เจาะลึกยอดคนในประวัติศาสตร์สามก๊ก (พิมพ์แล้วใน จดหมายเหตุสามก๊ก)

  • 90% Rating

  • 2,836 Vote(s)

  • 396,800 Views

  • 1,581 Comments

  • 949 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    988

    Overall
    396,800

ตอนที่ 57 : สุมาเอี๋ยน อันซื่อ (Sima Yan) - ผู้รวมสามก๊กและต้นตอของยุคมืดในประวัติศาสตร์จีน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4598
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    29 พ.ค. 57


สุมาเอี๋ยน อันซื่อ

 

 

         เล่า โจ ซุน ต่อสู้แย่งชิงกันมา สุดท้ายสุมาได้ครองแผ่นดิน” คำๆนี้น่าจะเป็นบทสรุปของเรื่องสามก๊กได้ดีที่สุดกระมัง

 

         เรื่องสามก๊กเปิดฉากจากต่อสู้ชิงอำนาจของสามตระกูล เล่า โจ ซุน แต่สุดท้าย ผู้ปิดฉากกลียุคและรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง ก่อตั้งราชวงศ์จิ้นขึ้นมาได้นั้น กลับเป็นตระกูลสุมา โดยผู้ที่เสมือนเข้ามาเป็นตาอยู่ของระหว่างสามตระกูลนั้น ก็คือจิ้งจอกอัจฉริยะนามว่าสุมาอี้

 

          แต่สุมาอี้ไม่ใช่คนที่ปิดฉากสามก๊กตัวจริง กระนั้น เขาเป็นผู้มีส่วนสำคัญอย่างที่สุด ในการวางแผนการ และสร้างรากฐานให้ลูกหลานของเขาสามารถยึดอำนาจวุยก๊กมาจากตระกูลโจ และพิชิตอีกสองก๊กลงได้ โดยทายาทของเขานั้น มีสองคนซึ่งเป็นผู้รับสืบต่อเจตนารมณ์นี้ และไปสำเร็จในยุคของรุ่นหลาน นั่นคือสุมาเอี๋ยน

 

          ด้วยเหตุนี้ ในประวัติศาสตร์จึงทำการบันทึกไว้ว่า ผู้ที่สามารถรวบรวมแผ่นดินสามก๊กและปิดฉากยุคสมัยที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์จีนนี้ได้ คือบุรุษนามว่าสุมาเอี๋ยน หรือพระเจ้าจิ้นหวู่ตี้ จักรพรรดิผู้สถาปนาราชวงศ์จิ้น

 

          แต่ในเรื่องราวสามก๊กแล้ว สุมาเอี๋ยนนับว่าเป็นตัวละครที่ปรากฏตัวออกมาในช่วงสุดท้าย จนแทบจะหาบทบาทไม่เจอว่าเขาได้ทำอะไรเพื่อรวบรวมแผ่นดินบ้าง อีกทั้งผลงานการรวมแผ่นดินนั้นมันก็แทบจะสำเร็จตั้งแต่ยุคของสุมาเจียวแล้ว ดังนั้นส่วนใหญ่จึงมักถือกันว่าสุมาเอี๋ยนเป็นผู้ที่ก้าวเข้ามาชุบเอาผลงานของคนรุ่นก่อนไปอย่างง่ายๆ และเป็นหนึ่งในการรวมแผ่นดินจีนที่ง่ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

 

          แต่การจะก้าวขึ้นมากุมอำนาจสูงสุดเหนือแผ่นดินจีนได้ ย่อมต้องมีอะไรที่ไม่ธรรมดา ขณะเดียวกัน ราชวงศ์จิ้นที่สุมาเอี๋ยนผู้นี้สถาปนาก็มีอายุสั้นมาก และแผ่นดินจีนก็แตกแยก พบกับความวุ่นวายอีกครั้งเป็นเวลาหลายร้อยปีทีเดียวกว่าจะกลับมารวมกันได้ใหม่ในสมัยราชวงศ์สุย

 

          เหตุใดเมื่ออุตส่าห์ทำภารกิจรวมแผ่นดินที่ต้องใช้เวลาคนสามรุ่นจึงทำได้แล้ว ไฉนจึงกลับมาแตกแยกอีกครั้งอย่างรวดเร็วและแตกแยกอย่างยาวนานเสียด้วย จึงน่าสนใจที่จะศึกษาเรื่องราวของปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์จิ้นผู้นี้

 

ประวัติโดยย่อ

 

          สุมาเอี๋ยน ชื่อรอง อันซื่อ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 236 เขาเป็นบุตรชายคนโตของสุมาเจียว และ นางอองอ้วนจี๋ ประวัติวัยเยาว์มีบันทึกในจดหมายเหตุราชวงศ์จิ้นว่าเป็นเด็กที่มีสติปัญญา ไหวพริบดี ชมชอบในการฝึกกระบี่ ขี่ม้า บุคลิกลักษณะโดดเด่น รูปร่างสูงใหญ่ มีหนวดเครายาวแทบจรดพื้น

 

          ประวัติของสุมาเอี๋ยนช่วงก่อนหน้าที่จะปรากฏตัวในนิยายสามก๊กแทบจะไม่มีมากนัก นอกจากในจดหมายเหตุ อาจเพราะเขาเป็นฮ่องเต้ที่ขึ้นครองอำนาจในช่วงที่บ้านเมืองเพิ่งจะรวบรวมเป็นปึกแผ่น จึงต้องการความชอบธรรมและการสร้างเสริมบารมีของตระกูลตนเอง และมุ่งเน้นที่การกดข่มตระกูลโจซึ่งเป็นราชวงศ์ก่อนหน้ามากกว่าจะมุ่งเน้นถึงพระราชประวัติของตนเอง

 

          ความสามารถและสติปัญญาของสุมาเอี๋ยนเท่าที่มีบันทึกจนเป็นที่จดจำนั้น มาจากปากของสุมาอี้ผู้เป็นปู่ ซึ่งกล่าวชมเชยเขาในวัยเด็กเอาไว้ว่าจะสามารถขึ้นเป็นใหญ่ได้ อีกทั้งสุมาเจียวผู้บิดาเองก็ยอมรับในความสามารถของเขา แต่อันที่จริงแล้วมีบางเหตุการณ์ที่จัดว่าเป็นสถานการณ์ทางการเมืองซึ่งส่งผลต่อตัวเขาไม่น้อยในการก้าวขึ้นครองอำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิเคราะห์และนักประวัติศาสตร์เองก็ไม่ได้ระบุแน่ชัด

 

          เหตุเพราะมีเกร็ดเล่าว่าตัวสุมาเอี๋ยนนั้นเกือบจะไม่ได้สืบทอดอำนาจของตระกูลต่อมาแล้ว เนื่องจากบุตรชายที่สุมาเจียวรักมากจริงๆนั้นคือสุมาฮิวซึ่งเป็นบุตรคนรอง โดยสุมาเจียวนั้นรู้สึกเห็นใจที่สุมาสูผู้เป็นพี่ชายไร้บุตรสืบตระกูล จึงยกสุมาฮิวให้เป็นบุตรบุญธรรมเพื่อสืบตระกูลของพี่ชายแทน และสุมาสูก็รักใคร่สุมาฮิวมาก จากนั้นเมื่อสุมาสูสิ้นชีพลง สุมาเจียวก็เป็นผู้รับสืบอำนาจต่อ จนกระทั่งเขาสามารถปราบจ๊กก๊กลงได้ และป่วยหนักจนเสียชีวิตในปีต่อมา อำนาจทั้งหมดจึงสืบต่อมาถึงสุมาเอี๋ยน

 

          มีการวิเคราะห์กันว่า บางทีผู้สืบสายอำนาจอาจจะควรเป็นสุมาฮิว เพราะมีฐานะเป็นบุตรบุญธรรมของสุมาสู และสุมาเอี๋ยนนั้นตระหนักในข้อนี้ ในเหตุการณ์ที่สุมาเจียวป่วยหนักและเสียชีวิตนั้น เขาชี้นิ้วไปทางสุมาเอี๋ยนแล้วจึงสิ้นลม บรรดาขุนนางจึงพากันยกให้สุมาเอี๋ยนขึ้นครองอำนาจสืบต่อ แต่ก็มีบางกระแสวิเคราะห์ว่า เจตนาของสุมาเจียวอาจไม่ใช่การชี้บอกว่าจะยกอำนาจให้ แต่เป็นการบอกใบ้ถึงนัยยะบางอย่างเช่นว่า สุมาเอี๋ยนเป็นผู้วางยาจนสุมาเจียวล้มป่วยหรือเปล่า เพราะการป่วยหนักจนเสียชีวิตของสุมาเจียวนั้นเกิดขึ้นกะทันหันมาก เพียงแค่ปีเดียวของการครองอำนาจทั้งวุยก๊กและจ๊กก๊ก เขาก็ตายทันที ราวกับมีคนกลัวว่าเมื่อสุมาเจียวรวมอำนาจทั้งสามก๊กได้ อำนาจจะตกไปอยู่ในมือคนอื่นแทน กระแสที่คัดค้านแนวคิดนี้จะวิเคราะห์ว่าไม่มีความจำเป็นที่สุมาเอี๋ยนจะทำปิตุฆาต เพราะอย่างไรเสียอำนาจจากสุมาเจียวย่อมตกมาถึงเขาซึ่งเป็นบุตรชายคนโตอยู่แล้ว ส่วนฝ่ายที่วิเคราะห์ในเรื่องปิตุฆาตนั้นก็มีมุมที่น่าสนใจว่า การยกสุมาฮิวให้เป็นบุตรบุญธรรมของสุมาสูนั้นมีนัยยะอยู่ว่าแท้จริงสุมาเจียวต้องการยกระดับฐานะจากบุตรคนรองของสุมาฮิวให้สูงขึ้น จากผู้ที่แทบไม่มีโอกาสสืบต่ออำนาจ กลับกลายเป็นบุตรบุญธรรมของสุมาสู ซึ่งถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่จะสืบต่ออำนาจได้ และเขาต้องการจะส่งอำนาจผ่านไปให้สุมาฮิวในฐานะที่เป็นบุตรของสุมาสูแทน แต่กระนั้นนักประวัติศาสตร์ก็ไม่อาจหาข้อสรุปได้ว่าแท้จริงแล้วเรื่องราวเป็นเช่นไร

 

          กระนั้น ผลสรุปก็คือ สุมาเอี๋ยนเป็นผู้สืบทอดอำนาจยิ่งใหญ่ต่อมา และแค่ปีเดียวที่เขาได้ครองอำนาจ ในปีค.ศ.263 เขาก็ทำการปลดพระเจ้าโจมอลงจากบัลลังก์ เป็นการสิ้นสุดราชวงศ์วุย และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์จิ้น มีพระนามว่า พระเจ้าจิ้นหวู่ตี้ และถวายนามย้อนหลังให้สุมาอี้ผู้ปู่เป็นพระเจ้าจิ้นหุยตี้ สุมาสูผู้ลุงเป็นพระเจ้าจิ้นจิงตี้ และสุมาเจียวผู้บิดาเป็นพระเจ้าจิ้นบุ๋นตี้ เริ่มต้นยุคสมัยของราชวงศ์จิ้นตะวันตก

 

          เมื่อสุมาเอี๋ยนก่อตั้งราชวงศ์จิ้นขึ้นมาแทนที่แล้ว เขาก็ยังไม่ทำการปราบปรามง่อก๊กซึ่งเหลืออยู่เป็นก๊กสุดท้าย แต่คนส่วนใหญ๋ก็มองว่าเหลือเพียงแค่เวลาเท่านั้นว่าจะปราบง่อก๊กได้เมื่อใด เหตุที่สุมาเอี๋ยนไม่รีบร้อนนักอาจเพราะมาจากการที่ตัวเขาไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนในการแย่งชิงอำนาจและขยายดินแดน รวบรวมประเทศมาตั้งแต่แรก เขามารับสืบทอดอำนาจต่อและทำให้เป้าหมายการสร้างราชวงศ์ของตระกูลสุมาปรากฏเป็นรูปธรรมและได้รับการยอมรับในประวัติศาสตร์ว่าทำสำเร็จในการสร้างราชวงศ์ อีกทั้งการบุกแดนง่อก๊กทางใต้นั้นเป็นงานที่สร้างความยากลำบากให้เหล่าขุนพลของวุยก๊กมาตั้งแต่สมัยโจโฉ บรรดาขุนพลเฒ่ารวมถึงรุ่นใหม่เองก็ล้วนอาศัยบทเรียนจากอดีตซึ่งบุกภาคใต้ทีไรก็พ่ายแพ้กลับมาเป็นอุทาหรณ์ ทำให้การเตรียมพร้อมจะพิชิตง่อก๊ก รวมประเทศจีนเป็นหนึ่งนั้นต้องใช้เวลา และการเตรียมพร้อมอย่างสูงหลายสิบปี ตัวสุมาเอี๋ยนเองก็พอใจที่จะเสพสุขจากอำนาจด้วย ดังนั้นการบุกง่อก๊กครั้งแรกนั้น กว่าจะเริ่มต้นอย่างเป็นจริงเป็นจังก็ต้องรอถึงสิบกว่าปีทีเดียว โดยในระหว่างนั้นมีปรากฏเพียงการรบประปรายตามชายแดนเท่านั้น

 

          ผู้ที่สุมาเอี๋ยนมอบหมายให้รับผิดชอบการดูแลแนวรบภาคใต้เพื่อปราบง่อก๊ก คือขุนพลนามว่าเอียวเก๋า ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋ว ตัวเอียวเก๋านั้นเสนอนโยบายต่อสุมาเอี๋ยนว่าควรทำการปกครองบ้านเมืองให้ผาสุก สร้างความมั่นคงภายในก่อน จากนั้นรอเวลาเหมาะสมแล้วจึงค่อยเข้าบุกง่อก๊ก แต่เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองของจิ้นเองยังไม่นิ่ง และฝั่งง่อก๊กยังมีขุนพลใหญ่ลกข้องคอยพิทักษ์ชายแดนอย่างมั่นคง แม้สุมาเอี๋ยนจะมีความคิดให้เอียวเก๋ายกทัพบุก แต่ตัวเอียวเก๋าก็เห็นว่ายังไม่ควร และสร้างความมั่นคงให้แก่ดินแดนเกงจิ๋วเป้นเวลาหลายปี

 

          มีเกร็ดว่าสุมาเอี๋ยนนั้นทั้งไว้ใจและไม่ไว้ใจเอียวเก๋าในเวลาเดียวกัน เหตุเพราะแม้สุมาเอี๋ยนจะเชื่อฝีมือเอียวเก๋าจนมอบหมายหน้าที่สำคัญให้ แต่เอียวเก๋าก็ได้รับความนิยมจากประชาชนเกงจิ๋วมากในการดูแลความสงบทำให้ดินแดนนี้ปราศจากสงครามเป็นเวลาหลายสิบปี เนื่องด้วยตัวสุมาเอี๋ยนนั้นมีนิสัยขี้ระแวงคล้ายบิดา จึงทำการลิดรอนอำนาจของเอียวเก๋าและเรียกตัวเขากลับเมืองหลวง แต่นโยบายการบุกง่อก๊กของเอียวเก๋านั้น เขายังคงรับไว้ และแต่งตั้งเตาอี้ซึ่งมีความใกล้ชิดในฐานะเขยของตนให้ไปดูแลเกงจิ๋วแทน

 

          เตาอี้นั้นเป็นขุนพลอัจฉริยะ เขามีความคิดเห็นคล้ายเอียวเก๋า จึงรับนโยบายเอียวเก๋ามาปรับใช้ เมื่อเห็นว่าง่อก๊กขณะนั้นกำลังย่ำแย่ บ้านเมืองง่อก๊กในการปกครองของทรราชย์ซุนโฮนั้นเละเทะและเหลวแหลกมาก ประชาชนง่อก๊กเองต่างพากันก่นด่าและหนีเข้ามาขอพึ่งจิ้นก๊กไม่น้อย ตัวแม่ทัพใหญ่ลกข้องเองก็ถูกปลดจากหน้าที่และเสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้นเตาอี้จึงเป็นว่าเป็นโอกาสที่จะบุกง่อก๊ก เขาทำหนังสือถวายแจ้งแก่พระเจ้าสุมาเอี๋ยนว่า ควรแล้วที่จะบุกง่อก๊ก รวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียว ประวัติศาสตร์บันทึกเรื่องราวตรงนี้ว่า สุมาเอี๋ยนอ่านหนังสือที่เตาอี้ส่งมาแล้วลังเลอย่างหนัก ขณะนั้นเขากำลังเล่นหมากรุกกับเสนาบดีเตียวหัว เมื่ออ่านแล้ว เตียวหัวรีบลุกขึ้น ปัดกระดานหมากรุกทิ้งและคุกเข่าทูลว่าตัวสุมาเอี๋ยนนั้นเปี่ยมด้วยปรีชาสามารถ ขณะที่ซุนโฮเป็นทรราชย์ที่ผู้คนเกลียดชัง บ้านเมืองจิ้นก๊กกำลังเจริญรุ่งเรือง ส่วนง่อก๊กกำลังเสื่อมโทรม จึงสมควรแก่เวลายิ่งแล้วที่จะทำการรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น

 

          ดังนั้นในปีค.ศ. 276 สุมาเอี๋ยนตัดสินใจสั่งการให้ตระเตรียมกองทัพบุกพิชิตง่อก๊ก แม้จะยังได้รับการทัดทานจากขุนนางและขุนพลรุ่นก่อนซึ่งยังคงขยาดจากการบุกง่อก๊กในอดีตรวมถึงบทเรียนจากยุคโจโฉ แต่สุมาเอี๋ยนก็ไม่เปลี่ยนใจ เขาสั่งการให้แม่ทัพเฒ่าองโยยรับหน้าที่ต่อเรือรบหลายร้อยลำเพื่อเตรียมการบุกง่อก๊ก และสั่งให้เตาอี้เป็นแม่ทัพใหญ่นำกองทัพจากเกงจิ๋วเข้าบุกตีง่อก๊ก ซึ่งขณะนั้นสภาพบ้านเมืองเหลวแหลกเต็มที จากแต่เดิมกองทัพง่อก๊กเคยมีความเป็นปึกแผ่น ก็ไม่เป็นเช่นนั้นอีก ทำให้กองทัพจิ้นซึ่งมีความฮึกเหิมมากกว่าและเตรียมความพร้อมมาอย่างดีสามารถพิชิตง่อก๊กได้สำเร็จในปีค.ศ.280 อันเป็นปีที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่าแผ่นดินสามก๊กที่แตกแยกมาเป็นเวลานานกว่าร้อยปีนับตั้งแต่เริ่มเหตุการณ์โจรผ้าเหลือง ในที่สุดก็ได้กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้งภายใต้เดชานุภาพของสุมาเอี๋ยนแห่งราชวงศ์จิ้น

 

          ซึ่งสุมาเอี๋ยนย่อมยินดีกับชัยชนะและทำให้เขาสามารถประกาศตนพร้อมจารึกนามไว้ในหน้าประวัติศาสตร์จีนได้สำเร็จว่า เขาคือฮ่องเต้ผู้สยบและรวบรวมทั้งสามก๊กให้เป็นหนึ่ง และเป็นฮ่องเต้เพียงหนึ่งเดียวของแผ่นดินจีนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่แผ่นดินแตกแยกเป็นสามก๊กเกือบร้อยปี

 

          เคยมีการวิเคราะห์กันว่า อาจเพราะความที่สามารถรวบรวมแผ่นดินสามก๊กลงได้อย่างไม่ยากเย็น อาจจะทำให้สุมาเอี๋ยนมีความหลงลำพองตนถึงบารมีและบุญญาธิการ เขาอาจจะลืมไปว่ารากฐานของราชวงศ์จิ้นนั้นปูทางมาด้วยเลือดเนื้อและความเหนื่อยยากของสุมาอี้ซึ่งส่งไม้ต่อให้สุมาสูและสุมาเจียวไปสานต่อ เพราะตอนที่อำนาจมาถึงมือสุมาเอี๋ยนนั้น เขาแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ภารกิจรวมแผ่นดินมันเสร็จไปเกินครึ่งทางแล้วในยุคของสุมาเจียว ดังนั้นเมื่อได้มาง่ายเกินไป ความรุ่งเรืองที่ควรมีก็ย่อมไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

 

          สุมาเอี๋ยนปกครองประเทศจีนหลังจากรวมสามก๊กแล้วเช่นไรนั้น พอจะมีบันทึกไว้ในจดหมายเหตุหรือประวัติศาสตร์จิ้น แค่ปีเดียวหลังจากรวมแผ่นดินสามก๊กได้ เขาสั่งระดมหญิงงามจากทั่วแผ่นดิน โดยเฉพาะจากง่อก๊กและในราชสำนักง่อที่ซุนโฮเคยปกครอง ซึ่งขึ้นชื่อว่ารวบรวมสาวงามไว้มากมาย สาวงามกว่า 5,000 คนถูกส่งเข้าวังหลวงและต้องทำหน้าที่บำเรอปรนเปรอให้แก่สุมาเอี๋ยนซึ่งตอนนี้กลายเป็นฮ่องเต้ผู้หลงมัวเมาอยู่แต่กับสุรานารีไปแล้ว บางทีอาจด้วยความที่คิดว่าศัตรูภายนอกหมดสิ้นแล้ว จึงไม่ใส่ต่อการวางตัวอย่างเคร่งครัดหรือประพฤติตนให้เป็นฮ่องเต้ที่ดีอีก ที่แน่ๆคือผลลัพธ์ของการปกครองในสมัยราชวงศ์จิ้นนั้นนับว่าเละเทะอย่างมาก และส่งผลไปสู่ความเสื่อมถอยในภายหลัง ซึ่งความประพฤติอันเหลวแหลกของสุมาเอี๋ยนนั้นมีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ โดยเล่ากันว่าเขากลายเป็นคนที่มีพฤติกรรมทางเพศผิดปกติไป เล่ากันว่าด้วยความที่มีหญิงงามมากมายมาให้เลือกในแต่ละวัน สุมาเอี๋ยนจึงคิดวิธีด้วยการใช้แพะเป็นตัวเลือก เขาจะให้แพะเดินไปตามทางในวังและหากมันหยุดที่ห้องของหญิงคนใด เขาก็จะเข้าไปร่วมรักกับหญิงคนนั้น ด้วยเหตุนี้บรรดานางสนมและหญิงสาวที่ต้องการความก้าวหน้าในชีวิตและหาทางเข้าหาสุมาเอี๋ยน จึงต้องมีการนำกระดาษและต้นไผ่มาซ่อนไว้ในเตียง เพื่อใช้ล่อให้แพะเข้ามาหา

 

          ด้วยความที่สุมาเอี๋ยนกลายเป็นฮ่องเต้หลงกามไปแล้ว อำนาจในวังหลวงจึงค่อยๆถูกเข้าแทรกแซงจากฝั่งตระกูลเอียว ซึ่งเป็นตระกูลของพระมเหสีเอียว โดยมีบิดาของพระมเหสีนั่นคือเอียวกุ๋นเป็นผู้นำ และเอียวกุ๋นก็ได้เริ่มสร้างฐานอำนาจขึ้นในช่วงนี้เอง

 

          อันที่จริง จุดเริ่มแห่งความล้มเหลวของสุมาเอี๋ยนหลังจากนี้คือการที่ไม่ไว้ใจคนใกล้ชิดที่สุดอย่างสุมาฮิวผู้เป็นน้องชาย ด้วยความหวาดระแวงว่าสุมาฮิวน้องชายของตนซึ่งจัดว่ามีความสามารถและบุคลิกดีไม่น้อย จะเข้ามาแย่งชิงราชบัลลังก์ เขาจึงคิดหาทางกำจัดด้วยการส่งสุมาฮิวไปอยู่หัวเมืองชั้นนอก สุมาฮิวนั้นเสียใจอย่างหนักจนป่วยและตรอมใจตายในปีค.ศ.283 ทั้งๆที่สุมาฮิวนี่เองเป็นบุคคลที่มีความภักดีต่อสุมาเอี๋ยน และมีศักยภาพพอจะช่วยค้ำบัลลังก์ให้ได้ การตายของสุมาฮิวยิ่งช่วยเร่งวันแห่งความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในวันหน้าหากสิ้นสุมาเอี๋ยนลง

 

          สุมาเอี๋ยนปกครองแผ่นดินมาจนถึง ปีค.ศ. 290 ก็ป่วยหนัก เมื่อรู้ตัวว่าใกล้ตาย เขาได้ตัดสินใจแต่งตั้งสุมาเหลียงผู้เป็นลุงกับเอียวกุ๋นพ่อตา ให้ดำรงตำแหน่งอุปราชร่วมกันเพื่อดูแลราชสำนัก แต่เนื่องจากเอียวกุ๋นกลัวว่าสุมาเหลียงจะฮุบอำนาจไปหลังจากนั้น เขาจึงทำการยึดและสับเปลี่ยนคำสั่งเสียนั้น จนเมื่อสุมาเอี๋ยนสิ้นชีพลงไปในปีเดียวกัน ตำแหน่งอุปราชก็ตกเป็นของเอียวกุ๋นเพียงผู้เดียว และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายที่จะทำลายรากฐานทั้งมวลของราชวงศ์จิ้น เมื่อบรรดาอ๋องและองค์ชายต่างๆ ล้วนถือสิทธิในบัลลังก์โดยที่แต่ละคนต่างถือว่ามีกองทหารอยู่ในมือ จึงไม่ยอมถอยแก่กัน ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นกระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์แปดอ๋องบุกนครหลวง เมื่ออ๋องทั้งแปดคนต่างนำกองทัพเข้ามาเมืองหลวง หมายจะกุมอำนาจและแย่งชิงบัลลังก์เป็นของตนเอง สุดท้ายแล้วผู้ที่ชนะในการนองเลือดและได้สืบทอดบัลลังก์ต่อคือ สุมาต๋ง บุตรชายคนที่สองของสุมาเอี๋ยน แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา อำนาจของราชวงศ์จิ้นก็ไม่เคยกลับไปยิ่งใหญ่เสมือนก่อนอีกแล้ว

 

          ราชวงศ์จิ้นตะวันตกหลังจากนั้นต้องประสบวิบากกรรม เกิดกบฏขึ้นมากมายรวมถึงการแก่งแย่งบัลลังก์ในหมู่เชื้อพระวงศ์และเหล่าขุนพล มีการเปลี่ยนตัวฮ่องเต้บ่อยครั้ง อีกทั้งยังมีการรุกรานจากเผ่าซงหนูที่นอกด่านซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งในที่สุดในปี ค.ศ. 315 เผ่าซงหนูก็ปรากฏยอดบุรุษนามเล่าชง เขาเป็นบุตรชายของเล่าหยวน ซึ่งสามารถรวบรวมเผ่าซงหนูให้เป็นปึกแผ่น ได้ทำการเข้ารุกและสามารถยึดนครลกเอี๋ยง จับตัวฮ่องเต้จิ้นหวยตี้เป็นตัวประกันและสำเร็จโทษ ทำให้เชื้อพระวงศ์จิ้น และประชาชนต้องหนีตายมาตั้งหลักที่ทางใต้ของลำน้ำแยงซีเกียง ก่อตั้งราชวงศ์จิ้นตะวันออกขึ้น เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์จิ้นตะวันตก ก่อเกิดเป็นยุคราชวงศ์เหนือใต้ และนับแต่นั้นแผ่นดินจีนทางตอนเหนือก็ตกอยู่ในไฟสงครามตลอดนับร้อยกว่าปีจากการผลัดเปลี่ยนอำนาจและการรุกรานของชนเผ่าต่างๆ คนจีนโดยแท้ทำได้เพียงอาศัยในดินแดนทางตอนใต้ของแยงซีเท่านั้น ถือเป็นยุคมืดที่สุดยุคหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์จีน

          จากนั้นในที่สุดราชวงศ์จิ้นตะวันออกเองก็ถึงคราวสิ้นสุดลงในปีค.ศ.
420 เมื่อเล่าอี้ (หลิวอี้) ซึ่งถือว่าเป็นยอดบุรุษแห่งยุค ได้ทำการปลดฮ่องเต้องค์สุดท้ายของจิ้น และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ซ่งใต้ ซึ่งในราชวงศ์นี้มีการรับนักปราชญ์จำนวนมากซึ่งอพยพลงมาจากภาคเหนือและกลาง ทำให้เกิดการสืบทอดองค์ความรู้และวัฒนธรรมจากสมัยราชวงศ์วุยของโจโฉ และยังคงสืบทอดต่อมาได้ แต่กระนั้นแผ่นดินจีนโดยเฉพาะภาคเหนือก็ยังแตกแยก ไม่เป็นระเบียบ ซึ่งกว่าที่แผ่นดินทั้งหมดจะกลับมารวมกันเป็นหนึ่งอีกครั้งก็ในสมัยราชวงศ์สุย ซึ่งนั่นต้องรอจนถึงปีค.ศ.581 ด้วยฝีมือของพระเจ้าสุยเหวินตี้ ปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์สุย

 

          เป็นอันว่าสงครามและการต่อสู้เพื่อที่จะรวบรวมแผ่นดินที่แตกแยกเป็นสามก๊กได้สิ้นสุดลงและรวมกันเป็นหนึ่งด้วยฝีมือของสุมาเอี๋ยน แต่ก็เป็นสุมาเอี๋ยนนี่เองที่เป็นผู้ที่ส่งผลให้แผ่นดินต้องแตกแยกอีกครั้ง และครานี้ยังแตกแยกเป็นเวลายาวนานนับสองร้อยกว่าปี

 

          ดั่งคำที่ว่า สร้างยาก แต่รักษาและสืบทอดนั้น ยิ่งแสนยากกว่า และการต่อสู้ในสามก๊ก ก็ไม่ต่างอะไรกับหน้าประวัติศาสตร์ที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

    

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #1498 JE.S. (@eyehi) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 17 มีนาคม 2557 / 16:49
    เห็นอย่างนี้ก็ชักสงสารสุมาอี้นะ รวบรวมอำนาจมาตั้งนาน หวังจะให้ลูกได้สืบทอด แต่หลานดันทำเสียเรื่อง เราเป็นสุมาอี้คงนอนตายตาไม่หลับ ถ้าสุมาเจียวอายุยืนกว่านี้ เรื่องอาจจะไม่เป็นอย่างนี้ก็ได้ แต่อีกอย่างที่ชอบเกี่ยวกับตระกูลสุมา ก็คือการที่สุมาสูกับสุมาเจียวไม่มีทะเลาะกันเลยนี่แหละ ซึ่งก็ดี เพราะไม่งั้นก็คงจะเหมือนกับตระกูลอ้วน แต่ก็นะ ถ้าสุมาสูอายุยืนกว่านี้ อาจจะมีทะเลาะกันให้เห็นก็ได้ ใครจะรู้
    #1498
    0
  2. #1406 eagle(Original) (@eagle) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2555 / 04:45
    จะโทษบุตรีของแกฉงคงไม่ได้เต็มที่ ต้องโทษที่คนหลักในการวางแผนกุมอำนาจอย่างเอียวกุ๋นมากกว่า 

    ประวัติศาสตร์จีนมีนิสัยหลายช่วงที่ต้องอ่านดีๆในแง่ที่ใักโทษความผิดให้สตรีเกินไป ทั้งที่คนอยู่เบื้องหลังคือบุรุษ
    #1406
    0
  3. #1339 ราเบล (@23458888) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2555 / 13:46
    เอาเข้าว่ากันตามจริง สุมาเอี๋ยนไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น เพราะดูจากการบริหารบ้านเมืองของเขาที่เละเทะจากการที่ไม่เคยฝ่าคมหอกคมดาบเหมือนปู่ พ่อของเขา ทำให้เมื่อรวมสามก๊กได้แล้วเขาจึงต้องการหาความสุขส่วนตัวแบบชนิดไม่สนใจใคร ว่ากันว่าไม่ใช่แค่แพะเสี่ยงทายยังมีผีเสื้อเสี่ยงทายด้วย   แต่ความผิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาไม่ใช่เรื่องนี้ กลับเป็นเรื่องภรรยาของจิ้นฮุ่ยตี้หรือฮ่องเต้แห่งจิ้นองค์ที่สองด้วยการตามใจเอียวฮองเฮา ตั้งบุตรีของแกฉงหรือกาอุ้นซึ่งมีจิตใจโหดร้าย ดังนั้นเมื่อสิ้นสมัยสุมาเอี๋ยนแล้ว นางจึงเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดความย่ำแย่ของราชวงศ์จิ้นและเหตุการณ์ "แปดอ๋องคะนองเดช"ขึ้น ซึ่งนำไปสู่การบุกรุกของชาวนอกด่านในที่สุด พี่ว่างั้นมั้ยครับ
    #1339
    0