัวตุ้นและแฮหัวเอี๋ยนไว้ว่า หลังจากแฮหัวตุ้นสูญเสียดวงตาซ้ายไปแล้ว พวกทหารในกองทัพก็พากันเรียกขานแฮหัวตุ้นว่า “ท่านบอดแฮหัว” ภายหลังก็เรียกกันว่า หมางเซี่ยโหว หรือท่านขุนพลตาเดียว แต่แฮหัวตุ้นก็ไม่ค่อยชอบฉายานี้นัก เมื่อเขาเห็นใบหน้าตนเองในกระจก ก็โกรธจนขว้างกระจกนั้นลงพื้น

หลังจากเสร็จศึกกับลิโป้แล้ว แฮหัวตุ้นก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นเจ้าเมืองตันลิวและเมืองจี่อิม และได้รับตำแหน่งนายพล “เจี้ยนหวู่เจียงจวิน” ควบตำแหน่งขุนนางเป็นพระยาเกาอันเซี่ยง

ในระหว่างนั้น เกิดภาวะแห้งแล้งหนัก บรรดาแมลงออกทำลายพืชผลและไร่นาจนราษฎรเดือดร้อนไปทั่ว แฮหัวตุ้นจึงระดมขุนนางและเหล่าทหารไปช่วยกันถมดินเพื่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำน้ำไท่โซ่ว สำหรับไว้ใช้กักเก็บน้ำสำหรับทำการเกษตร แฮหัวตุ้นยังลงไปร่วมใช้แรงงาน แบกขนดินร่วมกับเหล่าชาวนาทั้งหลายโดยไม่หวั่นความยากลำบาก แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม ผลงานนี้ทำให้ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองเหอหนานในเวลาต่อมา  

หลังจากนั้น โจโฉนำทัพบุกพิชิตแดนแดนเหอเป่ยหรือทางภาคเหนือของจีน ซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ในอิทธิพลของอ้วนเสี้ยว หลังจากสามารถพิชิตอ้วนเสี้ยวลงได้แล้ว แฮหัวตุ้นก็ได้รับการเลื่อนขั้นให้ขึ้นเป็น “ฟู่ป๋อเจียงจวิน” ควบตำแหน่งเจ้าเมืองเหอหนานเช่นเดิม

แฮหัวตุ้นได้ชื่อว่าเป็นขุนพลที่มีอำนาจมาก แต่เขาก็มิได้บังคับใช้กฎระเบียบในการปกครองอย่างเคร่งครัดมากเกินไปนัก และจะใช้อำนาจในการบังคับใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

ปีค.ศ.207 (ตรงกับปีเจี้ยนอันที่ 12) หลังจากโจโฉพิชิตภาคเหนือได้ทั้งหมดแล้ว แฮหัวตุ้นก็ได้รับศักดินาเพิ่ม มีบริวาร 2500 ครัวเรือนอยู่ใต้บังคับบัญชา

ปีค.ศ.216 (ตรงกับปีเจี้ยนอันที่ 21) หลังจากโจโฉทำศึกที่หับป๋ากับซุนกวน แล้วกลับไปที่นครฮูโต๋แล้ว แฮหัวตุ้นก็ได้รับอำนาจบัญชา 26 กองทัพ ไปประจำการที่จื่อเฉียว เพื่อคอยสนับสนุนเตียวเลี้ยวที่หับป๋า คอยป้องกันศึกจากซุนกวนต่อไป

โจโฉประทานรางวัลมากมายให้แฮหัวตุ้น จัดงานเลี้ยงฉลองให้อย่างสมเกียรติ แล้วกล่าวยกย่องแฮหัวตุ้นว่า “ในอดีต เว่ยเจียงได้สร้างตำนานรวบรวมชนเผ่าป่าเถื่อนทั้งหลายไว้ด้วยกันสำเร็จด้วยเหล็กและหิน แต่ตัวท่านกลับเหนือยิ่งกว่านั้นอีก”

ปีค.ศ.219 (ตรงกับปีเจี้ยนอันที่ 24) โจโฉเดินทัพไกลทางตะวันตก ทำศึกฮั่นจงกับเล่าปี่ แต่ต้องประสบความปราชัย ล่าถอยกลับไป จากนัน้ กวนอูที่เกงจิ๋วก็เคลื่อนทัพบุกโจมตีปราสาทฟ่านที่โจหยินเฝ้ารักษาอยู่ กวนอูสยบทัพของอิกิ๋มและบังเต๊กลงได้หมดสิ้น โจโฉหวั่นเกรงมาก จึงคิดนำกำลังไปเสริมที่ปราสาทฟ่าน จึงสั่งให้แฮหัวตุ้นและเตียวเลี้ยวนำทหารตามมาสมทบ

แต่ก่อนหน้าจะไปถึง ซิหลงก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ ประกอบกับฝ่ายง่อก๊กบุกตีตลบหลัง ทำให้กวนอูต้องล่าถอยกลับไป ทัพของโจโฉและแฮหัวตุ้นจึงมาพบกันระหว่างทาง

โจโฉมักให้แฮหัวตุ้นขึ้นนั่งรถม้าตัวเดียวกันและให้ความเคารพนับถืออย่างมาก

โจโฉแสดงออกอยู่เสมอว่า เขามีความไว้วางใจและสนิทสนมกับแฮหัวตุ้นมากเป็นพิเศษ ชนิดที่ขุนพลคนอื่นไม่อาจเปรียบเทียบได้ หลังจากนั้นแฮหัวตุ้นก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพหน้า “เชียนเจียงจวิน” (General of the Front)

หลังจากแฮหัวตุ้นพบโจโฉแล้ว ก็แยกกลับไปประจำการที่เมืองซิ่วซุนทางตะวันออกต่อ หลังจากนั้นจึงไปประจำการอยู่ที่จ้าวหลิง

เผยซงจือแทรกเชิงอรรถจากในประวัติศาสตร์วุยก๊กว่า หลังจากโจโฉขึ้นเป็นวุยอ๋องแล้ว บรรดาแม่ทัพทั้งหมดของโจโฉ ต่างก็ได้รับตำแหน่งกันถ้วนหน้า ยกเว้นเพียงแฮหัวตุ้นคนเดียว (อันที่จริง แฮหัวตุ้นได้รับตำแหน่งจากพระเจ้าเหี้ยนเต้)

แฮหัวตุ้นขอให้โจโฉประทานตำแหน่งให้ เพื่อที่เขาจะได้แสดงความภักดี แต่โจโฉกล่าวว่า “ข้าได้ยินมาว่า ผู้นำที่ปรีชาสามารถจะเรียนรู้จากบริวารของตน ส่วนผู้นำที่ปรีชายิ่งกว่าจะถือบริวารประดุจมิตรสหาย เหล่าขุนนางและนายทหารล้วนเป็นบุคลากรผู้มีความสามารถ แคว้นเล็กๆอย่างวุยก๊กกลับไม่คู่ควรกับขุนพลผู้ปรีชาเช่นท่าน” แฮหัวตุ้นยังคงยืนยันเช่นเดิม แล้วโจโฉก็แต่งตั้งให้เขาขึ้นเป็นแม่ทัพหน้าในที่สุด  

          ซึ่งจากที่เฉินโซ่วบันทึกไว้ในจดหมายเหตุดังกล่าว เกียวกับเรื่องการรับตำแหน่งแม่ทัพหน้าของแฮหัวตุ้น นัยยะหนึ่งได้แสดงให้เห็นว่า โจโฉประเมินคุณค่าของแฮหัวตุ้นไว้สูงมาก เหนือกว่าขุนพลคนใด และยังให้ความไว้วางใจและเคารพนับถือเขาอย่างสูง เพราะสำหรับโจโฉแล้ว วุยก๊กซึ่งเพิ่งเริ่มก่อตั้งขึ้นมานั้น ไม่มีตำแหน่งทางทหารที่ใหญ่โตพอสำหรับแฮหัวตุ้นที่เป็นขุนนางในราชวงศ์ฮั่นอยู่ก่อนด้วย

            การที่โจโฉได้รับตำแหน่งเป็นวุยอ๋อง นั่นจึงเป็นการประกาศว่า เขาสามารถก่อตั้งแคว้นหรือประเทศของตนขึ้นเองได้ ซึ่งโจโฉก็ได้ประกาศให้เมืองเย่ขึ้นเป็นเมืองหลวงของวุยก๊ก แต่ขณะเดียวกัน วุยก๊กก็นับว่าเป็นแคว้นเกิดใหม่ที่อยู่ในดินแดนของราชวงศ์ฮั่นอีกทีหนึ่ง บรรดาขุนนางที่ได้รับตำแหน่งจากโจโฉแทบทั้งหมดนั้น ก็มีตำแหน่งเป็นขุนนางของราชวงศ์ฮั่นเช่นกัน สถานการณ์นี้จึงนับว่ามีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนมาก คล้ายคลึงกับลักษณะของราชวงศ์โจว ซึ่งแผ่นดินจีนของราชวงศ์โจวนั้น ก็แบ่งแยกออกเป็นนครรัฐและแคว้นต่างๆ โดยมีบรรดาอ๋องทำหน้าที่ไปปกครองดินแดน ซึ่งสุดท้ายแล้วเมื่อราชวงศ์โจวอ่อนแอลง แคว้นทั้งหลายก็แตกแยกออกจากกัน ก่อให้เกิดสถานการณ์เป็นยุคชุนชิวจ้านกว๋อ หรือยุคสงครามรัฐอันยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์จีน จากนั้นราชวงศ์ฉินจึงสามารถรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวได้อีกครั้ง

ดังนั้น สถานการณ์ของฮั่นและวุยในเวลานั้น จึงมีความซับซ้อนและไม่อาจทำความเข้าใจได้ง่ายนัก แต่หากกล่าวให้ง่ายขึ้น นี่คือก้าวย่างที่โจโฉเตรียมการปูรากฐานราชวงศ์ใหม่ที่จะมาแทนที่ฮั่น เพียงแต่เขาไม่ได้ลงมือทำในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น

การที่แฮหัวตุ้นเรียกร้องขอให้โจโฉมอบตำแหน่งให้ตนนั้น นัยหนึ่งจึงไม่ได้แปลว่าเขามีความคาดหวังหรือกระหายในลาภยศ แต่อีกทางหนึ่งนั้น เท่ากับแฮหัวตุ้นต้องการแยกแยะให้ชัดเจนว่า ตัวเขามีความภักดี ต้องการถวายตัวรับใช้โจโฉกับวุยก๊ก ซึ่งตำแหน่งแม่ทัพหน้า หรือ “เชียนเจียงจวิน” ที่แฮหัวตุ้นได้รับมานั้น ถือว่าเป็นตำแหน่งทางทหารขั้นสูงสุดที่ผู้เป็นอ๋องจะประทานให้ได้ ด้วยเหตุนี้ แฮหัวตุ้นจึงถือว่าเป็นผู้มีอำนาจทหารเป็นรองจากวุยอ๋องโจโฉเท่านั้น

สำหรับตำแหน่งแม่ทัพหน้าของแฮหัวตุ้นนี้ เป็นตำแหน่งระดับเดียวกับที่กวนอูได้จากเล่าปี่ หลังจากเล่าปี่ขึ้นเป็นฮั่นจงอ๋องเช่นกัน

             ปีค.ศ.220 หลังจากโจโฉถึงแก่กรรม โจผีบุตรชายขึ้นสืบทอดอำนาจต่อ แล้วสถาปนาตนขึ้นเป็นฮ่องเต้ นามว่าพระเจ้าวุยบุ๋นเต้ แฮหัวตุ้นก็ได้รับตำแหน่งขึ้นเป็นมหาขุนพล “ต้าเจียงจวิน” มีอำนาจบัญชาการทหารสูงสุด แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน แฮหัวตุ้นก็ล้มป่วยแล้วสิ้นชีพลง

            เฉินโซ่วบันทึกวิจารณ์ต่อมาว่า แม้ว่าแฮหัวตุ้นจะเป็นขุนพลและนักการทหารที่มุ่งการทำศึกเป็นหลัก แต่เขาก็มักเชื้อเชิญเหล่านักปราชญ์ให้มาเยือนที่ค่ายทหารเพื่อขอคำแนะนำสิ่งต่างๆให้อยู่เสมอ เขาเป็นผู้ที่มีความระมัดระวังรอบคอบและมีจิตใจกว้างขวางต่อผู้อื่น ไม่ค่อยเก็บสะสมทรัพย์สมบัติไว้มากนัก เมื่อได้รับรางวัลหรือสิ่งของใดจากโจโฉ ก็มักจะแจกจ่ายให้แก่เหล่าทหารและผู้คนทั้งหลาย แล้วแบ่งเก็บไว้เองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากแฮหัวตุ้นสิ้นชีพไปแล้ว ก็ได้รับการอวยยศย้อนหลังให้เป็นพระยาผู้ภักดี 

            แฮหัวฉงบุตรชาย ได้รับสืบทอดตำแหน่งต่อมา โจผีรำลึกถึงความชอบของแฮหัวตุ้น จึงเสนอตำแหน่งขุนนางใหญ่ให้แก่บุตรหลานของเขา แล้วประทานบริวาร 1,000 ครัวเรือน ให้แก่บุตรชายทั้ง 7 คน กับ บุตรสาว 2 คน และประทานตำแหน่งขุนนางใหญ่ในราชสำนักให้ด้วย

           หลังจากแฮหัวฉงสิ้นชีพ บุตรชายของเขาคือแฮหัวอี้ ได้รับสืบทอดตำแหน่งของแฮหัวตุ้น คือพระยาเกาอันเซี่ยง จากนั้น บุตรของเขาคือแฮหัวเสี้ยวก็รับสืบทอดอำนาจเป็นรุ่นต่อมา

          เผยซงจือได้แทรกเชิงอรรถ บันทึกเรื่องราวบุตรหลานและครอบครัวของแฮหัวตุ้นบางคนที่มีบทบาทสำคัญ นั่นคือแฮหัวเหมา บุตรชายคนรองของแฮหัวตุ้น

เนื่องจากเดิมทีโจโฉได้ยกบุตรีของตนคือเจ้าหญิงชิงเหอ ให้แต่งงานกับแฮหัวเหมา (เชื่อว่าเป็นบุตรีคนโตของโจโฉ และเป็นพี่สาวของโจผีด้วย) ดังนั้นแฮหัวเหมาจึงมีศักดิ์เป็นราชบุตรเขยและได้ตำแหน่งเป็นราชเลขาธิการในราชสำนัก ควบตำแหน่งเจ้าเมืองอันซื่อ และได้เป็นขุนพลเจิ้งตงเจียงจวิน

แฮหัวเหมาผู้นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีความภักดีต่อวุยก๊ก เขายังเป็นเพื่อนสมัยเด็กของโจผี และมีความสนิทสนมกันมาก โจผีจึงให้ความไว้วางใจเขามาก แต่แท้จริงแล้วแฮหัวเหมาไม่ได้มีความสามารถในการทหาร และยังมีนิสัยชอบเสเพล หลงใหลในสุราและนารี

ปีค.ศ.228 ฮ่องเต้โจยอยต้องการนำทัพบุกตีจ๊กก๊ก จึงสั่งแฮหัวเหมาไปเตรียมกองทัพบุกตะวันตก แต่แฮหัวเหมาไม่ได้รีบเร่งจัดการ เขากลับเอาแต่จัดงานรื่นเริงกับเหล่านักร้องและนางรำ เมื่อเจ้าหญิงชิงเหอผู้เป็นภรรยาไปพบเข้าจึงโกรธมาก ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนแย่ลงอย่างหนัก

ต่อมา แฮหัวเหมาเกิดมีเรื่องผิดใจกับแฮหัวจั่งและแฮหัวเกี๋ยง ซึ่งเป็นน้องชายและหลานชายของตนเอง คนทั้งสองกลัวว่าจะโดนแฮหัวเหมาหาเหตุลงโทษ จึงคิดแผนแนะนำให้เจ้าหญิงชิงเหอเขียนฏีการ้องเรียนต่อโจยอย เพื่อกล่าวหาว่าแฮหัวเหมาประพฤติผิด แล้วขอให้จับกุมมาลงโทษเสีย

เมื่อทราบเรื่อง โจยอยก็โกรธจัดมาก คิดจะสั่งประหารแฮหัวเหมาเลย แต่ที่ปรึกษาต้วนม่อก็ได้ทัดทานไว้แล้วรีบกล่าวว่า “ในกาลก่อนหน้านี้ พระเจ้าวุยบู๊เต้ (โจโฉ) เพราะได้ท่านมหาขุนพลแฮหัวตุ้นเข้าช่วยเหลือ ร่วมกันก่อร่างสร้างอาณาจักรมาด้วยกันตั้งแต่แรกเริ่ม จึงสถาปนาอาณาจักรขึ้นได้อย่ามั่นคง อีกทางหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหญิงกับแฮหัวเหมานั้นก็ไม่สู้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นขอฝ่าบาทให้โปรดเรียกตัวแฮหัวเหมามาเข้าเฝ้า แล้วค่อยฟังความจากเขาก่อนก็ยังไม่สายเกินไป”

โจยอยฟังแล้วก็เห็นด้วย ต่อมาหลังจากสืบสวนหาความแล้วจึงได้ทราบความจริงว่าแท้ทที่จริงแล้วใครเป็นผู้คอยยุยงวางแผนให้เจ้าหญิงเขียนฏีการ้องเรียน ดังนั้นเมื่อทราบความจริง โจยอยจึงสั่งให้ลงโทษกับแฮหัวจั่งและแฮหัวเกี๋ยงแทน   

เผยซงจือได้แทรกบันทึกจิ้นหยางชิวว่า ในช่วงปีค.ศ.216 เหลนของแฮหัวตุ้นคือ แฮหัวจั๋ว ได้สิ้นชีพลง จึงส่งผลให้สายสกุลของแฮหัวตุ้นเป็นอันสิ้นสุดลงไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นบรรดาศักดิ์และตำแหน่งของตระกูลแฮหัวจึงกลับคืนสู่ราชสำนักวุยในที่สุด

จากนั้นอีกกว่า 60 ปีต่อมา ฮ่องเต้สุมาเอี๋ยนแห่งราชวงศ์จิ้นได้มีพระราชโองการออกประกาศว่า “แฮหัวตุ้นนับเป็นยอดขุนพลผู้มีส่วนสำคัญในการช่วยก่อร่างสร้างอาณาจักรวุยก๊กขึ้นได้ ชื่อเสียงของเขาจะได้รับการจารึกไว้ในบันทึกประวัติศาสตร์ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งนัก หากว่าสายสกุลของเขาจะต้องมาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ตัวเราเองนั้นก็ได้รับสืบทอดราชบัลลังก์มาจากวุยก๊ก แล้วจะให้เราจะลืมเลือนเหล่าผู้บุกเบิกของวุยก๊กได้อย่างไรกันเล่า ดังนั้นจึงเป็นการสมควรยิ่งแล้วที่จะค้นหาผู้สืบทอดสายเลือดของแฮหัวตุ้นให้พบ แล้วจักมอบตำแหน่งไว้เพื่อให้เป็นการรักษาเกียรติภูมินี้ให้ได้ดำรงไว้สืบต่อไป”

 

สรุปข้อแตกต่างเรื่องราวของแฮหัวตุ้น ระหว่างจดหมายเหตุและนิยาย

1.จากในจดหมายเหตุ จะพบว่าเฉินโซ่วแทบไม่ได้บันทึกความสามารถและผลงานการศึกของแฮหัวตุ้นไว้เท่าใดนัก เพียงแต่ย้ำบ่อยครั้งว่า แฮหัวตุ้นเป็นยอดนักการทหารที่มีความสามารถ ชมชอบการอยู่ร่วมกับเหล่าทหารและประชาชน นอกจากนี้ยังมีความสนิทสนมและได้รับความไว้ใจจากโจโฉอย่างสูงสุด ซึ่งไม่มีขุนพลคนใดของวุยก๊กเทียบเคียงได้เลย

2.ในนิยายสามก๊ก หลอก้วนจงเล่าเหตุการณ์ที่แฮหัวตุ้นสูญเสียตาข้างซ้ายจากเกาทัณฑ์ว่า เขาดึงลูกตาของตนออกมาแล้วร้องตะโกนว่า เชื้อพ่อเลือดแม่ ทิ้งให้ตกพื้นไม่ได้แล้วจึงกลืนกินดวงตาของตนเองลงคอ สร้างความตื่นตระหนกแก่เหล่าทหารมาก

3.นิยายสามก๊ก มีเหตุการณ์สำคัญในตอนที่แฮหัวตุ้นทำศึกแพ้เล่าปี่ที่ทุ่งพกป๋อง เพราะหลงกลศึกของขงเบ้ง จึงโดนวางเพลิงเผาเล่นงานแทบทั้งกองทัพแล้วต้องหนีตายกลับไป แฮหัวตุ้นยอมรับในความผิดพลาด จึงมัดตัวเองด้วยเชือกแล้วเข้าไปคุกเข่ามอบตัวต่อหน้าโจโฉ เวลานั้นทุกคนคิดว่าแฮหัวตุ้นคงยากจะพ้นความผิด แต่โจโฉกลับสั่งอภัยให้แล้วปลดเชือกออก

ส่วนในจดหมายเหตุ จะพบว่าเฉินโซ่วไม่ได้บันทึกเรื่องเหล่านี้ไว้ในประวัติของแฮหัวตุ้น แต่ในส่วนชีวประวัติของเล่าปี่และจูล่งนั้น เฉินโซ่วได้บันทึกเรื่องที่แฮหัวตุ้นพ่ายศึกต่อเล่าปี่ไว้ ซึ่งในบทชีวประวัติเล่าปี่ได้บันทึกว่า “แฮหัวตุ้นรบกับเล่าปี่ แต่โดนเล่าปี่วางแผนใช้เพลิงไฟเล่นงาน จนต้องล่าถอยกลับไป” การที่ไม่มีบันทึกเรื่องราวความพ่ายแพ้นี้ไว้ในประวัติของแฮหัวตุ้น แต่กลับมีในประวัติของเล่าปี่และจูล่งซึ่งเป็นคนละฝ่าย อาจแสดงให้เห็นว่าข้อมูลที่เฉินโซ่วได้จากฝั่งวุยก๊กแล้วนำมาเรียบเรียงนั้น ได้พยายามหลีกเลี่ยงที่จะบันทึกความพ่ายแพ้ต่อข้าศึกของแฮหัวตุ้นเอาไว้

4.ในนิยายสามก๊ก แฮหัวตุ้นสร้างผลงานใหญ่ด้วยการนำทหารลอบเข้าโจมตีเมืองฮั่นจงจากเส้นทางลัด ทำให้โจโฉชิงฮั่นจงมาได้ง่ายกว่าที่คิด แต่ในประวัติแฮหัวตุ้นกลับไม่มีบันทึกผลงานนี้ไว้     

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

15 ความคิดเห็น

  1. #1545 นิรนาม อู๋หมิง (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 กันยายน 2558 / 03:21
    เขาไม่ได้เกลียดขงเบ้งอะไรหรอกครับ เพียงแต่พอมาถึงยุคนี้ ผู้อ่านสมัยใหม่เขาก็มีการวิเคราะห์และมันมีช่องโหว่มากมาย ที่เราอ่านคือนิยายอิงประวัติศาสตร์ ชื่อ ซันกว๋อเหยียนยี่ แต่ประวัติศาสตร์จริงๆคือ ซันกว๋อจื่อ ซันกว๋อ แปลคือสามก๊ก จื่อคือตัวหนังสือหรือว่าบันทึก รวมกันคือบันทึกสามก๊กหรือจดหมายเหตุสามก๊กซึ่งเขียนขึ้นมาโดยเฉินโซ่ว ที่อยู่ในจ๊กก๊กด้วยซ้ำก่อนจะมาอยู่กับราชวงศ์จิ้น ส่วนเหยี่ยนยี่หมายถึง การแสดงหรือวรรณกรรม ที่หลอก้วนจงแต่งนั้นห่างจากยุคสามก๊กถึงพันปีทีเดียว ซึ่งก็คือสมัยราชวงศ์หมิง หรือ จูหยวนจาง แต่เมื่อเป็นนิยาย มันก็ต้องต้องมีพระเอกและผู้ร้าย และหลอก้วนจงก็เลือกฝ่ายเล่าปี่เป็นพระเอก และได้นำกลยุทธุ์ในยุคของตนเองแต่งเติมเสริมเข้าไป เพื่อเพิ่มความเจ๋งให้ฝ่ายพระเอกครับ จริงๆแล้วขงเบ้งไม่ใช่ผู้สันโดษเหมือนในนิยาย เขามาจากตระกลูใหญ่ด้วยซ้ำ และด้วยความที่อายุยังน้อยแรกๆเล่าปี่เองยังไม่ไว้ใจให้ทำงานใหญ่ด้วยซ้ำ และขงเบ้งนี่แหละ ที่เป็นฝ่ายไปหาเล่าปี่นะครับ ไม่ใช่เล่าปี่ไปหา แต่ขงเบ้งเป็นนักปกครองที่เป็นมือหนึ่งของยุคเลย และขงเบ้งก็เก่งจริงๆ แต่ไม่ได้ขนาดเท่ากับนิยาย ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ได้แผ่นดินไปครองตั้งนานแล้วครับ ในส่วนนี้ก็น่าคิดจริงไหมครับ และคนที่น่าสงสารจริงที่ถูกหลอจงทำให้เขาต้องถึงขั้นมีคนเข้าใจตัวผิดไปเลย ก็คงมี จิวยี่ กับ โลซก โดยเฉพาะโลซกผู้ที่คิดนโยบายยี่ภู่ขึ้นมา กลายเป็นคนโง่ที่ถูกขงเบ้งหลอกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่เลย เขาร่วมมือกันจริงๆ ถ้าโลซกโง่ขนาดนั้นแล้วมาเป็นแม่ทัพใหญ่ง่อก๊กก็เดี้ยงไปนานแล้วล่ะครับ ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมหลอก้วนจงถึงเอาเล่าปี่เป็นพระเอก เพราะคงจะเหมาะสมที่สุดและเป็นจริงตามนั้นไม่ว่าใครก็คงค้านไม่ได้ และทำไมไม่เป็นง่อก๊ก เพราะเฉินโซ่วอยู่กับจ๊กมาตลอด และจ๊กก็สู้กับวุยจึงได้รู้เรื่องของสองก๊กนี้มากที่สุด ส่วนอีกก๊กหนึ่งก็อยู่สบายเกิน จริงๆแล้วน่าจะรบกับชนเผ่าตามนโยบายอยู่ด้วย จึงไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ และอีกสาเหตุหนึ่งหลอก้วนจงเอาเล่าปี่เป็นพระเอก เล่านักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า อาจ้ป็น้พราะนายเก่าของหลอก้วนจง คือจางจืาอเฉิน(ถ้าผิดก็ขออภัย)เคยอยู่ใสถานะสามก๊กแบบนี้มาแล้ว แล้วตนก็เป็นหนึ่งในกุนซือของจางจื่อเฉินด้วย ตอยนั้นแบ่งเป็นสามอำนาจ แต่สุดท้ายผู้ชนะก็คือจูหยวนจาง และตั้งราชวงศ์หมิงขึ้นมานั่นเอง ซึ่งหลอก้วนจงคงเปรียบจูหยวนจางเป็นโจโฉ และเปรียบจางจื่อเฉินเป็นเล่าปี่ประมาณนั้นครับ ส่วนเรื่องขุนพลใครเจ๋งกว่ากันนั้น ถ้าเอาตามประวัติศาสตร์จริงๆ คงพอๆกันถ้าไม่เอามาดวนกันจริงๆคงยากที่จะบอก และกวนอูช่วงหลังมีผลงานโดดเด่นมากและกำลังรุ่งสุดจนถึงขั้นโดนนักรบทั่วหล้ายกย่องเป็นหมายเลขหนึ่ง แต่ก็ดับตอนที่เป็นมือหนึ่งนี่แหละ ชื่อเขาถึงถูกจดจำว่าเป็นมือหนึ่งจนถึงทุกวันนี้ เรื่องราวพวกผมไม่ได้มั่ว นอกจากจะศึกษาเองแล้ว ผมยังถกกับผู้จบประวัติศาสตร์จากประเทศจีนมาแล้วด้วย ซึ่งเป็นต้นฉบับแน่นอน และท่านยังได้บอกด้วยว่า ผู้ที่ได้ทั้งบุ๋นและบู๊ทั้งสองด้านอย่างถึงที่สุดถ่องแท้ มีอยู่สองคนคือ จิวยี่ กับ โจโฉ จิวยี่อายุสั้นน่าเสียดายมากครับ ส่วนโจโฉ ในจดหมายเหตุบันทึกว่า ที่ๆเขานั่งมากกว่าเก้าอี้คือหลังม้า ที่ๆเขาอยู่มากกว่าบ้านคือสนามรบ เงาที่บดบังแสงอาทิตย์นั้นคือธนูของศัตรู ผมไม่ได้จะบอกให้คุณชอบโจโฉ หรือจิวยี่ หรือ โลซก หรือใครก็ตาม ขงเบ้งมีค่าควรแก่การยกย่อง ที่ไม่พูดถึงขงเบ้งมากเพราะความเก่งของเขาได้พิสูจน์ด้วยการดูแล้วและปกครองจับศึกเพื่อจ๊กก๊กประจักษ์แล้ว แถมยังโดนแต่งเติมเข้าไปอีกจึงไม่ต้องพูดอะไรมากมายแล้ว แต่ที่พูดถึงผู้อื่นเพราะมีหลายอย่างที่เป็นเอกลักษณ์แท้ๆของบุคคลในประวัติศาสตร์ถูกละเลยไปก็เท่านั้นเอง
    #1545
    1
    • #1545-1 ยศไกร (@eagle) (จากตอนที่ 8)
      2 พฤศจิกายน 2558 / 17:20
      ใช่ครับ เรื่องนี้ต้องถกกันอีกยาวครับ แต่มีงานวิจัยหลายชิ้นทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ สรุปไปในทิศทางคล้ายกันครับ
      #1545-1
  2. #1423 จุ๊จัง owo❤ (@ju8059) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2555 / 02:53
    ขุนศึกสมัยนั้น แต่ละคนมีความกล้าที่น่ากลัวทั้งนั้นเลย = ="
    แฮหัวตุ้น ไม่น่าจะเก่งมากถึงขนาดเทียบพวกยอดขุนพลอย่าง กวนอู เตียวหุย ได้
    แต่ว่าเขาก็มีเอกลักษณ์ในเรื่องความกล้า ในเรื่องที่ค่อนข้างแปลกหน่อย แต่ทำให้คนอื่นๆกลัวเขาได้ และความสนิทต่อเจ้านายตัวเองไม่ต่างจากกัน :)
    #1423
    0
  3. #1352 เลียวฮัว (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2555 / 22:15
    ความคิดเห็นที่ 12 อองเป๋งมาไงคับ
    #1352
    0
  4. #1351 กิตติ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 / 22:43
    ขอพูดเรื่องศึกเผาทัพละกันครับ ผมว่ามีจริงนะครับ และขงเบ้งคงทำได้จริง ผมจะพูดถึงภูมิประเทศก่อนเลยนะครับ



    คือทางที่แฮหัวตุ้นจะผ่านเข้ามาข้างนึงมันเป็นภูเขา ข้างนึงเป็นป่าว นี่คือความเป็นจริงของภาคใต้ข้องจีน



    ที่จะต้องมีเขาคดเคี้ยว ป่าไม้ลก แล้วฤดูที่เดินทัพเป็นฤดูร้อนไฟย่อมติดง่ายสบายบื๋อ ทหาร 1 แสน เข้าไปในช่องเขา



    กับป่าที่มีเหว จุดลูกไฟกลิ้งลงมาจากเขา จุดไฟเผาป่า เอาฟืนไปดักเผาท้ายกองทัพ กวนอู เตียวหุยตีกระหนาบ



    จูล่ง อองเป๋ง หันหลังกลับ ตีทัพแฮหัว จะรุกก็ไม่ได้เพราะขวัญกระเจิงเพราะไฟ จะหนีก็ไม่ได้



    วิ่งไปวนมาเหยียบกันเองตาย ไฟครอกตาย โดนฆ่าตาย 1 แสน แม่ทัพหรีลอดมาได้ก็บุญแล้วครับ



    ไม่งั้นตำราพิชัยสงครามต่างๆ จะพูดถึงเรื่องไฟทำไมกัน ถึงเมืองซินเอี๋ยเป็นเมืองเล็กๆ



    แต่เป็นเมืองที่ป้องกันได้มีเยี้ยมเลยที่เดียว เหมือนเมืองโลเชสเตอร์ของอังกฤษ เป็นเมืองเล็กๆ



    แต่คุมอำนาจของภาคใต้ของอังกฤษไว้ทั้งหมด เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
    #1351
    0
  5. #1324 KSSN (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 เมษายน 2555 / 00:07
    เอ่อ.. ไม่ใช่ กอซุ่น คับที่จัดการกับตาของแฮหัวตุ้น เป็น โจเส็ง คับ



    กอซุ่น ตอนหลังถูกจับพร้อม ลิโป้ และยอมโดนประหารไม่ยอมสวามิภักดิ์



    อ่อ อีกอย่าง น่าสงสาร กอซุ่น มากนะคับผมว่า ถ้าพูดถึงในบรรดาลูกน้องของลิโป้ กอซุ่น นั้นเก่งกล้าที่สุดด้วยซ้ำ

    แต่คนส่วนมากกลับไม่ค่อยมีคนรู้จัก เตียวเลี้ยว ที่หลายๆคนรู้จักมากกว่า ในยามนั้นก็ไม่อาจเทียบ กอซุ่น ได้

    ตอนที่ โจโฉ ทำศึกกับ ลิโป้ นั้นก็ยังกริ่งเกรงทัพจอมถล่มค่ายของ กอซุ่น เป็นอย่างมากเลยทีเดียว
    #1324
    0
  6. #1203 จ๊กก๊กจงเจริญ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2554 / 17:03
    ทำไมมีคนชอบเห็นว่าผลงานฝั่งจ๊กก๊กเป็นเรื่องแต่ง ก๊กอื่นไม่แต่งเหรอ แหม่น่าคิด

    อาจเป็นเพราะวีรกรรมส่วนใหญ่จะมีมากก็คือก๊กนี้ หรือเป็นเพราะพวกคุณไปเห็นมา

    แล้วเหรอ ยังไงหลอกกว้านจงมันยังเห็นมากกว่าพวกคุณ พวกคุณก็ได้แค่สันนิษฐาน

    แล้วที่ว่าสามก๊ก 30% เป็นประวัติศาสตร์จริง 70% เป็นเรื่องแต่ง

    ผมว่าเป็นเพราะคนส่วนนั้นมีอคติกับก๊กนี้ใช่ไหม(ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเหนือธรรมชาติที่เพิ่มเข้ามาเพื่อให้สามก๊กมีสีสัน) อย่างเช่น บอกจูล่งว่าจูล่งรอดมาได้ ในศึกสะพานเตียงบันเพราะโจโฉไม่หมายหัว นั่นก็จริงอยู่ แต่แค่นี้มันก็เก่งกล้าเกินแล้วที่บุกเดี่ยวฝ่าทัพรับอาเต๊า จะให้เก่งกว่านี้อีกเหรอ หรือเรื่องที่ว่าจริงๆแล้วขงเบ้งไม่ได้ทำผลงาน

    ห่าอะไรในศึกเซ็กเพ๊กเลย ใช่ไหมคร๊าบบบบบ แต่ไม่ใช่จะว่ามุมมองใหม่ๆที่ผู้เขียนเขาเขียนนะครับ สังเกตุดูว่าที่ผมคอมเมนต์ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลย แค่อ่านเรื่องนี้เลยนึกขึ้นได้ เลยอยากแสดงความคิดเห็นหน่อย
    #1203
    0
  7. #1154 ฺบลาๆ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 เมษายน 2554 / 00:34
    มังกรตาเดียวนั้นมันดาเตะมาซามูเนะของสงครามเซนโกคุของญี่ปุ่นไม่ใช่หรอครับ

    แม่ทัพตาเดียวอะถูกละ แต่ทั้งเรื่องผมว่าเล่าปี่อะคารมดีที่สุดละเริ่มจาก0จนมาเป็นอ๋องจ๊ก

    แค่คำพูดลึกซึ้งไม่กี่คำก็ได้กวนอูเตียวหุยมาเป็นพี่น้องแล้ว

    (ปล.ดีละที่หัวตุ้นเขาไม่เดี่ยวกับพี่กวนผมว่ากำลังบู๊กวนอูเหนือกว่าแน่นอน)

    เพราะแนวทางการรบของแฮหัวตุ้นมันออกไปแนวบุ๋นทางด้านคุมทหารมากกว่าบู๊

    ถ้าเดี่ยวกับพี่กวนซึ่งพี่แกบู๊เต็มๆเนี่ยคงหัวหลุดหละพี่เอ้ย
    #1154
    0
  8. #1145 11111111*11111111 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 เมษายน 2554 / 20:31
    ขงเบ้งไม่ดีตรงไหนเหรอครับ ผมว่าเยอะมากเลยนะครับ

    อย่างน้อยๆก็เล่าเปียวมีบุญคุณ ก็ยังยุยงให้ให้เล่าปี่ยึดเมืองเล่าเปียว



    สามก๊กถูกเขียนมาเข้าข้างฝ่ายเล่าปี่และยกยอขงเบ้งเกินจริงครับ ตามประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย ขงเบ้งอาจจะสู้หวดเจ้งไม่ได้ด้วยซ้ำ และที่เซ็กเพ็กก้ไม่ได้จากสมองขงเบ้งด้วย เรื่องเผาไฟมันเป็นความคิดของขุนพลของจิวยี่



    เรื่องการไปเอาเกาทัณฑ์100000ดอกก็ไม่ได้มีจริงแต่ประการใด

    #1145
    0
  9. #1054 หงษ์ดรุณ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2553 / 21:58
    จากที่อ่านมารู้ศึกว่าคุณ เกลียดขี้หน้าขงเบ้งนะครับ

    ทำไมเหรอ ขงเบ้งเขาไม่ดีตรงไหนครับ
    #1054
    0
  10. #1026 นายแมว (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2553 / 22:05
    แฮหัวตุ้นเกือบจะต้องสู้กับกวนอูครั้งหนึ่ง เมื่อกวนอูผละจากโจโฉ พาครอบครัวเล่าปี่ ฝ่าด่าน 6 ด่านออกไปจนพ้นแดนแล้ว แฮหัวตุ้นถือเหตุที่ลูกของเพื่อน (จำชื่อไม่ได้) ถูกกวนอูฆ่าตายตอนฝ่าด่าน ยกทัพตามมารบ แต่พอดีว่าโจโฉสั่งให้เตียวเลี้ยว นำใบผ่านด่านมาให้กวนอู แฮหัวตุ้นเลยไม่ได้สู้กับกวนอู ไม่งั้น.... ใครจะชนะล่ะเนี่ย
    #1026
    0
  11. #968 เตียวเลี้ยว (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 เมษายน 2553 / 21:22
    เอ๊ะ แต่ที่อ่านมา แฮหัวตุ้นตายเพราะป่วยนี่นา
    #968
    0
  12. #902 ราเชน (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 / 16:40
    เห็นด้วยครับ เพราะในสมัยนั้นการไช้ไฟเผาทหารเรือนแสน มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ คิดดูนะครับว่าทหารเรือนแสน จะเป็นขบวนที่ใหญ่ขนาดไหน แล้วจะเอาเชื้อเพลิงที่ไหนเผาได้รวดเร็วขนาดนั้น
    #902
    0
  13. #718 พยัคฆราช (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 กันยายน 2552 / 23:44
    ขอแก้นิดนึงครับ แฮหัวตุ้นถูกโจเส็งลูกน้องโกซุ่นยิงตาบอดครับ ไม่ไช่โกซุ่นยิงเองแน่นอน เพราะถ้าโกซุ่นตายในศึกนี้ เรื่องจะขัดแย้งกันทันทีครับ เพราะโกซุ่นชนะแฮหัวตุ้นในศึกนี้ และเพราะสุดท้ายแล้วโกซุ่นจะถูกจับในศึกสุดท้ายของ ลิโป้ และยอมถูกประหารแต่ไม่ยอมรับไช้ โจโฉ ครับ
    #718
    0
  14. #590 zhuzan (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 เมษายน 2552 / 20:18
    อ่านมาก็เยอะรู้สึกว่าคนเขียนเกลียดขี้หน้าขงเบ้งจัง = =
    #590
    0
  15. #586 sept (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 เมษายน 2552 / 21:46
    จริงจ้า!!

    เพราะคนที่อยู่ในวุ่ยก๊กถ้าให้พูดถึงคงจำได้แค่ไม่กี่คน

    หนึ่งในนั้นก็ต้องมี แฮหัวตุ้นได้ จากฉายา มังกรตาเดียว(ลืมไปแล้วว่าอ่านมาจากไหน)
    #586
    0