เจาะลึกยอดคนในประวัติศาสตร์สามก๊ก (พิมพ์แล้วใน จดหมายเหตุสามก๊ก)

  • 90% Rating

  • 2,836 Vote(s)

  • 396,806 Views

  • 1,581 Comments

  • 949 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    994

    Overall
    396,806

ตอนที่ 27 : เล่าปี่ เหี้ยนเต็ก (Liu Bei)- มังกรเลือดเย็น (2) ปรับปรุงเนื้อหาครั้งใหญ่ แปลจากจดหมายเหตุสามก๊กฉบับเฉินโซ่วและเผยซงจือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9756
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    11 ก.ย. 58

ผู้เขียนขอชี้แจงการปรับปรุงเนื้อหาครั้งใหญ่ แปลและเรียบเรียงจาก จดหมายเหตุสามก๊กฉบับเฉินโซ่ว 

และเชิงอรรถของเผยซงจือ



เชิญตัวขงเบ้ง กำหนดยุทธ์ศาสตร์ แม้เสียเมืองแต่ได้ใจมวลชน

         ปีค.ศ.201 เล่าปี่รวบรวมบุคลากรและกำลังพลอีกครั้ง และยังไม่ล้มเลิกที่จะสู้กับโจโฉ นี่คือจุดที่ต้องชื่นชมจิตใจและภาวะผู้นำของเล่าปี่ที่มีความแน่วแน่ตั้งใจ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเสียเปรียบทุกด้าน แต่ก็ยังเลือกที่จะสู้ต่อ ซึ่งหากเป็นคนอื่นก็คงจะท้อแท้ทอดอาลัยไปแล้ว แต่เล่าปี่ยังคงยืนหยัดลุกขึ้นกลับมาได้ แม้จะพ่ายแพ้ไปหลายครั้งก็ตามที     

         แต่หลังจากนั้น เล่าเปียวก็เริ่มความหวาดระแวงในตัวเล่าปี่ สาเหตุเพราะบรรดานักปราชญ์และผู้มีชื่อเสียงในเกงจิ๋วต่างพากันไปเข้าคารวะเล่าปี่กันมาก ช่วงเวลาหลายปีในเกงจิ๋วนั้น ทำให้เล่าปี่กลายเป็นผู้ที่ได้รับความนิยมชื่นชอบจากผู้คนทุกระดับ เล่าเปียวเริ่มไม่ไว้วางใจ ฝ่ายเล่าปี่เองก็พอจะรู้จึงเริ่มหาทางสะสมขุมกำลังและดึงคนเก่งในเกงจิ๋วมาเป็นพวกมากขึ้น นอกจากนี้ชาวเมืองเกงจิ๋วยังมีความนิยมในตัวเล่าปี่เป็นอันมาก เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มของชัวมอและนางชัวฮูหยินซึ่งเป็นน้องเขยและภรรยารองของเล่าเปียว เพราะหวั่นเกรงว่าเล่าปี่จะเข้ามาแย่งชิงอำนาจการปกครองเกงจิ๋วไป พวกเขาจึงวางแผนจะกำจัดเล่าปี่ให้พ้นทาง

         ช่วงเวลานั้น เล่าปี่ได้เสนอแนะให้เล่าเปียวถือโอกาสช่วงที่โจโฉกำลังนำทัพปราบภาคเหนือ แล้วให้เล่าเปียวเคลื่อนทัพจากเกงจิ๋วบุกโจมตีนครฮูโต๋ในระหว่างที่โจโฉไม่อยู่ นับเป็นโอกาสดีที่หาได้ยาก แต่เล่าเปียวมีความระแวงเล่าปี่อยู่ก่อนจึงปฏิเสธ เล่าปี่ผิดหวังมาก เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสงามมากที่จะบุกโจมตีโจโฉได้ ต่อมาเมื่อโจโฉพิชิตภาคเหนือได้ราบคาบแล้ว ก็เท่ากับเสียโอกาสไป เมื่อทราบเรื่องนี้ เล่าเปียวจึงต้องมากล่าวขออภัยต่อเล่าปี่ แต่เล่าปี่ก็ปลอบใจเล่าเปียวว่ายังมีโอกาสหน้าอยู่อีก จากนั้นเล่าปี่ก็แทบไม่ได้เสนอแผนการทำศึกกับโจโฉอีกเลย แล้วหันไปสร้างชื่อเสียงของตนกับชาวเกงจิ๋วเป็นหลัก

         ปีค..207 บังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งในชีวิตของเล่าปี่ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฐานะของเขาพลิกเปลี่ยนไป เมื่อเขาได้พบกับซินแสลึกลับนามว่าสุมาเต๊กโช ซึ่งเป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงและใช้ชีวิตปลีกวิเวกอยู่ในป่าเขาของเกงจิ๋ว สุมาเต๊กโชได้แนะนำเล่าปี่ให้แสวงหานักปราชญ์ที่มีสติปัญญากอบกู้บ้านเมืองได้ให้มาช่วยเหลือ โดยกล่าวว่า “หงส์ดรุณ (ฮองซู) และมังกรหลับ (ฮกหลง) หากได้มาเพียงหนึ่ง จักครองแผ่นดิน”   

         ด้วยคำแนะนำของสุมาเต็กโชทำให้เล่าปี่พยายามดั้นด้นตามหาบุคคลทั้งสองคนมาตลอดและจึงได้พบกับ ชีซี นักปราชญ์ที่ต้องหลบมาอาศัยอยู่ในเกงจิ๋วเพราะเคยก่อเหตุสังหารผู้มีอิทธิพลในบ้านเกิด ชีซีมีความรอบรู้ในกลยุทธ์ทางทหาร เล่าปี่ประทับใจมาก จึงเชิญให้มาช่วยงาน

         ปีเดียวกันนั้น โจโฉส่งโจหยินให้เป็นแม่ทัพเข้าโจมตีเมืองซินเอี๋ย โจหยินเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการใช้ค่ายกลและได้นำค่ายกลแปดประตูทองคำมาใช้ในการศึก เล่าปี่มีชีซีเป็นกุนซือหรือเสนาธิการทหารช่วยวางแผนและได้แสดงความสามารถค้นหาจุดอ่อนในค่ายกลของโจหยิน แล้วมอบหมายให้จูล่งนำทัพม้าบุกทะลวงโจมตีใส่จุดอ่อนในค่ายกลของโจหยินลงได้อย่างเรียบร้อย  

         แต่ไม่นาน ได้มีเหตุให้ชีซีต้องจากเล่าปี่ไปอยู่กับโจโฉ เพราะโจโฉได้จับมารดาของชีซีไว้เป็นตัวประกันแล้วส่งสารมาแจ้ง ชีซีมีความกตัญญูจึงต้องจากไป แต่ก่อนจาก ชีซีได้แนะนำเล่าปี่ให้ไปหาผู้มีนามว่า “จูกัดเหลียง” มีฉายาว่า “ขงเบ้ง” (จีนกลางเรียก จูเก๋อเลี่ยง ข่งหมิง = Zhuge Liang Kongming) ได้รับฉายาในหมู่บัณฑิตว่า มังกรหลับ (ฮกหลง)[1]

         ขงเบ้งได้เร้นกายเก็บตัวอยู่ที่เขาหลงจง เป็นผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศยิ่งนัก เล่าปี่ยังจำถ้อยคำของสุมาเต๊กโชได้ที่ให้ค้นหาตัวมังกรหลับและหงส์ดรุณ และเล่าปี่ก็เชื่อคำแนะนำของชีซี จึงเดินทางไปหาขงเบ้ง ซึ่งเขาต้องเดินทางไปพบถึงสามครั้ง จึงได้พบขงเบ้งดังความปรารถนา เหตุการณ์โด่งดังและเป็นที่รู้จักในนิยายสามก๊กเรียกว่า "เล่าปี่เยือนกระท่อมหญ้าสามครา"

         เล่าปี่เมื่อได้พบขงเบ้งในการเยือนครั้งที่สาม ทั้งสองได้สนทนาเรื่องราวของบ้านเมืองต่อกัน การสนทนาครั้งนี้เรียกว่า การสนทนา ณ หลงจง ในนิยายกล่าวว่าเล่าปี่ขอคำปรึกษาเกี่ยวกับหนทางในการฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น ขงเบ้งกล่าวว่าเป็นการยากที่จะทำเช่นนั้น เพราะบัดนี้โจโฉเข้าควบคุมราชสำนักไว้หมดแล้ว จากนั้นขงเบ้งจึงเสนอแผนการแบ่งแยกแผ่นดินเป็นสาม ซึ่งแผนยุทธศาสตร์จากการสนทนาระหว่างเล่าปี่และขงเบ้งนี้ ภายหลังได้กลายเป็นนโยบายหลักในการช่วงชิงแผ่นดินของจ๊กก๊ก

         แผนการมีรายละเอียดว่า ขงเบ้งเสนอให้เล่าปี่ยึดอำนาจในเกงจิ๋วมาจากเล่าเปียว เหตุผลสำคัญคือ เกงจิ๋วเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ติดต่อกับภาคเหนือและภาคกลาง ใช้เดินทัพออกศึกหรือจะตั้งรับก็ได้ แต่เล่าเปียวเป็นผู้นำที่อ่อนแอ ยากจะรักษาเกงจิ๋วให้อยู่รอด ท่ามกลางสถานการณ์ขณะนี้ซึ่งโจโฉเองก็ต้องการรุกรานเกงจิ๋วอย่างแน่นอน ฝ่ายเล่าปี่ซึ่งมีขุนพลที่เก่งกาจและได้รับความนิยมจากประชาชน จึงควรที่จะเข้ายึดครองเกงจิ๋วแทนที่

         ขงเบ้งเสนอต่อไปว่า เมื่อยึดเกงจิ๋วได้ ต่อไปก็ให้ผูกพันธมิตรกับซุนกวนซึ่งปกครองกังตั๋งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อร่วมกันต้านทานโจโฉ จากนั้นจึงค่อยใช้ทหารเกงจิ๋วเป็นฐานกำลังในการรุกเข้าตีเมืองเสฉวนทางภาคตะวันตก จากนั้นก็จะสามารถใช้ทั้งเกงจิ๋วและเสฉวนเป็นรากฐานในการสถาปนาอาณาจักรขึ้นมา และจะทำให้ขัวอำนาจในแผ่นดินถูกแบ่งเป็นสามฝ่าย หลังจากนั้นก็ใช้เวลาฝึกฝนทหาร สะสมเสบียงจนพรั่งพร้อม รอเวลาอันเหมาะสม แล้วจึงส่งแม่ทัพที่เก่งกาจสองคน นำกองทัพบุกจากทางเกงจิ๋วทางหนึ่ง และจากเสฉวนบุกเข้าเตียงอันทางเหนืออีกทางหนึ่ง เพียงเท่านี้ก็จะสามารถพิชิตโจโฉและรวมแผ่นดินภาคกลางและเหนือไว้ได้

         แผนการที่ขงเบ้งเสนอมาทั้งหมดนี้ เล่าปี่ได้ฟังแล้วก็ปฏิเสธเรื่องที่จะให้ยึดอำนาจในเกงจิ๋วและเสฉวน ด้วยเหตุผลว่าเล่าเปียวและเล่าเจี้ยงนั้น ต่างก็เป็นคนแซ่เล่ากับตนเหมือนกัน อีกทั้งเล่าเปียวยังนับตนเสมือนน้อง จึงเป็นการไม่ควรที่จะยึดเอาเมืองเขามา แต่ขงเบ้งชี้แจงว่า เล่าเปียวนั้นอายุคงไม่ยืนยาว เล่าเจี้ยงก็เป็นคนโลเลไม่เด็ดขาด หากเล่าปี่มีจิตใจคิดภักดีต่อราชวงศ์ฮั่นจริงและไม่คิดทำอันตรายคนทั้งสองแล้ว วันหนึ่งพวกเขาก็จะมีเหตุแพ้ภัยไปเอง เล่าปี่จึงให้ความคารวะยกย่องมาก แล้วเชื้อเชิญขงเบ้งให้ลงจากเขาเพื่อมาร่วมงานกับตน ขงเบ้งพยายามปฏิเสธ แต่เล่าปี่ได้พยายามแสดงความจริงใจ สุดท้ายขงเบ้งจึงยอมรับใช้เล่าปี่นับแต่นั้นมา ขงเบ้งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกุนซือหรือเสนาธิการทหารในกองทัพ มีหน้าที่หลักคือควบคุมดูแลการฝึกทหารในกองทัพและควบคุมแผนยุทธ์ศาสตร์ในการชิงแผ่นดิน

         ต่อมา โจโฉได้ส่งแฮหัวตุ้นและอิกิ๋มเป็นขุนพลนำทัพใหญ่บุกโจมตีเล่าปี่ที่ทุ่งพกป๋อง แต่เล่าปี่รู้ตัวจึงเตรียมพร้อมรับศึก เล่าปี่วางกับดักใช้เพลิงเผาทำลายทัพของแฮหัวตุ้นจนกระทั่งแพ้พ่ายกลับไป ซึ่งหลอก้วนจงได้บรรยายในนิยายว่า แผนเพลิงพิฆาตนี้เป็นผลงานศึกครั้งแรกของขงเบ้งและเสริมรายละเอียดเข้าไปมากมาย ส่วนในจดหมายเหตุประวัติเล่าปี่จะบอกว่าเป็นผลงานทำศึกของเล่าปี่เอง  

         ปลายปีนี้ เล่าเปียวเริ่มป่วยหนัก จึงคิดจะแต่งตั้งเล่าจ๋องบุตรคนรองซึ่งเกิดกับภรรยารองนางชัวฮูหยินให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อ ฝ่ายเล่ากี๋บุตรชายคนโตนั้นเกรงว่าตนจะเป็นภัย ขงเบ้งจึงแนนำให้ขอเล่าเปียวไปเป็นแม่ทัพรักษาเมืองแฮเค้าแทนที่หองจอซึ่งเพิ่งถูกซุนกวนสังหาร ทำให้สามารถโยกกำลังทหารส่วนหนึ่งของเกงจิ๋วไปไว้ที่แฮเค้าได้

         ในจดหมายเหตุมีบันทึกเพิ่มเติมว่า เมื่อเล่าเปียวรู้ว่าโจโฉสามารถปราบชนเผ่านอกด่านได้ราบคาบและกลับเข้าฮูโต๋แล้ว เขาก็ยอมรับต่อเล่าปี่ว่า หากตอนนั้นยอมรับฟังเล่าปี่ ก็คงจะไม่เสียโอกาสล้ำค่าเช่นนี้ เล่าปี่ตอบกลับไปว่าในยุคสงครามอันวุ่นวายนี้ ย่อมจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกมากมาย เราก็เพียงแค่รอคอยโอกาสที่จะเกิดครั้งต่อไปเท่านั้น

         สุดท้าย เล่าเปียวซึ่งป่วยหนักก็เสียชีวิตลง มีบันทึกบางฉบับกล่าวว่าก่อนเล่าเปียวสิ้นลมได้ขอให้เล่าปี่ขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วสืบต่อแทนที่บุตรชายทั้งสองของตนเอง แต่เล่าปี่ปฏิเสธไป ภายหลังคนของเล่าปี่โต้แย้งว่าเหตุใดจึงไม่ยอมรับ เล่าปี่จึงตอบว่าช่วงหลายปีที่อยู่ในเกงจิ๋วมานี้ เล่าเปียวมีพระคุณต่อตนอย่างสูง หากเขายอมรับตำแหน่ง ผู้คนทั่วไปก็จะว่ากล่าวประณามได้

         นักประวัติศาสตร์คือเผยซงจือได้วิเคราะห์เพิ่มเติมโดยเชื่อว่าเล่าเปียวอาจมีการตัดสินใจบางประการเปลี่ยนแปลงไปในช่วงที่เริ่มล้มป่วย อาจเพราะเห็นว่าเมืองเกงจิ๋วกำลังตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน โจโฉจ้องจะรุกรานและยากจะป้องกัน หากปล่อยให้เล่าจ๋องบุตรชายซึ่งไร้ประสบการณ์ทหารขึ้นมาปกครอง ก็ยากที่จะรักษาดินแดนไว้ เล่าเปียวจึงคิดใช้เล่าปี่ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ทำศึกกับโจโฉมายาวนานให้ขึ้นเป็นผู้บัญชาทัพ อีกทั้งเล่าปี่ค่อนข้างได้รับการสนับสนุนจากเหล่าประชาชนกับเหล่าขุนนางและขุนพลจำนวนมาก หากให้เล่าปี่ขึ้นเป็นผู้นำในการสู้ศึก ย่อมจะรักษาเกงจิ๋วให้รอดต่อไปได้ดีกว่า แต่สุดท้ายเล่าเปียวก็ไม่ทันได้มีคำสั่งใด กลับสิ้นชีพลงไปก่อน สถานการณ์ในเกงจิ๋วจึงพลิกผัน แล้วด้วยความที่เล่าปี่ยึดมั่นในชื่อเสียงและคุณธรรมที่มี จึงทำให้สูญเสียโอกาสที่จะได้เกงจิ๋วไปครอง แต่ก็ได้จิตใจของผู้คนทั้งปวงเป็นอันมาก ซึ่งสุดท้ายแล้วก็นับว่าล้ำค่ายิ่งกว่าได้เมืองมาครองเสียอีก

         ปีค.ศ.208 เล่าปี่ได้บุตรชายคนสำคัญคือเล่าเสี้ยน (จีนกลางเรียก หลิวซ่าน = Liu Chan) หรือในนิยายมักเรียกกันว่า อาเต๊า เกิดจากภรรยานางกำฮูหยิน ภายหลังบุตรชายคนนี้จะกลายเป็นผู้สืบทอดอำนาจของเล่าปี่แล้วกลายเป็นฮ่องเต้ของจ๊กก๊กอีกยาวนานหลายสิบปี

         ในปีนี้ เล่าปี่ได้เผชิญวิกฤติครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต เมื่อโจโฉระดมพลกองทัพใหญ่บุกลงใต้เพื่อโจมตีเกงจิ๋ว มีข่าวลือว่ากองทัพของโจโฉนั้นมีจำนวนหลายแสนคน ข่าวนี้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ชาวเกงจิ๋วอย่างมาก ระหว่างนั้นชัวฮูหยินและชัวมอได้ทำการยึดอำนาจ ทำให้เล่าจ๋องได้ขึ้นครองเกงจิ๋วแทน

         ขงเบ้งเสนอแผนแก่เล่าปี่ว่า ควรใช้โอกาสนี้โค่นเล่าจ๋องแล้วชิงเกงจิ๋วมาเป็นของตน แต่เล่าปี่ปฏิเสธ เล่าปี่พยายามขอพบเล่าจ๋องเพื่อปรึกษาเรื่องต้านศึกโจโฉ แต่เขาไม่รู้ว่าเล่าจ๋องได้แอบสวามิภักดิ์ต่อโจโฉไปแล้ว ภายหลังเมื่อทราบเรื่องก็โกรธจัดและเสียใจมาก นายทหารบางคนเสนอให้เล่าปี่จับเล่าจ๋องเป็นตัวประกัน แล้วเคลื่อนพลลงใต้ไปตั้งมั่นที่เมืองกังเหลง แต่เล่าปี่ก็ยังปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า เล่าเปียวเคยฝากฝังให้เขาช่วยดูแลบุตรชายทั้งสองไว้ หากเขาทำเช่นนั้นก็จะเท่ากับผิดต่อคุณธรรมและคงไม่อาจไปสู้หน้าเล่าเปียวบนสวรรค์ได้

         เมื่อโจโฉเคลื่อนทัพใหญ่ลงใต้บุกเกงจิ๋ว เล่าปี่ได้นำทหารหนีลงใต้แล้วมาถึงเมืองซงหยง เขาพยายามขอเข้าเมืองเพื่อจะเข้าพบเล่าจ๋อง แต่โดนชัวมอซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจทหารไว้ปฏิเสธ เหตุการณ์ส่งผลทำให้ บรรดานายทหาร ขุนนาง และประชาชนหลายแสนคนในเกงจิ๋วพากันอพยพติดตามเล่าปี่ไปด้วยเป็นอันมาก แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการดึงดูดใจผู้คนในทุกระดับของเล่าปี่และความสำเร็จในการสร้างความนิยมแก่มวลชนหมู่มาก ซึ่งนับว่าเล่าปี่เป็นบุคคลแรกๆในประวัติศาสตร์จีนที่มีความสำเร็จด้านนี้ได้ถึงระดับนี้ ยากที่จะหาใครทัดเทียมได้

         ขบวนผู้อพยพของเล่าปี่ซึ่งมีชาวบ้านติดตามมาด้วยหลายแสนคนนั้น เคลื่อนขบวนไปอย่างเชื่องช้า ทำให้ไม่อาจหนีรอดจากกองทัพทหารม้าอันรวดเร็วของโจโฉได้ ขงเบ้งซึ่งคาดการณ์ไว้ก่อนแล้วจึงให้กวนอูนำประชาชนส่วนหนึ่งหลบหนีไปทางเรือที่กังเหลงก่อน ส่วนตนเองขึ้นเรืออีกด้านเร่งเดินทางไปแฮเค้าเพื่อขอยืมกำลังทหารจากเล่ากี๋ ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับแผนการที่ขงเบ้งให้เล่ากี๋นำทหารออกไปจากเกงจิ๋วแต่แรกพอดี

         เล่าปี่ได้อาศัยเตียวหุยและจูล่ง สองขุนพลช่วยกันนำทหารและประชาชนจำนวนมหาศาลหลบหนีจากการตามล่า แต่ในที่สุดก็โดนทัพม้าที่รวดเร็วของโจโฉไล่ตามทัน ลงมือสังหารเข่นฆ่าผู้คนไปเป็นจำนวนมาก แม้เล่าปี่จะหนีรอดมาได้ แต่ภรรยาทั้งสองและอาเต๊าบุตรชายซึ่งยังเป็นเพียงทารกก็ได้สูญหายไปบริเวณเนินเตียงปัน จูล่งจึงควบม้ากลับเข้าไปในกองทัพของโจโฉแล้วสามารถตีฝ่าทหารโจโฉ พาอาเต๊ากับนางกำฮูหยินรอดกลับมา แต่ก็ไม่สามารถช่วยนางบิฮูหยิน ภรรยารองไว้ได้ เรื่องราวนี้จึงเกิดเป็นวีรกรรม “จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า” แล้วต่อมาหลอก้วนจงได้นำไปขยายรายละเอียดเพิ่มเติ่มในนิยายให้มีสีสันมากขึ้น

         จากนั้น เตียวหุยได้ทำลายสะพานข้ามแม่น้ำทิ้งเพื่อสกัดการตามล่าจากทัพของโจโฉ เมื่อรวมทัพเรือของกวนอูและขงเบ้งจากแฮเค้าที่ได้กำลังทหารจากเล่ากี๋ตามมาสมทบพอดี เล่าปี่จึงเอาชีวิตรอดมาได้อีกครั้ง จากนั้นเล่าปี่จึงไปตั้งหลักที่แฮเค้าโดยได้รับการสนับสนุนด้านกำลังทหารจากเล่ากี๋ แล้วด้วยคำแนะนำของขงเบ้งที่ให้เจรจาเป็นพันธมิตรกับซุนกวนแห่งกังตั๋งตามแผนยุทธ์ศาสตร์ที่เคยวางไว้แต่แรก เล่าปี่จึงตัดสินใจส่งขงเบ้งไปเจรจาเป็นพันธมิตรกับซุนกวน แล้วเป็นจุดเริ่มต้นของยุทธการศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามก๊ก ซึ่งเรียกว่า ศึกผาแดง (ศึกเซ็กเพ๊ก) ซึ่งจะทำให้เกิดการแบ่งขั้วอำนาจในแผ่นดินออกเป็นสามอย่างชัดเจนมากขึ้นหลังจากนี้

         จากเหตุการณ์พ่ายแพ้ชนิดย่อยยับแล้วต้องหนีตายที่เนินเตียงปัน หากเป็นคนปกติทั่วไปแล้ว คงยากที่จะฟื้นตัวหรือลุกขึ้นกลับมาสู้ต่อได้อีก แต่เล่าปี่กลับไม่ได้ย่อท้อ ความพ่ายแพ้ที่เตียงปันได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักให้เล่าปี่ได้ผงาดกลับมาอีกครั้งในเวลาอันสั้น แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวที่ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตาและความพ่ายแพ้ใดๆ

 

สองพันธมิตรเล่า-ซุน ชัยชนะที่ศึกผาแดง และสงครามการทูตตลอดชีพ

         ในปีเดียวกันนั้น เล่าปี่ส่งขงเบ้งไปเจรจาขอเป็นพันธมิตรกับซุนกวนที่กังตั๋ง เพื่อร่วมกันต้านโจโฉ ผลคือพันธมิตรทั้งสองได้ทำศึกกับโจโฉที่ผาแดง อันเป็นศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเรื่องสามก๊ก ซึ่งส่งอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงในการแบ่งขั้วแผ่นดินเป็นสามส่วนตามแผนการที่ขงเบ้งเสนอไว้

         เมื่อทั้งสองฝ่ายร่วมกันเป็นกองทัพพันธมิตร เล่าปี่ได้โอกาสมาเข้าร่วมในการประชุมกองทัพ และได้พบกับจิวยี่ซึ่งรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของง่อก๊ก เล่าปี่ถามจิวยี่ว่าง่อมีทหารร่วมทัพจำนวนเท่าใด จิวยี่ตอบว่า 30,000 คน เล่าปี่ได้ฟังก็วิตกว่ามีจำนวนน้อยกว่าโจโฉซึ่งยกทัพมาหลายแสนคนนัก แต่จิวยี่ก็ตอบกลับว่าเพียงพอแล้ว แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจว่าจะชนะศึก เล่าปี่เองก็ให้ความยกย่องต่อจิวยี่ไม่น้อย

         หลอก้วนจงได้บรรยายเรื่องราวศึกผาแดงไว้ในนิยายไว้อย่างมีสีสัน เต็มไปด้วยการใช้แผนกลยุทธ์และเล่ห์อุบายมากมายทั้งจากฝั่งของขงเบ้งและจิวยี่ ส่วนในจดหมายเหตุสามก๊กไม่ได้บันทึกว่าเล่าปี่มีส่วนร่วมในศึกนี้เท่าไรนัก ที่ตรงกันระหว่างประวัติศาสตร์และนิยายคือผลลัพธ์จากศึกนี้ เมื่อกองทัพเรือจำนวนมหึมาของโจโฉกลับโดนจิวยี่วางแผนใช้เพลิงเผาทำลายจนเสียหายยับเยิน แล้วทหารส่วนมากก็เสียชีวิตจากโรคระบาดที่แพร่รุนแรงในบริเวณแม่น้ำแยงซีด้วย โจโฉจึงจำต้องถอยทัพกลับขึ้นเหนือไป

         เล่าปี่ใช้โอกาสที่กองทัพของโจโฉถอนกำลังออกจากเกงจิ๋วตอนล่าง เข้ายึดหัวเมืองเกงจิ๋วทางตอนใต้ไว้ได้แทบหมด โดยอาศัยเหล่าขุนพลคือ กวนอู เตียวหุย และจูล่ง เป็นกำลังหลัก ในคราวนี้ยังได้ขุนพลฝีมือดีอย่างฮองตง และอุยเอี๋ยน มาสวามิภักดิ์อีกด้วย

         ปีค.ศ.209 เวลานั้นเล่าปี่ได้สูญเสียภรรยาไปหมด ซุนกวนจึงเสนอน้องสาวของตนเองคือนางซุนซ่างเซียง ยอดหญิงงามแห่งกังตั๋ง ซึ่งมีนิสัยกล้าหาญไม่แพ้ผู้ชายให้มาแต่งงานกับเล่าปี่ แล้วยังเป็นการกระชับสัมพันธ์กันระหว่างพันธมิตรทั้งสองฝ่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งด้วยการดองเป็นญาติกัน

         เล่าปี่ตอบรับข้อเสนอของซุนกวน แล้วเดินทางไปเข้าพิธีแต่งงานที่กังตั๋ง มีจูล่งติดตามไปด้วยในฐานะราชองครักษ์ ในจดหมายเหตุบันทึกว่า นางซุนซ่างเซียงหรือนางซุนฮูหยินนั้นแม้จะเป็นหญิงงามลือชื่อ แต่ก็มีบุคลิกห้าวหาญและมีฝีมือเพลงอาวุธไม่แพ้ผู้ชาย เพราะรับอิทธิพลจากซุนเกี๋ยนผู้เป็นบิดา นางชอบให้มีทหารหญิงองครักษ์นับร้อยคนยืนถืออาวุธเฝ้าอยู่หน้าห้องหอ เล่าปี่มีความกังวลใจมาก เพราะไม่มีใครกล้าขัดใจเหล่าองรักษ์หญิงของนางที่ติดตามมาที่เกงจิ๋วได้เลย เล่าปี่จึงแต่งตั้งให้จูล่งเป็นพ่อบ้าน คอยทำหน้าที่ดูแลกิจภายในทั่วไป เพราะจูล่งเป็นผู้มีความกล้าหาญและบุคลิกที่จริงจัง เขาสามารถทำให้เหล่าทหารหญิงของนางซุนฮูหยินยอมเคารพเชื่อฟังได้

         ตรงจุดนี้มีความแตกต่างอยู่บ้างระหว่างจดหมายเหตุและนิยาย เนื่องจากในนิยายนั้นเสริมเรื่องราวว่าการแต่งงานของเล่าปี่เป็นแผนการของจิวยี่ที่ต้องการล่อเล่าปี่มาที่กังตั๋งเพื่อสังหาร แต่ขงเบ้งรู้ทันจึงวางแผนตลบหลังแล้วทำให้กลายเป็นการแต่งงานจริงๆ ต่อมาจิวยี่จึงเปลี่ยนแผนโดยหลอกล่อเล่าปี่ให้มีชีวิตที่สุขสบายในห้องหอ เพื่อกักตัวเล่าปี่ไว้ที่กังตั๋ง แต่ขงเบ้งก็อ่านแผนการออกและเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ก่อนแล้ว โดยให้จูล่งเป็นผู้ช่วยเตือนสติเล่าปี่ จากนั้นจูล่งก็พาทั้งเล่าปี่และซุนฮูหยินหนีกลับมาเกงจิ๋วได้

         แต่ในจดหมายเหตุบันทึกแตกต่างไปว่า การแต่งงานทางการเมืองครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะซุนกวนเป็นผู้เสนอขึ้นเอง เพราะเขาต้องการเชื่อมสัมพันธ์กับเล่าปี่ในฐานะพันธมิตรเอาไว้ เนื่องจากในปีนี้เล่ากี๋ได้ล้มป่วยและเสียชีวิตกะทันหัน ทำให้บรรดาขุนนางและนายทหารในเกงจิ๋วต่างสนับสนุนให้เล่าปี่ขึ้นเป็นผู้ปกครองเกงจิ๋วโดยชอบธรรม อิทธิพลและอำนาจของเล่าปี่ทวีมากขึ้นเรื่อยๆ ซุนกวนเริ่มหวาดเกรง จึงหาทางผูกสัมพันธ์กับเล่าปี่เอาไว้ ดังนั้นจึงเสนอน้องสาวให้ไปแต่งงานด้วย ซึ่งหลังจากแต่งงานแล้ว นางซุนฮูหยินก็ติดตามเล่าปี่ไปอยู่ที่เกงจิ๋ว ดังนั้นในประวัติศาสตร์ เล่าปี่ไม่ได้ถูกกักตัวไว้ที่กังตั๋งเหมือนที่ในนิยายเล่าไว้ แต่ส่วนที่คล้ายกันคือ จูล่งเป็นผู้ที่ทำหน้าที่คลี่คลายปัญหาเรื่องภายในให้เล่าปี่ แต่ต่างกันที่ปัญหาและวิธีแตกต่างกันเท่านั้น     

         ปีค.ศ.210 เล่าปี่ได้เมืองกังเหลง อันเป็นหัวเมืองสำคัญของเกงจิ๋วตอนกลางมาเป็นฐานที่มั่น ทำให้เขาสามารถตั้งหลักได้เป็นครั้งแรก ซึ่งสาเหตุที่เล่าปี่ได้เมืองกังเหลงมาครอง เกิดจากนโยบายและแผนทางการทูตอันแยบยลของขงเบ้ง จดหมายเหตุบันทึกว่าหลังศึกผาแดงจบลงแล้ว จิวยี่ได้ทำศึกกับโจหยินซึ่งตั่งมั่นอยู่ที่กังเหลงนานเกือบปี สองฝ่ายสู้รบอย่างหนัก กระทั่งโจหยินต้องถอนกำลังขึ้นเหนือไปตั้งมั่นที่ซงหยง ดังนั้นขงเบ้งจึงอาศัยโอกาสนี้เข้าเจรจากับโลซกและซุนกวนเพื่อขอยืมเมืองกังเหลงให้แก่เล่าปี่ให้เป็นฐานที่มั่น โลกซกเห็นชอบด้วย เพราะโลซกต้องการใช้เล่าปี่ให้เป็นกันชนสำหรับต่อต้านโจโฉ เนื่องจากเวลานั้นกำลังของซุนกวนยังมีไม่มากพอที่จะแบ่งไปดูแลที่เมืองกังเหลงได้เท่าที่ควร ฝ่ายซุนกวนเองก็เห็นชอบด้วย อีกทั้งยังอาจถือว่าเป็นของขวัญสำหรับการแต่งงานของเล่าปี่และนางซุนฮูหยิน

         ดังนั้นซุนกวนจึงยอมให้เล่าปี่ยืมเมืองไป โดยมีข้อตกลงกันว่าหากเล่าปี่นำทัพเข้ายึดดินแดนจก (สู่=Shu) หรือหัวเมืองเอ๊กจิ๋ว (หรือเมืองเสฉวน) ได้เมื่อใดแล้ว จะต้องคืนเมืองเกงจิ๋วให้ จากนั้นเล่าปี่ก็อาศัยเมืองกังเหลงเป็นฐานที่มั่นในการควบคุมเกงจิ๋วและเพื่อบุกสู่ตะวันตกต่อไป

         หลังจากนั้น เล่าปี่ได้รับสารจากซุนกวนเสอแผนให้ร่วมกันโจมตีดินแดนจกหรือเอ๊กจิ๋ว เมืองเสฉวนด้วยกัน เนื่องจากง่อก๊กไม่อาจข้ามไปโจมตีเสฉวนได้เองเพราะต้องเดินทัพผ่านเกงจิ๋วซึ่งในเวลานั้นเป็นของเล่าปี่อยู่ แต่เอียนก๋วน ขุนนางเลขาธิการของเกงจิ๋ว ได้เตือนเล่าปี่ว่าแผนการนี้มีความเสี่ยง เพราะหากเล่าปี่นำทัพเข้าตีเสฉวนแล้วเกิดพ่ายแพ้ ก็จะกลายเป็นโอกาสให้ซุนกวนเข้าตีตลบหลังที่เกงจิ๋วได้ทันที อย่างไรเสีย หากเล่าปี่ยอมรับข้อเสนอร่วมเข้าโจมตีเสฉวนด้วยกัน ก็ให้แจ้งแก่ซุนกวนว่าพวกเราเพิ่งเข้ามาในเกงจิ๋ว ยังไม่สามารถตั้งหลักได้มั่นคง จึงยังไม่อาจเคลื่อนทัพในช่วงเวลานี้ได้ ฝ่ายซุนกวนต่อให้อยากเข้าตีเสฉวนแค่ไหน ก็ไม่กล้าที่จะนำทัพข้ามเกงจิ๋วเข้าไปทำศึกเพียงลำพังแน่นอน เล่าปี่จึงยอมรับแผนนี้ แล้วประทางรางวัลให้เอียนก๋วน ผลจากเรื่องนี้ทำให้ซุนกวนจำใจต้องระงับแผนตีเสฉวนเอาไว้ และก็ทำให้ซุนกวนรู้สึกว่าเล่าปี่เป็นผู้ที่มีความลึกซึ้งยากหยั่งถึงยิ่งกว่าที่คาดไว้   

 

ชิงเอ๊กจิ๋ว บทเรียนจากชีจิ๋วและเกงจิ๋ว กลืนกินโดยชอบธรรม

         ปีค.ศ.211 เล่าปี่ปรึกษากับขงเบ้งเพื่อเตรียมการเข้ายึดดินแดนจกหรือเสฉวน ตามยุทธศาสตร์หลงจงที่เคยวางไว้ เสฉวนนั้นอยู่ในการปกครองของเล่าเจี้ยง ซึ่งเป็นคนโลเลไม่เด็ดขาด และกำลังหวั่นเกรงการรุกรานจากเตียวฬ่อเจ้าเมืองฮั่นตง เล่าเจี้ยงไม่กล้าสู้ศึกทั้งที่เสฉวนมีศักยภาพที่จะสู้และภูมิประเทศก็ยอดเยี่ยมในการที่จะตั้งรับ เตียวสงที่ปรึกษาของเล่าเจี้ยงจึงเสนอให้ไปขอความช่วยเหลือจากโจโฉ ซึ่งความจริงแล้วเตียวสงคิดจะนำแผนที่เมืองเสฉวนไปมอบให้โจโฉเพื่อหวังจะให้เข้ายึดเสฉวนมาครอง แต่เตียวสงมีรูปโฉมอัปลักษณ์ ทั้งแสดงกริยาไม่ถูกใจโจโฉจึงถูกขับไล่ออกมา

         เล่าปี่ได้รับคำแนะนำจากขงเบ้งให้ไปเชื้อเชิญเตียวสงมาเป็นแขกที่เกงจิ๋ว ทั้งให้การต้อนรับอย่างดีจนเตียวสงประทับใจและมอบแผนที่เมืองเสฉวน พร้อมทั้งเสนอตัวจะเข้าไปช่วยติดต่อกับขุนนางและนายทหารในเสฉวนซึ่งเป็นพวกเดียวกับตนให้เพื่อช่วยเหลือเล่าปี่ในการเข้าชิงเสฉวน โดยวางแผนจะเสนอแก่เล่าเจี้ยงให้เชิญเล่าปี่เป็นแขกเมืองไปช่วยรับศึกเตียวฬ่อ  

         เล่าปี่ซึ่งได้รับคำเชิญจากเล่าเจี้ยง ให้เข้าสู่เสฉวน เพื่อช่วยทำศึกเตียวฬ่อ เล่าปี่จึงนำฮองตง อุยเอี๋ยน และบังทองเสนาธิการคนใหม่ซึ่งเป็นเพื่อนรักของขงเบ้ง ผู้มีฉายาว่าฮองซู ร่วมติดตามทัพไปด้วยราว 10,000 คน แล้วปล่อยให้ กวนอู เตียวหุย จูล่ง และขงเบ้ง อยู่เฝ้าเกงจิ๋ว

         เรื่องที่เล่าปี่ทิ้งบรรดาขุนพลสำคัญซึ่งร่วมทำศึกกันมานานให้อยู่รักษาเกงจิ๋วแล้วตนเองเดินทางเข้าเสฉวนร่วมกับบรรดาขุนพลและกุนซือซึ่งเพิ่งเข้ามาใหม่นั้น นับว่าแปลกไม่น้อย แต่ก็อาจแสดงว่าเล่าปี่ต้องการเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้ได้สร้างผลงาน อีกทั้งสถานการณ์ที่เกงจิ๋วเองก็น่าจะยังไม่สงบเรียบร้อย ทั้งต้องคอยระวังการโจมตีจากโจโฉทางเหนือ และคอยคานอำนาจกับซุนกวน การฝากฝังเกงจิ๋วซึ่งในเวลานั้นถือว่าเป็นฐานที่มั่นหลักของตนเองเอาไว้กับเหล่าขุนพลที่สามารถเชื่อถือได้ว่าจะไม่ก่อกบฏในตอนที่เล่าปี่ต้องนำทหารเดินทางเข้าไปในดินแดนไกลอย่างเสฉวน และปล่อยขงเบ้งซึ่งเป็นผู้ประสานงานทางการทูตกับซุนกวนไว้ที่เกงจิ๋วด้วยนั้น จึงนับว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและลึกซึ้งไม่น้อยเลย

          เล่าปี่ได้รับการต้อนรับจากเล่าเจี้ยงอย่างดี แม้ว่าเล่าเจี้ยงจะถูกคัดค้านจากบรรดาขุนนางจำนวนมาก แต่เล่าเจี้ยงก็ยังคงรับเล่าปี่เข้าเมืองเพราะถือว่าเป็นคนแซ่เล่าเหมือนกัน ซึ่งเล่าเจี้ยงนั้นนับถือและยกย่องให้เล่าปี่เป็นดั่งพี่ชายเลยทีเดียว ในระหว่างนี้เตียวสงได้แนะนำหวดเจ้งและเบ้งตัดให้เข้าร่วมแผนการยึดเสฉวนด้วย เล่าปี่ยกย่องในสติปัญญาของหวดเจ้งมากและให้เข้าร่วมเป็นกุนซือในกองทัพร่วมกับบังทอง

          ในระหว่างงานเลี้ยงฉลองที่เล่าเจี้ยงจัดให้เล่าปี่นั้น เตียวสงได้เสนอแผนโดยแจ้งแก่หวดเจ้งเพื่อให้เสนอต่อเล่าปี่และบังทองให้จับเล่าเจี้ยงเป็นตัวประกัน ก็จะทำให้นำทัพเข้ายึดเสฉวนได้ง่าย แต่เล่าปี่ไม่ยอมรับ จากนั้นเล่าเจี้ยงก็แต่งตั้งเล่าปี่ให้เป็นแม่ทัพใหญ่ หรือ “ต้าซือหม่า” แล้วมอบกำลังทหารและเสบียงเพื่อให้เล่าปี่ทำศึกกับเตียวฬ่อต่อไป

          เล่าปี่นำกองทัพไปประจำที่แฮบังก๋วน แต่ก็ไม่ได้เปิดศึกกับเตียวฬ่อแต่อย่างใด แล้วใช้ช่วงเวลานั้นในการเอาชนะใจชาวเมืองเป็นหลัก นานวันเข้า ฝ่ายเล่าเจี้ยงจึงเริ่มไม่พอใจ จากการที่เล่าปี่นำกองทัพเข้ามาประจำการในเขตเสฉวนแต่ไม่ยอมออกศึก

          ปีค.ศ.212 เล่าปี่ทราบข่าวว่าโจโฉกำลังยกทัพเข้าตีซุนกวน ทำให้ซุนกวนส่งสารมาขอให้เล่าปี่ช่วยยกทัพออกไปรับศึก เล่าปี่จึงใช้โอกาสนี้เป็นข้ออ้างแจ้งแก่เล่าเจี้ยงว่าเกงจิ๋วกำลังประสบภัย เล่าปี่ได้อ้างว่าเวลานี้กวนอูกำลังทำศึกกับงักจิ้น หากว่ากวนอูแพ้ เกงจิ๋วก็จะเป็นอันตราย และหากเกงจิ๋วถูกยึดได้ เสฉวนก็จะมีภัยเช่นกัน ขณะที่เตียวฬ่อนั้นกำลังอยู่ในระหว่างตั้งรับเพราะระแวงศึกจากโจโฉ ดังนั้นเตียวฬ่อจึงไม่ใช่ภัยร้ายแรงในเวลานี้แต่เป็นโจโฉซึ่งกำลังบุกเกงจิ๋ว ว่าแล้วก็ขอยืมกำลังทหารราว 10,000 คน และเสบียงส่วนหนึ่งกลับไปทำศึกป้องกันเกงจิ๋ว เรื่องนี้จึงสร้างความไม่พอใจแก่เล่าเจี้ยงไม่น้อย แต่ก็ยอมส่งทหารราว 4,000 คนให้เล่าปี่ยืมไป

         เตียวสงรีบส่งจดหมายสอบถามเล่าปี่และหวดเจ้งว่าเป้าหมายแรกเริ่มของเล่าปี่คือการเข้ายึดเสฉวนไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงถอนกำลังออก ซึ่งเรื่องนี้ได้รั่วไหลไปถึงเล่าเจี้ยง เขาจึงสั่งประหารเตียวสง ทั้งส่งสารไม่อนุญาตให้เล่าปี่จากไป 

          ปีค..213 ผลจากเรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้เล่าปี่โกรธจัดและตัดสินใจเด็ดขาด เขาสังหารนายทหารของเล่าเจี้ยงซึ่งประจำด่านโปยสิก๋วนทั้งสองคนทิ้ง แล้วจับครอบครัวของแม่ทัพและนายทหารเหล่านั้นเป็นตัวประกัน ทำให้สามารถรวบรวมกองทัพที่ประจำด่านนี้มาไว้เป็นของตนได้ทั้งหมด จากนั้นจึงจัดทัพใหญ่เข้าบุกเสฉวน โดยมีเป้าหมายที่นครเซงโต๋ ซึ่งภายใต้แผนการของบังทองและหวดเจ้ง รวมกับเหล่าขุนพลที่เพิ่งมาใหม่อย่างฮองตงและอุยเอี๋ยน ทำให้เล่าปี่สามารถเข้ายึดหัวเมืองต่างๆตามรายทางในเสฉวนได้เป็นอันมาก 

          ปีค..214 เล่าปี่สั่งการไปที่เกงจิ๋ว ให้ เตียวหุย จูล่ง และขงเบ้ง ยกกองทัพเป็นสามสายเดินทางมาสมทบกับตน เพื่อช่วยกันปิดล้อมนครเซงโต๋ (จีนกลางเรียก นครเฉิงตู = Cheng Du)[2] ในปีนี้ม้าเฉียวขุนศึกชื่อดังจากเสเหลียงซึ่งพ่ายศึกให้แก่โจโฉได้หนีลงมาเสฉวน ขงเบ้งจึงวางแผนให้เล่าปี่ดึงม้าเฉียวมาเป็นพวก เล่าปี่จึงได้ม้าเฉียวมาเป็นขุนพลคนสำคัญอีกหนึ่งคน

         จากนั้นกองทัพใหญ่ของเล่าปี่ภายใต้การนำของเหล่าขุนพลซึ่งได้ชื่อว่าเก่งกล้าเป็นอันดับต้นๆของยุค ร่วมกันเข้าปิดล้อมนครเซงโต๋ ฝ่ายเล่าเจี้ยงพยายามที่จะตั้งรับในเมือง เนื่องจากในนครเซงโต๋มีเสบียงอาหารสะสมอยู่มาก สามารถยันต่อเนื่องได้นานนับปี เล่าปี่จึงส่งกันหยง ขุนนางคนสนิทให้เข้าเมืองไปเจรจากับเล่าเจี้ยง สุดท้ายเล่าเจี้ยงจึงยอมเปิดประตูเมืองสวามิภักดิ์ ทำให้เล่าปี่สามารถครอบครองเสฉวนไว้ได้ทั้งหมด กลายเป็นรากฐานการสถาปนาจ๊กก๊กต่อจากนั้น

          เล่าปี่ประกาศตนขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้ามณฑลเอ๊กจิ๋ว หรือเมืองเสฉวน (Imperial Protector of Yizhou) แล้วแต่งตั้งขงเบ้งเป็นเสนาธิการใหญ่ หวดเจ้งเป็นที่เสนาธิการกองทัพ กวนอู เตียวหุย ม้าเฉียว ทั้งสามคนได้เลื่อนยศชั้นนายพล มอบตำแหน่งขุนนางให้พวก เคาเจ้ง บิต๊ก กันหยง ตังโห อองก๋วน ลิเงียม และยังเกลี้ยกล่อมกับแต่งตั้งบรรดาขุนนางหรือผู้มีความสามารถซึ่งในสมัยของเล่าเจี้ยงนั้นไม่มีความก้าวหน้าทางราชการ แต่เล่าปี่กลับแต่งตั้งคนเหล่านั้นให้มีตำแหน่ง ได้แก่พวก เล่าปา หุยก๋วน แล้วจัดงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จในการครอบครองเมืองเสฉวนอย่างใหญ่โต

         เล่ามีความคิดจะนำที่ดินภายในเสฉวนมอบให้เหล่าขุนนางและพรรคพวกตนไปแบ่งกันเป็นรางวัลหลังจากการติดตามทำศึกที่ยาวนาน แต่จูล่งทัดทานไว้ด้วยให้เหตุผลว่าที่ดินเหล่านั้นเดิมเป็นของประชาชน ตอนนี้ไฟสงครามทำให้ผู้คนลำบากกันมาก ไม่สมควรที่เหล่าข้าราชการและขุนนางจะนำเอาที่ดินและเงินทองมาเป็นของตนเอง ควรคืนให้แก่ประชาชนเพื่อไว้ใช้ทำกินมากกว่า เล่าปี่เห็นด้วย จึงยกเลิกการแจกจ่ายที่ดินให้เหล่าขุนนางแล้วทำตามข้อเสนอของจูล่ง

         ช่วงเวลานั้น เล่าปี่ยังได้แต่งงานใหม่กับน้องสาวของงอปั้น ขุนนางตระกูลใหญ่ในเสฉวน เพราะหลังจากนางซุนฮูหยินหนีกลับไปกังตั๋งแล้ว เล่าปี่ก็ไร้ภรรยา ทั้งมีบุตรสืบสกุลเพียงคนเดียวคือเล่าเสี้ยนเท่านั้น การแต่งงานกับหญิงสาวจากตระกูลงอ ซึ่งนับเป็นตระกูลใหญ่ในเสฉวนจึงเป็นการสร้างสัมพันธ์กับเครือข่ายขุนนางในเสฉวนเพื่อวางรากฐานของเล่าปี่ให้แน่นหนายิ่งขึ้น เพื่อช่วยเสริมหลักประกันในวันหน้าต่อการสร้างอาณาจักรของเล่าปี่ และช่วยเพิ่มพูนสายสัมพันธ์ของเหล่าทายาทเล่าปี่ในวันหน้าให้มีความเชื่อมโยงกับชาวเสฉวนยิ่งขึ้น เพราะเดิมทีเล่าปี่ไม่ได้มีจุดเชื่อมโยงใดๆกับชาวเสฉวนเลย มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นคือความเป็นผู้มีเชื้อสายสกุลเล่าร่วมแซ่เดียวกับเล่าเจี้ยงซึ่งเคยเป็นผู้ปกครองเสฉวนเท่านั้น ภายหลังนโยบายของเล่าปี่ในเรื่องนี้ประสบผลอย่างมากในการหยั่งรากของตนลงในเสฉวน ทำให้ความนิยมในตัวเขาและผู้สืบทอดอำนาจต่อมามีความมั่นคงอย่างมาก

         จากกรณีการชิงเอ๊กจิ๋วหรือเสฉวนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าเล่าปี่เรียนรู้จากบทเรียนทั้งชีวิตซึ่งได้รับมาครั้งชีจิ๋วและเกงจิ๋ว ครั้งแรกนั้นเขาผิดพลาดในการรับตัวลิโป้ ครั้งที่สองนั้นเขาผิดพลาดที่ไม่ยอมชิงอำนาจจากเล่าจ๋อง ดังนั้นในครั้งที่สามนี้ เขาจึงไม่ยอมผิดพลาดอีก โดยไม่สนใจภาพลักษณ์ผู้ทรงคุณธรรมอีกแล้ว เขาตัดสินใจเด็ดขาดในการแย่งชิงเมืองจากเล่าเจี้ยง แต่เรื่องน่าตลกคือหลังจากชิงเสฉวนมาได้ กลับไม่ปรากฏแรงต่อต้านเล่าปี่จากชาวเสฉวนเลย ผู้คนกลับยินดีที่ได้ผู้นำที่มีคุณธรรมอย่างเล่าปี่มาครองเมืองด้วยซ้ำ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากภาพของผู้ทรงธรรมที่เขาเพียรรักษาเรื่อยมา และความมีเสน่ห์ดึงดูดที่สามารถครองใจมวลชนไว้ได้ ปรากฏการณ์ลักษณะนี้คงยากที่จะหาได้อีกในประวัติศาสตร์จีน

 

จุดสูงสุดของเล่าปี่ ฮั่นตงอ๋อง ภาพซ้อนของเล่าปังปฐมฮ่องเต้แห่งฮั่น 

          ปีค..215 เล่าปี่เกิดขัดแย้งกับซุนกวนอย่างรุนแรง เหตุเพราะซุนกวนเห็นว่าเล่าปี่เข้าครองเสฉวนได้แล้ว จึงควรจะคืนเกงจิ๋วที่ได้ยืมไปกลับคืนมา แต่เล่าปี่อ้างว่ายังต้องทำศึกลิงเลียงจิ๋วทางเหนือมาก่อน อีกทั้งตนก็ยังตั้งหลักในเสฉวนได้ไม่มั่นคง จึงยังไม่อาจคืนเกงจิ๋วให้ได้

         ซุนกวนโกรธมาก จึงประกาศทำศึกกับเล่าปี่ด้วยการส่งลิบองเป็นแม่ทัพใหญ่เข้าโจมตีเมืองเตียงสา เหลงเหลง กุ้ยหยาง สามหัวเมืองตอนใต้ของเกงจิ๋ว เล่าปี่จึงนำกองทัพ 50,000 ไปตั้งมั่นที่กงอั๋น ให้กวนอูตั้งหลักที่อิเหลง เพื่อเตรียมรับศึก สถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายตึงเครียดจนใกล้ระเบิดศึกเต็มทน แต่ปีนั้นเกิดฝนตกหนัก กองทัพทั้งสองฝ่ายจึงตั้งยันเพื่อเฝ้าดูสถานการณ์และทำได้เพียงรบกันประปรายบริเวณริมแม่น้ำแยงซีเท่านั้น  

         ระหว่างนั้น เล่าปี่ทราบข่าวด่วนว่าโจโฉยกทัพใหญ่เข้ายึดฮั่นตงได้สำเร็จ แต่ทัพโจโฉไม่ได้รุกลงมายังเสฉวนทันที เพราะโจโฉเกรงว่าเส้นทางอันทุรกันดารในการเข้าสู่เสฉวนจะทำให้กองทัพของตนมีปัญหา จากนั้นจึงให้แฮหัวเอี๋ยน เตียวคับ ซิหลง ประจำการที่ฮั่นตงต่อไป เล่าปี่จึงส่งขงเบ้งไปเจรจากับซุนกวน ซึ่งส่งจูกัดจิ๋นมาเป็นตัวแทน ผลของการเจรจาจากสองพี่น้องตระกูลจูกัด ทำให้เล่าปี่ยินยอมยกสามหัวเมืองของเกงจิ๋วให้แก่ซุนกวน เพื่อเป็นการสงบศึกและให้ซุนกวนจัดทัพบุกโจโฉที่หับป๋าอีกทางหนึ่ง ขณะที่เล่าปี่ก็รีบกลับไปเตรียมทัพรับศึกจากแฮหัวเอี๋ยนที่ฮั่นตง          

         ขณะนั้นสถานการณ์ทางตอนเหนือของเสฉวนค่อนข้างคับขันมาก เพราะกองทัพโจโฉสามารถเคลื่อนพลออกจากฮั่นตงแล้วรุกเข้าเสฉวนได้ ขงเบ้งแนะนำว่าเล่าปี่ควรรีบชิงฮั่นตงมาให้ได้โดยเร็ว เพราะหัวเมืองนี้จะมีความสำคัญมากในภายหน้า เพราะสามารถใช้เป็นศูนย์บัญชาการทหารสำหรับสั่งบุกโจมตีภาคเหนือได้ และยังสามารถใช้เป็นกันชนหน้าด่านเพื่อการลำเลียงทหารและเสบียงสำหรับทำศึกชิงภาคเหนือในระยะยาวต่อไปได้ด้วย

         เล่าปี่จัดให้เตียวหุย จูล่ง ม้าเฉียว ฮองตง สี่ขุนพลใหญ่ของตนเข้าโจมตีเพื่อยึดเมืองฮั่นตงให้ได้ โดยเตียวหุยและม้าเฉียวประจำการที่ปาเส เพื่อรับศึกกับโจหองซึ่งเป็นทัพหนุนที่โจโฉส่งมาเสริมกำลัง ส่วนจูล่งและฮองตงมีเป้าหมายที่การยึดทุ่งฮันซุยและเขาเตงกุนสัน อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของฮั่นตง มีหวดเจ้งเป็นกุนซือหลักของกองทัพ

         ปีค.ศ.217 เล่าปี่ทำศึกใหญ่กับโจโฉที่ฮั่นตง อันเป็นศึกประกาศความยิ่งใหญ่ของเล่าปี่ต่อเนื่องถึงสองปีเต็ม ยังเป็นการแสดงให้ทั้งแผ่นดินรู้ว่ากองทัพของเล่าปี่ไม่ได้เป็นขุมกำลังที่อ่อนแอและพบแต่ความปราชัยต่อไปเสมือนก่อนอีกแล้ว

         เล่าปี่ให้ เตียวหุย ม้าเฉียว ฮองตงและเงียมหงัน ไปรบกับโจหองและเตียวคับที่รักษาทุ่งฮันซุย จนสามารถเอาชัยมาได้ จากนั้นก็ส่งฮองตงไปปะทะกับแฮหัวเอี๋ยนที่เฝ้ารักษาฮั่นตงที่เขาเตงกุนสัน โดยมีหวดเจ้งเป็นกุนซือ ซึ่งฮองตงก็ได้อาศัยแผนการของหวดเจ้งสามารถสังหารแฮหัวเอี๋ยนยึดเอาฮั่นตงมาได้ ฝ่ายโจโฉแค้นมากจึงนำทัพใหญ่ลงมาหมายแก้แค้นแทนแฮหัวเอี๋ยน ทัพโจโฉใช้แผนการศึกเข้าล้อมกรอบทัพของฮองตงจนเกือบเสียท่า แต่จูล่งเข้าไปตีฝ่าวงล้อมและช่วยฮองตงออกมาได้ โจโฉจึงสั่งกองทัพไล่ติดตาม แต่จูล่งใช้แผนเปิดประตูค่ายหลอกล่อทัพของโจโฉจนไม่กล้ารุก เมื่อโจโฉคิดจะถอยทัพจูล่งก็นำทัพเข้าตีจนทัพของโจโฉแตกพ่ายไป โจโฉจึงส่งซิหลงให้ยกทัพมาหมายจะเอาคืน แต่ก็พ่ายแพ้ต่อจูล่งและฮองตงอีก

         ยุทธการศึกที่ฮั่นตงเริ่มหนักหน่วงมากขึ้น แม้ว่าฝ่ายเล่าปี่จะเป็นฝ่ายได้เปรียบและสามารถรบชนะหลายครั้งในศึกครั้งนี้ แต่เล่าปี่ก็ยังไม่ประมาท เพราะเวลานั้นโจโฉบัญชากองทัพใหญ่มาด้วยตนเอง เล่าปี่จึงตัดสินใจบัญชากองทัพใหญ่ขึ้นเหนือไปสมทบด้วยตนเองด้วย ต่อมาหวดเจ้งได้ล้มป่วยหนัก เล่าปี่จึงเรียกตัวขงเบ้งให้นำทัพหนุนเข้ามาเสริมกำลังแล้วทำหน้าที่เป็นกุนซือช่วยวางแผนการรบต่อแทน

         เล่าปี่สามารถทำศึกกับทัพใหญ่หลายแสนที่โจโฉบัญชาทัพมาเองได้ กระทั่งโจโฉต้องตัดสินใจถอยทัพกลับเพราะเสบียงทัพเริ่มขาดแคลน ผลจากชัยชนะของเล่าปี่ในครั้งนี้จึงกล่าวได้ว่า ศึกฮั่นตงป็นศึกใหญ่ครั้งแรกที่เล่าปี่สามารถรบชนะโจโฉด้วยกำลังของตนเองได้อย่างแท้จริง และก็สามารถยึดดินแดนของโจโฉมาครอบครองได้อย่างเด็ดขาด ประกาศชัยชนะและบารมีให้สะท้านไปทั่วทั้งแผ่นดิน 

         ปีค.ศ.219 ตรงกับเจี้ยงอันศกปีที่ 24 หลังจากเล่าปี่ยึดเมืองฮั่นตงได้สำเร็จ ด้วยการสนับสนุนของเหล่าขุนนางและนายทหารทั้งปวง โดยมีขงเบ้ง เคาเจ้ง หวดเจ้ง ร่วมเป็นแกนนำ ทั้งหมดได้เสนอให้เล่าปี่ตั้งตนขึ้นเป็นอ๋อง เล่าปี่ตอบรับแล้วจึงสถาปนาตนเองขึ้นเป็น “ฮั่นตงอ๋อง” (Han Zhong Wang)[3] ในเดือน 7 ขณะนั้นเล่าปี่อายุได้ 59 ปี เท่ากับเป็นการประกาศว่าตนเองอยู่ในสถานะที่เท่าเทียมกับโจโฉซึ่งดำรงตำแหน่งวุยอ๋อง จากนั้นจึงแต่งตั้งเลื่อนยศให้เหล่าขุนนางและนายทหารโดยพร้อมกัน เล่าเสี้ยนได้เป็นรัชทายาท เคาเจ้งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ หวดเจ้งเป็นราชเลขาธิการ ขงเบ้งเป็นเสนาธิการทหารยศนายพล กวนอู เตียวหุย จูล่ง ฮองตง และม้าเฉียว ได้รับการยกย่องเป็นนายพลห้าทหารเสือ ซึ่งในประวัติศาสตร์แล้ว ตำแหน่งนายพลห้าทหารเสือเป็นเพียงการเรียกขานเพื่อยกย่องให้เกียรติเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจทางทหารในกองทัพเพิ่มอย่างใด

         มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการตั้งตนเองขึ้นเป็นฮั่นตงอ๋องของเล่าปี่ เหตุใดต้องเป็นฮั่นตงอ๋อง เพราะเมืองฮั่นตงเป็นหัวเมืองทางตะวันตกซึ่งไม่ได้มีพื้นที่ใหญ่โตเลย ว่าไปแล้วเป็นหัวเมืองที่ล้อมรอบไปด้วยเขาสูงสลับซับซ้อน ยากแก่การเดินทาง เหมาะแก่การใช้เป็นปราการส่วนหน้าในการทำศึกป้องกันอาณาจักร แต่เหตุที่เล่าปี่ประกาศตนขึ้นเป็นอ๋องที่เมืองนี้ อาจจะแฝงนัยยะที่สำคัญบางประการเอาไว้

         ในจดหมายเหตุมีบันทึกถึงประเด็นนี้เช่นกัน เผยซงจืออธิบายแทรกว่า ฮั่นตงอ๋องเป็นตำแหน่งเดียวกับที่หลิวปัง (เล่าปัง) หรือพระเจ้าฮั่นเกาจู่ ปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่น ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเล่าปี่ได้เคยครองตำแหน่งนี้มาก่อน เนื่องจากในสมัยที่หลิวปังต่อสู้แย่งชิงอำนาจในแผ่นดินนั้น เขาโดนเซี่ยงหยี่บีบให้ต้องเดินทางไปครองเมืองฮั่นตงซึ่งในยุคสมัยนั้นเป็นหัวเมืองที่ทุรกันดารและยากแค้นมาก แต่หลิวปังก็จำใจไปเพราะไม่มีกำลังพอจะสู้กับเซี่ยงหยี่ได้ ในเวลาต่อมาหลิวปังก็สถาปนาตนเป็นฮั่นตงอ๋อง แล้วยกทัพพิชิตไปทั่วแผ่นดิน รวมประเทศจีนให้เป็นปึกแผ่นแล้วสถาปนาราชวงศ์ฮั่นได้สำเร็จ การที่เล่าปี่เลือกสถาปนาตนเป็นฮั่นตงอ๋อง จึงอาจแฝงเร้นนัยยะว่าต้องการนำตนไปเปรียบเทียบกับปฐมฮ่องเต้ในอดีต แล้วยังเป็นการประกาศเรียกผู้คนที่มีใจคิดต่อต้านโจโฉให้รวมไว้เป็นหนึ่งเดียวกัน ส่งผลให้ความเชื่อว่าเล่าปี่คือผู้ที่มีความชอบธรรมในการเป็นสืบทอดราชวงศ์ฮั่นได้กระจายไปทั่วแผ่นดิน แม้ว่าแท้จริงแล้วเขาจะยังมีไพร่พลด้อยกว่าโจโฉอยู่มาก แล้วเพิ่งจะครอบครองพื้นที่เพียง 1 ใน 3 ของประเทศจีนเท่านั้นก็ตามที

         เล่าปี่ได้จัดระบบกองทัพขึ้นใหม่ โดยแต่งตั้งอุยเอี๋ยนเป็นแม่ทัพรักษาเมืองฮั่นตง เตียวหุยเป็นเจ้าเมืองปาซี ส่วนจูล่ง ฮองตง ม้าเฉียว ให้ประจำที่เสฉวน ในขณะที่กวนอูนั้นยังคงรับหน้าที่เจ้าเมืองเกงจิ๋วอยู่เช่นเดิม

         เกี่ยวกับการตั้งอุยเอี๋ยนนั้น อาจถือว่าเป็นเรื่องพลิกโผมาก เพราะฮั่นตงเป็นหัวเมืองยุทธศาสตร์สำคัญที่จะต้านทานการรุกรานจากโจโฉทางตอนเหนือ แม่ทัพซึ่งเฝ้ารักษาที่นี่นอกจากจะต้องเชี่ยวชาญการรบ ยังต้องมีความสุขุมเยือกเย็น และสามารถใช้ชัยภูมิอันเป็นภูเขาสลับซับซ้อนของฮั่นตงให้เป็นประโยชน์ได้ ซึ่งเล่าปี่ก็เลือกใช้อุยเอี๋ยนซึ่งเป็นนายพลที่มียศต่ำสุดจากนายพลทั้งหกคนที่มีให้ดูแลที่นี่ และปรากฏว่าชั่วชีวิตของอุยเอี๋ยน ฮั่นตงสามารถอยู่รอดปลอดภัยมาโดยตลอด จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นความสามารถในการกล้าเลือกใช้งานคนของเล่าปี่ ซึ่งทำให้เขาสามารถต่อสู้ทัดเทียมได้กับโจโฉและซุนกวน

         ปีเดียวกัน หลังจากเล่าปี่ประกาศตนเป็นฮั่นตงอ๋อง ก็เกิดเรื่องใหญ่ซึ่งส่งผลสะเทือนต่อแผนการใหญ่ของเล่าปี่จนพลิกผันไปทั้งหมด เมื่อกวนอูตัดสินใจยกทัพขึ้นเหนือไปรบกับวุยก๊ก ในเดือน 10 และสามารถเข้าตีปราสาทฟ่านจนเกือบประสบผล แต่กลับถูกฝ่ายง่อก๊กตีตลบหลัง เพราะเวลานั้นซุนกวนกำลังผิดใจกับกวนอู จึงได้ส่งลิบองเป็นแม่ทัพลอบยึดเมืองกังเหลงมาได้ กวนอูต้องถอยทัพกลับ และถูกปิดล้อมจนไร้ทางหนี สุดท้ายก็ถูกลิบองจับตัวได้ กวนอูไม่ยอมจำนน ซุนกวนจึงสั่งประหารชีวิต

         เหตุการณ์นี้นำไปสู่ความตกต่ำลงของเล่าปี่และจ๊กก๊กอย่างเลี่ยงไม่ได้ และนับแต่นั้น จ๊กก๊กก็ไม่เคยกลับมายิ่งใหญ่ได้เสมือนช่วงที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวอีกเลย

 

อวสานเล่าปี่ ไว้ลายพญามังกร เผื่อทางลงในฐานะผู้นำ

         ปีค.ศ.220 เล่าปี่ทราบข่าวโจโฉเสียชีวิตในเดือน 1 จากนั้น ปีเดียวกัน ในเดือน 10 ก็ทราบข่าวว่าโจผีปลดพระเจ้าเหี้ยนเต้ลงจากบัลลังก์ แล้วตั้งตนเป็นพระเจ้าวุยบุ๋นตี้ ก่อตั้งราชวงศ์วุย เป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์ฮั่น  

         ขณะเดียวกันหลังจากเล่าปี่ทราบข่าวว่ากวนอูถูกซุนกวนสังหาร ก็แค้นใจมาก คิดจะยกกองทัพใหญ่ไปโจมตีง่อก๊ก แต่ขงเบ้งและเหล่าขุนนางพยายามทัดทานไว้ เล่าปี่จึงจำใจต้องชะลอไว้ก่อน ซึ่งการตายของกวนอูนั้นมีการซัดทอดภายหลังว่า เล่าฮองบุตรบุญธรรมของเล่าปี่ และเบ้งตัด สองขุนพลที่ทำหน้าที่ดูแลเมืองเซียงหยงเพื่อคอยสนับสนุนกวนอู มีส่วนร่วม เนื่องจากในยามที่กวนอูส่งคนมาขอกำลังทหารไปช่วยเพื่อแก้วงปิดล้อม ทั้งสองกลับไม่ยอมส่งกำลังไปช่วยเหลือ เนื่องจากเบ้งตัดแค้นใจเล่าปี่ที่ไม่ยอมให้ตำแหน่งทางการทหารในระดับสูงอย่างที่ตนหวังไว้ เนื่องจากเบ้งตัดเป็นหนึ่งในแกนนำของขุนนางเสฉวนร่วมกับหวดเจ้ง และเตียวสง ในการช่วยให้เล่าปี่ได้เมืองเสฉวนมาครอง จึงยุยงเล่าฮองไปด้วย

         ฝ่ายเบ้งตัดนั้นกลัวความผิด จึงหนีไปสวามิภักดิ์ต่อโจผีที่วุยก๊กและได้ทำหน้าที่รักษาเมืองซงหยง จากนั้นก็ส่งจดหมายมาแจ้งให้เล่าฮองหันไปสวามิภักดิ์กับโจผีเสียจะดีกว่า แต่เล่าฮองไม่ยอมและฉีกจดหมายทิ้ง เป็นการแสดงให้เห็นว่าความจริงเขายังภักดีต่อเล่าปี่ เพียงแต่เขาอาจจะมีความขัดแย้งเป็นการส่วนตัวกับกวนอู นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้ไม่ยอมส่งทหารไปช่วยและส่งผลให้กวนอูต้องตาย ภายหลังเล่าฮองสำนึกผิดจึงขอไถ่โทษด้วยการอาสานำทัพไปตีเมืองซงหยงแต่ก็ต้องพ่ายแพ้กลับมา จึงโดนเล่าปี่สั่งประหาร ภายหลังเมื่อได้ทราบว่าเล่าฮองฉีกจดหมายของเบ้งตัดทิ้ง ก็รู้สึกเสียใจที่ด่วนประหารเล่าฮองไป

         ปีค..221 เล่าปี่เมื่อทราบข่าวว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ถูกปลด ขงเบ้งได้เสนอให้เล่าปี่สถาปนาตนขึ้นเป็นฮ่องเต้เพื่อสืบทอดราชวงศ์ฮั่นต่อไป ดังนั้นในเดือน 4 ด้วยการสนับสนุนของเหล่าขุนนาง นายทหาร และประชาชน เล่าปี่จึงสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ที่นครเซงโต๋ ก่อตั้งราชวงศ์จ๊กก๊ก หรือสู่-ฮั่น (Shu-Han) ทรงพระนามว่า พระเจ้าเจียวเล่ (Jiao Lie) เริ่มต้นใช้ศักราชเจียงบู๊ แต่งตั้งพระนางงอซีขึ้นเป็นพระอัครมเหสี แต่งตั้งเล่าเสี้ยนบุตรชายคนโตขึ้นเป็นไท่จือหรือองค์รัชทายาทเพื่อสืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป เล่าก๋งบุตรคนที่สองเป็นหลู่อ๋อง เล่าเอ๋งบุตรคนที่สามเป็นเหลียงอ๋อง ตั้งขงเบ้งเป็นสมุหนายกหรือเฉิงเสี่ยง เตียวหุยเป็นสมุหกลาโหมหรือผู้บัญชาการทหาร เคาเจ้งเป็นซือถูหรือมหาเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ และเลื่อนตำแหน่งให้ขุนนางน้อยใหญ่โดยพร้อมกัน จากนั้นประกาศอภัยโทษทั่วทั้งแคว้น สร้างความยินดีแก่ผู้คนในเสฉวนอย่างมาก

         เดือน 6 ปีเดียวกัน เล่าปี่ซึ่งสะสมความแค้นเรื่องกวนอูถูกสังหาร ได้เกิดรำลึกถึงความแค้นขึ้น จึงประกาศจะยกทัพไปบุกง่อก๊กของซุนกวนเพื่อแก้แค้น แต่ในระหว่างเตรียมทัพ เตียวหุยซึ่งดื่มสุราเมามายกลับโดนนายทหารของตนลอบสังหารในยามวิกาลศีรษะโดนนำไปที่ง่อก๊ก ยิ่งเป็นการเพิ่มเชื้อไฟแค้นให้กับเล่าปี่ให้ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น

         จูล่งพยายามทัดทานเล่าปี่ว่าไม่ควรยกทัพบุกไปโจมตีง่อก๊ก เพราะศัตรูแท้จริงของแผ่นดินนี้คือวุยก๊กหรือโจผี เล่าปี่ควรละวางความแค้นส่วนตัวแล้วหันไปจับมือกับซุนกวนเพื่อสู้ศึกกับโจผีมากกว่า นั่นจึงจะสมใจคนทั้งแผ่นดิน แต่เล่าปี่ไม่ฟัง จูล่งจึงได้เป็นเพียงทัพหลัง ส่วนขงเบ้งนั้นได้เขียนฎีกาขึ้นถวายเพื่อยับยั้งการออกศึก แต่เล่าปี่กลับขว้างทิ้งอย่างไม่ไยดี ขงเบ้งทราบเรื่องก็ได้แต่ถอนใจกล่าวว่า หากหวดเจ้งยังมีชีวิตอยู่คงสามารถห้ามมิให้เล่าปี่ออกศึกได้[4]

         เดือน 7 ปีเดียวกัน เล่าปี่ยกทัพใหญ่ราว 7 แสนคนบุกไปตีง่อก๊ก จุดนี้ในจดหมายเหตุไม่ได้บันทึกว่าเล่าปี่ยกพลไปมากถึงขนาดนั้น คาดว่าราว 2-3 แสนคนเท่านั้น ระหว่างทางทัพของเล่าปี่สามารถยึดหัวเมืองแถบเกงจิ๋วคืนได้ไม่น้อย แต่ก็ต้องเสียแม่ทัพหน้าอย่างฮองตงไปในการทำศึก ส่วนจดหมายเหตุไม่ได้บันทึกว่าฮองตงร่วมทัพไปด้วย เพราะอาจเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว

         ขณะที่กองทัพของเล่าปี่ก็สามารถตีทัพของซุนกวนตามรายทางได้นั้น สร้างความหวั่นวิตกแก่ซุนกวนมาก จึงพยายามส่งหนังสือขอเจรจาสงบศึกเสนอให้ร่วมกันต่อสู้กับโจโฉอีกครั้ง แล้วจะส่งนางซุนฮูหยินคืนให้เล่าปี่อีกด้วย แต่เล่าปี่ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

         ซุนกวนร้อนใจยิ่งนัก ถึงกับคิดจะถอนกำลังออกจากเกงจิ๋ว แต่โดยภาพรวมแล้ว หากต้องเสียเกงจิ๋วไป อันตรายจะมาถึงดินแดนทางตะวันออกของแม่น้ำแยงซีทันที ดังนั้นซุนกวนจึงจัดประชุมเร่งด่วน ผลคือซุนกวนได้ตัดสินใจส่งแม่ทัพหนุ่มอัจฉริยะแต่ไร้ชื่อเสียงอย่างลกซุนออกมารับมือกับเล่าปี่

         ปีค.ศ.222 เล่าปี่ยกทัพมาที่อิเหลง หลังจากทำศึกชนะมาได้ ด้วยความที่ดูแคลนลกซุนว่ามีพื้นเพมาจากบัณฑิตและเป็นเพียงขุนพลไร้ชื่อเสียง เมื่อเล่าปี่ยกกองทัพเข้าใกล้เกงจิ๋ว ก็ท้าลกซุนออกมารบ แต่ลกซุนไม่สนใจ กองทัพเล่าปี่จึงทำการตั้งค่ายเป็นทิวยาวอยู่ริมแม่น้ำโดยหวังทำศึกระยะยาว ลกซุนจึงอาศัยช่วงเวลาวิกาลลอบวางเพลิงเผาค่ายที่ตั้งเป็นทิวยาวจนพินาศสิ้น

         จูล่งนำทัพขึ้นมาช่วยและพาเล่าปี่หนีกลับไปรักษาจิตใจอยู่ที่เมืองกงอาน ซึ่งที่นั่นเล่าปี่ได้แต่นอนซมเพราะไม่กล้าไปสู้หน้าขงเบ้งและเหล่าขุนนางที่เสฉวนและเริ่มล้มป่วยลง จากนั้นการบริหารในเสฉวน เล่าปี่ก็ปล่อยให้เป็นงานของขงเบ้ง  

         ปีค..223 เดือน 4 เล่าปี่รู้ตัวว่าป่วยหนัก ใกล้ถึงแก่ชีวิต จึงเรียกตัวขงเบ้งและเหล่าขุนนางรวมถึงบุตรชายอีกสองคนมาเข้าเฝ้า ให้เล่าเสี้ยนบุตรชายคนโตอยู่รักษาการที่เสฉวน จากนั้นก็เริ่มสั่งเสียงานบ้านเมือง ให้จูล่งทำหน้าที่พิทักษ์รักษาครอบครัวของตนต่อไป สั่งขงเบ้งกับลิเงียมซึ่งให้ช่วยกันดูแลบ้านเมือง ในนิยายกล่าวว่า เล่าปี่เรียกขงเบ้งมากระซิบว่า หากเห็นว่าเล่าเสี้ยนไม่อาจเป็นฮ่องเต้ที่ดี หรือสามารถจะชิงแผ่นดินสู้กับโจผีหรือซุนกวนได้ ก็ขอให้ขงเบ้งขึ้นแทนเสียเลย

         เมื่อขงเบ้งได้ยินดังนั้นก็ถึงกับตกใจตัวสั่น เอาศีรษะโขกพื้นเต็มแรง แล้วสาบานว่าจะขอรับใช้ตระกูลเล่าไปจนกว่าชีวิตนี้จะหาไม่  

         คำกล่าวนี้ของเล่าปี่ ได้กลายเป็นวาทะอมตะซึ่งต่อมากลายเป็นที่ถกเถียงและวิจารณ์กันเรื่อยมาถึงปัจจุบันว่า แท้จริงแล้วเล่าปี่มีเจตนาเช่นไรกันแน่ หรือเขาต้องการพูดดักคอขงเบ้งเพื่อป้องกันราชบัลลังก์ของตระกูลเล่าไว้หรือไม่ จึงได้กล่าวทิ้งไว้เช่นนั้น แล้วก็เพราะคำกล่าวเช่นนี้เองจึงทำให้ขงเบ้งถึงกับต้องเอ่ยปากยอมสาบานตนว่าจะรับใช้ตระกูลเล่าต่อไปตราบวันตาย        

         หลอก้วนจงได้เล่าไว้ในนิยายสามก๊กว่า ขงเบ้งเป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อเล่าปี่และเล่าเสี้ยน รวมถึงราชวงศ์ฮั่นอย่างสุดที่จะหาประมาณมิได้ แต่การที่เล่าปี่กล่าวดักไว้เช่นนี้ ก็นับว่าเป็นการป้องกันสิ่งที่ไม่แน่นอน หากมองในแง่เล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างเล่าปี่กับขงเบ้งในช่วงท้ายนั้นอาจจะไม่ได้สนิทสนมเหมือนช่วงแรกหรือไม่ นอกจากนี้การที่เล่าปี่แต่งตั้งลิเงียมซึ่งเป็นขุนนางที่มีอิทธิพลสูงในเสฉวนตั้งแต่สมัยเล่าเจี้ยงเคยปกครอง ให้เป็นผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองเคียงคู่ไปกับขงเบ้ง ก็อาจเป็นการแสดงเจตนาของเล่าปี่ว่าต้องการให้เกิดการคานอำนาจขึ้นในหมู่ขุนนาง อาจเพราะเล่าปี่ย่อมรู้ว่าหลังจากสิ้นตนไปแล้ว ผู้ที่จะขึ้นมามีอำนาจปกครองสูงสุดตัวจริงในจ๊กก๊กย่อมไม่พ้นขงเบ้งเป็นแน่ สถานะของขงเบ้งหลังจากนี้จึงคล้ายกับที่โจโฉเคยเป็นมาก่อน นั่นคือ “อยู่ใต้หนึ่งคนแต่อยู่เหนือคนนับล้าน” ดังนั้นการคานอำนาจขงเบ้งไว้ด้วยการแต่งตั้งลิเงียมขึ้นมา จึงนับเป็นการไว้ลายในฐานะของผู้นำและนักการเมืองที่สามารถโลดแล่นอยู่ในวงการชิงอำนาจในยุคสมัยที่ปรากฏคนเก่งกล้าสามารถมากที่สุดยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์จีนได้เกือบครึ่งศตวรรษ  

         นอกจากนี้ ในจดหมายเหตุสามก๊กยังบันทึกว่า เล่าปี่ได้มีราชโองการสั่งสอนเล่าเสี้ยนไว้ก่อนสิ้นลม ซึ่งขณะนั้นเล่าเสี้ยนต้องอยู่เฝ้านครเซงโต๋ ในราชโองการนั้นมีใจความสั่งสอนให้เล่าเสี้ยนตั้งใจศึกษาหาความรู้จากตำราโบราณทั้งหลาย ได้แก่ ฮั่นซู่ หลี่จี้ รวมถึงตำราของหานเฟยจื่อ และ ก่วนจง ลู่เต๋า หวังให้เล่าเสี้ยนได้พัฒนาตนเองขึ้นเป็นผู้นำที่มีสติปัญญาและความสามารถเพียบพร้อมเพียงพอที่จะปกครองบ้านเมืองต่อไปได้ เนื่องจากเล่าปี่ทราบว่าสาเหตุที่ขงเบ้งมีสติปัญญารอบรู้เหนือคนได้นั้นก็เพราะได้มุ่งมั่งศึกษาจากตำราโบราณเหล่านั้น แต่ตัวเล่าปี่มิได้ศึกษาตำราทั้งหลายอย่างจริงจัง จึงประสบความพ่ายแพ้ในการทำศึกใหญ่ เป็นผลให้อาณาจักรเสื่อมถอยลง ในราชโองการยังสั่งความว่า จาากนี้ไปขอให้เล่าเสี้ยนและน้องชายทั้งสองให้ความเคารพและปฏิบัติต่อขงเบ้งประดุจบิดาแท้ๆ

         ด้วยคำสั่งเสียที่เล่าปี่มอบไว้ให้เล่าเสี้ยน แสดงให้เห็นถึงความกังวลที่มีต่อบุตรชาย เล่าปี่พิเคราะห์เห็นว่าสาเหตุที่ขงเบ้งมีสติปัญญาล้ำเลิศและรอบรู้ศาสตร์ความรู้สารพัดนั้น เพราะขงเบ้งได้มุ่งมั่นศึกษาตำราโบราณเป็นจำนวนมาก เล่าปี่จึงต้องการให้เล่าเสี้ยนศึกษาตำราเหล่านั้นและพัฒนาตนเอง อาจไม่ต้องถึงขั้นขงเบ้ง แต่เพื่อให้มีแนวความรู้ที่ขงเบ้งมีอยู่ก็ยังดี แล้วเหตุที่สั่งให้เล่าเสี้ยนและบุตรทั้งหมดเคารพขงเบ้งประดุจบิดานั้นก็เท่ากับเป็นการโยนภาระทั้งหมดหลังจากนี้จนกว่าเล่าเสี้ยนจะเติบใหญ่ให้ขงเบ้งไปโดยปริยาย ทำให้เล่าเสี้ยนไม่ต้องรับภาระหนักมากเกินไปและได้โอกาสที่จะศึกษาหาความรู้พัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ แต่จากผลลัพธ์ของเรื่องราวที่ปรากฏในประวัติศาสตร์และนิยายหลังจากนี้ คงกล่าวได้ว่า มันเกินกำลังของเล่าเสี้ยน เขาไม่ได้มีความสามารถถึงระดับที่จะแบกรับภารกิจยิ่งใหญ่แล้วทำปณิธานของเล่าปี่ให้เป็นจริงได้ สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเล่าเสี้ยนคือ อย่างน้อยที่สุดเขาก็รู้ตัวเองว่าไม่ได้มีความสามารถ จึงมอบหมายภารกิจบ้านเมืองให้ขงเบ้งและเหล่าขุนนางอย่างเต็มที่ในการบริหารบ้านเมือง แล้วเขาก็ไม่ได้เป็นฮ่องเต้ทรราชที่สังหารคนดีเฉกเช่นทรราชอีกหลายคนในยุคนั้น บางทีนี่อาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดซึ่งเล่าเสี้ยนได้รับสืบทอดมาจากเล่าปี่

         ปีค.ศ.223 ในที่สุด พระเจ้าเล่าปี่ก็สิ้นพระชนม์ ในเดือน 6 ณ เมืองกงอั๋น รวมอายุ 63 ปี รัชทายาทเล่าเสี้ยนขึ้นมาสืบราชสมบัติต่อ ถวายสมัญญานามย้อนหลังให้เล่าปี่เป็นพระเจ้าเจียงบู๊เต้ จดหมายเหตุบันทึกว่าเล่าปี่มีภรรยารวมทั้งสิ้น 4 คน มีบุตรชายทั้งสิ้น 4 คน มีไม่ปรากฏนามอีกอย่างน้อย 1 คน เชื่อว่าเกิดก่อนเล่าเสี้ยนแต่ตายตั้งแต่วัยหนุ่ม และไม่ปรากฏว่ามีบุตรี

         แม้ว่าเล่าปี่จะไม่สามารถทำศึกเพื่อรวบรวมแผ่นดินสามก๊กให้เป็นหนึ่งเดียว แต่ความฝันครั้งวัยเยาว์ในการเป็นฮ่องเต้ก็บรรลุผลอย่างยิ่งใหญ่แล้ว เราอาจถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างสูงสุดของบุคคลผู้หนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่ควรต้องจารึกไว้ เมื่อพิจารณาว่าเขามีจุดเริ่มมาจากการเป็นเชื้อพระวงศ์ตกยากซึ่งยังชีพด้วยการทอเสื่อและสานรองเท้าฟางขายเท่านั้น

         ปัจจุบันนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ได้ค้นคว้าและตีความเรื่องราวของเล่าปี่แตกต่างไปจากเดิม นั่นยังรวมถึงทางสื่อต่างๆไม่ว่าภาพยนตร์ ละคร การ์ตูน เกม เล่าปี่จากในวรรณกรรมนั้นมีความเป็นพระเอกแนวโศกนาฏกรรมผู้มีอุดมการณ์ ยึดถือคุณธรรม เป็นราชันย์เจ้าน้ำตา ผู้พนมมือไปทั้งสิบทิศตามคำกล่าวของยาขอบ แต่จากเรื่องราวของเล่าปี่นั้นหากค้นคว้าให้ลึกซึ้งลงไปเราอาจจะพบได้ว่าตัวจริงของเล่าปี่นั้นยากจะสรุปได้ เขาเป็นบุคคลที่สร้างตัวมาจากสองมือเปล่า แต่กลับผงาดขึ้นมาเป็น 1 ใน 3 บุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในยุคสามก๊ก และเป็นบุรุษเดียวที่โจโฉยกย่องว่าคู่ควรแก่คำว่าวีรบุรุษผู้กล้า ทั้งที่เป็นยุคที่ปรากฏขุนศึกที่ทรงอำนาจขึ้นมามากมาย แต่สุดท้ายแล้วกลับเหลือเพียงเล่าปี่เท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดสู้กับโจโฉ ผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในแผ่นดิน

         ทุกวันนี้ สุสานของเล่าปี่ตั้งอยู่ที่เมืองเซงโต๋ และได้รับเคารพยกย่องกราบไหว้บูชาจากคนรุ่นหลัง โดยมีสุสานของขงเบ้งซึ่งมีขนาดใหญ่โตกว่าตั้งอยู่ใกล้กัน อาจเพราะผู้คนส่วนใหญ่ประเมินความสามารถในฐานะผู้นำของเล่าปี่ไว้ต่ำกว่าขงเบ้ง อันเป็นผลมาจากบทบาทที่ปรากฏในนิยาย

         แต่ถ้าจะว่ากันตามประวัติศาสตร์ หรือต่อให้พิจารณาจากในนิยายด้วยซ้ำ เราอาจจะพบว่าบุคลิกความเป็นผู้นำของเล่าปี่นั้นเหนือกว่าขงเบ้งไม่น้อยเลย แม้แต่โจโฉไม่เคยกล่าวคำพูดใดที่แสดงว่าเขาหวั่นเกรงในตัวขงเบ้งสักครั้ง แต่สำหรับเล่าปี่ นี่คือบุรุษเพียงผู้เดียวที่โจโฉเคยวิจารณ์ว่าในแผ่นดินนี้ ผู้ที่ควรได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษแล้ว นอกจากตัวโจโฉเองแล้วก็มีอีกคนคือเล่าปี่เท่านั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าเล่าปี่เป็นบุคคลเดียวที่โจโฉ ชายซึ่งมีอำนาจมากที่สุดในยุคสามก๊กให้การยอมรับเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง

          จึงถือว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จและการสร้างความยิ่งใหญ่ของเล่าปี่นับว่าเป็นสิ่งที่ควรต้องศึกษา จากบุรุษผู้สร้างตัวมาจากสองมือเปล่า และมีต้นทุนที่ต่ำที่สุดในบรรดาผู้นำของทั้งสามก๊ก



[1] จูกัดเหลียง ขงเบ้ง (จูเก่อเลี่ยง ข่งหมิง) เป็นยอดกุนซือผู้แนะนำยุทธ์ศาสตร์หลงจง ซึ่งเป็นแผนแบ่งแยกแผ่นดินจีนให้ออกเป็นสามส่วนให้กับเล่าปี่ ในนิยายสามก๊กนั้น หลอก้วนจงได้ดัดแปลงเรื่องราวที่ทำให้ขงเบ้งกลายเป็นยอดกุนซือที่มีสติปัญญาล้ำเลิศที่สุดในเรื่องสามก๊ก และเป็นตัวละครที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุดคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน

[2] เซงโต๋ หรือ เฉิงตู เป็นนครใหญ่ที่สุดในมณฑลเอ็กจิ๋ว ต่อมาเล่าปี่ได้สถาปนาให้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรจ๊กก๊ก

[3] สาเหตุที่เลือกสถาปนาตนขึ้นเป็นฮั่นตงอ๋อง ก็เพราะต้องการเลียนเยี่ยงพระเจ้าฮั่นเกาจู่ ปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นในอดีต ซึ่งเมื่อครั้งเริ่มทำการใหญ่ ก็ได้สถาปนาตนเป็นอ๋องที่ฮั่นตงเช่นกัน เล่าปี่ต้องการตามรอยของบรรพบุรุษ จึงเลือกใช้พระนามนี้

[4] หวดเจ้ง หรือ ฝาเจิ้ง (Fa Zheng) อดีตขุนนางของเล่าเจี้ยง เป็นกุนซือที่มีความเชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ทางทหาร เป็นผู้มีส่วนอย่างมากในการวางแผนช่วยทำให้เล่าปี่ได้เมืองเสฉวนมาครอง แล้วยังช่วยวางแผนทำให้ชนะศึกฮั่นตง ดังนั้นเล่าปี่จึงยกย่องและเชื่อถือความเห็นของหวดเจ้งมาก แต่หวดเจ้งมีพฤติกรรมทุจริต และใช้อำนาจที่มีกำจัดคู่แข่งทางการเมือง หลายคนไม่ชอบหน้า แล้วนำไปฟ้องร้องให้ขงเบ้งทราบ แต่ขงเบ้งเห็นว่าเล่าปี่ต้องการใช้คน และหวดเจ้งสร้างผลงานใหญ่มาก จึงไม่ได้เอาโทษ ภายหลังเมื่อหวดเจ้งทราบเรื่องนี้จึงลดละพฤติกรรมของตนเองลงบ้าง ในประวัติศาสตร์เชื่อว่าช่วงที่เล่าปี่ยึดเมืองเสฉวนมาครองได้นั้น กุนซือที่เล่าปี่เชื่อถือมากที่สุดก็คือหวดเจ้งนั่นเอง ขงเบ้งจึงถึงกับกล่าวว่า ถ้าหวดเจ้งยังมีชีวิตอยู่ คงห้ามเล่าปี่ได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

17 ความคิดเห็น

  1. #1527 Kabuki mono (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 / 23:36
    ในมุมมองของผมผมมองว่าเล่าปี่เป็นคนจริงและเป็นคนดีมาก ดูตัวอย่างยุทธการอิเหล็งหรืออี้หลิงเล่าปี่ไม่ได้อยู่ดีๆไปเเก้แค้นให้กวนอูซึ่งเป็แค่น้องร่วมสาบาน แต่เล่าปี่เก็บความแค้นถึง2ปีรวบรวมไพล่พลเพื่อที่จะไปเเก้แค้นเหมือนกับลับมีดรอถึง2ปีเตรียมที่จะไปแก้แค้น

    บางคนว่าเล่าปี่คิดไม่ถูกไม่เห็นผลประโยชน์ของชาติบ้างหละโง่บ้างหละ

    ถ้าเล่าปี่ในมุมมองของคนแบบนั้นก็เป็นมุมมองของคนที่เห็นแก่ผลประโยชน์เท่านั้นถ้าเปรียบกับนักการเมืองก็เป็นนักการเมืองที่ปลิ้นปล้อนคนหนึ่งเท่านั้น

    ถ้าเล่าปี่ในมุมมองของคนที่เชื่อในเรื่องสัจจะว่าจา ผมว่าเล่าปี่นี้ใช่เลยเล่าปี่ทำให้ผมได้เห็นว่าสัจจะวาจานั้นมีจริง ถึงไม่ได้เกิดวันเดียวกันแต่ก็ขอตายวันเดียวกันแสดงว่าคนอย่างเล่าปีนั้นเป็นผู้มีคุณธรรมคนนึงเลยทีเดียวแต่ดูออกจะมากจนน่ากลัวไปนิด เพราะคนที่ดีเกินไปมักจะถูกคนหมั่นไส้และถูกใส่ร้ายว่าเป็นจอมลวงโลกบ้างหละคิดการใหญ่บ้างหละเลยทำให้คนดีอย่างเล่าปี่ไม่ค่อยมี

    #1527
    1
    • #1527-1 เล่าป่วย (จากตอนที่ 27)
      18 มกราคม 2559 / 17:29
      ต้องมองอีกแง่นึงว่า เล่าปี่ คือ ผู้นำของชาติ แต่กลับยกทัพด้วยเรื่องส่วนตัว มันผิด ยุทธพิชัยสงครามครับ

      อดทนไว้สักหน่อย ไว้ปราบวุยก๊กได้ ค่อยมาเก็บง่อ

      แต่ทำพลาด พาพวกไปตายเป็นแสน แสนคน ที่ตายไป คิดว่ามีครอบครัวมั้ย

      1 คน ใน 1 แสนอาจจะต้องรับผิดชอบ ครอบครัว 3-4 คน

      แล้ว 1แสนคน ล่ะ
      #1527-1
  2. #1480 เราชื่อรายอะ (@beam1521) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2556 / 09:06
    เล่าปี่นี้ดราม่าเก่งมาก เป็นอีกคุณสมบัติเลย เอะอะอะไรก็เนียนร้องให้ สุดยอดดดดดด
    #1480
    0
  3. #1414 Akigi Raider (@akigiraider) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 / 06:37
    ผมให้น้องชายสิบสองขวบอ่านสามก๊ก พออ่านครบรอบที่สี่เขาถามผมว่า พี่ๆ เล่าปี่นี่เป็นคนดีจริงเหรอ  เห็นตอแหลจะยึดเมืองคนนั้นคนนี้เพราะเขาจับได้ก็เอาแต่ร้องไห้ บ่ายเบี่ยงต่างๆนาๆ  วันๆอยากเป็นแต่ฮ่องเต้  โจโฉยังดีกว่าเลย

    ผมได้แต่อมยิ้มแล้วถามว่าทำไมล่ะ

    โจโฉดูแลฮ่องเต้ เป็นคนอื่นคงยึดบัลลังไปแล้วแล้วที่ต้องส่งกองทัพมาปราบเพราะซุนกวนกะเล่าปี่ตั้งกองทัพและจะตั้งตนเป็นฮ่องเต้ช่ายป่ะพี่ 

    ผมดีใจมากเลยรับที่น้องผมอ่านหนังสือแล้วเข้าใจ
    เข้าใจอะไรบ้าง? คนเขียนเข้าข้างพวกของตนต้องใส่ความให้อีกฝ่ายเป็นตัวร้าย คนมีปากพูดได้ทุกอย่างและมักเอาดีใส่ตัว
    คนชนะพูดคือสิ่งถูก(เหมือนอุยเอี๋ยนตายแล้วพูดไม่ได้) ทุกอย่างมีสองด้านไว้ใจและเชื่อใจไม่ได้ ต้องอ่านเบี้องหลังของเบื้องหลังให้ออก ถ้ายังคิดว่าเล่าปี่เป็นพระเอกอยู่ลองอ่านแล้ววิเคราะห์อีกสามรอบ
    #1414
    0
  4. #1390 nexus (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 กันยายน 2555 / 04:50
    ความคิดเห็นที่ 2430 จะว่าไปก็ไม่ถูกนะ เพราะก็กที่ล่มเร็วนี้ แม้งจะล่่่มสลายเร็วในนาม



    แต่ก็ไม่ได้ล่มสลายในเงาอย่างวุย หลอก



    ที่โดนตระกูลสุมา ยึดจากภายใน
    #1390
    0
  5. #1296 กำเหลง (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 / 04:30
    ก๊กที่สร้างมาด้วยการหักหลังผู้อื่น



    จึงต้องล่มสลายเร็วกว่าก๊กที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงและทุ่มเทอย่างแท้จริงอย่าง ง่อและวุย
    #1296
    0
  6. #1263 Nuknik ^.~ (@nuknik025) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2554 / 22:25
    ใหม่ๆๆ โพส ใหม่

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 15 ตุลาคม 2554 / 22:27
    #1263
    0
  7. #1242 Tan 3 kingdom (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 กันยายน 2554 / 17:39
    ..เริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลยสุดยอดจริงๆครับ

    จะหาว่าเล่าปี่โกงมะด้าย ก็มันโกงกันหมดล่ะ

    ชอบโจโฉ โจโฉก็โกงพอกันแหละ(มากกว่าด้วยซ้ำไป)

    นี่แหละครับคนเก่ง คนดี มีคุณธรรม(ก็มากกว่าคนอื่นล่ะน่า) ไม่เคยยอมแพ้

    สมควรที่จะมีคนเก่งอยู่ด้วยมากมาย

    จริงไหมครับ?:)
    #1242
    0
  8. #1227 white wind (@joeejakkbo) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2554 / 20:21

    เล่าปี่มันเจ้าน้ำตาจริงๆแหละ
    แต่ยังไงก็นักการเมือง มีดีมีเลว เอาดีบังหน้ามันก็เป็นมาทุกยุคทุกสมัย ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้

    #1227
    0
  9. #1220 วิทย์ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2554 / 00:31
    ผมยอมรับว่าพระเจ้าเล่าปี่เป็นคนที่บริหารเเละใช้คนเป็น เเล้วก็อ่อนน้อมถ่อมตน

    เเต่ผมไม่คิดว่าท่านจะเป็นคนดีเเต่อย่างใด

    สังเกตจากพฤติกรรมที่ปรากฎในหนังสือ

    ตอนที่ไปอาศัยกองซุนจ้านอยู่ก็กล่าวว่ากองซุนจ้านเป็นผู้นำที่ไม่ได้เรื่อง

    ตอนไปอาศัยเล่าเปียวก็เช่นเดียวกัน

    นี่คือลักษณะของคนดีงั้นเหรอ....ผมว่าไม่ใช่เเน่นอน

    อาศัยผู้อื่นอยู่เเล้วยังนินทาลับหลังอีก



    เรื่องการใช้คนส่วนตัวผมชอบวิธีการของโจโฉมากกว่าครับ ถึงจะเข้มงวดกว่าเเต่ก็เป็นการ

    เพิ่มเเรงกระตุ้นให้ผู้ที่ได้รับมอบหมายงานไปทำงานอย่างเต็มที่ เเล้วถึงเเม้ว่าจะเข้มงวดเเต่โจโฉก็ไม่ค่อย

    สั่งลงโทษหรือประหารเเม่ทัพตัวเองสักเท่าไหร่



    #1220
    0
  10. #1124 ชาวฮกเกี้ยน (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554 / 22:51
    อ่านๆ ไป ดูจากสำเนียงการเขียนผู้เขียนจะแค้นชิงชังเล่าปี่เป็นพิเศษนะเออ ๕๕๕๕
    จิงๆเราว่าคนๆ นี้มีดีที่จะเป็นฮ่องเต้สุดใน 3 ก๊กล่ะ (ดีว่าโจโฉนิดนึง)
    ซื้อใจคนเก่ง ปกครองโดยธรรม

    ปล.ตอนเตียวสง เล่าปี่รู้แล้วหรอว่าจะมีแผนที่มาให้ เขียนว่าเล่าปี่แบบนั้นมันยังไงๆอยู่นา

    ผมคิดว่าเล่าปี่เป็นคนไหว้คนทุกชนชั้นจิงๆแหละ
    ไม่งั้นไม่มีผู้มีความสามารถมาอยู่ด้วย มากมายหรอก
    #1124
    0
  11. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  12. วันที่ 17 สิงหาคม 2553 / 13:16

    เจ้าน้ำตาเลยเหรอ-___-;;;

    แหม...เราว่าพระเจ้าเล่าปี่ก็เจ๋งอยู่นะ 

    ไม่ว่าจะมีใครเทพแค่ไหน แต่ปฎิเสธได้ไหมล่ะว่าสามก๊ก ถ้าให้เลือกใครเป็นพระเอก ก็ต้องเป็นเล่าปี่- -

    #1018
    0
  13. #881 Kingcrasher (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 มกราคม 2553 / 12:30
    วิเคราะห์ได้ดีนะครับ



    แต่ไม่น่าจะพููดขนาดว่าพระเอกเจ้าน้ำตาเลย ตอนที่ยกไปตีเล่าเปียว



    ก็ได้กำชับเเหล่าทหารไว้ไม่ใช่หรือครับว่า ให้ใช้กำลังทหารให้น้อยที่สุด



    เพราะว่าสุดท้ายยังไง ก็ต้องได้เมืองเสฉวนมาอยู่ดี เอ่มันก็วกเข้าการเมืองอีกแหละเนอะ



    แต่ในหลายๆเรื่องผมว่าไม่ถึงกับจะต้องตั้งว่าเป็นพระเอกเจ้าน้ำตาเลยนะครับ
    #881
    0
  14. #643 lPs (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2552 / 08:07
    สนุกมากคับ

    อ่านเพลินเลย
    #643
    0
  15. #624 ยุงชุมจัง (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2552 / 01:19
    ผมอยากได้ ซีดี 3 ก๊กตอนที่ออกทางไอทีวีจังเลยครับ มีใครช่วยได้บ้าง
    #624
    0
  16. #508 ningnickname (@ningsatan) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 กันยายน 2551 / 22:18
    นู๋ติดตามค่ะ

    อยากเปนคนแบบนี้บ้างจัง
    #508
    0