เจาะลึกยอดคนในประวัติศาสตร์สามก๊ก (พิมพ์แล้วใน จดหมายเหตุสามก๊ก)

  • 90% Rating

  • 2,836 Vote(s)

  • 396,934 Views

  • 1,581 Comments

  • 949 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,122

    Overall
    396,934

ตอนที่ 68 : อิกิ๋ม เหวินเจ๋อ (Yu Jin) - ขุนพลปราบโจรผู้พ่ายน้ำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1029
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 เม.ย. 58

อิกิ๋ม เหวินเจ๋อ (อวี่จิ้น)

“ขุนพลปราบโจรผู้พ่ายน้ำ”

 

จากจดหมายเหตุชีวประวัติอิกิ๋ม โดยเฉินโซ่ว

(Biography of Yu Jin)

 

          อิกิ๋ม หรือ อวี่จิ้น (Yu Jin) ชื่อรอง เหวินเจ๋อ (Wenze) ปีเกิดไม่แน่ชัด เป็นชาวเมืองจวี่ผิง แถบภูเขาไท่ซาน เฉินโซ่วบันทึกว่า เมื่อโจรผ้าเหลืองก่อการไปทั่วแผ่นดิน เปาซิ่นซึ่งเป็นขุนศึกแห่งเมืองกิจิ๋ว ได้รวบรวมอาสาสมัครและผู้คนเพื่อต่อต้านการรุกราน อิกิ๋มจึงได้เข้าร่วมกับเปาซิ่น แต่หลังจากโจโฉได้เริ่มสร้างตัวและเข้าสู่เมืองกิจิ๋ว ทั้งเปาซิ่นและอิกิ๋มก็ได้ขอเข้าร่วมอยู่ในกองทัพของโจโฉด้วย

            เริ่มแรก อิกิ๋มได้อยู่ใต้บัญชาการในหน่วยทัพของอองหลอง ซึ่งเป็นขุนนางที่ปรึกษาใหญ่ของโจโฉ อองหลองได้ปฏิบัติต่ออิกิ๋มด้วยความเคารพให้เกียรติอย่างสูงและมอบตำแหน่งนายพลให้ ต่อมาโจโฉได้สนทนากับอิกิ๋ม แล้วรู้สึกชื่นชอบในความสามารถทางทหารของเขามาก จึงแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นนายพลที่ปรึกษาทางทหาร “จวินซื่อหม่า”

            ปีค.ศ.193 โจโฉสั่งให้อิกิ๋มนำทัพบุกโจมตีเมืองชีจิ๋วที่กวงเว่ย สร้างผลงานไว้ไม่น้อย ต่อมาโจโฉได้เปิดศึกกับลิโป้ที่เมืองปักเอี๋ยง อิกิ๋มสามารถบุกยึดค่ายทัพของลิโป้ได้สองแห่ง แล้วนำทัพบุกโจมตีกองทหารของลิโป้ที่เกาหยาจนได้รับชัยชนะ ต่อมาได้ติดตามโจโฉนำทัพบุกโจมตีแถบโซ่วจาง ถิงเถา และหลี่กู้ สามารถยึดดินแดนแถบนั้นไว้ได้ทั้งหมด

ต่อมาโจรโพกผ้าเหลืองส่วนหนึ่งได้ลุกขึ้นก่อกบฏ นำโดยสองขุนพลเล่าเพ๊กและฮองเสี้ยว ฝ่ายอิกิ๋มจึงนำทัพตั้งมั่นอยู่ที่แถบพานเหลียงเพื่อรอดูสถานการณ์ ขณะที่พวกโจรผ้าเหลืองนำโดยฮองเสี้ยวได้ลอบวางกำลังดักซุ่มโจมตีค่ายใหญ่ของโจโฉในยามวิกาล แต่อิกิ๋มได้ปลุกขวัญกำลังทหารให้กลับมาแล้วยืนหยัดต้านทานการโจมตีเอาไว้จนกระทั่งสามารถพลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในที่สุด

อิกิ๋มสามารถสังหารฮองเสี้ยวและจับทหารข้าศึกได้เป็นอันมาก จากความชอบครั้งนี้ อิกิ๋มจึงได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็น “ผิงลู่เจี้ยวเหว่ย”

ปีค.ศ.197 อิกิ๋มได้ร่วมทัพกับโจโฉไปทำศึกกับเตียวซิ่วที่อ้วนเสีย เตียวซิ่วแสร้งยอมจำนน แต่หลังจากผ่านไปสิบวัน ก็ลอบโจมตีทัพของโจโฉในยามวิกาลโดยไม่ให้ตั้งตัว โจโฉต้องหนีตายออกมาจากเมืองอ้วนเสีย จนกระทั่งล่าถอยมาถึงหวู่หยินได้

เวลานั้น ภายในกองทัพบังเกิดความสับสนวุ่นวายอย่างมาก ทหารส่วนใหญ่พยายามหาทางถอยหนีกลับไปที่ค่ายหลักของโจโฉ แต่มีเพียงอิกิ๋มคนเดียวเท่านั้นที่เสนอให้ยืนหยัดสู้

แม้ว่ากองทหารส่วนใหญ่จะละเมิดคำสั่งแล้วหาทางถอยทัพกลับไป แต่อิกิ๋มยังคงใจเย็น กระทั่งเมื่อกองทหารหายไปเกือบครึ่ง เขาก็แนะนำให้ทหารที่เหลือทำการผ่อนคลาย แล้วเริ่มจัดกระบวนทัพขึ้นใหม่ หลังจากนั้น อิกิ๋มได้ยินเสียงรัวกลองซึ่งเป็นคำสั่งให้ถอยทัพกลับค่ายหลัก อย่างไรก็ตาม ระหว่างเส้นทางการถอยทัพกลับนั้น อิกิ๋มได้พบผู้คนและชาวบ้านจำนวนไม่น้อยสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง และได้รับบาดเจ็บ อิกิ๋มสอบถามจนได้ความว่า กองทหารเซียงจิ๋วได้เข้ามาปล้นชิงและทำร้ายพวกเขา

กองทหารเซียงจิ๋วนั้นคือหน่วยทัพซึ่งเป็นกำลังสำคัญในทัพของโจโฉ เดิมทีพวกเขาคือกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองจำนวนหลายแสนคนที่ได้เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อโจโฉเมื่อครั้งศึกที่เมืองกิจิ๋ว เมื่อเข้ามาอยู่ในสังกัดของโจโฉแล้ว ก็เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “กองทหารเซียงจิ๋ว”

เมื่อโจโฉได้กองกำลังนี้มาร่วมในกองทัพ ก็ทำให้เขามีกำลังเพิ่มพูนอย่างก้าวกระโดด แต่ขณะเดียวกัน กองทหารเหล่านี้ก็สร้างปัญหาให้ไม่น้อย เมื่อพวกเขาจำนวนหนึ่งเริ่มขโมยข้าวของและไม่ปฏิบัติตามวินัยทัพ

อิกิ๋มนั้นโกรธมากเมื่อรู้ว่าพวกทหารเซียงจิ๋วเข้าปล้นชิงของชาวบ้าน เขาหันไปกล่าวกับทหารของตนว่า “ถึงแม้ว่ากองทหารเซียงจิ๋วจะเข้ามารับใช้นายท่านพร้อมกันกับพวกเรา แต่พวกมันก็ยังคงไม่ยอมทิ้งสันดานโจรไปเลย”

จากนั้น อิกิ๋มได้นำทหารบุกโจมตีพวกทหารเซียงจิ๋วที่หนีทัพ และสามารถสยบความวุ่นวายลงได้ พวกทหารเซียงจิ๋วที่หนีรอดไปได้ ต่างก็รีบหนีไปหาโจโฉที่เพิ่งไปอยู่ที่ค่ายใหญ่ เพื่อแจ้งว่าอิกิ๋มทำร้ายพวกเขา เมื่ออิกิ๋มกลับมาถึงค่ายหลักแล้ว เขายังไม่ไปรายงานตัวกับโจโฉทันที แต่สั่งให้ทหารของตนตั้งค่ายรออยู่ก่อน มีทหารของอิกิ๋มแนะนำเขาว่า “เมื่อท่านขุนพลไปเข้าพบนายท่านโจโฉ พวกทหารเซียงจิ๋วต้องกล่าวร้ายท่านขุนพลแน่ ท่านควรต้องหาทางเล่าเรื่องราวให้นายท่านทราบโดยกระจ่างชัด”

อิกิ๋มตอบกลับว่า “เวลานี้ทัพข้าศึกกำลังจ่อประชิดพวกเราอยู่ พวกมันพร้อมจะเล่นงานเราทุกเมื่อ ในยามนี้หากพวกเราไม่ตระเตรียมพร้อมรับศึกเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนแล้ว พวกเรายังจะสามารถเอ่ยถึงเรื่องราวอื่นได้อีกหรือ ยังไงก็ตาม นายท่านเป็นผู้ยึดมั่นในกฎระเบียบเคร่งครัด นายท่านจะไม่เชื่อคำเท็จของพวกทหารเซียงจิ๋วแน่”

อิกิ๋มยังคงสั่งให้ทหารดำเนินการจัดตั้งค่าย พร้อมรับศึก และขุดคูคลองต่อไป เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็ไปเข้าพบโจโฉและรายงานเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นให้ทราบ โจโฉฟังแล้วก็มีความยินดีมาก จึงกล่าวว่า

“ความวุ่นวายแถบอวี้สุ่ยสร้างปัญหาให้ข้ามานาน บัดนี้เจ้าสามารถจัดการควบคุมทหารไว้ได้เรียบร้อย รวมถึงสยบความวุ่นวาย และจัดการกับข้าศึกลงได้ เจ้าได้แสดงให้เห็นซึ้งถึงความกล้าหาญ จงรักภักดี และความหนักแน่นมั่นคง แม้แต่ยอดขุนพลในยุคโบราณก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถเปรียบเทียบกับเจ้าได้” ด้วยเหตุนี้ โจโฉจึงแต่งตั้งให้อิกิ๋มเป็นนายพลผู้หนักแน่นมั่นคง

อิกิ๋มติดตามโจโฉไปทำศึกกับเตียวซิ่วอีกครั้ง และต่อมาก็ช่วยโจโฉเผด็จศึกกับลิโป้ที่เมืองแห้ฝือลง จากนั้นก็สร้างผลงานร่วมกับโจหยิน ปราบปราบความวุ่นวายลงได้

 

อธิบายเสริม

อิกิ๋มไม่ชอบโจรผ้าเหลืองมาก แม้ว่าทหารเซียงจิ๋วหลายแสนคนจะเข้ามาอยู่ด้วยกับโจโฉ และกลายเป็นกองกำลังหลักที่สำคัญในทัพโจโฉก็ตามที สาเหตุที่อิกิ๋มไม่ชอบพวกนี้ บางทีอาจเพราะเปาซิ่นซึ่งเป็นนายเก่าได้เสียชีวิตหลังจากทำศึกกับพวกโจรผ้าเหลืองแถบกิจิ๋วไปก่อนหน้านี้ หลังจากที่ทั้งสองเข้าร่วมกับโจโฉไปแล้ว

 

ปีค.ศ.200 โจโฉเปิดศึกกับอ้วนเสี้ยวที่กัวต๋อ กำลังพลของอ้วนเสี้ยวนั้นมีเหนือกว่าโจโฉอย่างมหาศาล อิกิ๋มได้แสดงความห้าวหาญด้วยการขออาสาเป็นทัพหน้าในการทำศึก โจโฉจึงให้ความยกย่องอิกิ๋มอย่างสูงมาก แล้วตั้งให้เขาคอยทำหน้าที่ป้องกันการโจมตีของทัพอ้วนเสี้ยวอยู่ที่เอี้ยนจิน ส่วนโจโฉก็นำทหารกลับไปตั้งมั่นอยู่ที่กัวต๋อ

ขณะเดียวกัน เมื่อเล่าปี่ก่อกบฏที่ชีจิ๋ว ทำให้กำลังของโจโฉทางตะวันออกอ่อนกำลังลง ดังนั้นอ้วนเสี้ยวจึงถือโอกาสสั่งโจมตีทัพของอิกิ๋มที่ประจำการอยู่แถบนั้น อิกิ๋มทำศึกต้านทานการโจมตีของอ้วนเสี้ยวอย่างเข้มแข็ง จากนั้นอิกิ๋มได้ร่วมกับงักจิ้น นำทหารเดินเท้าและทหารม้าราว 5,000 คน บุกโจมตีค่ายทัพของอ้วนเสี้ยวที่อยู่บริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของเอี้ยนจิน

อิกิ๋มและงักจิ้นร่วมกันเผาค่ายของอ้วนเสี้ยวได้มากกว่า 30 แห่ง สามารถจับตัวและสังหารทหารอ้วนเสี้ยวได้มากกว่าพันคน และยังสามารถจับตัวสองขุนพลสำคัญของอ้วนเสี้ยวคือโฮเหมาและอองหมอได้ด้วย จากนั้นโจโฉก็สั่งให้อิกิ๋มคอยประจำการอยู่อ้วนง่อ เพื่อบุกโจมตีค่ายทหารของอ้วนเสี้ยวและก็ได้รับชัยชนะ

จากนั้น อิกิ๋มได้ติดตามโจโฉกลับไปที่ตั้งมั่นที่กัวต๋อ เตรียมเปิดศึกใหญ่กับอ้วนเสี้ยว เนื่องจากค่ายใหญ่ของทั้งสองฝ่ายนั้นอยู่ใกล้กันมาก กองทัพทั้งสองฝ่ายจึงสร้างหอรบขนาดใหญ่ และก่อกระสอบทรายขึ้นเป็นกองสูง เพื่อใช้ในการบุกตีค่าย ทหารของอ้วนเสี้ยวสามารถบุกสังหาร ระดมยิงเกาทัณฑ์สังหารทหารของโจโฉจนล้มตายเป็นอันมาก

ทัพของโจโฉเวลานั้นกำลังระส่ำระสายอย่างหนัก ทหารเสียขวัญกันมาก แต่อิกิ๋มได้ปลุกขวัญทหารให้กลับคืนมา แล้วยืนหยัดต้านทานการบุกโจมตีของทัพอ้วนเสี้ยว จากนั้นจึงหาทางตอบโต้กลับ อิกิ๋มได้จัดการทุกอย่างเพื่อทำให้กระแสของการศึกไหลกลับมาฝ่ายโจโฉมากขึ้น จนกระทั่งในท้ายที่สุดแล้ว ทัพโจโฉก็สามารถเอาชนะอ้วนเสี้ยวได้สำเร็จ อิกิ๋มได้รับความชอบในศึกนี้มาก จึงได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นรองขุนพล “เพียนเจียงจวิน”

ต่อมา เตียงซือได้ก่อกบฏขึ้นแถบอิจิ๋ว โจโฉจึงสั่งให้อิกิ๋มเข้าปราบความวุ่นวายอีกครั้ง อิกิ๋มนำทัพบุกตีเตียงซือจนต้องถอยร่นไปและสามารถปิดล้อมเตียงซือไว้ได้หมด เนื่องจากเตียงซือเคยคบหาเป็นสหายกับอิกิ๋มมาก่อน จึงตัดสินใจยอมสวามิภักดิ์ต่ออิกิ๋มในที่สุด

บรรดาขุนพลต่างก็แนะนำอิกิ๋มว่าควรส่งตัวเตียงซือไปให้โจโฉ เผื่อว่าโจโฉจะได้ตัดสินโทษของเตียงซือสถานเบา แต่อิกิ๋มกล่าวว่า “นายท่านได้ตราวินัยกองทัพไว้ชัดเจนว่า หากข้าศึกยอมจำนนหลังจากได้ทำศึกแล้วโดนปิดล้อมไปแล้ว ย่อมต้องได้รับโทษ ซึ่งผู้เป็นบริวารต้องทำตามกฎระเบียบของนายท่านอย่างเคร่งครัด แม้ว่าเตียงซือจะเคยเป็นสหายเก่าของข้า แต่จะให้ข้าละเมิดหน้าที่ในฐานะของผู้เป็นบริวารได้หรือ” จากนั้นอิกิ๋มก็เข้าไปเยี่ยมพบเตียงซือเพื่ออำลา แล้วจึงสั่งประหารชีวิตเตียงซือด้วยตนเอง

ขณะเดียวกัน โจโฉได้นำทัพมาประจำการอยู่ที่ฉุนอวี่ เมื่อเขาทราบเรื่องราวแล้วก็ถอนใจแล้วกล่าวว่า “เตียงซือต้องการสวามิภักดิ์ แต่เขากลับไม่ยอมมาหาข้าแล้วไปหาอิกิ๋มแทน ดังนั้นจึงไม่อาจหนีพ้นความตายได้”

นับแต่นั้นมา โจโฉก็ให้ความยกย่องต่ออิกิ๋มเป็นอย่างสูง หลังจากอิกิ๋มสามารถสยบความวุ่นวายในแถบตงไห่ได้แล้ว ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายพลทหารเสือ  

หลังจากนั้น อิกิ๋มได้นำทัพร่วมกับเตียวเลี้ยว เตียวคับ จั่นปา และขุนพลอีกหลายคน ร่วมกันทำศึกบุกโจมตีเหม่ยเฉิงและตันหลัน ซึ่งก่อการกบฏขึ้น และสามารถสยบความวุ่นวายลงได้ อิกิ๋มจึงได้รับบรรดาศักดิ์เพิ่มเป็น 1,200 ครัวเรือนเป็นรางวัล

นับแต่นั้น อิกิ๋มได้กลายเป็นหนึ่งในยอดขุนพลที่มีชื่อเสียงเกรียงไกรในทัพของโจโฉ ร่วมกันกับ เตียวเลี้ยว งักจิ้น ซิหลง และเตียวคับ จดหมายเหตุของเฉินโซ่วเรียกพวกเขารวมกันทั้งห้าคนว่า ห้าทหารเสือแห่งวุยก๊ก เมื่อโจโฉทำศึกที่แห่งใด ก็จะให้พวกเขาทั้งหมดเป็นกองทัพหน้าในการทำศึกอยู่เสมอ และในยามที่ต้องล่าถอย พวกเขาก็จะกลายเป็นทัพหลังคอยป้องกันการไล่ตามโจมตีของข้าศึกเช่นกัน

อิกิ๋มเป็นผู้ที่มีความเข้มงวดในกฎระเบียบและวินัยทัพอย่างสูงสุด ทุกครั้งที่เขาได้รับรางวัลจากผลงานการทำศึก เขาแทบจะไม่เก็บไว้กับตัวเลย แม้ว่าเขาจะทำศึกแล้วได้รับรางวัลมากอยู่บ่อยครั้งก็ตาม

ในบรรดาขุนพลของโจโฉนั้น มีขุนพลผู้หนึ่งคือจกเหลง ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจทหารในสังกัดมาก เพราะต้องคอยทำหน้าที่ดูแลดินแดนแถบยีหลำที่มีกลุ่มโจรก่อการบ่อยครั้ง และยังเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่บริเวณแนวรบกับง่อก๊กด้วย โจโฉมักจะหวาดระแวงจกเหลงว่าอาจจะก่อการกบฎหรือสร้างปัญหาขึ้นได้ ภายหลังโจโฉจึงให้จกเหลงไปเป็นขุนพลอยู่ใต้บัญชาของอิกิ๋มอีกที เนื่องจากจกเหลงมีความยำเกรงในตัวอิกิ๋มมาก จึงไม่กล้าก่อกบฏหรือสร้างปัญหาใดๆ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าอิกิ๋มได้รับความยำเกรงจากทหารในทัพของโจโฉมากเพียงใด

จากผลงานความชอบในการปราบปรามกบฏหลายครั้ง โจโฉจึงเลื่อนตำแหน่งให้อิกิ๋มขึ้นเป็นแม่ทัพฝ่ายซ้าย “จั๋วเจียงจวิน” และประทานรางวัลให้อย่างงดงาม พร้อมกับมอบตำแหน่งขุนนางให้แก่บุตรชายของอิกิ๋มด้วย

 

อธิบายเสริม

            ในบรรดานายพลห้าทหารเสือของวุยก๊ก อาจถือได้ว่าอิกิ๋มมีจุดเด่นที่แตกต่างจากคนอื่นๆ เขาไม่ได้มีวีรกรรมการรบแนวหน้าหรือได้ชื่อว่ามีฝีมือทำศึกและการยุทธ์อย่างสูงเหมือนคนอื่น แต่มีความเข้มงวดต่อระเบียบวินัย การนำทัพอย่างอดทน และความสามารถในการแยกแยะสถานการณ์ต่างๆในภาพรวมมาทดแทน ดังนั้นอิกิ๋มจึงได้รับยกย่องเป็นหนึ่งในทหารเสือของวุยก๊ก

            การที่โจโฉบอกว่า หากเตียนซือต้องการสวามิภักดิ์แล้วมาหาตนอาจจะยีงรอดชีวิตได้นั้น สื่อให้เห็นว่าเพราะระเบียบวินัยทัพคือสิ่งที่โจโฉบัญญัติขึ้น แม้บริวารอย่างอิกิ๋มต้องทำตามอย่างเคร่งครัด แต่ตัวโจโฉนั้นเป็นนาย เขาสามารถปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ที่เหมาะสม ดังนั้นหากโจโฉเห็นว่าเตียงซือเป็นบุคคลที่มีประโยชน์ ยังไม่สมควรสังหารทิ้ง ก็อาจจะยอมไว้ชีวิตและใช้งานได้ แต่อิกิ๋มนั้นไม่ใช่ เขาทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด จนแทบจะตึงมาก ดังนั้นแม้เตียงซือจะเป็นสหายเก่า แต่ก็มิอาจเอาตัวรอดได้

 

ปีค.ศ.219 (ตรงกับปีเจียนอันที่ 24) กวนอูนำทัพใหญ่ออกจากเกงจิ๋ว เปิดศึกกับโจหยินที่ทำหน้าที่ป้องกันปราสาทฟ่าน เวลานั้นโจโฉกำลังเคลื่อนทัพกลับจากศึกทางตะวันตก กลับมาอยู่ที่นครเตียงอัน จึงส่งอิกิ๋มเป็นทัพหนุน บัญชาทหารเจ็ดกองทัพ มีบังเต๊กเป็นรองขุนพล เคลื่อนทัพใหญ่มาช่วยเหลือโจหยินรับศึกกับกวนอู

เวลานั้นเกิดฤดูใบไม้ร่วง เกิดฝนตกอย่างหนักหน่วงที่สุดในรอบปี จนกระทั่งแม่น้ำฮั่นซุยเกิดน้ำท่วมเอ่อล้นออกมา ระดับน้ำนั้นสูงมากกว่าหนึ่งจ้าง (หนึ่งจ้างเทียบเท่าประมาณ 3 เมตร) ระดับน้ำที่ท่วมเอ่อนั้นสูงมาก อิกิ๋มจำต้องนำกองทหารปีนขึ้นบริเวณที่สูงเพื่อหลบภัย หลังจากเฝ้ามองจากที่สูงแล้วก็พบว่าไม่มีหนทางหนีเอาตัวรอดจากสภาวะอุทกภัยนี้ได้

ขณะเดียวกัน กวนอูได้นำกองทัพมาพร้อมกับกองเรือขนาดใหญ่แล้วเปิดฉากโจมตี อิกิ๋มเห็นว่าไม่สามารถต้านทานไว้ได้ จึงตัดสินใจยอมสวามิภักดิ์ต่อกวนอูในที่สุด แต่บังเต๊กไม่ยอมสวามิภักดิ์ จึงโดนประหารชีวิต

เมื่อโจโฉได้ทราบข่าวว่าอิกิ๋มยอมจำนนต่อกวนอู เขาก็ถอนใจยาวแล้วกล่าวว่า “ข้ามีอิกิ๋มที่ร่วมทำศึกมานานกว่า 40 ปี มาบัดนี้ ไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะยอมสวามิภักดิ์ นี่เป็นการทรยศและทำลายเกียรติยศที่เคยสร้างมาอย่างสิ้นเชิง อิกิ๋มมิอาจเทียบได้กับบังเต๊กเลย”

จากนั้นไม่นาน ซุนกวนสามารถยึดเมืองเกงจิ๋วและจับตัวกวนอูไว้ได้พร้อมกับเหล่านายทหารผู้ติดตาม อิกิ๋มจึงยอมจำนนต่อง่อก๊กต่อมา

ปีค.ศ.220 โจโฉสิ้นชีพลง โจผีสถาปนาตนขึ้นเป็นฮ่องเต้ ด้านซุนกวนก็ยอมให้การอ่อนน้อมต่อโจผี แล้วส่งตัวอิกิ๋มกลับคืนไปให้

เมื่อโจผีให้อิกิ๋มเข้าเฝ้า ผมเผ้าของอิกิ๋มกลายเป็นหงอกขาวทั้งศีรษะ แลดูอ่อนแรงมาก ฝ่ายอิกิ๋มเมื่อได้เข้าเฝ้าเบื้องหน้าโจผีแล้ว ก็สิ้นแรงและคุกเข่าขอขมา โจผีปลอบใจอิกิ๋มแล้วกล่าวอ้างเรื่องราวในยุคโบราณขุนพลที่เคยพ่ายศึกแต่ก็หาทางแก้ตัวได้ จากนั้นจึงพระราชทานอภัยโทษให้ แล้วแต่งตั้งอิกิ๋มให้รับตำแหน่งเป็นนายพลผู้สยบแดนไกล แล้วตั้งให้เขาเป็นทูตไปที่ง่อก๊กด้วย

อย่างไรก็ตาม โจผีได้ออกคำสั่งแรกแก่อิกิ๋มด้วยการให้เขาไปทำความเคารพต่อสุสานของโจโฉที่เมืองเย่ ก่อนหน้านี้โจผีได้สั่งให้ช่างภาพวาดรูปบนกำแพงภายในสุสาน เป็นภาพชัยชนะของกวนอูที่มีต่ออิกิ๋มและบังเต๊ก ในภาพนั้น บังเต๊กแสดงท่าทีเกรี้ยวกราดไม่ยอมแพ้ ส่วนอิกิ๋มในภาพนั้นกำลังยอมจำนนต่อกวนอู 

เมื่ออิกิ๋มได้เห็นภาพวาดนี้ ก็รู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง จากนั้นเขาก็ล้มป่วยแล้วสิ้นชีพลงไม่นาน อิกุ๋ยบุตรชายได้รับตำแหน่งสืบทอดต่อมา จากนั้นอิกิ๋มก็ได้รับการอวยยศย้อนหลังให้เป็นพระยาผู้แตกแยก

 

อธิบายเสริม

            ในจดหมายเหตุและนิยายมีเรื่องราวที่เหมือนกันคือ โจผีอภัยโทษและมอบตำแหน่งให้แก่อิกิ๋ม แต่ขณะเดียวกันก็สั่งให้ทหารวาดภาพแสดงการยอมจำนนของอิกิ๋มอยู่ในสุสานของโจโฉ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าโจผีเองก็มีความเจ็บใจอิกิ๋มไม่น้อย เพียงแต่ไม่ต้องการจะลงโทษใดๆ แล้วปล่อยให้อิกิ๋มต้องพบกับความละอายไปเอง

            การยอมแพ้ต่อกวนอูของอิกิ๋มนั้น หากไม่ได้อยู่ในสภานการณ์นั้นจริงแล้ว ก็ยากที่จะกล่าวได้ เพราะทัพของอิกิ๋มไม่สามารถทำศึกต่อได้อีกแล้ว อย่างไรก็ตาม การที่บังเต๊กไม่ยอมจำนนจนตัวตายนั้น ก็ทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบระหว่างทั้งสองคน แม้ว่าอิกิ๋มจะเป็นขุนพลที่ทำศึกอยู่แนวหน้ามาเกินกว่าครึ่งชีวิต แต่ในช่วงบั้นปลาย ความกล้าหาญเหล่านั้นก็อาจหายไปได้

 

 

 

สรุปความแตกต่างเรื่องราวของอิกิ๋ม จากจดหมายเหตุและนิยาย

 

-          ในนิยาย มีเพิ่มฉากเหตุการณ์ที่อิกิ๋มนำทหารมาช่วยเหลือโจโฉหลังจากพลาดท่าต่อเตียวซิ่วและต้องหนีตายออกมา เหตุการณ์นั้นทำให้อิกิ๋มได้รับการยกย่องเป็นดั่งทหารเสือ แสดงให้เห็นความภักดีและไม่ทอดทิ้งโจโฉในยามวิกฤติ

-          ในนิยาย หลอก้วนจงเสริมเรื่องราวความพ่ายแพ้ของอิกิ๋มว่าเกิดจากกลศึกในการวางแผนทำลายเขื่อนกั้นน้ำของกวนอู ซึ่งจดหมายเหตุของเฉินโซ่วไม่ได้ลงรายละเอียดตรงนี้ไว้ เป็นไปได้ว่ากลยุทธ์ของกวนอูอาจเกิดขึ้นจริง หรือไม่จริงก็ได้ หากมองว่าหลอก้วนจงต้องการเสริมบทความสามารถในการทำศึกของกวนอูให้เด่นชัดขึ้น

    

 

0 ความคิดเห็น