เจาะลึกยอดคนในประวัติศาสตร์สามก๊ก (พิมพ์แล้วใน จดหมายเหตุสามก๊ก)

  • 90% Rating

  • 2,836 Vote(s)

  • 396,876 Views

  • 1,581 Comments

  • 949 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,064

    Overall
    396,876

ตอนที่ 35 : กาเซี่ยง เหวินเหอ (Jia Xu) - เสนาธิการปีศาจ (ปรับปรุงเนื้อหา)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15144
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    13 ธ.ค. 58



กาเซี่ยง เหวินเหอ (เจียสวี่)

“เสนาธิการปีศาจ”

 

       จากจดหมายเหตุชีวประวัติกาเซี่ยง โดยเฉินโซ่ว

(Biography of Jia Xu)

 

กาเซี่ยง หรือ เจียสวี่ (Jia Xu) ชื่อรอง เหวินเหอ (Wenhe) เกิดปีค.147 เป็นชาวโกจาง เมืองหวู่เว่ย เฉินโซ่วบันทึกว่าเมื่อวัยเยาว์นั้น ไม่มีใครเลยแม้สักคนที่จะล่วงรู้หรือรู้สึกได้ถึงพรสวรรค์และสติปัญญาของกาเซี่ยงที่แฝงเร้นอยู่ มีเพียงแค่เอี้ยนจง ผู้มีชื่อเสียงแห่งเมืองฮันหยางเท่านั้นที่ตัดสินว่ากาเซี่ยงเป็นยอดอัจฉิรยะแห่งยุค แล้วกล่าวกับเขาว่า ตัวเขามีความสามารถในระดับเดียวกับยอดคนในยุคอดีตอย่าง เตียวเหลียงและเฉินผิง ซึ่งเป็นสองยอดกุนซือคู่ใจของพระเจ้าฮั่นเกาจู ปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นเลยทีเดียว

กาเซี่ยงได้รับการแนะนำให้เข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ตรวจการของนครหลวงลกเอี๋ยง แต่ต่อมามีปัญหาสุขภาพกระทั่งล้มป่วย จึงต้องลาออกจากราชการแล้วเดินทางกลับไปฟื้นฟูร่างกายที่บ้านเกิด

 ระหว่างเดินทางไกลกลับบ้านเกิดในแดนตะวันตก เขาต้องเผชิญกับกลุ่มโจรทะเลทรายของเผ่าตี้ กาเซี่ยงโดนจับเป็นตัวประกันพร้อมกับคณะเดินทางอีกหลายคนที่ร่วมทางมาด้วยกัน ระหว่างโดนจับกุมตัวไว้นั้น กาเซี่ยงได้คิดหาทางรอดโดยกล่าวกับพวกโจรว่า 

            “ท่านขุนพลต้วนกงมีศักดิ์เป็นปู่ของข้า ไว้ชีวิตข้าและคนอื่นๆเสียเถิด แล้วครอบครัวของข้าจะจ่ายเงินทองเป็นค่าไถ่ตัวให้อย่างงาม”

ซึ่งอันที่จริงแล้ว กาเซี่ยงเพียงแค่แอบอ้างชื่อของต้วนกงเท่านั้น กาเซี่ยงไม่ได้เกี่ยวดองเป็นญาติหรือเคยรู้จักมาก่อนเลย สาเหตุที่กาเซี่ยงเลือกแอบอ้างชื่อของต้วนกง ก็เพราะรู้ว่าต้วนกงเป็นยอดขุนพลที่ประจำการอยู่แถบชายแดนทางตะวันตกที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก เป็นที่หวาดกลัวของบรรดาชนเผ่านอกด่านทางตะวันตก ดังนั้นกาเซี่ยงจึงแอบอ้างชื่อของต้วนกงเพื่อให้เผ่าตี้เกิดความหวาดกลัวและไม่กล้าที่จะลงมือสังหารเขาในทันที จากนั้นพวกโจรเผ่าตี้ก็ยอมละเว้นชีวิตแล้วยอมปล่อยเขากลับไปหลังจากได้เจรจาและทำสัญญากันแล้ว แต่คนอื่นๆที่เหลือนั้นล้วนโดนสังหารทิ้งจนหมดสิ้น ซึ่งการที่กาเซี่ยงสามารถเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันเฉพาะหน้าด้วยการแอบอ้างว่าตนเป็นหลานของขุนพลต้วนกงนั้น แสดงให้เห็นถึงสติปัญญาและไหวพริบอันยอดเยี่ยมยิ่งนัก

            ต่อมาเมื่อตั๋งโต๊ะเดินทัพเข้ายึดนครหลวงลกเอี๋ยงและยึดกุมอำนาจราชสำนักไว้ได้หมดสิ้นแล้ว กาเซี่ยงก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับการเมืองผิงจิ้น และทำงานอยู่ในสำนักสมุหกลาโหม ต่อมาก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นนายพันผู้พิชิตคนเถื่อน

            เวลานั้น นิวฮู ซึ่งเป็นบุตรเขยของตั๋งโต๊ะและเหล่าขุนพลอีกหลายคนก็ได้ไปประจำการอยู่ในหัวเมืองฝั่งตะวันตก ส่วนกาเซี่ยงก็ได้รับตำแหน่งให้ประจำอยู่ในกองทัพของนิวฮู ต่อมาเมื่อตั๋งโต๊ะโดนลิโป้สังหารแล้วยึดอำนาจไป นิวฮูก็ได้สิ้นชีพลงไปด้วย ภายในกองทัพของตั๋งโต๊ะเกิดความสับสนวุ่นวายมาก เหล่าขุนพลพากันหวาดเกรงในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พวกของ ลิฮุย กุยกี และเตียวเจ สามขุนพลคนสนิทของตั๋งโต๊ะจึงคิดจะแยกตัวแล้วถอยกลับไปตั้งหลักยังถิ่นฐานเดิม แต่กาเซี่ยงกลับเสนอขึ้นว่า

“ข้าทราบมาว่าภายในนครเตียงอันเวลานี้ พวกของลิโป้และอ้องอุ้นได้สังหารพวกเราชาวเสเหลียงไปจนหมดสิ้น ถ้าหากพวกท่านทั้งหลายจัดทัพแล้วเกณฑ์ไพร่พลให้พรั่งพร้อม แล้วนำทัพบุกโจมตีนครเตียงอันเพื่อแก้แค้นให้ท่านตั๋งโต๊ะแล้ว ถ้าพวกเรามีโชคมากพอแล้วสามารถทำการใหญ่ได้สำเร็จ พวกเราก็สามารถพิชิตแผ่นดินในนามของราชวงศ์ฮั่นได้ แต่หากแม้นว่าพวกเราล้มเหลว นั่นก็ยังไม่สายเกินไปที่จะหลบหนีกลับไปยังถิ่นฐานเดิม” ขุนพลทั้งหมดเห็นด้วยกับกาเซี่ยง ดังนั้นลิฉุยและกุยกีจึงนำทัพบุกโจมตีนครเตียงอันตามคำแนะนำของกาเซี่ยง แล้วก็ได้รับชัยชนะ ทำให้ลิโป้ต้องหนีตายออกไปได้ แล้วพวกของลิฉุยและกุยกีก็เข้าควบคุมนครเตียงอันนับตั้งแต่นั้นมา

เผยซงจือแทรกเชิงอรรถเพิ่มจากตำนานตั๋งโต๊ะว่า ผู้นำซึ่งไร้คุณธรรม มีแต่ความโหดเหี้ยม เข่าฆ่าสังหารผู้คน ย่อมโดนลงทัณฑ์จากสวรรค์ในท้ายที่สุด ในเมื่อตั๋งโต๊ะเป็นผู้นำเยี่ยงนี้ แล้วเหตุใดกาเซี่ยงจึงเลือกไปทำงานรับใช้ ไม่ว่ากาเซี่ยงจะได้มีส่วนให้คำแนะนำอย่างไรบ้างกับตั๋งโต๊ะนั้นก็ยากจะทราบได้ แต่นี่จึงเท่ากับว่ากาเซี่ยงเองก็ได้ร่วมก่อการเหล่านั้นด้วยนั่นเอง

 

อธิบายเสริม

            ตั๋งโต๊ะเป็นผู้นำที่โหดเหี้ยม ไร้คุณธรรม สังหารผู้คนที่แข็งขืนตามอำเภอใจ เมื่อเข้ามาปกครองในเมืองหลวงแล้ว ทหารของเขาก็ก่อการฉุดคร่าสตรีในเมืองและปล้นทรัพย์สินของผู้คนไปจำนวนมหาศาล มีแต่เสียงก่นด่าไปทั่ว ทั้งจดหมายเหตุและนิยายสามก๊กก็บรรยายไว้ตรงกัน แต่กระนั้นกาเซี่ยงก็ได้เข้าทำงานอยู่ในกลุ่มที่ปรึกษาของตั๋งโต๊ะด้วย นี่จึงเท่ากับว่าความเลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นทั้งมวลนั้น กาเซี่ยงก็มีส่วนต้องรับผิดชอบอยู่ด้วยเช่นกัน

เผยซงจือซึ่งได้ค้นคว้าวิจัยจากบันทึกและประวัติศาสตร์กับตำนานอีกหลายเรื่องเพื่อเสริมในส่วนที่เฉินโซ่วละเลยไป หรือไม่ได้ใส่ใจนำมาใส่ไว้แต่แรกนั้น มักจะหาข้อโต้แย้งหรือค้นคว้าเรื่องอื่นๆที่อาจจะช่วยแก้ต่างความผิดพลาดของบุคคลในสามก๊กให้หลายคน หรืออย่างน้อยที่สุดคือเสริมเรื่องราวในอีกมุมมองหนึ่ง แต่สำหรับตั๋งโต๊ะแล้ว เผยซงจือเองก็ยังวิจารณ์อย่างรุนแรงถึงความโหดเหี้ยมเกินพอดี แล้วกาเซี่ยงเองก็โดนวิจารณ์ไปด้วย เพราะเขาตั้งข้อสังเกตว่าแผนการหลายอย่างของตั๋งโต๊ะที่ใช้เพื่อเข้ายึดอำนาจในเมืองหลวงนั้น มีกาเซี่ยงเป็นผู้ร่วมวางแผนการด้วย หรืออย่างน้อยที่สุดคือได้รู้เห็นในแผนการเหล่านั้น แล้วก็ยังคงอยู่รับใช้ตั๋งโต๊ะเรื่อยมา ดังนั้นทัศนะของนักประวัติศาสตร์และวรรณกรรมจึงมองกาเซี่ยงในแง่ลบอยู่ไม่น้อย

            หากมองอย่างเป็นกลาง บรรดาผู้มีความสามารถในเสเหลียงนั้นล้วนไปเข้าด้วยกับตั๋งโต๊ะหรือไม่ก็หันซุยและม้าเท้งกันแทบทั้งหมด การทำงานรับใช้ดินแดนบ้านเกิด หรือท้องถิ่นของตนเอง เป็นเรื่องปกติสามัญของคนในยุคโบราณ การที่กาเซี่ยงทำงานให้ตั๋งโต๊ะจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่เขารู้เห็นกับความโหดเหี้ยมของตั๋งโต๊ะแล้วแต่กลับไม่ได้ตีตัวออกห่างหรือตีจากไปแต่แรก จึงเป็นหนึ่งในรอยด่างพร้อยที่ทำให้กาเซี่ยงเองมีภาพลักษณ์เป็นสีดำปนเทาและมีความมืดหม่นมาตั้งแต่แรกเริ่มนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของกาเซี่ยงดีก็เป็นเพราะเขาได้ยืนหยัดช่วยเหลือองค์ฮ่องเต้และนครหลวงเตียงอันให้รอดพ้นจากไฟสงคราม ต่อมาเขาก็ตีจากพวกของลิฉุยและกุยกีแล้วไปทำงานอยู่กับเตียวซิ่ว สุดท้ายเมื่อไปอยู่กับโจโฉแล้ว กาเซี่ยงก็มิได้คบหาสมาคมกับใครเป็นพิเศษ แต่มุ่งทำงานเสนอแผนการให้โจโฉเป็นหลัก จึงเอาตัวรอดมาได้ตลอดรอดฝั่ง

เหตุหนึ่งที่ทำให้กาเซี่ยงเป็นเช่นนี้อาจเพราะแนวการศึกษาแต่แรกเริ่มของเขาไม่ได้มาจากลัทธิหยูก็เป็นได้ เนื่องด้วยเวลานั้นดินแดนไท่หยวนและเสฉวนซึ่งอยู่ในตะวันตกของจีนได้ชื่อว่าเป็นแหล่งของลัทธิเต๋าที่ทรงอิทธิพลมาก แล้วยังมีลัทธิข้าวสารห้าโต่วที่แพร่หลายอย่างเข้มข้นในเมืองฮั่นจง ดังนั้นเหล่านักปราชญ์และบัณฑิตในดินแดนแถบนั้นจึงไม่ได้ศึกษามุ่งเน้นเรื่องจริยธรรมทางโลกตามหลักของขงจื่อเป็นหลักนัก แม้ว่าการสอบเข้ารับราชการจะต้องศึกษาตำราของหยูทั้งห้าเล่มเป็นหลัก แต่นั่นก็เป็นเพียงการศึกษาเพื่อนำไปสอบเข้าและบังคับใช้กฎหมายของทางการ อีกทั้งด้วยความเหลวแหลกของราชสำนักฮั่นตอนปลายที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความอดอยากของผู้คน ตำแหน่งขุนนางสามารถซื้อหากันได้ ลัทธิหยูจึงโดนตั้งคำถามและเกิดกระแสนิยมในลัทธิอื่นๆซึ่งเคยโดนโจมตีว่านอกรีตมาก่อน นั่นคือช่วงเวลาที่ลัทธิไท่ผิงเติบโตและทรงอิทธิพลไปทั่วประเทศ ขณะเดียวกันลัทธิเต๋าและอื่นๆก็ได้กลับมามีบทบาทในสังคมของคนจีนทั่วไปก็ในยุคนี้ ดังนั้นการที่นักปราชญ์ บัณฑิต และปัญญาชน รุ่นใหม่ๆจะเกิดความเสื่อมศรัทธาในจารีตประเพณีของลัทธิหยูที่มุ่งเรื่องจริยธรรมและความสัมพันธ์ของผู้คนในทางโลก แล้วหันไปหาสิ่งที่เป็นประโยชน์นิยมเพื่อเลี้ยงปากท้องและสิ่งที่จับต้องได้มากกว่า ดังนั้นการที่ผู้มีความสามารถจะหาทางขายฝีมือให้เหล่าขุนศึก และพร้อมจะย้ายสังกัดได้ทุกเมื่อหากว่ามีทางเลือกที่ดีกว่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสำหรับผู้ที่มีความสามารถในยุคสมัยนั้น กาเซี่ยงเองก็นับว่าอยู่ในข่ายนี้เช่นกัน

 

หลังจากกาเซี่ยงช่วยสร้างผลงานใหญ่ทำให้พวกลิฉุยและกุยกีเข้ายึนครเตียงอันได้แล้ว ก็แต่งตั้งให้กาเซี่ยงขึ้นเป็นเจ้าเมืองผิงอี้ มีอำนาจบัญชาทหารในหัวเมืองโดยรอบของนครเตียงอัน และอยู่ใต้สังกัดของลิฉุยและกุยกีโดยตรง และยังเลื่อนตำแหน่งให้เป็นขุนนางชั้นพระยา แต่กาเซี่ยงกล่าวว่าแผนทั้งหมดนี้ล้วนทำไปเพื่อช่วยชีวิตของทหารเสเหลียงทั้งหมด เขามิสมควรเป็นผู้เดียวที่ได้รับความชอบเช่นนี้ ดังนั้นกาเซี่ยงจึงปฏิเสธตำแหน่งนี้ไป

ต่อมา พวกลิฉุยและกุยกีเสนอตำแหน่งสุมหราชเลขาธิการประจำราชสำนักให้กับกาเซี่ยง แต่เขาก็กล่าวว่า “ตำแหน่งนี้เท่ากับว่าเป็นเสมือนผู้นำและที่ปรึกษาสูงสุดของเหล่าขุนนางทั้งปวง มีอำนาจเหนือผู้คนทั้งหลาย ชื่อของข้าพเจ้าไม่เคยปรากฏว่าได้ทำความดีถึงเพียงนั้น และด้วยสถานะของข้าพเจ้าเองก็มิสมควรได้รับตำแหน่งด้วย ต่อให้ข้าพเจ้าไม่สนใจแล้วยอมรับตำแหน่งนี้ นั่นมิเท่ากับทำให้เสื่อมเสียต่อเกียรติยศของผู้คุณความดีต่อแผ่นดินไปหรอกหรือ” ดังนั้นกาเซี่ยงจึงไปรับตำแหน่งให้ทำงานอยู่ในสังกัดของกรมราชเลขาธิการในราชสำนักแทน มีหน้าที่หลักคือช่วยคัดสรรแนะนำบุคลากรที่มีความสามารถทั้งปวงให้เข้ารับราชการนั่นเอง

แต่เพราะพวกลิฉุยต้องการใช้ประโยชน์จากความสามารถของกาเซี่ยง จึงพยายามเข้าหาแล้วประทานตำแหน่งและลาภยศให้ แต่ขณะเดียวกันก็มีความหวาดระแวงในสติปัญญาของกาเซี่ยงว่าอาจจะคิดแผนเล่นงานพวกเขาเสียเอง ดังนั้นกาเซี่ยงจึงทำงานอยู่กับพวกลิฉุยและกุยกีด้วยความอึดอัดใจมาก

ในเวลาเดียวกัน มารดาของกาเซี่ยงได้ถึงแก่กรรมลง กาเซี่ยงจึงได้ลาออกจากตำแหน่งทางราชการ เพื่อไว้ทุกข์ให้มารดา ต่อมาจึงกลับไปรับตำแหน่งในสำนักราชวัง

บันทึกประวัติศาสตร์วุยก๊กเสริมว่า กาเซี่ยงมีโอกาสได้รับตำแหน่งสูงยิ่งขึ้นในสมัยของลิฉุยและกุยกี แต่ก็ปฏิเสธทุกครั้งไป มีเพียงตำแหน่งในสำนักราชเลขาธิการของราชสำนักเท่านั้นที่เขายังคงรับไว้

เนื่องจากกองกำลังของม้าเท้งและหันซุยได้บุกประชิดนครเตียงอัน พวกของลิฉุยและกุยกีจึงเชิญกาเซี่ยงให้มารับตำแหน่งนายพลเสนาธิการ เวลานั้น ลิฉุยได้เรียกกองกำลังจากเผ่าเกี๋ยงและหูให้เข้ามาร่วมกับกองทัพของฝ่ายตน ซึ่งข้อเสนอที่ลิฉุยยื่นให้พวกเผ่าเกี๋ยงและเผ่าหูก็คือทรัพย์สินเงินทองและผ้าไหมชั้นดี รวมถึงบรรดาเหล่าสนมนางในและสตรีงามจากในนครหลวงและในราชสำนักเพื่อให้เป็นของกำนัล แต่พวกชนเผ่าเกี๋ยงและหูกลับเปลี่ยนใจบุกโจมตีพวกลิฉุยจนต้องล่าถอยกลับมา จากนั้นเมื่อกองทัพของเผ่าเกี๋ยงและหูเดินทางมาถึงกำแพงเมืองก็ได้ร้องถามว่า “โอรสสวรรค์อยู่ที่นี่ใช่หรือไม่ ลิฉุยสัญญากับพวกเราว่าจะมอบเหล่านางสนมและสตรีงามทั้งหลายให้เป็นของกำนัล แล้วพวกเขาอยู่ที่ไหนกัน”

พระเจ้าเหี้ยนเต้ทราบเรื่องก็มีความหวาดวิตกมาก ไม่รู้จะทำประการใด จึงสั่งให้กาเซี่ยงช่วยวางแผนการลับเพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้ กาเซี่ยงจึงรีบวางแผนนัดพบกับผู้นำของเผ่าเกี๋ยงและเผ่าหูเป็นการลับในทันที กาเซี่ยงสัญญากับพวกเขาว่าทางราชสำนักจะประทานตำแหน่งระดับสูงและมอบสมบัติและของมีค่าจำนวนมหาศาลให้ ดังนั้นเผ่าเกี๋ยงและเผ่าหูจึงยอมจากไปโดยดี นับจากนั้นมา อำนาจของพวกลิฉุยในกองทัพจึงเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ

จากนั้นกาเซี่ยงก็เกิดความผิดใจกับพวกลิฉุยและกุยกีมากยิ่งขึ้น ในพระราชประวัติพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้บันทึกเพิ่มว่า พวกของลิฉุยและกุยกีได้เชิญพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้เสด็จมาอยู่ในค่ายทหาร แต่กาเซี่ยงก็รู้ดีว่าแท้จริงแล้วเป็นการจับองค์ฮ่องเต้มาเป็นตัวประกัน เขาจึงพยายามเตือนพวกลิฉุยให้ปล่อยตัวฮ่องเต้เสีย แต่พวกลิฉุยก็ไม่ได้สนใจเลย เตียวซิ่วจึงเตือนกาเซี่ยงว่าให้ตีจากไปเสียจะเป็นการดีกว่า

แต่กาเซี่ยงก็ตอบว่า “แผ่นดินนี้เฝ้าหวังในผู้นำที่ทรงคุณธรรมและมีความถูกต้องชอบธรรม ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมิอาจทอดทิ้งไปได้ในยามนี้ ส่วนท่านเตียวซิ่วก็จงไปจากที่นี่เสียเถิด”

กาเซี่ยงพยายามที่จะให้ลิฉุยปล่อยตัวองค์ฮ่องเต้ แล้วเข้าพิทักษ์ราชสำนักเอาไว้ ลิฉุยมีความคิดจะลงมือสังหารพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่กาเซี่ยงทัดทานไว้ กระทั่งลิฉุยยอมปล่อยฮ่องเต้จากค่ายทหาร แต่กาเซี่ยงก็รู้ว่าหากยังอยู่ต่อไปเขาคงโดนสังหารเป็นแน่ จึงคิดหาทางตีจาก ในขณะเดียวกัน ขุนพลต้วนอุยได้มาประจำการที่ห้วยอิน เนื่องจากเป็นคนบ้านเดียวกัน กาเซี่ยงจึงเข้ามาอยู่ในสังกัดของต้วนอุยแทน กาเซี่ยงได้รับการเคารพนับถือจากทหารในทัพของต้วนอุยมาก ต่อมาต้วนอุยจึงเกิดความหวาดระแวงว่ากาเซี่ยงจะเข้ามากุมอำนาจในทัพของเขาแทน แต่เพราะกาเซี่ยงได้รับการยอมรับจากราชสำนักและเหล่าทหารให้ความเชื่อถือ ต้วนอุยจึงยังคงปฏิบัติต่อกาเซี่ยงด้วยดีเสมอมา แต่กระนั้นก็ทำให้กาเซี่ยงมีความอึดอัดใจมาก

ขณะเดียวกัน เตียวซิ่วได้ไปตั้งมั่นที่เมืองหนานหยางแล้วได้มีการติดต่ออย่างลับๆกับกาเซี่ยง ดังนั้นกาเซี่ยงจึงตีจากต้วนอุยแล้วไปอยู่กับเตียวซิ่วในที่สุด มีหลายคนสอบถามว่า ในเมื่อต้วนอุยปฏิบัติต่อกาเซี่ยงด้วยดี แล้วไยจึงจากไปด้วย กาเซี่ยงตอบว่า “ต้วนอุยเป็นคนจิตใจคับแคบและหวาดระแวง การที่เขาปฏิบัติต่อข้าด้วยดีนนั้นก็เพราะต้องการใช้ชื่อเสียงของข้าให้เป็นประโยชน์ การที่ข้าจากเขามาเช่นนี้ ยังจะทำให้เขายินดีมากกว่า เพราะแม้เขาจะระแวงข้า แต่ก็มิคิดจะเป็นศัตรูด้วย ต้วนอุยหวังว่าเมื่อข้าจากไปแล้วก็จะช่วยสร้างพันธมิตรให้แก่เขาอีกทางหนึ่ง”

“อีกทั้งเวลานี้ เตียวซิ่วยังไม่มีที่ปรึกษาใกล้ชิด เขาเองก็มีความพอใจในตัวข้าอยู่แล้ว ดังนั้นการมาอยู่กับเตียวซิ่วจึงเหมาะสมแล้ว ซ้ำยังช่วยประกันความปลอดภัยให้กับชีวิตและครอบครัวของข้าได้อีกด้วย” เมื่อกาเซี่ยงมาอยู่กับเตียวซิ่วแล้ว ก็ได้รับการเคารพนับถือและปฏิบัติด้วยดี เตียวซิ่วให้คนไปรับตัวบิดาและบุตรชายของกาเซี่ยงมาอยู่ด้วย แต่เนื่องจากกาเซี่ยงทราบว่าต้วนอุยไม่ได้ดูแลครอบครัวของเขาด้วยดีนัก ดังนั้นกาเซี่ยงจึงหันไปแนะนำให้เตียวซิ่วเป็นพันธมิตรกับเล่าเปียวที่เมืองเกงจิ๋วแทน

กาเซี่ยงเดินทางลงใต้ ไปพบกับเล่าเปียวที่เกงจิ๋วเพื่อเจรจาพันธมิตร เล่าเปียวนั้นได้ให้การปฏิบัติต่อกาเซี่ยงในฐานะแขกเป็นอย่างดี เมื่อกาเซี่ยงกลับไปแล้วจึงรายงานว่า “เล่าเปียวนับเป็นหนึ่งในสามขุนศึกผู้มีปัญญาที่จะนำความผาสุกมาสู่บ้านเมืองได้ แต่อย่างไรเสีย เล่าเปียวก็ยังมิใช่ผู้นำที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยนี้ได้ ด้วยว่าเขาเป็นผู้มีจิตใจลังเลและคิดมากเกินความ ดังนั้นเล่าเปียวจึงยังมิใช่ผู้ที่จะทำการใหญ่ให้สำเร็จ”

            ปีค.ศ.197 โจโฉเคลื่อนทัพบุกโจมตีเตียวซิ่วที่เมืองอ้วนเสีย กำลังทหารของเตียวซิ่วมีน้อยกว่าหลายเท่า เตียวซิ่วหวาดวิตกมากจึงปรึกษากาเซี่ยง ดังนั้นกาเซี่ยงจึงเสนอแผนกลุยทธ์เพื่อเอาชีวิตโจโฉ            

            เตียวซิ่วมีพี่สะใภ้ม่ายสาวอยู่นางหนึ่ง ชื่อนางเจ๋าซือ ความงดงามของนางนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว โจโฉมีความปรารถนาอยากได้ตัวนาง เมื่อเข้าเมืองมาแล้ว ก็ให้เรียกนางเจ๋าซือมาถึงยังที่พัก สร้างความแค้นใจให้แก่เตียวซิ่วมาก จึงทำตามแผนการของกาเซี่ยงทันที แผนการของกาเซี่ยงคือให้ทหารลอบวางยาใส่เตียนอุยซึ่งเป็นองครักษ์ที่หน้าห้องพักของโจโฉ จากนั้นจึงสั่งทหารให้เข้ารุมโจมตีอย่างไม่ให้ทันรู้ตัวในยามวิกาล แล้วส่งข่าวแจ้งให้เล่าเปียวซึ่งเป็นพันธมิตรได้รับทราบเพื่อให้ร่วมนำทัพปิดกั้นทางถอยหนีของโจโฉด้วย ทัพของเตียวซิ่วจึงลอบโจมตีทหารของโจโฉในเมืองอ้วนเสียในระหว่างที่โจโฉไม่ทันตั้งตัว โจโฉสามารถขี่ม้าหนีตายออกมานอกเมือง แต่ก็ต้องเสียองครักษ์คนสำคัญคือเตียนอุย และบุตรชายโจงั่ง กับหลานชายโจอันปิ๋น ไปในศึกครั้งนี้ แต่เพราะมีอิกิ๋มช่วยนำกำลังมากอบกูสถานการณ์ จึงสามารถพาโจโฉถอยหนีกลับไปได้

            จากนั้นโจโฉได้กลับไปทำศึกกับลิโป้และอ้วนสุด ไม่ช้า โจโฉก็นำทัพกลับมาเปิดศึกแก้แค้นกับเตียวซิ่วอีกครั้ง เวลานั้น เตียวซิ่วได้ร่วมมือกับเล่าเปียวเคลื่อนทัพบุกโจมตีเมืองเซียงหยง โจโฉจึงนำทัพเข้าสู้ศึก ทัพของเตียวซิ่วต้านทานทัพหน้าของโจโฉที่นำโดยเคาทูไม่อยู่ กาเซี่ยงจึงเสนอให้ถอยกลับไปตั้งมั่นอยู่ในกำแพงเมือง แล้วให้ขุดคูรอบเมืองและตั้งเชิงเทียนขึ้นเพื่อให้คอยป้องกันอย่างเข้มแข็ง โจโฉจึงสร้างหอคอยขึ้นล้อมรอบสี่ด้านของกำแพงเมือง หลังจากขึ้นไปสำรวจบนหออยู่หลายวันจึงสังเกตว่าการป้องกันทางทิศตะวันออกมีความเบาบาง จึงสั่งให้ทหารขนเอามัดหญ้าไปทางทิศตะวันตกเพื่อแสร้งลวงว่าจะนำทัพบุกโจมตีจากทางด้านนี้

            กาเซี่ยงอ่านแผนการของโจโฉออก จึงเสนอเตียวซิ่วว่าจะขอซ้อนกลอีกชั้น ด้วยการให้ทหารไปซุ่มอยู่ทางฝั่งตะวันออก เมื่อถึงเวลา ก็สามารถนำทัพบุกโจมตีจนโจโฉแตกพ่ายกลับไปได้ จากนั้นโจโฉทราบข่าวการเคลื่อนไหวของอ้วนเสี้ยวทางภาคเหนือ จึงคิดจะถอยทัพกลับไปตั้งมั่นที่นครฮูโต๋ก่อน เมื่อเตียวซิ่วเห็นว่าโจโฉสั่งถอยทัพกลับจึงคิดว่าเป็นโอกาสที่จะนำทัพของตนไล่ตามตีโจโฉต่อ แต่กาเซี่ยงกลับทัดทานไว้ เขากล่าวว่า “หากไล่ตามตีโจโฉต่อไปเช่นนี้ นายท่านจะเป็นฝ่ายแพ้แน่นอน” เตียวซิ่วไม่ยอมฟังเสียงแล้วนำทหารไล่ตามตีด้วยตนเอง สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้อย่างยับเยินกลับมาตามคำเตือนของกาเซี่ยงจริงๆ

แต่เมื่อเตียวซิ่วกลับมาแล้ว กาเซี่ยงกลับกระตุ้นว่า “นี่คือโอกาสที่จะบุกตามตีโจโฉแล้ว ในการบุกโจมตีครั้งที่สองนี้ นายท่านจะเป็นฝ่ายได้ชัยชนะเป็นแน่”

ครั้งนี้เตียวซิ่วยอมเชื่อคำของกาเซี่ยง เมื่อเขานำทัพไล่ตามตีทัพหลังของโจโฉอีกครั้ง ก็ได้รับชัยชนะอย่างงดงามจริงๆ สามารถแย่งชิงเสบียงทัพและม้าศึกกลับมาได้เป็นจำนวนมาก เมื่อเตียวซิ่วกลับมาแล้วก็รีบสอบถามกาเซี่ยงว่า “เมื่อข้านำทัพไล่ตามตีครั้งแรก ข้าเป็นฝ่ายแพ้ยับเยิน แต่หลังจากแพ้แล้ว เมื่อข้านำทัพบุกตีในครั้งที่สอง กลับได้ชัยชนะ คำที่ท่านกล่าวล้วนเป็นจริงทั้งสองครั้ง เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้เล่า”

กาเซี่ยงจึงชี้แจงว่า “เรื่องนี้กล่าวไม่ยาก ด้วยความสามารถในการเป็นขุนพลนำทัพนั้น นายท่านมิอาจเทียบโจโฉได้ แม้ว่าโจโฉจะถอยทัพในครั้งแรก แต่คนอย่างโจโฉนั้นมีความละเอียดรอบคอบ เขาย่อมลงมาบัญชาการทัพหลังเพื่อระวังการบุกตามตีของฝ่ายเราด้วยตนเอง ทัพหลังของโจโฉในครั้งแรกจึงเป็นหน่วยทหารที่มีความเข้มแข็งและเตรียมพร้อมที่จะสู้ศึกได้ทุกเมื่อ แล้วยังจงใจเดินทัพเชื่องช้าเพื่อล่อให้ฝ่ายเราไล่ตามทัน ในเมื่อข้าศึกเตรียมการไว้ถึงขนาดนี้ จึงเป็นการยากที่จะเอาชนะได้ เมื่อนายท่านยกทัพออกไปในครั้งแรก ข้าพเจ้าจึงรู้ว่านายท่านต้องเป็นฝ่ายแพ้อย่างแน่นอน”

กาเซี่ยงกล่าวต่อว่า “ในยุทธการครั้งแรก แผนการของโจโฉนั้นนับว่าถูกต้อง แต่หลังจากได้ชัยเหนือนายท่านแล้ว เขากลับเร่งรีบถอยทัพกลับเป็นการด่วนอีก นี่แสดงว่าสถานการณ์ภายในนครฮูโต๋หรือเขตแดนปกครองของโจโฉได้ปรากฏความผิดปกติร้ายแรงขึ้น ข้าพเจ้าคาดการณ์ว่าหากไม่เพราะอ้วนเสี้ยวมีความเคลื่อนไหวทางภาคเหนือ ก็อาจเป็นปัญหาก่อกบฏภายใน ดังนั้นหลังจากชนะนายท่านแล้ว โจโฉซึ่งเร่งถอยทัพกลับ ก็จะต้องเปลี่ยนเอาทัพของเขารวมถึงเหล่าขุนพลที่เก่งกล้าให้กลับไปอยู่ที่ทัพหน้าเพื่อรีบเร่งเดินทาง ส่วนทัพหลังที่รั้งท้ายอยู่ก็จะเหลือแต่ขุนพลที่ไม่ได้มีความสามารถในการสู้ศึกเท่าไรนัก ขุนพลเหล่านั้นจึงมิอาจเทียบกับนายท่านได้ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงกระตุ้นให้นายท่านยกทัพออกไปอีกในครั้งที่สอง เพราะในครั้งที่สองนี้ นายท่านย่อมสามารถเอาชนะได้แน่นอน นี่จึงเป็นสาเหตุในชัยชนะของนายท่าน” เมื่อเตียวซิ่วได้ฟังแล้วก็มีความยินดียิ่งนัก

ปีค.ศ.200 โจโฉเปิดศึกครั้งใหญ่กับอ้วนเสี้ยวที่กัวต๋อ เวลานั้นอ้วนเสี้ยวได้ถือโอกาสส่งทูตนำสารมาติดต่อเจรจากับเตียวซิ่วเพื่อเป็นพันธมิตรต่อกัน เตียวซิ่วจึงมอบหมายให้กาเซี่ยงเป็นผู้ส่งสารตอบ โดยตั้งใจจะยอมรับการเป็นพันธมิตรด้วย

แต่กาเซี่ยงกลับไม่เห็นด้วย เขาได้ตอบโต้ใส่ทูตของอ้วนเสี้ยวกลับไปว่า “กลับไปแจ้งแก่อ้วนเสี้ยวด้วยว่า พวกเราขอปฏิเสธที่จะเป็นพันธมิตรด้วย ในเมื่ออ้วนเสี้ยวยังมิอาจเป็นมิตรกับญาติพี่น้องตัวเองได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนภายนอก เขาจะสามารถชักชวนเหล่าผู้มีปัญญาในแผ่นดินให้เข้าร่วมได้หรือ” เพราะเป็นที่รู้กันว่า อ้วนเสี้ยวมีความผิดใจกับอ้วนสุดซึ่งเป็นน้องชาย กาเซี่ยงต้องการสื่อว่าภายในตระกูลอ้วนเต็มไปด้วยปัญหาชิงอำนาจกันเอง และไม่สามัคคีกัน ดังนั้นวันหน้าจึงมิอาจได้ใจผู้คนให้มาเข้าร่วมได้

 เตียวซิ่วตกใจมากจึงสอบถามกาเซี่ยงเป็นการลับว่า “หากไม่ไปเข้าร่วมกับอ้วนเสี้ยวแล้ว เราจะไปเข้ากับฝ่ายใดดีเล่า”

กาเซี่ยงจึงกล่าวว่า “เราควรไปเข้าด้วยกับโจโฉ”

เตียวซิ่วตกใจแล้วกล่าวต่อว่า “อ้วนเสี้ยวนั้นมีกำลังทหารเข้มแข็ง ส่วนโจโฉมีกำลังทหารอ่อนด้อยกว่า แล้วยิ่งกว่านั้นพวกเราก็นับว่าเป็นศัตรูคู่แค้นกับโจโฉไปแล้วด้วย แล้วเหตุใดโจโฉถึงจะยอมรับพวกเราได้กัน”

กาเซี่ยงตอบกลับ “นี่แหละจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดว่า ทำไมฝ่ายเราจึงควรจะไปเข้าด้วยกับโจโฉ” เตียวซิ่วยิ่งสงสัยมากขึ้น กาเซี่ยงจึงชี้แจงต่อว่า

“โจโฉนั้นได้ชื่อว่าบัญชาทหารทั่วหล้าตามพระราชโองการขององค์ฮ่องเต้ มีความถูกต้องและชอบธรรม นี่คือเหตุผลประการแรก”

“ฝ่ายอ้วนเสี้ยวนั้นมีกำลังพลกล้าแข็ง ไพร่พลจำนวนมหาศาล แม้เราจะไปเข้าด้วยกับเขาก็ตามอ ฝ่ายเราก็จะกลายเป็นเพียงหนึ่งในกองกำลังของอ้วนเสี้ยวเท่านั้น นายท่านจะไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใดกับอ้วนเสี้ยวเป็นแน่ โอกาสที่จะสร้างชื่อหรือก้าวหน้าขึ้นในภายหลังจึงมิต้องพูดถึงเลย”

“แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายโจโฉนั้นมีกำลังพลด้อยกว่าอ้วนเสี้ยว เมื่อได้นายท่านไปเข้าร่วมทัพด้วยแล้ว โจโฉก็ย่อมจะให้ความสำคัญและให้เกียรติกับนายท่านเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะเคยเป็นศัตรูกันมาก่อนก็ตาม นี่คือเหตุผลประการที่สอง”

“ทั้งโจโฉและอ้วนเสี้ยวนั้นมีจิตใจทะเยอทะยาน หมายจะสร้างชื่อเสียงและเกียรติยศให้ระบือไกลทั่วทั้งสี่คาบสมุทร การเข้าด้วยกับโจโฉจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ชื่อของนายท่านจะได้มีส่วนร่วมด้วย นี่คือเหตุผลประการที่สาม ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงขอให้นายท่านตรึกตรองด้วย อย่าได้พลาดโอกาสเช่นนี้ไป”

เตียวซิ่วฟังแล้วก็ยอมรับข้อเสนอของกาเซี่ยง จึงนำทหารเดินทางไปเข้าพบโจโฉเพื่อขอยอมสวามิภักดิ์ด้วย เมื่อโจโฉได้พบกาเซี่ยงแล้ว ก็มีความยินดีเป็นอย่างมาก โจโฉรีบตรงเข้าไปกุมมือกาเซี่ยงไว้แล้วกล่าวว่า “การที่ข้าได้ผู้มีความสามารถมาเข้าร่วมเพื่อทำการใหญ่ได้เช่นนี้ ล้วนเป็นเพราะผลงานของท่านโดยแท้”

จากนั้นกาเซี่ยงก็ได้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ต่อมาก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นเจ้าเมืองกิจิ๋ว แต่เวลานั้นมณฑลกิจิ๋วทั้งหมดยังอยู่ในการปกครองของอ้วนเสี้ยว นี่จึงเป็นตำแหน่งเพียงในนามเท่านั้น แล้วจากนั้นกาเซี่ยงก็ได้รับหน้าที่ให้เป็นกุนซือในกองทัพ ช่วยให้คำปรึกษาทางทหารแก่โจโฉ โดยทำงานอยู่ใต้อาณัติของกุยแกอีกทอดหนึ่ง

            กาเซี่ยงได้ทำหน้าที่เป็นกุนซืออยู่ในทัพโจโฉเพื่อทำศึกศึกชี้ชะตากับอ้วนเสี้ยวที่กัวต๋อ เวลานั้นโจโฉได้ทราบข่าวเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของทัพเสบียงทัพของอ้วนเสี้ยว จึงเตรียมจะเคลื่อนทัพออกบุกโจมตีในยามวิกาลอย่างฉับพลัน กาเซี่ยงจึงแนะนำว่า “ความคิดของนายท่านกระจ่างแจ้งแจ่มชัดกว่าอ้วนเสี้ยวหลายสิบเท่า นายท่านจึงสามารถมีชัยชนะได้แน่ ขอนายท่านเคลื่อนทัพบุกโจมตีในทันที”

            โจโฉให้กาเซี่ยงติดตามร่วมทัพที่บุกโจมตีค่ายหลักของอ้วนเสี้ยวที่อู่เจ๋าด้วย หลังจากบุกเผาทำลายค่ายเสบียงหลักได้แล้ว ทัพอ้วนเสี้ยวซึ่งทราบข่าวก็เกิดความระส่ำระสาย ในที่สุดก็ต้องถอยทัพออกจากบริเวณริมแม่น้ำฮวงโหแล้วกลับไปตั้งมั่นทางเหนือ จากนั้นไม่นาน โจโฉก็สามารถยึดครองเมืองกิจิ๋วได้ทั้งหมด กาเซี่ยงมีผลงานไม่น้อย จึงได้รับตำแหน่งขึ้นเป็นที่เสนาบดีประจำสำนักพระราชวัง

            ปีค.ศ.208 (ตรงกับปีเจี้ยนอันที่ 13) โจโฉสามารถบุกยึดเมืองเกงจิ๋วได้ จึงวางแผนเคลื่อนทัพบุกดินแดนกังตั๋งของตระกูลซุนต่อ กาเซี่ยงไม่เห็นด้วยที่จะบุกต่อ จึงแย้งว่า “การบุกยึดเกงจิ๋วได้ของนายท่านเป็นเสมือนภาพมายา ด้วยนายท่านเพิ่งพิชิตตระกูลอ้วนลงได้ อีกทั้งครานี้ยังสามารถบุกยึดดินแดนเกงจิ๋วและแถบแม่น้ำฮั่นสุยลงได้ด้วย ชื่อเสียงเกียรติภูมิและบารมีของนายท่านจึงระบือไกลกึกก้องไปทั่วแผ่นดินและสร้างความยำเกรงให้แก่ผู้คนทั้งปวงด้วย นายท่านมีไพร่พลจำนวนมหาศาล แสนยานุภาพกองทัพเข้มแข็งยากต่อกร แต่กองทัพเราเพิ่งเดินทางไกลจากเหนือลงสู่ใต้ ทหารมีความเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้า ข้าพเจ้าเห็นว่านายท่านควรใช้ความอุดมสมบูรณ์และมั่งคั่งของเมืองเกงจิ๋วเพื่อปูนบำเหน็จรางวัลให้กับเหล่าทหารและเหล่าขุนนางในกองทัพโดยทั่วไป จากนั้นปลอบขวัญราษฎรให้อยู่ในความสงบ แล้วเกณฑ์ไพร่พลเพิ่มขึ้น เมื่อจิตใจของผู้คนทั้งปวงเอนเอียงมาหานายท่านแล้ว เมื่อนั้นเมืองกังตั๋งและดินแดนทางใต้ก็จะยอมสิโรราบต่อนายท่านเองโดยที่มิจำเป็นต้องสู้รบแต่อย่างใด”

            แต่โจโฉไม่ฟังคำของกาเซี่ยง เพราะเวลานั้นโจโฉกำลังมีความฮึกเหิมและมั่นใจในชัยชนะจากการปราบศึกตระกูลอ้วนและภาคเหนือทั้งหมด อีกทั้งยังสามารถยึดเกงจิ๋วได้โดยที่ไม่ต้องสู้รบ จึงคิดการจะเผด็จศึกดินแดนกังตั๋งและหัวเมืองทางใต้ทั้งหมดลงในคราเดียว ในที่สุดจึงเปิกฉากสู้กับพันธมิตรเล่าปี่และซุนกวนในศึกผาแดง แล้วโจโฉก็ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างยับเยิน จำต้องถอยทัพกลับขึ้นเหนือไป

            เผยซงจือได้วิเคราะห์เพิ่มเติมโดยวิเคราะห์สถานการณ์ในเวลานั้นว่า อันที่จริงแม้ว่าข้อเสนอของกาเซี่ยงจะค่อนข้างดีและมีเหตุผลน่าที่มีน้ำหนักเพียงพอ แต่การที่โจโฉไม่ยอมทำตามก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะแท้จริงแล้วแผนของกาเซี่ยงไม่ได้สอดคล้องกับสภาวะวิสัยในเวลานั้นเท่าที่ควร หากพิจารณาจากมุมของโจโฉแล้ว เมื่อมีโอกาสดีที่จะบุกพิชิตแดนใต้ให้จบในคราเดียว แล้วก็ควรต้องเคลื่อนทัพบุกให้สิ้นเรื่องไป เพราะโจโฉมีความหวาดวิตกขุมกำลังที่พร้อมจะแทงหลังเล่นงานเขาอีกด้านทางตะวันตก นั่นคือกลุ่มของม้าเฉียวและหันซุย จริงอยู่ว่าหลายปีที่ผ่านมา จงอิ้วซึ่งประจำการอยู่ทางฝั่งตะวันตก จะสามารถสงบศึกกับม้าเท้งและหันซุย ทำให้ไม่ต้องพะวงการศึกทางตะวันตกได้นับสิบปี แต่ม้าเฉียวซึ่งเป็นบุตรชายของม้าเท้งกลับมีความเห็นตรงข้ามกับบิดา เขาพร้อมที่จะเคลื่อนทัพก่อกบฏต่อราชสำนักและโจโฉทุกเมื่อ ซึ่งนี่คือภัยร้ายแรงที่จ่อประชิดบ้านของโจโฉ แล้วไม่กี่ปีถัดมา ม้าเฉียวก็เคลื่อนทัพจริงๆ ดังนั้นในมุมของโจโฉแล้ว หากว่าทำตามแผนของกาเซี่ยง จัดการดูแลความสงบเรียบร้อยในเกงจิ๋วเพื่อรอเวลาให้ซุนกวนยอมแพ้ คำถามสำคัญคือ “แล้วต้องรอถึงเมื่อไหร่”

            แม้ว่าซุนกวนจะเป็นผู้นำหนุ่มที่เพิ่งมีอายุแค่ 27 ปี แต่ขุมอำนาจของตระกูลซุนในดินแดนกังตั๋งก็ก่อสร้างรากฐานมายาวนานนับสิบกว่าปี กังตั๋งมีปราการธรรมชาติคือแม่น้ำแยงซีเป็นชัยภูมิชั้นเลิศที่ทำให้ยากจะตีแตกได้ ซุนกวนยังมียอดแม่ทัพอย่างจิวยี่ช่วยบัญชาการกองทัพ ด้วยปัจจัยเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะรอให้ซุนกวนยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดีได้ ดังนั้นเมื่อโจโฉมีโอกาสเคลื่อนทัพใหญ่ลงใต้แล้ว ก็จะต้องหาทางบุกพิชิตให้เสร็จสิ้นไปเลย เพื่อที่เขาจะได้กลับสูภาคกลางแล้วเตรียมพร้อมรับศึกกับพวกม้าเฉียวและหันซุยทางตะวันตกต่อไป นี่จึงเป็นแผนยุทธ์ศาสตร์ระยะยาวที่โจโฉเล็งไว้ ดังนั้นการที่โจโฉไปพ่ายแพ้ในศึกที่ผาแดง จึงเป็นชะตากรรมที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะสถานการณ์ทุกอย่างล้วนเอื้ออำนวยให้เกิดเช่นนี้

            นี่จึงเป็นสิ่งที่เผยซงจือได้วิเคราะห์ไว้ว่า แม้กาเซี่ยงจะเป็นยอดกุนซือที่เชี่ยวชาญกลยุทธ์มากเพียงใด แต่เขาก็ยังไม่สามารถที่จะเสนอแผนการให้โจโฉยอมรับฟังแล้วทำตามได้ทุกครั้งเสมือนกับซุนฮกและกุยแกซึ่งมีความสำเร็จในเรื่องนี้มาก นี่จึงเป็นข้อที่ทำให้กาเซี่ยงยังเป็นรองจากคนทั้งสองอยู่อีกขั้นหนึ่ง 

            ปีค.ศ.211 (ตรงกับปีเจี้ยนอันที่ 16) โจโฉเปิดศึกใหญ่กับม้าเฉียวและหันซุยที่ด่านตงก๋วน กาเซี่ยงได้ร่วมทัพไปด้วยแล้วเสนอแผนการยุให้ม้าเฉียวและหันซุยเกิดความระแวงแล้วแตกหักกันเองโดยอาศัยการเขียนจดหมายหลอกเพียงฉบับเดียว ดังนั้นโจโฉได้ชัยชนะในที่สุด

            ปีค.ศ.214 โจโฉเคลื่อนทัพบุกปราบเตียวฬ่อแล้วยึดเมืองฮั่นจงมาได้ เวลานั้นโจโฉมีความลังเลว่าควรจะเคลื่อนทัพบุกลงใต้ต่อเพื่อยึดเมืองเอ็กจิ๋วหรือเมืองเสฉวนในทันทีหรือไม่ เนื่องจากเวลานั้นเล่าปี่เพิ่งจะกำลังเข้าครองเอ็กจิ๋วได้ แต่เส้นทางเดินทัพก็เต็มไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน เส้นทางทุรกันดาร เหล่ากุนซือจึงพากันถกเถียงเรื่องนี้

กาเซี่ยงเสนอให้รั้งทัพไว้ก่อน เพราะการบุกต่อมีความเสี่ยง แต่เล่าหัวเสนอว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะบุกโจมตีเอ็กจิ๋วในระหว่างที่เล่าปี่ยังไม่สามารถสยบใจของผู้คนได้ทั้งหมด เพราะหากปล่อยโอกาสนี้ให้ผ่านไปแล้วเล่าปี่สามารถควบคุมเอ็กจิ๋วได้ทั้งหมดแล้ว โอกาสที่จะบุกยึดเอ็กจิ๋วก็จะหมดสิ้นไป บรรดาที่ขุนพลและกุนซือทั้งหมดต่างก็เห็นชอบกับแผนของเล่าหัว แต่สุดท้ายเมื่อโจโฉทราบข่าวการเคลื่อนทัพของซุนกวนที่เมืองหับป๋าทางตะวันออก เขาจึงทำตามแผนของกาเซี่ยงแล้วถอยทัพกลับไปยังภาคกลาง ดังนั้นโจโฉจึงหมดโอกาสที่จะบุกยึดเอ็กจิ๋วได้อีกต่อไป

เผยซงจือวิจารณ์ว่า ข้อเสนอของเล่าหัวเหมาะสมกับสถานการณ์เวลานั้นมากกว่า แม้ว่าการเคลื่อนทัพบุกเอ็กจิ๋วจะมีความเสี่ยง แต่หากพลาดโอกาสนั้นไปก็จะไม่สามารถบุกปราบเล่าปี่ซึ่งเริ่มสร้างขุมกำลังจนแข็งกล้าขึ้นได้อีกแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ในเวลาต่อมาก็แสดงให้เห็นว่าความคิดของเล่าหัวเวลานั้นถูกต้อง โดยที่แผนการของกาเซี่ยงนั้นกลับไม่ได้คำนึงถึงข้อนี้ไว้ 

            จากจดหมายเหตุที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่ากาเซี่ยงมีแนวคิดการทำศึกที่มุ่งเน้นความแน่นอนและลดความเสี่ยงเป็นหลัก เขาไม่รีบเร่งให้นำทัพบุกยึดดินแดนไกลหากไม่แน่ใจ นี่เป็นข้อที่ทำให้กาเซี่ยงดูแตกต่างไปจากกุนซือคนอื่นๆของโจโฉอย่าง ซุนฮก กุยแก ซุนฮิว และกระทั่งสุมาอี้ ซึ่งทั้งหมดมักเสนอแผนการให้โจโฉเคลื่อนทัพบุกพิชิตข้าศึกเลยหากว่ามีโอกาส

            การศึกที่ผาแดง กาเซี่ยงเป็นเพียงไม่กี่คนที่คัดค้านเรื่องที่โจโฉจะบุกกังตั๋ง ครั้งนั้นหากโจโฉยอมทำตามก็นับว่าจะรอดจากความพ่ายแพ้ที่ผาแดงไปได้ แต่สถานการณ์ที่ทำให้แผ่นดินจะแบ่งเป็นสามก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป ต่อมาในศึกกับม้าเฉียว แม้ว่ากาเซี่ยงจะคิดแผนการทำให้โจโฉได้ชัยชนะอย่างงดงาม แต่ก็ไม่ได้เสนอให้บุกต่อไปทางตะวันตก มาถึงศึกที่ฮั่นจงแล้ว กาเซี่ยงเป็นคนเดียวที่คัดค้านไม่ให้บุกปราบเล่าปี่ต่อ อันที่จริงก็ยากจะชี้ว่า ความคิดของเขาถูกต้องหรือผิดพลาด จึงอาจถือว่าแผนส่วนใหญ่ของกาเซี่ยงมุ่งเน้นหลีกเลี่ยงความเสียหายและโอกาสที่จะพ่ายแพ้เพราะเลือกการบุกนั่นเอง


            ปีค.ศ.219 โจโฉเปิดศึกใหญ่กับเล่าปี่ที่ฮั่นจง แต่ระหว่างการศึก ทัพโจโฉสูญเสียเสบียงไปมาก และทำเล่าปี่เข้มแข็งมากขึ้น อีกทั้งโจโฉทราบข่าวการเคลื่อนไหวของกวนอูที่เกงจิ๋ว จึงต้องถอยทัพกลับ เวลานั้น อาการป่วยของโจโฉกำเริบหนัก เขากำลังมีความวิตกเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาทผู้สืบทอดอำนาจทั้งหมดต่อจากตนเอง ซึ่งบรรดาบุตรชายของเขากำลังแตกแยกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายแรกคือ บุตรชายคนโตโจผี ซึ่งเป็นรัชทายาทที่มีตำแหน่งและอำนาจโดยชอบธรรม กับอีกฝ่ายคือโจสิด บุตรชายคนที่สามซึ่งเป็นยอดอัจฉริยะในด้านกวีและอักษรศาสตร์ โจโฉนั้นมีความโปรดปรานโจสิดมากกว่า จึงมีข่าวลือปรากฏว่าโจโฉคิดจะตั้งให้โจสิดเป็นรัชทายาทแทนอยู่หลายครั้ง แต่โจสิดนั้นเป็นผู้มีบุคลิกนิสัยเสเพล ชอบดื่มสุรา อีกทั้งบรรดาบัณฑิตและปัญญาชนที่โจสิดชอบคบหาสมาคมด้วย ก็มักจับกลุ่มกันดื่มสุราและร่ายบทกวีตามแต่ใจ โจโฉนั้นมีความชิงชังผู้คนที่รายรอบโจสิดอยู่ไม่น้อย

โจผีทราบสถานการณ์ดี จึงไปขอคำปรึกษาจากกาเซี่ยงว่าเขาจะหาทางรักษาตำแหน่งรัชทายาทของตนเองไว้ได้อย่างไร กาเซี่ยงจึงเสนอว่า “ข้าพเจ้าหวังว่าท่านโจผีจะแสดงความกล้าหาญและความใจกว้าง ประพฤติและปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดภายใต้กฎระเบียบ ให้ความยกย่องและคบหากับเหล่านักปราชญ์ หมั่นศึกษาหาความรู้ตลอดวันและคืน และอย่าได้ละเลยหน้าที่ของบุตรที่ดีต่อบิดามารดา ทั้งหมดก็เพียงเท่านี้”

โจผีทำตามคำแนะนำของกาเซี่ยง แล้วพยายามอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตนเองว่าคู่ควรกับตำแหน่ง แล้วเมื่อโจโฉล้มป่วยลง ก็ได้เรียกตัวกาเซี่ยงมาเข้าพบแล้วสอบถามความเห็นในเรื่องนี้ กาเซี่ยงกลับยืนนิ่งโดยไม่ปริปากคำใด โจโฉถึงถามอีกว่า “เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าถามหรือ เหตุใดจึงเอาแต่นิ่งเงียบเช่นนี้”

กาเซี่ยงตอบกลับว่า “ข้าพเจ้ากำลังคิดตรึกตรองเรื่องหนึ่งอยู่ จึงมิได้ตอบท่านในทันที”

โจโฉสงสัยจึงถามกลับ “เจ้ากำลังคิดถึงเรื่องใด”

แล้วกาเซี่ยงจึงตอบกลับว่า “ข้าพเจ้ากำลังคิดถึงเรื่องของอ้วนเสี้ยวและบรรดาบุตรชายทั้งหลายของเขา”

เมื่อโจโฉได้ยินเช่นนั้นจึงหัวเราะออกมา แล้วก็ตัดสินใจเด็ดขาด เลือกให้โจผีเป็นรัชทายาทเพื่อสืบทอดตำแหน่งต่อไป

 สาเหตุที่กาเซี่ยงตอบเช่นนั้น เพราะต้องการสื่อให้โจโฉระลึกถึงเรื่องราวที่บรรดาบุตรชายของอ้วนเสี้ยวแย่งชิงอำนาจกันเองจนทำให้ตระกูลต้องล่มสลายลง เพราะปราศจากความรักใคร่สามัคคี อ้วนเสี้ยวนั้นมีบุตรชายหลายคน แต่บุตรชายสามคนที่มีบทบาทมากคือ อ้วนถำ อ้วนฮี และ อ้วนซง ในบุตรชายทั้งสามคนนี้ อ้วนเสี้ยวรักใคร่อ้วนซงมากกว่า แต่อ้วนถำเป็นบุตรชายคนโต มีอำนาจโดยชอบธรรมที่จะสืบทอดตำแหน่งแทน อ้วนเสี้ยวไม่สามารถตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าควรมอบอำนาจของตนให้ผู้ใด ดังนั้นเมื่อเขาสิ้นชีพลงไปแล้ว บรรดาบุตรชายของเขาจึงเปิดศึกแย่งชิงอำนาจต่อกัน เปิดโอกาสให้โจโฉเข้าแทรกแซงแล้วตระกูลอ้วนก็ล่มสลายลงในที่สุด

ดังนั้นเมื่อกาเซี่ยงกล่าวว่ากำลังนึกถึงเรื่องบุตรของอ้วนเสี้ยว ทำให้โจโฉคิดได้ แล้วตัดสินใจทำตามขนบธรรมเนียม เลือกโจผีบุตรชายคนโตที่มีความเหมาะสมที่สุดไม่ว่าจะด้านคุณสมบัติและความสามารถในฐานะผู้นำ นี่จึงเป็นผลงานสำคัญของกาเซี่ยงที่ช่วยให้ตระกูลโจไม่เกิดศึกสายเลือดขึ้นแบบเดียวกับของอ้วนเสี้ยวนั่นเอง

 กาเซี่ยงนั้นมีความสำนึกตนอยู่เสมอว่า เขามิใช่กุนซือที่ร่วมติดตามโจโฉมาตั้งแต่แรก แล้วเขายังเป็นผู้ที่มีภาพลักษณ์ไม่ค่อยดีนัก มีผู้คนไม่น้อยที่หวาดระแวงสงสัยในตัวเขาเรื่อยมา ดังนั้นกาเซี่ยงจึงเก็บตัวสันโดษ ไม่คบหากับผู้ใดเป็นพิเศษ เขายังไม่ให้บุตรชายของตนแต่งงานกับครอบครัวของผู้มีศักดิ์ฐานะ ให้ความนับถือผู้มีสติปัญญาทั้งหลายในแผ่นดิน การวางตัวของเขาเช่นนี้จึงเป็นที่พอใจของผู้คนหลายฝ่ายไม่น้อย

 เมื่อโจผีขึ้นครองบัลลังก์เป็นฮ่องเต้ โจผีทราบว่ากาเซี่ยงสนับสนุนให้ตนได้ตำแหน่ง จึงแต่งตั้งให้กาเซี่ยงขึ้นเป็นราชครู มีตำแหน่งเป็นเกียรติระดับสูงสุดในราชสำนักวุยก๊ก แล้วเลื่อนตำแหน่งให้ขึ้นเป็นสมุหกลาโหม และขึ้นเป็น “เว่ยโซ่วเซียงโหว” มีอำนาจบัญชากองทัพสูงสุด รับศักดินารวมแล้ว 800 ครัวเรือน แล้วบุตรชายของกาเซี่ยงก็ได้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองทหารม้ารักษาพระองค์

จากนั้นโจผีได้ขอคำปรึกษาจากกาเซี่ยงว่า “เราเห็นว่าถึงกาลสมควรจะรวบรวมแผ่นดินให้กลับเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง แต่เราควรบุกโจมตีฝ่ายใดก่อนกัน ระหว่าง ง่อก๊ก และ จ๊กก๊ก”

กาเซี่ยงเห็นว่ายังไม่ควรบุกตอนนี้ เขาจึงทัดทานโดยให้เหตุผลว่า

“การพิชิตดินแดนนั้นใช้กำลังทหารก็จริง แต่การปกครองบ้านเมืองจะต้องสร้างเสถียรภาพและบำรุงจิตใจของประชาชนให้มั่นคงก่อน ฝ่าบาทเพิ่งได้รับโองการสวรรค์ให้สถาปนาราชวงศ์ขึ้นใหม่ การบริหารแผ่นดินยังไม่สงบเรียบร้อย จึงควรรอโอกาสที่เหมาะสมก่อน แม้ว่าทั้งจ๊กก๊กและง่อก๊กจะเป็นเมืองเล็ก แต่เล่าปี่เป็นผู้มีจิตใจทะเยอทะยาน ขงเบ้งเป็นนักปกครองชั้นยอด เขตแดนของจ๊กก๊กมีภูเขาสูงสลับซับซ้อนยากแก่การบุกตีได้ ฝ่ายซุนกวนนั้นก็ยืนหยัดปกครองกังตั๋งมานานหลายสิบปี ลกซุนเป็นแม่ทัพผู้เชี่ยวชาญในกลยุทธ์และการทหารมาก ง่อก๊กเองก็รายล้อมด้วยแม่น้ำแยงซีกั้นขวางเป็นปราการธรรมชาติชั้นเลิศ ต้องอาศัยกองทัพเรือบุกเข้าไปเท่านั้น นับเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะตีแตกได้ ดังนั้นการจะบุกโจมตีทั้งสองแคว้นนี้จึงเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งนัก”

“อันว่าวิถีแห่งการทหารและการสงครามนั้น ต้องสามารถกำหนดชัยชนะล่วงหน้าได้ตั้งแต่ก่อนจะออกศึก และต้องสามารถคาดการณ์ให้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของข้าศึก แต่เกรงว่านี่ยังมิใช่เวลาที่เหมาะสมจะเปิดศึกนัก ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าในบรรดาขุนพลและขุนนางของฝ่ายเรา ยังไม่มีผู้ใดเลยที่มีความสามารถเปรียบได้กับเล่าปี่และซุนกวน ถ้าแม้นฝ่าบาทยังยืนกรานส่งกองทัพไป ก็ย่อมจะหลีกเลี่ยงจากความพ่ายแพ้ไม่ได้เป็นแน่ เปรียบกับในยุคโบราณ พระเจ้าซุ่น เพียงแค่สะบัดโล่ห์และดาบ ก็สามารถทำให้ข้าศึกยอมจำนนได้ ข้าพเจ้าจึงเห็นควรว่าฝ่ายเราควรจะมุ่งทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นก่อนจะมุ่งเรื่องการทหาร รอให้ฝ่ายเรามีความพร้อมมากกว่านี้”

โจผีไม่เชื่อคำแนะนำของกาเซี่ยง ยังยืนกรานเคลื่อนทัพลงใต้เปิดศึกกับซุนกวนที่เกงจิ๋ว สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ยับเยิน สูญเสียทหารไปจำนวนมหาศาล นับแต่นั้นโจผีจึงไม่คิดทำศึกอีกเลย

กาเซี่ยงสิ้นชีพลงด้วยอายุ 77 ปี โจผีจึงอวยยศย้อนหลังให้เป็นพระยาผู้สมถะ บุตรชายของเขาจึงได้รับตำแหน่งและอำนาจสืบต่อมา บุตรหลานของกาเซี่ยงยังคงทำงานรับใช้วุยก๊กเรื่อยมาจนกระทั่งกาผีซึ่งเป็นรุ่นเหลนของกาเซี่ยง ก็ได้รับราชการกับราชวงศ์จิ้นสืบต่อมา

 

อธิบายเสริม

กาเซี่ยงเป็นยอดกุนซือผู้หนึ่งในยุคสามก๊กที่โดนนักวิจารณ์และนักประวัติศาสตร์กล่าววิจารณ์และดูแคลนมาก โดยเฉพาะในด้านพฤติกรรมและศีลธรรมของปราชญ์ตามแบบลัทธิหยู เพราะเขาพร้อมจะขายความสามารถและสติปัญญาให้ผู้นำคนใดก็ได้ที่มอบโอกาสให้ ลักษณะของกาเซี่ยงจึงเป็นเสนาธิการที่ไม่ยึดติดกับขุนศึกคนใดเป็นพิเศษ ขอเพียงเปิดโอกาสให้แสดงความสามารถหรือสามารถปูนบำเหน็จได้ เขาก็พร้อมจะทำงานเป็นมันสมองให้ ไม่ว่าจะเป็นคนโหดเหี้ยมแบบตั๋งโต๊ะ หรือคนจิตใจชั่วร้ายแบบลิฉุยและกุยกี ขณะเดียวกันกาเซี่ยงก็พร้อมจะตีจากและเปลี่ยนนายได้ทุกเมื่อหากเห็นว่าตนไม่มีโอกาสก้าวหน้าหรือเห็นว่าชีวิตตนมีความเสี่ยงที่จะโดนสังหาร ดังนั้นเมื่อเขาได้มาทำงานให้โจโฉ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะตกเป็นที่ระแวงสงสัยของผู้คนทั้งหลาบ แม้กระทั่งตัวโจโฉเองก็ไม่ได้ถึงกับเลือกทำตามแผนการของกาเซี่ยงไปทุกครั้ง

จากผลงานทั้งหมด เราพอจะสรุปได้ว่า กาเซี่ยงเป็นยอดกุนซือที่มีสติปัญญาในด้านกลยุทธ์ทางทหารและการเมืองอย่างยอดเยี่ยม เขายังมุ่งเน้นความแน่นอนในการทำศึกเป็นหลักว่าหากจะต้องทำศึกครั้งใด จะต้องสามารถมองเห็นลู่ทางที่จะกำหนดชัยชนะได้ชัดเจนก่อน มิเช่นนั้นแล้วกาเซี่ยงก็จะไม่เสนอให้ทำศึกเลย นับว่าแนวคิดเช่นนี้สอดคล้องกับหลักพิชัยสงครามของซุนหวู่เป็นอย่างมาก จึงอาจถือว่ากาเซี่ยงเป็นยอดกุนซือที่เก่งกาจในด้านกลยุทธ์ทางทหารที่สุดคนหนึ่งในยุคสามก๊กก็เป็นได้ แต่ความสามารถที่จะทำให้ผู้เป็นนายเชื่อหรือทำตามแผนการนั้น เขายังเป็นรองอีกหลายคนพอควร ไม่ว่าจะ ซุนฮก กุยแก ขงเบ้ง จิวยี่ ลกซุน ซึ่งสามารถทำให้ผู้เป็นนายมีความไว้วางใจในแผนการได้มากกว่า ดังนั้นแม้กาเซี่ยงจะคาดคะเนผลแพ้ชนะในการศึกได้หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่สามารถจะทัดทานผู้เป็นนายได้ดีพอนัก

หลังจากโจผีขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้ว ก็ได้ทำการรื้อฟื้นระบบสามเสนาบดีหรือซานกงขึ้นมาใหม่ แม้ว่ากาเซี่ยงจะไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในสามซานกง ส่วนหนึ่งอาจเพราะเวลานั้นกาเซี่ยงอายุมากเกินกว่า 70 ปีแล้ว แต่ในแง่ของตำแหน่งและอำนาจความรับผิดชอบ ถือได้ว่ากาเซี่ยงยืนอยู่เหนือกว่าขุนนางและซานกงทั้งหมด มีข้อน่าสนใจคือ เนื่องจากกาเซี่ยงไม่ยอมให้บุตรหลานของตนไปแต่งงานหรือสร้างสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจหรือเชื้อพระวงศ์คนใดเลย จึงทำให้บุตรหลานของเขาไม่ได้ไปพัวพันกับการชิงอำนาจจากตระกูลโจของตระกูลสุมาในภายหลัง เมื่อถึงรุ่นเหลนก็ได้ทำงานรับราชการอยู่ในจิ้นก๊กต่อไปโดยมิได้เป็นภยันตรายใดๆ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #1482 คนไม่รุจิง (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2556 / 13:34
    แล้วถ้า เล่าปี มี ขงเบ้ง บังทอง ชีซี อยู้พร้อมหน้าล่ะ 3 คนนี้เปนเพื่อนเก่ากันด้วยจะไม่โหดกว่า กาเซี่ยง กุยแก สุมาอี้ หรา

    และสามคนนี้ก็ ซื่อสัตย์กับเล่าปี่มากด้วยแต่จะใช้ความเก่งทับกันไหมนั้นไม่รุหรอก 555
    #1482
    1
    • #1482-1 pakpoom (จากตอนที่ 35)
      13 มีนาคม 2560 / 14:52
      สามคนนี้ ถ้าอยู้ด้วยกัน ลำดับความเก่งแล้วจะมี แค่ขงเบ้ง กับบังทองเท่านั้น แต่จะมีแค่บังทองเท่านั้นที่

      จะแข่งกับขงเบ้ง แต่ขงเบ้งจะไม่เล่นด้วย ระดับ ซีซี อ่านแผนของบังทองและขงเบ้งออก แต่ป้องกันไม่ได้

      ขงเบ้งจะเก่งกว่าบังทองในด้านโหราศาสตร์นอกนั้นทัดเทียมกัน
      #1482-1
  2. #1454 icegesus (@icegesus) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 2 เมษายน 2556 / 01:09
    ตาม2463 ไม่หรอก ว่าถ้า กุยแก กาเซี่ยง สุมาอี้ มาอยู่พร้อมหน้าจะชนะทั่วหล้า เพราะเป็นไปได้ยาก คนมันข่มกันในก๊กเดียวกัน คือถ้ากุยแกไม่ตาย กาเซี่ยงหรือจะมีโอกาสเกิด แค่ขุนนางธรรมดาที่บริหารบ้านเมืองใช่ได้ และถ้ากาเซี่ยงไม่ตาย สุมาอี้จะกล้าก่อการหรือ มันเป็นช่วงของโอกาสและจังหวะ ผมเชื่อนะ คนเก่งนะยุคนั้นคนที่เก่งมากกว่า คนเหล่านี้นะมี แต่จังหวะไม่ใช่ เช่น คันฉ่อวารี ที่ว่าเป็นอาจารย์ของขงเบ้ง ไม่ได้โลดแล่น เพราะแก่เกิน (ถ้านับตามอายุคร่าวๆนะ) ทีตอนวัยหนุ่มดันไม่มีสงครามให้เกิดซะนี่

    ปล. ผมก็อยากให้คนเก่งๆมาประชันเหมือนกันแหละ

    ปล.2 ตอนนี้มีการ์ตูนเรื่อง หงสาจอมราชัน มาให้เสพละ แบบว่าคนแต่งจิ้นไงไงวะ สุดยอดกุนซือ ยอดขุนพล ในสามก๊ก มา....

    หาตามอ่านเองนะ 5555
    #1454
    0
  3. #1331 KSSN (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 15 เมษายน 2555 / 05:57
    กาเซี่ยง ผมว่าคนๆนี้เป็นยอดกุนซือระดับต้นๆในยุคนั้นเลยทีเดียว การแนะนำอุบายต่อผู้นำของเขาแต่ละครั้งนั้นทำให้เราต้องตกตะลึงทุกครั้งไป ทั้งร้ายกาจและรอบคอบ



    แต่ก็น่าสงสารเขาอยู่นิดๆตรงที่นายของเขาหลายต่อหลายคนกลบัเมินเฉยต่อคำแนะนำของเขา จนเป็นเหตุให้นายของเขาแต่ละคนมีจุดจบไม่สวยเลยซักคน(ยกเว้นเตียวสิ้ว)



    และเพราะอุบายของกาเซี่ยงที่เคยทำให้ โจงั่ง เตียนอุย ตายและทำให้ โจโฉ เกือบเอาชีวิตไม่รอดนี้เอง ทำให้ผมอดนับถือ "น้ำใจ" ของ โจโฉ ไม่ได้

    หากเป็นเรา ใครทำกับเราขนาดนี้จะยอมรับมาเป็นพวกอีกหรอ? แต่ โจโฉ ผู้ไม่เคยยึดติดกับอดีตนี้ รับ กาเซี่ยง และ เตียวสิ้ว มาพร้อมทั้งมอบตำแหน่งดีๆให้ ทำให้ผมรู้สึกดีกับ โจโฉ ขึ้นอีกเป็นกองเลย
    #1331
    0
  4. #1330 ปลายฟ้า (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 14 เมษายน 2555 / 02:42
    กุยแกไม่น่ารีบตายเลยอ่ะ ลองสมมุติดูนะ ถ้าในวุยก๊กมี กาเซี่ยง กุยแก สุมาอี้ รับรองว่ารวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งนั้นง่ายดายราวกับพลิกผ่ามือเลยทีเดียว
    #1330
    0
  5. #1171 WolfJacker (@keykingdom2) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2554 / 13:16
     ใช่ๆๆกุยแกไม่รีบตายนะหนุกกว่านี้เยอะเหอๆๆ
    #1171
    0
  6. #1159 Sivil (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 / 20:30
    ถ้ากุยแกไม่ตายไปซะก่อน และ 2 เสนาธิการระดับปีศาจได้ทำงานร่วมกัน อีกซัก 10 ปี 20 ปี ให้ดี ซัก 30- 40 ปี วุยก๊กคงรวมแผนดินได้ เผลอๆขงเบ้งไม่ทันลืมตา อาปกแน่
    #1159
    0
  7. #1156 บ้าสามก๊ก (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 29 เมษายน 2554 / 10:36
    จากที่อ่านมา ผมว่า เค้าใข้ได้เลย ไม่หักหลักคนง่ายๆ
    #1156
    0
  8. #1014 แฟนสามก๊ก (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2553 / 14:18
    บทความดีมากครับ
    #1014
    0
  9. #871 otori (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 4 มกราคม 2553 / 20:58
    เขียนได้ดีครับ

    #871
    0
  10. #857 LiNuS (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2552 / 17:09
    กาเซี่ยง ผมสังเกตุมานานละว่าคนนี้อาจจะพอๆกับกุยแก ขงเบ้ง บังทอง เรยทีเดียว
    #857
    0
  11. #581 Lemon (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 มีนาคม 2552 / 19:32
    กาเซี่ยง ,,สุดยอดอ่ะ !!
    #581
    0