เจาะลึกยอดคนในประวัติศาสตร์สามก๊ก (พิมพ์แล้วใน จดหมายเหตุสามก๊ก)

  • 90% Rating

  • 2,836 Vote(s)

  • 396,836 Views

  • 1,581 Comments

  • 949 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,024

    Overall
    396,836

ตอนที่ 18 : ลกซุน ป้อเอี๋ยน (Lu Xun) - ผู้พิชิตเล่าปี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14493
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    15 ธ.ค. 58


ลกซุน ป้อเอี๋ยน (ลู่ซวิ่น)

“ผู้พิชิตเล่าปี่”

 

จากจดหมายเหตุชีวประวัติลกซุน โดยเฉินโซ่ว

(Biography of Lu Xun)

 

            ลกซุน หรือ ลู่ซวิ่น (Lu Xun) ชื่อรอง ป้อเอี๋ยน (Boyan) เกิดปีค.ศ.183 เป็นชาวง่อกุ๋น เดิมใช้ชื่อว่าลกอี้ เฉินโซ่วบันทึกในจดหมายเหตุว่า พื้นเพของลกซุนเกิดในตระกูลที่มีชื่อเสียงและร่ำรวยที่สุดตระกูลหนึ่งในแถบลุ่มแม่น้ำแยงซีตะวันออก

ลกซุนเมื่อวัยเยาว์นั้นกำพร้าบิดา จึงมาอาศัยอยู่กับลกคัง ผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายของปู่ อยู่ที่เมืองโลกั๋ง ภายหลังลกคังเกิดผิดใจกับอ้วนสุด แล้วทราบข่าวว่าอ้วนสุดคิดจะบุกโจมตีเมืองโลกั๋ง จึงตัดสินใจส่งลกซุนและครอบครัวกลับไปที่เมืองง่อซึ่งอยู่ทางใต้ทางกังหนำเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากลกซุนมีอายุมากกว่าลกจี๋บุตรชายของเขา ทำให้ลกคังฝากฝังหน้าที่ให้ลกซุนช่วยดูแลครอบครัวทั้งหมดของตนนับแต่นั้นแทน

เผยซงจือแทรกเกี่ยวกับประวัติของตระกูลกว่า ปู่ของลกซุนคือ ลกอี้ เป็นบุรุษผู้มีความกล้าหาญ และมีสติปัญญาสูง จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายพันผู้เฝ้าประตูทวาร ส่วนบิดาของลกซุน คือ ลกกวิ๋น เป็นบุรุษผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องและไว้วางใจของผู้คนทั่วไป ได้รับความรักใคร่และเคารพนับถือจากสมาชิกจำนวนมากในตระกูล เขารับราชการแล้วได้รับตำแหน่งสูงสุดคือผู้บัญชาการทหารแห่งเมืองจิ๋วเจียง

ต้องอธิบายว่า ในง่อก๊กหรือเขตแดนทางตะวันออกของแม่น้ำแยงซีเกียงนั้น ตระกูลลก (ลู่) ถือได้ว่าเป็น 1 ใน 4 ตระกูลใหญ่ที่มีอิทธิพลเป็นเสาหลักค้ำจุนราชบัลลังก์ของตระกูลซุนแห่งง่อก๊ก

ทั้ง 4 ตระกูลไปประกอบด้วย ตระกูล ลก และ จู มีอิทธิพลด้านการทหาร กับ ตระกูล เตียว และ โกะ มีอิทธิพลด้านการบริหารปกครอง ภายหลังทั้งซุนเซ็กและซุนกวนก็ต้องอาศัยตระกูลทั้ง 4 นี้ ช่วยเป็นเสาหลักในการค้ำจุนง่อก๊กต่อมา

ผู้นำหรือตัวแทนของทั้ง 4 ตระกูลในยุคสมัยของซุนเซ็กและซุนกวนนั้น ได้แก่

ลก – ลกซุน ต่อมาเป็นบุตรชาย ลกข้อง

จู – จูตี ต่อมาเป็นบุตรชาย จูเหียน

เตียว – เตียวเจียว เตียวเหียน ทั้งสองพี่น้อง

โกะ – โกะหยง ต่อมาเป็นบุตรชาย โกะถำ

 

ปีค.ศ.204 ลกซุนอายุได้ 21 ปี เวลานั้นซุนกวนได้ขึ้นเป็นใหญ่ในง่อก๊กแทนที่ซุกเซ็กพี่ชายที่ล่วงลับไปแล้ว ฝ่ายลกซุนก็ได้เข้ารับราชการอยู่ในสังกัดของซุนกวน เป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาอยู่ในศาลทหารของซุนกวน ต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการณ์ประจำอยู่ที่ป้อมปราการแถบอำเภอไห่ฉาง ควบตำแหน่งนายอำเภอดูแลปกครองพื้นที่แถบนั้น

เวลานั้น อำเภอไห่ฉางกำลังประสบความเดือดร้อนอันมาจากช่วงฤดูแล้งติดต่อกันยาวนานหลายปี เมื่อลกซุนได้รับตำแหน่ง จึงสั่งเปิดคลังเสบียงเพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ของประชาชน อีกทั้งในอำเภอไห่ฉางเวลานั้น กำลังมีเหล่าโจรผู้ร้ายมาตั้งค่ายชุมนุม สร้างความเดือดร้อนให้แก่หัวเมืองทั้งสามแห่งในบริเวณเมืองง่อ เมืองห้อยแข และเมืองตันหยางอย่างมาก ลกซุนจึงขอให้ซุนกวนส่งทหารมาปราบปรามพวกโจรที่ชุกชุมอยู่บริเวณนั้นให้หมดสิ้นไป ซุนกวนจึงมอบหมายให้ลกซุนนำทัพเข้าปราบค่ายกองโจรของผานหลิมแห่งเมืองห้อยแขลงได้

ผลงานครั้งนี้ทำให้ลกซุนได้รับบรรดาศักดิ์ให้คุมกำลังทหาร 2,000 คน ต่อมาก็เกิดกลุ่มโจรก่อกบฏขึ้นที่กวนหยง ลกซุนจึงนำทหารเข้าปราบปราม เสร็จศึกแล้วจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนพลอยู่ประจำการที่เมืองลี่ผู

ด้วยผลงานความชอบของลกซุนทางการทหารและการดูแลความสงบที่ผ่านมา ซุนกวนจึงประทานบุตรีของซุนเซ็กให้แต่งงานด้วย ดังนั้นลกซุนจึงมีศักดิ์เป็นเขยของตระกูลซุนนับแต่นั้น

เฉินโซ่วบันทึกเพิ่มเติมว่า ซุนกวนมักปรึกษาหารือด้านการทหารและการปกครองกับลกซุนเสมอ ครั้งหนึ่ง ลกซุนเคยเสนอแนะซุนกวนว่า

“บัดนี้ เหล่าขุนศึกในแผ่นดินต่างก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ พวกเขาทั้งหลายกำลังเฝ้ามองดูสถานการณ์ว่าฝ่ายใดจะเพลี่ยงพล้ำ เพื่อที่จะหาโอกาสเข้ายึดครองดินแดนของฝ่ายนั้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรเสาะแสวงหาบุคลากรชั้นยอด และคนดีมีฝีมือให้มาช่วยงานเพิ่มขึ้น”

“อย่างไรก็ตาม เผ่าซานเย่ทางใต้นั้นถือว่าเป็นกลุ่มชนที่เข้มแข็ง มีความเชี่ยวชาญในภูมิประเทศทางใต้เป็นอย่างดี หากเราไม่สามารถสยบพวกเผ่าซานเย่ลงได้แล้ว การใหญ่ของเราคงไม่อาจกระทำให้สำเร็จ ดังนั้นเราจึงควรนำทัพเข้าปราบปรามเผ่าซานเย่ แล้วชักจูงผู้คนให้มาเข้าร่วมกับเราด้วย”    

ซุนกวนเห็นด้วยกับแผนนี้ จึงแต่งตั้งให้ลกซุนขึ้นเป็นแม่ทัพฝ่ายขวา (General of Right) (เชื่อว่าแต่งตั้งลกซุนขึ้นมาเพื่อรับตำแหน่งแทนที่ขุนพลอาวุโสเทียเภาซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว)

เดิมทีแล้ว ตระกูลลกของลกซุนเดิมทีเคยเป็นศัตรูของตระกูลซุนมาก่อน เหตุเพราะซุนเซ็กเคยรับบัญชาจากอ้วนสุด ให้นำทัพบุกตีเมืองโลกั๋ง และยังได้สังหารลกคังที่เป็นปู่ของลกซุนด้วย

ดังนั้นหากกล่าวว่าตระกูลลกนั้นมีบัญชีแค้นอยู่กับตระกูลซุนก็คงไม่ผิด แต่ในเวลาต่อมาตระกูลลกก็เข้ารับใช้ตระกูลซุน แล้วยังผูกสัมพันธ์เป็นเขยกันอีกด้าย จากการที่ลกซุนซึ่งเป็นผู้นำตระกูลรุ่นหนุ่มได้แต่งงานกับบุตรีของซุนเซ็ก โดยถือว่าบัญชีแค้นระหว่างสองฝ่ายก็นับว่าสิ้นสลายไปแล้วหลังจากซุนเซ็กสิ้นชีพลง นี่จึงเป็นเรื่องของการผสานผลประโยชน์เป็นหลัก ทื่ทำให้ตระกูลลกไม่ได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก แต่ได้ขึ้นมามีอิทธิพลสำคัญต่อราชสำนักในง่อก๊กต่อมาได้

ต่อมา หุยเจี๋ยม ผู้นำกลุ่มโจรได้ก่อการขึ้นที่เมืองตันหยาง โจโฉจึงถือโอกาสแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมือง จากนั้นหุยเจี๋ยมก็ระดมเผ่าซานเย่ให้ร่วมกันก่อการยึดเมืองตันหยาง ซุนกวนจึงสั่งให้ลกซุนนำทัพเข้าปราบความวุ่นวาย

เนื่องจากทัพของลกซุนมีกำลังพลน้อยกว่ามาก ดังนั้นลกซุนจึงวางแผนการ ด้วยการสั่งให้จัดทำธงศึกจำนวนมาก แล้วรอจนถึงยามวิกาล เขาสั่งให้ทหารระดมตีกลองแล้วเป่าแตรศึกให้ดังกระจายออกไป สร้างความสับสนและหวาดระแวงให้แก่ทัพข้าศึก จนกระทั่งกลุ่มโจรต้องล่าถอยกลับไปทันที แล้วลกซุนก็สั่งให้ตั้งค่ายทัพอยู่ในบริเวณนั้น แล้วระดมเกณฑ์ไพร่พลกองทหารเพิ่มเข้ามาในกองทัพ แล้วสั่งให้ทหารที่อ่อนแอส่วนหนึ่งออกไปทำนา เพื่อสะสมเสบียงทัพ ตระเตรียมไว้พร้อมสำหรับการทำศึก ส่งผลให้ทัพของลกซุนเพิ่มพูนขึ้นเป็นหลายหมื่นคน จากนั้นลกซุนก็สั่งกองทัพบุกโจมตีข้าศึกจนแตกพ่ายไปในที่สุด แล้วลกซุนก็กลับไปตั้งมั่นอยู่ที่ทะเลสาบง่อต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากการที่ลกซุนสั่งเกณฑ์ผู้คนเข้าไปเป็นทหารในกองทัพจำนวนมาก ทำให้ ชุ่นอู่ซื่อ เจ้าเมืองห้อยแข ส่งสารไปแจ้งต่อซุนกวนว่าลกซุนกระทำการเกินกว่าเหตุ ทำให้ประชาชนในหัวเมืองแถบนั้นประสบความเดือดร้อนมาก แต่จากนั้นลกซุนก็กลับไปรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ซุนกวนทราบ เมื่อชี้แจงเรื่องราวแล้ว ลกซุนก็กล่าวยกย่องชื่นชมชุ่นอู่ซื่อมาก ซุนกวนจึงถามว่า เขาเป็นคนกล่าวหาว่าเจ้ากระทำการไม่สมควร แล้วเหตุใดเจ้าจึงชื่นชมเขาด้วยเล่า

ลกซุนจึงตอบว่า “นายท่านอย่าได้ตำหนิเขาเลย การที่คนผู้นี้กล่าวหาข้าน้อยว่ากระทำไม่สมควร สาเหตุเพราะเขามีจิตใจห่วงใยราษฎรเป็นที่ตั้งนั่นเอง” ซุนกวนฟังแล้วก็ยกย่องความใจกว้างของลกซุนยิ่งนัก แล้วกล่าวว่าคนทั่วไปคงมิอาจทำได้เช่นนี้แน่

 ปีค.ศ.219 แม่ทัพใหญ่ลิบองเกิดล้มป่วยหนัก จึงขอซุนกวนลาไปพักรักษาตัวอยู่ที่เมืองเกี๋ยนเงียบ ซุนกวนจึงส่งลกซุนไปรับหน้าที่ช่วยเหลือลิบอง

เมื่อลกซุนได้เข้าเยี่ยมลิบองแล้ว ลกซุนก็ได้เสนอแผนการว่า

“ฝ่ายจ๊กก๊กนั้น กวนอูมักจะคอยสอดแนมและสืบหาข่าวคราวของพวกเรา เพื่อคอยหาโอกาสบุกโจมตีอยู่เสมอ แล้วเหตุใดเราจึงไม่คิดแผนการระยะยาวเพื่อหาทางตอบโต้พวกเขากลับบ้างเล่า”

ลิบองจึงกล่าวว่า “เจ้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว แต่น่าเสียดายที่เวลานี้ข้ายังล้มป่วยอยู่ ไม่อาจดำเนินการได้ง่าย”

ลกซุนจึงกล่าวต่อว่า “กวนอูเป็นผู้ที่มีความหยิ่งทระนงอย่างสูงยิ่ง แม้จะเพิ่งสร้างวีรกรรมเพียงไม่กี่ครั้ง แต่เขาก็มักดูแคลนผู้อื่นอยู่เสมอ มาบัดนี้กวนอูคิดจะยกทัพบุกขึ้นเหนือเพื่อตีวุยก๊กให้ได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แม้กวนอูจะระแวงท่าน (ลิบอง) แต่เมื่อทราบข่าวว่าท่านล้มป่วย ความระหวงของเขาก็จะหมดสิ้นไป แล้วก็จะทำให้การป้องกันบริเวณชายแดนที่มีเขตติดกับเมืองของเราต้องลดน้อยลงแน่ หากเราใช้โอกาสล้ำค่านี้ ลอบโจมตีเมืองในระหว่างที่กวนอูกำลังรุกขึ้นเหนือแล้ว จะต้องสามารถชิงเมืองมาได้แน่ และก็จะสามารถจับตัวกวนอูได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ดังนั้นทางที่ดีที่สุดแล้ว ท่านจึงควรหารือกับนายท่านซุนกวนเพื่อดำเนินการต่อไป”

แต่ลิบองตอบกลับว่า “กวนอูเป็นบุรุษที่มีชื่อเสียงดังสะท้านแผ่นดินว่ามีความเก่งกาจกล้าหาญเหนือคน และยังบัญชากองทหารได้อย่างเข้มแข็ง เขาจึงเป็นศัตรูตัวฉกาจอย่างยิ่ง นับตั้งแต่เขาเริ่มปกครองดูแลเกงจิ๋ว ก็ดูแลผู้คนเป็นอย่างดี สามารถเอาชนะจิตใจผู้คนทั้งปวงได้ ยิ่งไปกว่านั้น กองทัพของเขาก็ยังมีขวัญกำลังใจเต็มเปี่ยมจากชัยชนะครั้งใหญ่ที่ผ่านมา (ชัยชนะเหนืออิกิ๋มและบังเต๊กที่ปราสาทฟ่าน) นี่จึงมิใช่เรื่องง่ายที่จะพิชิตเขาได้”

จากนั้น ลิบองก็กลับไปที่เมืองเกี๋ยนเงียบเพื่อเข้าพบซุนกวน ซุนกวนเห็นว่าลิบองมีอาการป่วยไม่น้อย จึงสอบถามว่าจะให้ใครมารับตำแหน่งทางทหารแทนไปก่อน

ลิบองจึงตอบว่า “ลกซุนเป็นผู้มีสติปัญญา เปี่ยมล้นด้วยแผนการและวิสัยทัศน์ยาวไกล เขามีความสามารถที่จะรับผิดชอบภาระหน้าที่สำคัญได้ อีกทั้งชื่อเสียงของลกซุนก็ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก กวนอูต้องไม่ระแวงแน่ นี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว หากนายท่านมอบหน้าที่ให้แก่ลกซุนแล้ว กวนอูซึ่งมีความหยิ่งทระนงก็จะไม่เห็นลกซุนอยู่ในสายตาเป็นแน่แท้ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้พวกเราได้ดำเนินการลอบโจมตีเพื่อพิชิตกวนอูได้แน่นอน”

ดังนั้น ซุนกวนจึงเรียกตัวลกซุนมารับตำแหน่งแทนที่ของลิบอง แล้วแต่งตั้งให้เป็นรองแม่ทัพฝ่ายขวา เพื่อช่วยลิบองบัญชาการทหารอยู่ที่ลกเค้า

เมื่อลกซุนเดินทางมาถึงลกเค้าแล้ว เขาก็ลงมือเขียนจดหมายถึงกวนอู มีใจความว่า

“ไม่นานมานี้ ข้าพเจ้าเพิ่งได้มีโอกาสเป็นประจักษ์พยานแก่ตาตนเองถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของท่าน (กวนอู) ในสนามรบ ท่านนำทัพทำศึกอย่างเข้มแข็ง เข้มงวดในระเบียบวินัย ได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่ทั้งที่ยังออกแรงไม่เต็มที่ นี่นับเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรยิ่งนัก”

“บัดนี้ ศัตรูของพวกเราก็ได้พ่ายแพ้ไปแล้ว จึงเป็นเวลาอันดีที่พวกเราทั้งสองฝ่ายจะได้พบปะหารือเพื่อเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรที่ดียิ่งขึ้นต่อกัน ยิ่งเมื่อได้รับทราบข่าวดีในชัยชนะของท่านครั้งนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็บังเกิดความคิดเปลี่ยนใจในการบัญชาทัพ แล้วมุ่งเดินตามรอยเท้าในการนำทัพทำศึกพิชิตเหล่าศัตรูให้ได้เสมือนท่าน แล้วทำให้ความปรารถนาของนายท่านพวกเราทั้งสองฝ่ายในการชิงแผ่นดินบรรลุผลได้”

“ไม่นานมานี้ ตัวข้าพเจ้าเพิ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลเมืองลกเค้าและหัวเมืองฝ่ายตะวันตกทั้งหมด (ของง่อก๊ก) ข้าพเจ้าได้เห็นและได้ยินเรื่องราวชัยชนะของท่านแล้ว จึงจะขอนำเรื่องราวการนำทัพที่เข้มแข็งของท่านไว้เป็นแบบอย่างไว้ภายในจิตใจ”

            ในจดหมายยังเขียนต่อไปอีกว่า

“เมื่อท่านทำศึกเอาชนะแล้วจับตัวอิกิ๋มได้ ผู้คนในบริเวณใกล้ไกลแถบนี้ (เกงจิ๋ว) ล้วนพากันยกย่องสรรเสริญในชัยชนะและเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ของท่าน แม้แต่เหล่ายอดวีรบุรุษในยุคโบราณ ดังเช่นจิ้นเหวินกงที่เอาชนะเหนือรัฐฉู่ หรือ ห้วยอินที่มีชัยชนะเหนือรัฐจ้าว ก็ยังไม่อาจเทียบเคียงกับชัยชนะของท่านได้เลย”

“บัดนี้ ข้าพเจ้าทราบข่าวว่า ซิหลงและกองทัพของเขาได้มาตั้งค่าย เพื่อเตรียมหาทางบุกโจมตีอยู่ไม่ห่างไปนัก แม้ว่าทัพของซิหลงจะมีจำนวนไม่มากนัก แต่โจโฉเป็นคนเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าเขากำลังคิดการใด ครั้งนี้โจโฉมีความเจ็บแค้นใจต่อความพ่ายแพ้ของอิกิ๋ม ข้าพเจ้าจึงหวาดวิตกว่าโจโฉจะซ่องสุมกำลังพลเพิ่มขึ้นอย่างลับๆแล้วซ่อนแผนอุบายที่ร้ายกาจไว้ แม้ว่าจะเป็นความจริงที่กองทัพของโจโฉกำลังเหนื่อยอ่อนจากการทำศึกติดต่อกัน แต่กองทัพวุยก๊กก็ยังคงมีความเข้มแข็งอยู่เช่นเดิม”

“ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากได้รับชัยชนะในการทำศึกแล้ว หนึ่งในสิ่งที่นับว่าเป็นอันตรายอย่างที่สุดก็คือ การดูแคลนข้าศึกที่เพิ่งพ่ายแพ้ไป เนื่องเพราะแต่โบราณมาแล้ว เหล่าขุนพลผู้ได้ชัยชนะในการทำศึกและมีความรอบรู้ในพิชัยสงครามนั้น จะยังมีความระมัดระวังตระเตรียมการป้องกันไว้อย่างดีแม้ว่าจะเพิ่งได้รับชัยชนะไปแล้ว ดังนั้นข้าจึงวิงวอนต่อท่าน ได้โปรดวางแผนดำเนินการต่อไปเพื่อให้ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดสมบูรณ์”

“ข้าพเจ้านั้นเป็นแต่เพียงบัณฑิตที่ศึกษาตำรา ปราศจากความรอบรู้และความน่าเชื่อถือในการนำพากองทัพ ดังนั้นข้าจึงรู้สึกปลาบปลื้มอย่างยิ่งที่ได้มีท่านซึ่งเป็นผู้เปี่ยมล้นด้วยความกล้าหาญและทรงคุณธรรมเป็นพันธมิตรอยู่เคียงข้างข้าจึงรู้สึกยินดียิ่งนัก ถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่มีโอกาสได้ทำศึกร่วมกัน แต่ข้าพเจ้าก็จะระลึกถึงท่านอยู่ในใจเสมอ การที่ข้าพเจ้าบังอาจเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงท่าน ก็ด้วยหวังว่าท่านจะเข้าใจถึงจิตใจของข้าพเจ้า”

หลังจากกวนอูอ่านจดหมายของลกซุนจบแล้ว กวนอูก็มีความรู้สึกว่าลกซุนผู้นี้ไม่เพียงแต่จะเปี่ยมด้วยความเคารพถ่อมตน แต่ยังมีความปรารถนาสอดคล้องไปกับเขาด้วย ดังนั้นกวนอูจึงบังเกิดความสบายใจ แล้วไม่ได้ระแวดระวังอีกต่อไป

            ซึ่งการที่กวนอูคลายความระแวงต่อลกซุนนั้น หากจะกล่าวไปแล้วก็ไม่อาจกล่าวโทษว่าเป็นความประมาทของกวนอูทั้งหมด เพราะแต่เดิมเมื่อครั้งที่ลิบองประจำการอยู่ที่ลกเค้านั้น กวนอูก็มีความระแวดระวังต่อลิบองเป็นอย่างสูงมาก แม้กวนอูจะอยู่ในระหว่างเคลื่อนทัพขึ้นเหนือเพื่อบุกวุยก๊กไปแล้ว แต่แนวหลังของกวนอูก็ยังมีการตระเตรียมป้องกันหัวเมืองกังเหลงและหัวเมืองเกงจิ๋วตอนล่างเอาไว้ พร้อมทั้งมีการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของทหารง่อก๊กอยู่ตลอดเวลา

            แต่เมื่อกวนอูเห็นว่าลิบองล้มป่วยหนัก แล้วลกซุนมารับตำแหน่งแทน ซึ่งลกซุนเวลานั้นเป็นคนหนุ่มอายุยังไม่ถึง 30 ปี ซ้ำยังไร้ชื่อเสียงในการนำทัพทำศึก อีกทั้งเมื่อลกซุนเขียนจดหมายมาแสดงความคารวะ แล้วในจดหมายนั้น ลกซุนยังได้แสดงออกถึงความหวังดี เขียนเตือนให้กวนอูระมัดระวังในการทำศึก แม้ว่าจะเพิ่งรบชนะไปแล้ว แต่ก็อย่าได้ประมาทพวกทหารวุยก๊กเด็ดขาด

ซึ่งมาจากข้อความในจดหมายที่ว่า

“ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากได้รับชัยชนะในการทำศึกแล้ว หนึ่งในสิ่งที่นับว่าเป็นอันตรายอย่างที่สุดก็คือ การดูแคลนข้าศึกที่เพิ่งพ่ายแพ้ไป เนื่องเพราะแต่โบราณมาแล้ว เหล่าขุนพลผู้ได้ชัยชนะในการทำศึกและมีความรอบรู้ในพิชัยสงครามนั้น จะยังมีความระมัดระวังตระเตรียมการป้องกันไว้อย่างดีแม้ว่าจะเพิ่งได้รับชัยชนะไปแล้ว ดังนั้นข้าจึงวิงวอนต่อท่าน ได้โปรดวางแผนดำเนินการต่อไปเพื่อให้ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดสมบูรณ์”

            จากเนื้อความในจดหมายของลกซุน จะเห็นได้ว่าเขาได้แสดงความเป็นห่วงต่อการนำทัพขึ้นเหนือของกวนอูด้วย เช่นนี้แล้ว คนที่มีบุคลิกลักษณะตรงไปตรงมาเช่นกวนอู ย่อมจะลดความระแวงลง ก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา

            ข้อความในจดหมายส่วนนี้ของลกซุนยังแฝงนัยยะน่าสนใจบางประการ เพราะเขาได้ย้ำด้วยการกล่าววิงวอนให้กวนอูดำเนินแผนการต่อไปเพื่อให้ได้ชัยชนะเด็ดขาด นั่นย่อมเป็นการกระตุ้นเร่งให้กวนอูซึ่งกำลังอยู่ระหว่างบุกตีปราสาทฟ่านที่โจหยินเฝ้าอยู่ ให้ทำการเผด็จศึกให้ได้อย่างเด็ดขาดโดยเร็ว ซึ่งสถานการณ์เวลานั้น กวนอูก็ทำศึกจวนเจียนจะได้ชัยชนะอยู่แล้วด้วย

            อีกจุดที่น่าสนใจคือ ลกซุนได้แจ้งเตือนให้กวนอูรู้ความเคลื่อนไหวของทัพซิหลงที่มาตั้งค่ายอยู่ไม่ห่างไปนัก แต่หากพิจารณาแล้ว มีหรือที่กวนอูซึ่งอยู่ในสนามรบจริงอยู่แล้วจะไม่ทราบข่าวเรื่องนี้เลย บางทีการที่ลกซุนเขียนตอกย้ำเรื่องนี้ลงในจดหมาย นอกจากแสดงให้เห็นว่าลกซุนมีความสนใจในความเคลื่อนไหวทั้งหมดภายในสนามรบ ยังอาจเป็นเทคนิคการแสดงให้กวนอูเห็นว่าตัวเขามีความจริงใจให้ในฐานะเป็นพันธมิตรจริงๆ แล้วกวนอูก็เชื่อตามนั้น

            ดังนั้น กลยุทธ์ของลกซุนในการทำให้กวนอูตายใจครั้งนี้ แม้จะเป็นเรื่องที่ผิดหลักคุณธรรมที่มีระหว่างทั้งสองก๊กซึ่งเวลานั้นยังเป็นพันธมิตรกันอยู่ แต่สำหรับมุมของง่อก๊กหรือซุนกวนแล้ว ต้องนับว่าเป็นผลงานชั้นยอดของลกซุน ว่านอกจากมีแผนอุบายร้ายกาจแล้ว ยังเปี่ยมด้วยความสามารถด้านอักษรศาสตร์ในการเขียนจดหมายล่อให้กวนอูตายใจ นำไปสู่ความตายของกวนอูในภายหลัง

          ปีค.ศ.219 (ตรงกับปีศักราชเจี้ยนอันที่ 24) ช่วงปลายปี ลกซุนก็ได้รายงานข่าวให้ซุนกวนทราบถึงแผนกลยุทธ์การจับตัวกวนอูที่ได้เตรียมการไว้กับลิบอง เมื่อซุนกวนทราบจึงลอบส่งกองทัพล่องเรือมาตามลำน้ำ แต่งตั้งลกซุนและลิบองเป็นทัพหน้า จากนั้นไม่นาน ทัพง่อก๊กก็สามารถเข้ายึดเมืองกงอั๋นและลำกุ๋น (หนานจวิ้น) ซึ่งอยู่ตอนล่างของเกงจิ๋วไว้ได้ (หัวเมืองทั้งสองเป็นฐานส่งเสบียงที่สำคัญให้แก่กวนอูซึ่งกำลังยกทัพขึ้นบุกโจมตีทางเหนือ)

            ขณะเดียวกัน หอมฮิว เจ้าเมืองยี่ตูของฝ่ายเล่าปี่และผู้นำในท้องถิ่น รวมถึงชนเผ่าในบริเวณนั้น ก็ล้วนหันไปขอสวามิภักดิ์ต่อง่อก๊กกันถ้วนหน้า ลกซุนจึงเรียกร้องต่อซุนกวนให้จัดทำตราตั้งเป็นทองคำ เงิน และทองแดง เพื่อประทานให้แก่ผู้ที่มาสวามิภักดิ์เหล่านี้โดยพร้อมกัน

จากผลงานนี้ ลกซุนจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองยี่ตู และได้รับตำแหน่งรองขุนพลผู้สยบโจรร้าย ควบตำแหน่งขุนนางชั้นพระยา “ห้วยถิงโหว”

            ต่อมา ลกซุนได้ส่งสองขุนพล ลิยี่ และ หยีเก๋ง นำกำลังสามพันคนบุกโจมตีทัพจ๊กก๊กที่นำโดยสองขุนพล เจียนเอี๋ยน และ ตันหอง แล้วได้รับชัยชนะ จากนั้นจึงนำทัพบุกตีจนได้เมืองฟ่านหลิงและหนานเซียง แล้วลกซุนก็ให้หยีเก๋งนำทัพบุกตีบุนบู๊และเตงไค่ สามารถจับเชลยได้หลายหมื่นคน ผู้ที่ยอมจำนน ลกซุนก็รับเข้ามาในกองทัพ ส่วนผู้ที่ไม่ยอมจำนน ก็จะสั่งประหารชีวิต

          ผลจากชัยชนะในการปราบปรามหัวเมืองเกงจิ๋วตอนล่างไว้ได้ทั้งหมดในครั้งนี้ ทำให้ซุนกวนแต่งตั้งลกซุนให้ขึ้นเป็นแม่ทัพฝ่ายขวา ควบตำแหน่งนายพลสยบแดนประจิม และได้รับตำแหน่งขุนนางชั้นพระยา “ลั่วโหว”

            เผยซงจือแทรกเชิงอรรถเหตุการณ์ช่วงนี้ จากบันทึกประวัติศาสตร์ง่อก๊กว่า ซุนกวนมีความยินดีในชัยชนะของลกซุนมาก จึงต้องการตกรางวัลให้เป็นพิเศษด้วยคิดจะเลื่อนยศให้ลกซุนได้รับตำแหน่งขุนนางระดับสูงยิ่งขึ้นไปอย่างก้าวกระโดด แต่ลกซุนกลับขอว่าหากจะเลื่อนยศก็ขอให้เลื่อนไปตามลำดับขั้นทั่วไป แล้วยังขอกลับไปรับตำแหน่งเป็นขุนนางประจำการอยู่ในบ้านเกิดของตนเอง ซุนกวนจึงให้ตามคำขอ แล้วตั้งให้ลกซุนเป็นเจ้าเมืองเอียงจิ๋วนับแต่นั้น

            ระหว่างนั้น มีปัญญาชนและผู้มีสติปัญญาจำนวนมากเข้าร่วมกับง่อก๊ก หลายคนได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางแล้ว แต่ก็มีอีกหลายคนที่ยังไม่มีตำแหน่ง ลกซุนจึงเสนอต่อซุนกวนว่า        

            “ในอดีต หลิวปัง (พระเจ้าฮั่นเกาจู่) ได้แต่งตั้งคนดีมีสติปัญญาความสามารถจำนวนมากให้มีตำแหน่ง และต่อมาเมื่อพระเจ้าฮั่นกวงบู๊ได้กอบกู้ราชวงศ์ฮั่น ก็ได้ชักจูงผู้มีสติปัญญาความสามารถให้มาเข้าร่วมก่อการด้วย ดังนั้นเมื่อพวกเรามีเหล่าผู้มีสติปัญญามาร่วมทางกับพวกเราจนมาไกลถึงขนาดที่สามารถยึดเกงจิ๋วได้แล้ว บัดนี้ ผู้มีสติปัญญาและความสามารถทั้งหลายของพวกเราก็ย่อมจะตระหนักถึงผลงานที่ผ่านมาเป็นเรื่องธรรมดา แม้ว่าข้าพเจ้าจะโง่เขลา แต่ก็ขอร้องนายท่านให้ประทานตำแหน่งขุนนางให้แก่คนเหล่านั้นด้วย จากนั้นเมื่อผู้มีสติปัญญาทั่วแผ่นดินทราบเรื่องนี้ พวกเขาก็ย่อมปรารถนาจะเข้าร่วมกับฝ่ายเราไปโดยปริยาย”

            ซุนกวนฟังคำของลกซุนแล้วจึงทำตาม ด้วยการประทานตำแหน่งขุนนางให้แก่ผู้คนเหล่านั้น

          ปีค.ศ.222 (ตรงกับปีศักราชหวางอู่ที่ 1) เล่าปี่เคลื่อนทัพใหญ่ออกจากจ๊กก๊ก แล้วบุกโจมตีที่ชายแดนฝั่งตะวันตกของง่อก๊ก ซุนกวนจึงตัดสินใจแต่งตั้งลกซุนให้ขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ แล้วมอบอำนาจสิทธิขาดในการบัญชาการกองทัพทั้งหมดให้ แล้วยังแต่งตั้งเหล่าขุนพล จูเหียน พัวเจี้ยง ชีเซ่ง ซ่งเขียม เฮี่ยนอู่ต้าน และซุนหวน ทั้งหมดร่วมกันนำทัพ 50,000 คน เข้าสู่ศึกครั้งใหญ่กับเล่าปี่ที่อิเหลง

          เล่าปี่เลือกตั้งค่ายเป็นทิวเรียงราวยาวตั้งแต่บริเวณชายแดนของง่อก๊ก จากเจียนผิง จรดถึงแถบอิเหลง แล้วตั้งกองทัพออกเป็นหน่วยย่อยหลายสิบกอง จากนั้นเล่าปี่ก็ส่งคนไปเกลี้ยกล่อมชนเผ่าทางตอนใต้และในเกงจิ๋วให้เข้าร่วมด้วยเป็นอันมาก ด้วยการเสนอทรัพย์สินและตำแหน่งให้ เล่าปี่แต่งตั้งฮองฮูเป็นแม่ทัพใหญ่ เตียวหลำเป็นแม่ทัพหน้า มีขุนพลคือเปาคัง เตียวหยง เลี่ยวฉุน  เปาหยง และอีกหลายคนเป็นรองขุนพล และปลัดทัพ จากนั้นก็สั่งให้งอปั้นนำทัพหลายพันคนไปตั้งค่ายอยู่บนที่สูง เพ่อยั่วยุทัพฝ่อก๊กให้เปิดศึกด้วย

            ผลจากการยั่วยุ ทำให้เหล่าขุนพลง่อก๊กบังเกิดความมานะ ต้องการนำทัพออกศึกเพื่อปราบงอปั้นให้ได้ แต่ลกซุนเตือนว่านี่อาจเป็นแผนอุบาย จึงขอให้เหล่าขุนพลอยู่นิ่งเฉยเพื่อจับตาดูสถานการณ์ต่อไป

            เผยซงจือแทรกบันทึกประวัติศาสตร์ง่อก๊ก ซึ่งบันทึกว่า เหล่าขุนพลต่างเรียกร้องต้องการออกศึก แต่ลกซุนคาดว่าเล่าปี่ต้องวางแผนอุบายเตรียมไว้ จึงกล่าวกับเหล่าขุนพลทั้งปวงว่า

“เล่าปี่นำทัพด้วยตนเองเพื่อหมายพิชิตง่อก๊ก ขวัญกำลังใจกองทัพย่อมมีมากมาแต่แรก นอกเหนือจากนี้ พวกเขายังสามารถยึดกุมชัยภูมิสำคัญในการป้องกันค่ายทัพไว้ได้ด้วย ดังนั้นจึงเป็นการยากที่เราจะนำทัพบุกโจมตีพวกเขาให้เอาชัยมาได้ แล้วถึงแม้ว่าต่อให้พวกเราสามารถทำศึกจนได้ชัยเหนือทัพงอปั้น แต่นั่นก็เป็นเพียงชัยชนะเล็กๆ โดยยังมิอาจพิชิตทัพเล่าปี่ลงได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งหากว่าครั้งนี้พวกเรากระทำการไม่สำเร็จแล้ว บ้านเมืองของพวกเราทั้งหมดก็จะตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤติร้ายแรงทันที ดังนั้นบัดนี้ หนทางที่ดีที่สุดของพวกเราคือการตกรางวัลให้แก่เหล่าทหารหาญเพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจ แล้วอ่านแผนการและความเคลื่อนไหวของข้าศึกให้ออก”

“ด้วยชัยภูมิที่เป็นทุ่งหญ้าราบ ทัพง่อก๊กเราควรต้องระวังการสูญเสียทหารไปจากการเข้าปะทะด้วยพลหอก อย่าไงก็ตาม ทัพข้าศึกนั้นเคลื่อนพลมาเป็นระยะทางยาวไกล การเดินทัพของพวกเขาต้องผ่านตามเทือกเขา ดังนั้นพวกเขาย่อมไม่อาจขนส่งยุทธปัจจัยในการทำศึกมาได้อย่างสะดวกนัก เราควรมุ่งใช้จุดอ่อนนี้ของข้าศึก เพื่อค่อยๆบดบี้แล้วเอาชัยชนะมาให้เป็นประโยชน์”

แต่เหล่าขุนพลของง่อก๊กไม่เข้าใจแผนการ จึงพากันคิดว่าลกซุนนั้นหวาดกลัวเล่าปี่ ส่งผลให้เหล่าขุนพลพากันโกรธจัดและผิดหวังเป็นอันมาก

กระนั้น ลกซุนก็คาดการณ์ได้ถูกต้อง ทัพง่อก๊กล่วงรู่ข่าวว่าเล่าปี่ส่งกำลังแปดพันคนไปรอดักซุ่มโจมตีอยู่ภายในหุบเขา ลกซุนจึงกล่าวกับเหล่าขุนพลว่า “เหตุผลที่ทำไมข้าจึงไม่ทำตามข้อเรียกร้องของพวกท่านที่ขอให้นำทัพบุกโจมตีนี้ ก็เพราะข้าคาดการณ์แล้วว่าข้าศึกต้องมีแผนการลับแอบซ่อนอยู่เช่นนี้”

จากนั้นลกซุนได้ส่งสารไปแจ้งต่อซุนกวนว่า “พื้นที่อิเหลงนับเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของบ้านเมือง เพราะหากว่าเล่าปี่สามารถเข้ายึดครองได้แล้ว ก็จะสามารถเคลื่อนทัพบุกโจมตีดินแดนของเราต่อโดยง่าย กระนั้น อิเหลงก็เป็นพื้นที่ซึ่งเข้ายึดครองได้ง่าย แต่การรักษาไว้กลับทำได้ยากยิ่ง การสูญเสียอิเหลงนั้น นับว่าร้ายแรงยิ่งกว่าการเสียบ้านเมืองของเราไปเสียอีก เพราะจะทำให้ดินแดนเกงจิ๋วทั้งหมดต้องตกอยู่ในภาวะคับขันถึงขีดสุด”

“หากแม้นวันนี้ พวกเราจะต้องเปิดศึกกับเล่าปี่ ย่อมหมายความว่าเราจะต้องเอาชัยชนะมาให้ได้ ครั้งนี้เล่าปี่ฝ่าฝืนลิขิตสวรรค์ ละทิ้งการปกป้องดินแดนของตน แล้วเคลื่อนทัพใหญ่มาหมายพิชิตพวกเรา ข้าพเจ้านั้นแม้จะไร้ซึ่งพรสวรรค์ใดๆ แต่ก็จักขออาศัยบารมีและความหาญกล้าของนายท่าน (ซุนกวน) บัญชาการเหล่าทหารเพื่อตอบโต้เล่าปี่ให้แตกพ่ายไปให้ได้ในไม่ช้านี้”

“หลังจากส่งทหารออกสอดแนมตรวจสอบทัพเล่าปี่หลายครั้ง ข้าพเจ้าจึงพบจุดอ่อนในทัพเล่าปี่ ทำให้เข้าใจแล้วว่าแม้เล่าปี่จะนำทหารออกศึกมาตลอดชีวิต แต่ก็ประสบความล้มเหลวมากกว่าได้ชัยชนะ ข้าพเจ้าเคยกังวลว่าเล่าปี่จะเคลื่อนทัพบุกพร้อมกันทั้งบนบกและทางน้ำ แต่เล่าปี่กลับไม่ได้ใช้กองทัพเรือ แล้วใช้แต่เพียงทหารทัพบกเท่านั้น ทั้งยังให้จัดตั้งค่ายเรียงรายยาวอีกด้วย ข้าพเจ้าได้ให้ทหารออกสอดแนมจนมั่นใจแล้วว่าเล่าปี่จะไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการนำทัพอีกแน่นอน ดังนั้นขอให้นายท่านโปรดอุ่นใจ ทัพเราจักเป็นฝ่ายได้ชัยแน่”

เหล่าขุนพลของง่อก๊กต่างก็มารวมตัวกันแล้วกล่าวกันว่า “พวกเราควรจะเปิดฉากโจมตีเล่าปี่ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว มาบัดนี้ กองทัพของเล่าปี่ตั้งค่ายอยู่ห่างออกไปจากชายแดนของเราเพียง 500-600 ลี้เท่านั้น ขณะเดียวกัน กองทัพของเราก็ตั้งประจันหน้าติดต่อกันมานานราว 7-8 เดือนแล้ว ด้วยเวลานี้ เล่าปี่ย่อมต้องเตรียมการป้องกันไว้อย่างเข้มแข็งตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆ การบุกโจมตีในเวลานี้คงไม่อาจประสบผลได้เป็นแน่”

แต่ลกซุนแย้งว่า “เล่าปี่เป็นบุคคลที่เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก และผ่านประสบการณ์ทำศึกสงครามมายาวนาน เมื่อแรกที่เขาเพิ่งเคลื่อนทัพมาถึง ย่อมมีความฮึกเหิมที่จะเปิดศึกกับพวกเราให้ได้ จึงเป็นการยากที่พวกเราจะต้านทานทัพเล่าปี่ไว้ได้ แต่มาถึงเวลานี้ ทัพเล่าปี่ตั้งค่ายประจันหน้าอยู่กับทัพเราเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจรุกล้ำเข้าเขตแดนของเราได้ ดังนั้นขวัญกำลังใจของทัพเล่าปี่ย่อมลดต่ำลง บัดนี้ ทัพฝ่ายเราได้ปิดล้อมทัพเล่าปี่ไว้ได้แล้ว จึงถึงเวลาอันสมควรที่จะเผด็จศึกเพื่อเอาชัยชนะแล้วจับตัวเล่าปี่มาให้ได้”

จากนั้น ลกซุนก็นำทัพบุกโจมตีไปค่ายหนึ่งของเล่าปี่ แต่ก็ล้มเหลว ต้องถอยทัพกลับมา บรรดาขุนพลของง่อก๊กจึงพากันวิจารณ์ว่า “นี่เป็นการส่งทหารไปตายเปล่าชัดๆ”

แต่ลกซุนแย้งว่า “ข้ามีแผนการที่จะเอาชัยต่อเล่าปี่แล้ว” จากนั้น ลกซุนก็สั่งการให้เหล่าขุนพลทั้งหมดใช้เพลิงไฟเข้าโจมตีที่ค่ายของเล่าปี่ เมื่อการใช้เพลิงไฟประสบผล ลกซุนก็สั่งทัพทั้งหมดเข้าโจมตีต่อเนื่อง สามารถสังหารเหล่าขุนพลของเล่าปี่ ได้แก่ เตียวหลำ ฮองฮู สะโมโข และขุนพลของเล่าปี่อีกหลายคนลงได้ แล้วนี้ยังสามารถทำลายค่ายหลักของเล่าปี่ได้มากกว่า 40 แห่ง ขุนพลของเล่าปี่หลายคนต้องยอมจำนน ด้านเล่าปี่ก็ถอยหนีขึ้นไปบนภูเขาหม่าอัน แล้วเล่าปี่ก็ได้วางกำลังทหารป้องกันตามจุดต่างๆไว้รับมือลกซุนต่อ

ลกซุนบัญชาทัพทั้งหมดให้เข้าโจมตีทัพเล่าปี่จากทุกสารทิศ เนื่องจากทัพเล่าปี่เพิ่งประสบความพ่ายแพ้ต้องถอยหนีและได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีด้วยเพลิงไฟเป็นอันมาก ทำให้ทัพเล่าปี่ไม่อาจรับมือการโจมตีของกองทัพง่อได้และต้องปราชัยอีกครั้ง สูญเสียทหารไปหลายหมื่นคน

เล่าปี่ต้องหนีตายไปในยามวิกาล โดยอาศัยเส้นทางนำสารของตนที่ได้สร้างค่ายเล็กๆเตรียมไว้ จากนั้นอาศัยม้าเร็วที่อยู่ในค่ายช่วยให้หลบหนีไปได้ ก่อนหนียังได้เผาค่ายของตนทิ้งเพื่อป้องกันลกซุนนำทัพไล่ตามตี ส่งผลให้เล่าปี่สามารถรอดตายไปที่เมืองไป่ตี้ได้

ลกซุนนำทหารเข้ายึดเรือรบ ยุทธปัจจัย และเชลยศึกได้จำนวนมหาศาล ซากศพของกองทหารจ๊กก๊กนั้นลอยเกลื่อนไปทั่วแม่น้ำแยงซี ความปราชัยยับเยินครั้งนี้ทำให้เล่าปี่อับอายและโกรธจัดยิ่งนัก เขาตะโกนก้องด้วยความคับแค้นใจว่า “ลกซุนหยามเกียรติของข้าครั้งนี้ นับเป็นลิขิตสวรรค์เช่นนั้นหรือ”

ก่อนหน้านี้ ซุนหวน หนึ่งในขุนพลของง่อก๊ก ได้รับคำสั่งให้นำทัพบุกโจมตีทัพหน้าของเล่าปี่ที่อี้เต๋า แต่กลับโดนทัพเล่าปี่ปิดล้อมไว้ จึงส่งสารไปขอกำลังเสริมจากลกซุน แต่ลกซุนกล่าวว่ายังไม่ถึงเวลา บรรดาขุนพลของง่อก๊กจึงกล่าวว่า “ซุนหวน ซึ่งมีตำแหน่งเป็นนายพลผู้พิทักษ์แดนบูรพานั้น มีศักดิ์เป็นหลานของนายท่าน (ซุนกวน) เหตุใดจึงไม่เร่งส่งกำลังไปช่วยเหลือกันเล่า”

ลกซุนแย้งว่า “ท่านขุนพลซุนหวนเป็นคนดีมีความสามารถ บรรดาทหารต่างให้ความเคารพรักใคร่ กำแพงเมืองนั้นมีความแข็งแกร่ง เสบียงอาหารพรั่งพร้อมอุดมสมบูรณ์ จึงไม่จำเป็นต้องห่วงแต่อย่างใด ครั้งนี้หากแผนปราบเล่าปี่บรรลุผลสำเร็จ แม้นเราไม่ส่งกำลังเสริมไปช่วย ท่านซุนหวนย่อมสามารถตีฝ่าวงปิดล้อมของทัพเล่าปี่ได้เอง”

จากนั้น เมื่อแผนของลกซุนประสบผล สามารถเอาชัยเหนือเล่าปี่ได้ จนเล่าปี่ต้องพ่ายแพ้ยับเยินแล้วถอยหนีกลับไป แม่ทัพซุนหวนได้เข้าพบกับลกซุนแล้วกล่าวว่า

“ก่อนหน้านี้ ข้าไม่พอใจยิ่งนักที่ท่านไม่ส่งกำลังเสริมมาช่วย แต่บัดนี้เมื่อข้าได้เห็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพวกเราในการศึกครั้งนี้แล้ว จึงได้เข้าใจแล้วว่า ท่านได้วางแผนจัดการกำลังทหารได้เป็นอย่างดียิ่งนัก”

นอกจากนี้ เมื่อย้อนกลับไปในระหว่างที่ทัพง่อก๊กต้องป้องกันการโจมตีจากเล่าปี่นั้น ขุนพลของง่อก๊กหลายคนที่เคยติดตามรับใช้ตระกูลซุนมาตั้งแต่สมัยของซุนเซ็ก ได้ปฏิเสธที่จะฟังคำสั่งของเด็กหนุ่มอย่างลกซุน เพราะเหล่าขุนพลทั้งหมดล้วนเป็นผู้มีอาวุโสและมีประสบการณ์ยาวนาน พวกเขามีความหยิ่งทระนงในตนเอง ในขณะที่ลกซุนเป็นเด็กหนุ่มที่มีอายุยังไม่ถึง 30 ปี และไม่เคยมีชื่อเสียงในการบัญชาทัพออกศึกมาก่อนเลย

ดังนั้น ก่อนหน้าที่จะเปิดศึกกับเล่าปี่ ในระหว่างการประชุมทัพ ลกซุนก็ได้ชูดาบขึ้นบนโต๊ะในที่ประชุม แล้วลั่นวาจาว่า

“เล่าปี่นั้นเป็นยอดวีรบุรุษผู้มีเชื่อเสียงเกรียงไกรไปทั่ว แม้แต่โจโฉเองก็ยังหวั่นเกรง บัดนี้ เมื่อเล่าปี่เคลื่อนทัพใหญ่มารุกรานดินแดนง่อก๊กของเรา จึงนับว่าเป็นศัตรูที่ร้ายกาจยิ่งนัก พวกเราทุกคนในที่นี้ล้วนแล้วได้รับคุณูปการจากบ้านเมืองเป็นอันมาก จึงควรที่พวกเราทั้งหมดจะรวมใจกันให้เป็นหนึ่ง เพื่อร่วมกันต่อสู้กับข้าศึก ตอบแทนให้แก่บ้านเมือง”

“อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้พวกเราทั้งหมดกลับมิได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นี่มิใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะเป็นเพียงบัณฑิต แต่ก็ได้รับอำนาจบัญชาการมาจากนายท่าน (ซุนกวน)ดังนั้นพวกท่านทั้งหลายอาจไม่สบายใจนักที่ต้องรับคำสั่งอยู่ใต้บัญชาของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าเองก็มีถ้อยคำเล็กน้อยที่อยากกล่าวว่า ข้าพเจ้าจะพยายามแบกรับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงนี้ ซึ่งพวกเราทั้งหมดก็ล้วนมีภาระหน้าที่ของตนเอง แล้วจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างไรกันเล่า กองทัพนั้นมีกฎระเบียบและยากจะผ่อนปรน ดังนั้นจงอย่าได้ฝ่าฝืนเด็ดขาด”

อย่างไรก็ตาม หลังจากลกซุนสามารถวางแผนการศึกจนได้ชัยชนะเหนือเล่าปี่อย่างยิ่งใหญ่แล้ว เหล่าขุนพลของง่อก๊กทั้งหมดก็พากันยกย่องและเคารพนับถือลกซุนนับแต่นั้น

ภายหลัง เมื่อซุนกวนทราบข่าวเรื่องที่เหล่าขุนพลไม่ให้ความเคารพลกซุน จึงถามว่าเหตุใดลกซุนจึงมิได้รายงานแจ้งไปทันที ลกซุนจึงตอบกลับว่า

“ข้าพเจ้าได้รับความกรุณาจากนายท่าน ให้ได้รับตำแหน่งสำคัญทางทหารเพื่อปกป้องบ้านเมือง ซึ่งนับเป็นตำแหน่งสำคัญที่เกินกว่าความสามารถของข้าพเจ้าเสียอีก ยิ่งกว่านั้น เหล่าขุนพลที่ไม่พอใจก็ล้วนเป็นผู้ที่ต่อสู้และช่วยก่อร่างสร้างบ้านเมืองมาตั้งแต่แรกเริ่ม พวกเขาเปรียบประดุจเขี้ยวเล็บและฟันที่สร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้คน ส่วนที่เหลือก็ล้วนแต่สร้างผลงานมามาก ไม่ทางใดทางหนึ่ง พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นบุคลากรที่เปี่ยมด้วยความสามารถและมีความสำคัญต่อบ้านเมืองซึ่งไม่อาจจะขาดได้”

“ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้มีความสามารถเพียงพอ แต่ก็แสวงหาวิธีการดุจเดียวกับยอดคนในยุคโบราณอย่างเช่น หลินเซียงหรู และ โค่วสวิน (ทั้งสองเป็นยอดคนในสมัยชุนชิวและจ้านกว๋อและราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ที่มีความสามารถในการรวบรวมบุคลากรที่มีความสามารถให้ช่วยเหลืองานใหญ่ได้) เพื่อการร่วมมือและทำงานร่วมกับเหล่าขุนพล ให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ต่ออาณาจักรของเรา”

ซุนกวนได้ฟังก็หัวเราะชอบใจ แล้วยกย่องลกซุนมาก จากนั้นจึงแต่งตั้งให้ลกซุนขึ้นเป็นนายพลผู้พิทักษ์อาณาจักร แล้วตั้งให้เป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋ว ควบตำแหน่งพระยาแห่งเมืองกังเหลง

จากนั้น หลังจากเล่าปี่พ่ายศึกแล้วหนีตายไปอยู่ที่เมืองไป่ตี้ (เป๊กเต้) ด้านขุนพลของง่อก๊กเช่น ชีเซ่ง พัวเจี้ยง ซ่งเขียน และอีกหลายคน ก็ได้เสนอแนะต่อซุนกวนว่าควรหาหนทางจับตัวเล่าปี่มาให้ได้ แล้วหาทางบุกโจมตีจ๊กก๊กต่อเนื่องไป ซุนกวนจึงขอความเห็นจากลกซุน แต่ลกซุน จูเหียน และลั่วถง มีความเห็นแตกต่างออกไป ลกซุนคิดเห็นว่า เวลานี้โจผีแห่งวุยก๊กกำลังระดมไพร่พลครั้งใหญ่ แล้วอ้างว่าต้องการจะนำกำลังมาช่วยง่อก๊กของเราในการบุกโจตีเล่าปี่ แต่ความจริงแล้วโจผีน่าจะซ่อนแผนอุบายไว้เบื้องหลัง

จากการปรึกษาหารือกันแล้ว ลกซุนมีความระแวงเรื่องที่จะโดนโจผีโจมตีตลบหลังมาก จึงตัดสินใจถอนกำลังทั้งหมดกลับทันที ไม่นานจากนั้น โจผีก็สั่งทัพใหญ่จากวุยก๊ก เคลื่อนพลบุกตีดินแดนของง่อก๊กถึงสามทิศทาง

เผยงซงจือแทรกบันทึกประวัติศาสตร์ง่อก๊กว่า เมื่อเล่าปี่ทราบข่าวว่าวุยก๊กเคลื่อนทัพบุกตีง่อก๊ก เล่าปี่ก็เขียนสารไปถึงลกซุน มีใจความว่า “บัดนี้ ทัพวุยก๊กได้เคลื่อนพลมาถึงจุดเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำฮั่นซุยแล้ว ถ้าข้ายกทัพบุกตีมาจากทางตะวันออกอีกแรง ในความเห็นของเจ้านั้น คิดว่าข้าจะสามารถเอาชัยชนะมาได้หรือไม่”

ลกซุนอ่านแล้วก็เขียนสารตอบกลับว่า “ข้าพเจ้าเกรงว่า กองทัพของท่านยังคงต้องฟื้นคืนกำลังกลับมา จากความเสียหายในความปราชัยเมื่อครั้งก่อน นี่จึงเป็นเวลาที่พวกเราสองฝ่ายควรจะรื้อฟื้นความเป็นพันธมิตรต่อกันเพื่อฟื้นฟูกำลังและนำมาซึ่งความสงบสุข นี่จึงมิใช่เวลาที่ท่านจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดบุกโจมตีเป็นแน่ หากท่านไม่พิจารณาด้วยความระมัดระวัง แล้วให้บุกโจมตีด้วยกำลังทั้งหมดอีกครั้งแล้ว ก็คงจะไม่มีนายทหารผู้ใดของท่านที่คิดจะสู้ศึกเพื่อท่านเป็นแน่ แล้วก็คงจะหาหนทางหนีเพื่อเอาชีวิตรอดอีกด้วย”

หลังจากนั้นไม่นาน เล่าปี่ก็ล้มป่วยหนักแล้วสิ้นพระชนม์ลง รัชทายาทเล่าเสี้ยนจึงได้ขึ้นสืบราชสมบัติต่อมา ขงเบ้งได้รับการแต่งตั้งให้เข้าดูแลกิจการบริหารบ้านเมือง และหาทางฟื้นฟูพันธมิตรกับซุนกวนให้กลับมาอีกครั้ง เพราะสถานการณ์บ้านเมืองมีความจำเป็น เวลานั้น ซุนกวนได้สั่งให้ลกซุนตอบจดหมายที่ขอฟื้นความเป็นพันธมิตรของขงเบ้งกลับไป

ซุนกวนยังได้สั่งทำตราหยกที่เหมือนกับตราประจำตำแหน่งของตนแล้วมอบให้แก่ลกซุน จากนั้นทุกครั้งที่ซุนกวนต้องการส่งจดหมายติดต่อกับเล่าเสี้ยนหรือขงเบ้ง ก็จะให้ลกซุนช่วยอ่านเนื้อหาเพื่อปรับเปลี่ยนการใช้คำพูดและภาษาให้เหมาะสมตามที่สมควร จึงค่อยส่งไป

(ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความไว้วางใจที่ซุนกวนมีต่อลกซุน ต่อการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองก๊ก เพื่อให้ความสัมพันธ์ที่ดีค่อยๆกลับคืนมา)


ปีค.ศ.228 (ตรงกับปีศักราชหวางอู่ที่ 7) ซุนกวนสั่งให้จิวหอง เจ้าเมืองป้อเอี๋ยง เป็นแม่ทัพออกศึกกับวุยก๊ก จิวหองวางอุบายล่อหลอกโจฮิว แม่ทัพใหญ่ของวุยก๊ก ล่อลวงให้โจฮิวนำทัพบุกล่วงเข้าแถบอ้วนเซีย จากนั้นซุนกวนก็ตั้งลกซุนให้เป็นแม่ทัพใหญ่ พระราชทานขวานทองคำ แล้วบัญชาให้ลกซุนออกศึกปราบโจฮิวให้ได้ กระทั่งโจฮิวรู้ตัวว่าหลงกลศึกแล้ว ก็มีความละอายเกินกว่าจะถอยทัพกลับ อีกทั้งโจฮิวมีความคิดว่ากองทัพของตนมีกำลังพลเหนือกว่า อีกทั้งยุทธปัจจัยและเสบียงอาหารก็พรั่งพร้อม จึงเลือกที่จะนำทัพบุกโจมตีใส่ลกซุนเอง

ลกซุนเตรียมการไว้แล้ว บัญชาทัพใหญ่แล้วตอบโต้กลับ ลกซุนสั่งให้จูหวนและจวนจ๋องนำทัพบุกตีกระหนาบทางปีกซ้ายและขวาโดยพร้อมกัน ทัพสามกองทัพที่โจฮิวนำมาโดนตีแตก โจฮิวจึงถอยทัพกลับ แต่ลกซุนให้ทหารไล่ตามตีต่อจนถึงบริเวณเจี่ยซื่อ ที่ซึ่งกองทหารวุยก๊กจำนวนนับหมื่นคนโดนสังหารจนสิ้น แล้วทัพง่อยังสามารถขึดเสบียงและยุทธปัจจัยและม้าศึกของทัพวุยก๊กได้หมดสิ้น โจฮิวจำต้องถอยทัพทั้งหมดกลับไป ระหว่างทางเขาก็ล้มป่วยลงเพราะบาดแผลที่กลางหลัง ในที่สุดก็สิ้นชีพลงระหว่างทาง

หลังพิชิตทัพวุยก๊กได้แล้ว ลกซุนก็จัดการให้จัดกำลังกองทัพขึ้นใหม่ เมื่อเขาเดินทัพผ่านไปทางอู่ฉาง ซุนกวนได้ออกมาต้อนรับแล้วสั่งการให้ทหารกางเศวตฉัตรของตนให้แก่ลกซุนตลอดเวลา จนกระทั่งออกจากพระราชวัง ซุนกวนยังได้ประทานทรัพย์สมบัติล้ำค่าให้เป็นอันมาก ซึ่งเกียรติยศที่ลกซุนได้มานี้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีผู้ใดในยุคนั้นได้รับเช่นนี้มาก่อนเลย จากนั้นลกซุนก็โยกย้ายกลับไปตั้งมั่นอยู่ที่ซือหลิง (อิเหลงเดิม) ต่อไป

ปีค.ศ.229 (ตรงกับปีศักราชหวางหลงที่ 1) ลกซุนได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่กองบัญชาการที่หนึ่ง และได้ตำแหน่งแม่ทัพฝ่ายขวา

ในปีนี้เอง ซุนกวนได้เดินทางไปที่เมืองเกี๋ยนเงียบ เพื่อควบคุมการสร้างพระราชวังแห่งใหม่ แล้วให้รัชทายาทและบุตรชายทั้งหมดไว้ที่เมืองง่อ จากนั้นก็เรียกตัวลกซุนจากอิเหลงให้ทำหน้าที่คอยอยู่ช่วยเหลือรัชทายาท

ซึ่งในขณะที่ลกซุนดูแลเกงจิ๋วและอี้เจียงทั้งสามหัวเมือง และดูแลกิจการทหารทั้งมวลเพื่อรับศึกภายนอกนั้น เขายังช่วยดูแลความประพฤติและตักเตือนเหล่าบุตรหลานในตระกูลซุนให้ประพฤติตนเหมาะสมอีกด้วย

ครั้งหนึ่ง บุตรชายคนที่สองของซุนกวน คือ ซุนลิ ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระยาแห่งเมืองเจี้ยงฉาง ได้ให้มีการสร้างโรงเลี้ยงอันหรูหราไว้สำหรับชนเป็ด อยู่ภายในจวนของตนเอง เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนัก

ลกซุนได้กล่าวตำหนิซุนลิว่า “องค์ชายท่านควรที่จะศึกษาตำราโบราณ เพื่อเพิ่มความรู้พูนของท่านให้ยิ่งขึ้น เหตุใดท่านจึงกระทำตัวเสเพลเช่นนี้เล่า” เมื่อได้ฟังแล้ว ซุนลิก็สั่งให้ทำลายโรงเลี้ยงชนเป็ดทันที

ซุนซ่ง บุตรชายของซุนเซียง ซึ่งเป็นบุตรชายคนที่สามของซุนเกี๋ยน จึงเท่ากับมีศักดิ์เป็นหลานชายของซุนกวนนั้น ได้รับตำแหน่งเป็นนายพันคุมกองพลเกาทัณฑ์ เขาเป็นคนตระกูลซุนที่ได้รับความชื่นชมจากซุนกวนอย่างมาก ครั้งหนึ่ง ซุนซ่งได้ปล่อยให้ลูกน้องของตนดื่มสุรา ไม่สนใจกฎระเบียบกองทัพ ลกซุนจึงสั่งลงโทษด้วยการกร้อนผมของทหารเหล่านั้นต่อหน้าซุนซ่ง โดยไม่ได้มีความหวั่นเกรงว่าเป็นคนโปรดของซุนกวนเลย

ยังมีเหยเกียงแห่งเมืองหนานหยาง ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสในแนวคิดของเล่าหงีเกี่ยวกับการลงโทษก่อนใช้พระคุณ ลกซุนนั้นดูถูกเหยเกียงมาก เขากล่าวว่า “แต่โบราณกาล การสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ควรเป็นสิ่งที่กระทำก่อนใช้การลงโทษ เล่าหงีได้บิดเบือนคำสอนสั่งของนักปราชญ์ยุคโบราณโดยกลับคำสอนเป็นอื่น บัดนี้ตัวท่านได้ทำงานรัชใช้องค์รัชทายาท จึงควรปฏิบัติตามคำสอนที่มุ่งเน้นถึงความเมตตา เกียรติยศ และความมีคุณธรรม ส่วนคำสอนสั่งของเล่าหงีนั้นไม่ควรเอ่ยถึงอีกต่อไป”

 เผยซงจือแทรกว่า ลกซุนได้ศึกษาเกี่ยวกับวิถีทางของลัทธิหยูตามคำสอนสั่งของขงจื้อ และเรื่องการลงโทษ ในคติคำสอนของขงจื้อนั้นกล่าวว่า “ถ้าหากปกครองผู้คนโดยใช้กฎหมาย และบังคับใช้ด้วยการลงโทษเป็นหลักแล้ว ผู้คนก็จะหลีกหนีการกระทำสิ่งที่ผิด เพราะพวกเขาไม่อยากโดนลงโทษ แต่หาใช่เพราะมีความละอายต่อความผิดไม่ ถ้าประชาชนได้รับแรงบันดาลใจด้วยการปกครองอันมีศีลธรรมและคุณธรรม แล้วบังคับใช้ด้วยกรอบประเพณีอันดีแล้ว ประชาชนก็จะมีความต้องการเป็นคนดีและทำความดี เพราะมีความรู้สึกละอายใจในการกระทำเรื่องที่ผิด”

ถึงแม้ว่าลกซุนจะรับหน้าที่ประจำการอยู่ห่างไกลจากนครหลวงเกี๋ยนเงียบของง่อก๊ก แต่เขาก็ยังคงเฝ้าระแวดระวังและดูแลกิจการต่างๆของง่อทั้งภายนอกและภายในไปด้วย ลกซุนได้เสนอความเห็นด้านการบริหารปกครองบ้านเมืองต่อซุนกวนว่า

“ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า กฎหมายของง่อนั้นเข้มงวดรุนแรง ไม่ยืดหยุ่น ผู้คนจำนวนมากโดนกล่าวหาและโดนลงโทษจากความผิดเล็กๆน้อย ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เหล่าขุนพลและขุนนางน้อยใหญ่จำนวนมากล้วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมาย แม้ว่าพวกเขาควรจะโดนลงโทษจากการไม่ใส่ใจทำหน้าที่ของตน แต่บัดนี้ แผ่นดินยังไม่สงบเรียบร้อย ดังนั้นข้าพเจ้าคิดว่าเราควรมองข้ามความผิดเล็กน้อยเหล่านั้น แล้วมุ่งสร้างขวัญกำลังใจให้เกิดขึ้นในเหล่าขุนพลและขุนนางทั้งปวงเพื่อการใหญ่ย่อมเป็นการดีกว่า”

 “นอกจากนี้ การที่ง่อของเรามีบุคลากรที่มีสติปัญญาและความสามารถนั้น นับเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง แม้พวกเขาจะกระทำผิดกฎหมายไปบ้างแต่ก็มักเกิดจากความไม่ตั้งใจ ซึ่งพวกเขาก็มิได้เป็นคนชั่วช้าโดยสันดาน ความผิดเล็กน้อยส่วนมากนั้นเป็นเรื่องที่สามารถให้อภัยได้ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอเสนอให้นายท่านประทานตำแหน่งคืนแก่เหล่าขุนพลและขุนนางที่กระทำผิดเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ เป็นการสนองคุณต่อนายท่านและบ้านเมืองจะดีกว่า”

“เหตุที่ว่าทำไมในอดีต พระเจ้าฮั่นเกาจู่ จึงได้ทรงก่อร้างสร้างอาณาจักรขึ้นได้นั้น ก็ด้วยอาศัยบุคลากรที่มีสติปัญญาและความสามารถให้ช่วยเหลือ พระองค์ทรงอภัยโทษต่อผู้กระทำผิด ให้โอกาสพวกเขา และระลึกถึงผลงานความดีความชอบที่คนเหล่านั้นเสียสละตนเองต่อบ้านเมืองอยู่เสมอ พระเจ้าฮั่นเกาจู่ยอมที่จะเมินเฉยต่อข้อกล่าวหาของเฉินเผิง ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นบริวารของเซี่ยงหยี่ที่เป็นศัตรูคู่แค้น แล้วช่วงใช้งานเฉินเผิงในการบริหารบ้านเมือง จึงมีส่วนช่วยก่อร่างสร้างราชวงศ์ฮั่นขึ้นมา แล้วรวบรวมแผ่นดินไว้ได้”

ซุนกวนได้ย้ายนครหลวงของง่อก๊กจากเมืองง่อ ไปอยู่ที่นครเกี๋ยนเงียบ หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือเพื่อใช้เป็นฐานบัญชาการส่วนหน้าสำหรับบุกโจมตีหับป๋าของวุยก๊กได้สะดวกขึ้น โดยมีลกซุนไปประจำการอยู่แถวเกงจิ๋วเป็นหลัก

แต่จากบันทึกในจดหมายเหตุ จะพบว่าแม้ลกซุนจะอยู่ห่างไกลจากนครหลวงของง่อก๊ก แต่เขาก็สนใจสอดส่องดูแลภายในราชสำนักของง่ออยู่เสมอ หากว่าบุตรหลานหรือญาติสนิทของซุนกวนประพฤติตนไม่เหมาะสม เขาก็จะตักเตือนอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เกรงกลัวต่ออาญา

สำหรับคำเตือนของลกซุนเกี่ยวกับกฎหมายของง่อก๊กนั้น ก็นับว่าสอดคล้องกับคำเตือนของเตียวเจียวและโกะหยง แสดงให้เห็นว่ากฎหมายของง่อก๊กนั้นรุนแรงเด็ดขาดเกินไปจริงๆ

ต่อมา ซุนกวนมีความคิดจะส่งกองทัพบุกยึดเมืองอี้จิ๋ว (ไต้หวันในปัจจุบัน) และแถบจู่หยา จึงส่งสารไปขอคำแนะนำจากลกซุน แต่ลกซุนส่งสารตอบกลับว่า

“ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ดินแดนในปกครองของเรานั้นยังคงไม่สงบราบคาบ จึงควรที่จะมุ่งสร้างความมั่นคงภายในดินแดนของพวกเราก่อนเป็นสำคัญ หลายปีมานี้ กองทัพของเราทำศึกติดต่อกัน ได้รับความบอบช้ำไม่น้อย ข้าพเจ้ารู้ว่านายท่านมีความกังวลเรื่องแผนการบุกโจมตีอี้จิ๋วจนแทบไม่เป็นอันกินอันนอน แต่เมื่อข้าพเจ้าได้พิจารณาแผนการนี้อย่างถี่ถ้วนหลายครั้งแล้ว ก็พบว่าแทบมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากการบุกโจมตีครั้งนี้เลย การที่นายท่านส่งกองทัพบุกโจมตีไปยังดินแดนห่างไกลนั้น เป็นการยากที่จะคาดคะเนพยากรณ์ดินฟ้าอากาศได้ อีกทั้งเมื่อทหารของเราอยู่ในดินแดนที่แปลกแตกต่างจากเคย อาจส่งผลต่ออาการเจ็บป่วยได้ง่าย หากเราส่งกองทัพไปยังดินแดนป่าเถื่อนเช่นนั้น ฝ่ายเรามีแต่จะสูญเสียมากกว่าได้ อีกทั้งดินแดนจู่หยานั้นนับเป็นแดนเถื่อนที่อันตราย ชนพื้นเมืองที่นั้นดุร้ายราวสัตว์ป่า การเข้ายึดครองดินแดนเหล่านี้จึงมิได้มีประโยชน์อันใดกับฝ่ายเราเลย หรือแม้ว่าจะเข้ายึดได้แล้วถอนกำลังกลับมา แต่การไม่มีทหารอยู่ประจำการดินแดนเหล่านั้น ย่อมมิอาจควบคุมชนพื้นเมืองไม่ให้ก่อการได้”

“อันที่จริง ง่อก๊กของเรานั้น มีแสนยานุภาพทางทหารและทรัพยากรมหาศาล เพียงพอที่จะรวบรวมแผ่นดินจีนได้ ดังนั้น สิ่งที่เราควรกระทำคือ เสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารของทัพเราให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น แล้วนำทัพออกศึกเมื่อถึงกาลอันเหมาะสม”

“ในอดีต เมื่อองค์ฮวนอ๋อง (สมัญญานามย้อนหลังของซุนเซ็ก) ได้เริ่มก่อร่างสร้างรากฐานของตระกูลซุนนั้น พระองค์ไม่ได้สร้างแต่ด้านกองทัพเท่านั้น แต่ได้สร้างกฎเกณฑ์ที่นำไปสู่ความสำเร็จด้วย บัดนี้ นายท่านกำลังดำเนินรอยตามและเริ่มสร้างอาณาจักรโดยมีแม่น้ำแยงซีเป็นรากฐาน ข้าพเจ้าได้ทราบว่า ในขณะที่แสนยานุภาพของกองทัพนั้น ล้วนอยู่ที่การปราบปรามเหล่าข้าศึกและโจรผู้ร้ายแล้ว ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของอาณาจักรอีกประการคือ กำลังในการผลิตของประชาชน พวกเขาควรจะได้มุ่งทำการเกษตร และ หัตถกรรม เช่นการผลิตผ้าไหม ทั้งนี้ก็เพื่อใช้เป็นอาหารและเครื่องนุ่งห่มในชีวิตประจำวันของพวกเขาเองได้”

“ในเวลานี้ แม้นสงครามไม่ได้อุบัติขึ้นทุกวัน แต่ประชาชนก็ยังคงต้องประสบกับความหิวโหยและหนาวเหน็บ ความเห็นอันต่ำต้อยของข้าพเจ้าคือ พวกเราควรจะให้ประชาชนได้มีโอกาสอยู่อย่างสงบและมีชีวิตที่ดีขึ้น เราควรลดค่าเช่า และภาษีต่าง ซึ่งดังนี้แล้ว พวกเราก็จะได้รับความจงรักภักดีและความสมัครสามัคคีจากประชาชนไปโดยปริยาย ด้วยวิธีการนี้แล้ว ดินแดนในบริเวณแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำวุย ก็จะกลายเป็นของพวกเรา และจากนั้นพวกเราก็จะสามารถรวมแผ่นดินให้สำเร็จได้ภายใต้ลิขิตสวรรค์”

แต่อย่างไรก็ตาม ซุนกวนก็ไม่ได้ทำตามคำแนะนำของลกซุนเรื่องที่ทัดทานการบุกอี้จิ๋ว (ไต้หวัน) ผลคือแม้จะยึดไต้หวันได้ แต่กองทัพง่อก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ผลลัพธ์นั้นจึงได้ไม่คุ้มเสีย เป็นไปตามที่ลกซุนได้กล่าวเตือนไว้ก่อนหน้านี้

 ต่อมาไม่นาน กองซุนเอี๋ยนแห่งเลียวตั๋งได้ฉีกสัญญาพันธมิตรกับง่อก๊ก ซุนกวนโกรธมากจึงคิดระดมพลเพื่อบุกโจมตีกลับ แต่ลกซุนเสนอว่า

“กองซุนเอี๋ยนอาศัยว่าตนเองมีชัยภูมิที่แข็งแกร่ง เหมาะแก่การป้องกัน จึงบังอาจหาญกล้ากักตัวทูตของฝ่ายเราไว้ และไม่ยอมส่งม้าชั้นดีมาเป็นเครื่องบรรณาการแก่พวกเรา นี่เป็นการเรื่องที่น่ารังเกียจและมิอาจรับได้ พวกคนเถื่อนก็เช่นนี้ พวกมันมักทำลายความสงบสุขในแผ่นดินภาคกลางอยู่เสมอ คนเหล่านี้ล้วนโง่เขลาเบาปัญญา และไร้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม เปรียบเสมือนดั่งวิหคและสัตว์ป่าที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในป่าทึบ แล้วปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับพวกเรา การกระทำในครั้งนี้ของพวกมันทำให้นายท่านบังเกิดโทสะที่จะยกทัพบุกโจมตี แต่นั่นเป็นการเสี่ยงเกินไปที่จะทำให้ฝ่ายเราต้องสูญเสียบุคลากรอันมีค่ายิ่งหากต้องเคลื่อนทัพล่องเรือบุกโจมตีผ่านท้องทะเลอันกว้างใหญ่ ซึ่งอาจจะนำอันตรายมาสู่กองทัพ และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายได้”

“ในยุคสมัยนี้ บ้านเมืองของเรายังเต็มไปด้วยความวุ่นวายทุกหย่อมหญ้า เหล่าขุนศึกผู้เหี้ยมหาญทั้งหลายต่างก็เปิดศึกต่อกัน นับวันความโหดร้ายรุนแรงของผู้คนก็ยิ่งทวีขึ้น เพราะผู้คนล้วนมองว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูไปเสียหมด ขณะที่นายท่านนั้น ได้ชื่อว่าเปี่ยมด้วยบารมี และสติปัญญาอันสูงส่ง นายท่านได้รับลิขิตจากสวรรค์ สามารถทำศึกได้ชัยเหนือโจโฉที่ผาแดง พิชิตเล่าปี่ที่อิเหลง จับกวนอูที่เกงจิ๋ว บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นยอดวีรบุรุษแห่งยุคสมัย แต่ท่านกลับสามารถมีชัยเหนือพวกเขาได้หมดสิ้น ประชาชนในรัศมีนับหมื่นลี้ล้วนแต่ยอมอ่อนน้อมให้อำนาจของพวกเรา เปรียบเสมือนต้นอ้อที่ลู่ลม”

“บัดนี้ จึงถึงเวลาอันควรแล้วที่พวกเราจะพุ่งเป้าไปยังดินแดนจงหยวน (จีนภาคกลาง) เพื่อนำความสงบสุขมาสู่ปวงราษฎร์แล้วรวบรวมแผ่นดินที่แตกแยกให้เป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ นายท่านจึงมิควรใส่ใจต่อภัยคุกคามเล็กน้อยของพวกคนป่าเถื่อน ข้าพเจ้ารู้ว่านายท่านมีโทสะในเรื่องนี้ แต่นายท่านกำลังเอาเกียรติยศชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ที่สั่งสมมาไปเสี่ยงโดยใช่เหตุโดยมิสนใจต่อคำเตือน”

“ไม่ทราบว่านายท่านเคยได้ยินภาษิตโบราณหรือไม่ว่า ยอดบุรุษที่ตัดสินใจเดินทางหมื่นลี้ ย่อมไม่หยุดกลางคัน ดังนั้นเราย่อมไม่ควรให้เรื่องราวเล็กน้อยมาขัดขวางแผนการยิ่งใหญ่ ดังนั้นจึงมิสมควรที่นายท่านจะเสี่ยงนำทัพเรือออกไปโจมตียังดินแดนที่ห่างไกลและทุรกันดารเหล่านั้นเลย หากว่าข้าศึกลวงให้เราไปติดกับ ต้องประสบภยันตรายแล้ว ถึงเวลานั้นก็จะสายเกินแก้”

“หากแม้นพวกเราสามารถรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งได้สำเร็จเมื่อใด กองซุนเอี๋ยนก็จะมายอมสิโรราบต่อนายท่านเอง ข้าพเจ้ารู้ว่านายท่านปรารถนาอยากได้ม้าศึกชั้นดีเป็นบรรณาการจากเลียวตั๋ง แต่เพียงเพื่อสิ่งเล็กน้อยเหล่านั้น นายท่านจะยอมเสี่ยงเสียความมั่นคงในดินแดนตอนใต้ของเราไปกระนั้นหรือ”

“ดังนั้น ข้าพเจ้าขอวิงวอนต่อนายท่าน ให้ล้มเลิกแผนการบุกครั้งนี้โดยเร็ว เพื่อหันไปพุ่งเป้าต่อศัตรูแท้จริงของพวกเราเป็นสำคัญเท่านั้น เพราะหากการณ์สำเร็จเมื่อใด ง่อก๊กของเราก็จะสามารถรวบรวมแผ่นดินทั้งหมด แล้วนำความสงบสุขนับพันปีให้มาเยือนได้ในที่สุด”

ซุนกวนฟังข้อเสนอของลกซุนแล้ว ก็เห็นด้วย จึงยอมล้มเลิกแผนการบุกโจมตีกองซุนเอี๋ยงที่เลียวตั๋งไปในที่สุด

ปีค.ศ.236 (ตรงกับปีศักราชเจียเหอที่ 5) ซุนกวนตัดสินใจสั่งเคลื่อนทัพบุกโจมตีวุยก๊กทางภาคเหนือ แล้วสั่งให้ลกซุนและจูกัดกิ๋นเป็นแม่ทัพร่วมกันบุกโจมตีเมืองเซียงหยางที่เกงจิ๋ว (จากจดหมายเหตุฝ่ายวุยก๊กจะพบว่าฮ่องเต้โจยอยได้นำทัพหลวงมาตั้งมั่นเตรียมรับมือด้วยตนเอง)

ลกซุนจึงส่งหันเปียน นายทหารคนสนิทให้เดินทางไปหาซุนกวนแล้วส่งสารลับสำหรับแผนการทำศึกกัน แต่ระหว่างทาง หันเปียนกลับโดยทหารวุยก๊กพบตัวแล้วก็โดนจับตัวได้ เมื่อจูกัดกิ๋นทราบช่าวก็ตกใจมาก จึงรีบเขียนจดหมายส่งถึงลกซุนเพื่อเตือนว่า พวกวุยก๊กต้องได้ข้อมูลทางทหารที่สำคัญไปแล้วแน่ ยิ่งกว่านั้นระดับน้ำในแม่น้ำแยงซีและฮั่นซุยก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ จึงอาจถึงเวลาที่พวกเราต้องเร่งถอยทัพกลับ

ลกซุนได้รับสารเตือนจากจูกัดกิ๋น แต่ก็ยังใจเย็น แล้วควบคุมทหารออกไปปลูกพืชผักและถั่วไว้เป็นเสบียง และนั่งเล่นหมากล้อมกับเหล่านายทหารและขุนนางอย่างเยือกเย็นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อจูกัดกิ๋นรู้ข่าว จึงถอนใจกล่าวว่า ท่านขุนพลลกซุนเป็นยอดอัจฉริยะ การที่ทำเช่นนี้ย่อมต้องมีแผนอุบายแฝงเร้นไว้แน่ จากนั้นเขาก็เร่งเดินทางไปเข้าพบลกซุน เมื่อทั้งสองพบกันแล้ว ลกซุนก็กล่าวกับจูกัดกิ๋นว่า

“ตอนนี้ข้าศึกรู้ว่านายท่านสั่งถอยทัพกลับไปแล้ว พวกมันจึงไม่ต้องวิตกกับทัพทางนายท่านอีกต่อไป เป็นโอกาสให้ข้าศึกรวมศูนย์กำลังทั้งหมดแล้วพุ่งเป้าการโจมตีมาที่พวกเรา พร้อมทั้งวางกำลังทหารไว้ตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆ จากเรื่องนี้ทำให้ขวัญทหารของทัพเราสันคลอนและลดต่ำลงมาก ดังนั้นพวกเราจึงควรที่จะรั้งทัพเพื่อตั้งมั่นไว้ต่อไป เพื่อผ่อนคลายความหวาดกลัวของเหล่าทหาร แล้วจึงค่อยวางแผนกลยุทธ์สำหรับการถอยทัพอย่างสงบเยือกเย็น เพราะหากพวกเราแสดงว่าจะถอยทัพในเพลานี้แล้วไซร้ พวกทหารวุยก๊กก็จะมั่นใจว่าพวกเราหวากเกรงพวกเขา เมื่อนั้นก็จะนำทัพไล่ตามตีพวกเราทันที แล้วพวกเราก็จะต้องเป็นฝ่ายปราชัยอย่างยับเยิน”

ดังนั้น ลกซุนและจูกัดกิ๋นจึงร่วมกันวางแผนสำหรับการถอยทัพกลับเป็นการลับ จูกัดกิ๋นรับหน้าที่บัญชาทัพเรือ ส่วนลกซุนบัญชาทัพบก แล้วพากันแสร้งลวงทหารวุยก๊กว่าจะนำทัพประสานกันเข้าตีเมืองเซียงหยาง

เนื่องจากเหล่านายทหารวุยก๊กต่างก็รู้กิตติศัพท์ของลกซุนอย่างดีว่ามีความสามารถสูงส่งเพียงใด เหล่าขุนพลของวุยก๊กจึงพากันสั่งให้ทหารถอยทัพกลับเข้าเมือง เพื่อเตรียมการป้องกันอย่างแข็งขัน จากนั้น ทัพเรือของจูกัดกิ๋นก็นำเรือขึ้นเทียบฝั่ง ส่วนลกซุนก็สั่งเคลื่อนทัพอย่างใจเย็น ให้ทหารทยอยขึ้นเรือของจูกัดกิ๋น แสดงความสามารถในการบัญชากองทหาร ทำให้ทหารวุยก๊กไม่กล้าไล่ตามโจมตี ดังนั้นลกซุนจึงสามารถถอนทัพทั้งหมดกลับไปได้โดยปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม เมื่อลกซุนถอยทัพกลับมาถึงบริเวณไป่เว่ย เขาสั่งให้รั้งทัพเพื่อพักผ่อนแล้วให้ทหารออกล่าสัตว์เพื่อสะสมเสบียงเพิ่ม จากนั้นส่งสองขุนพล จิวกุ๋นและเตียวเหลียง ให้นำทัพบุกตีหลายหัวเมืองและหลายตำบลในแถบกังแฮและซื่อหยาง ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ในเขตแดนของวุยก๊ก ชาวบ้านแถบนั้นพากันตื่นตกใจเมื่อทัพง่อยกมาถึง จึงพากันหนีตายเข้าประตูเมืองซื่อหยาง เนื่องจากชาวบ้านพากันแย่งเข้าเมืองจนเกิดการชุลมุนวุ่นวาย ทำให้ไม่สามารถปิดประตูเมืองได้ ทหารวุยก๊กจึงจำต้องสังหารประชาชนของตนเอง เพื่อให้สามารถปิดประตูเมืองได้

ฝ่ายทหารง่อก๊กเองก็เข้าสังหารชาวบ้านไปเป็นจำนวนมาก แล้วยังจับกุมได้อีกหลายพันคน ด้านชาวบ้านที่โดนจับตัวนั้นก็ได้รับการคุ้มครอง มีคำสั่งห้ามมิให้ทหารทำร้ายพวกเขาอีก ส่วนชาวบ้านที่อพยพครัวเรือนมาอยู่กับฝ่ายง่อก๊กก็จะได้การคุ้มครองดูแลอย่างดี ผู้ที่สูญเสียภรรยาและบุตรไประหว่างนั้น ก็จะได้รับมอบเสื้อผ้าและอาหาร แล้วจึงได้รับการปล่อยตัวกลับไป ชาวบ้านบางส่วนประทับใจการกระทำของทหารง่อก๊ก จึงพากันอพยพครอบครัวเข้ามาอยู่ในเขตปกครองของง่อก๊กเป็นอันมาก

เผยซงจือได้แทรกบทวิจารณ์และกล่าวตำหนิลกซุนอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการกระทำในครั้งนี้มาก เขาวิจารณ์ว่า “แม้ลกซุนจะวิตกเรื่องที่ทัพหลักของซุนกวนถอยกลับไปแล้ว ส่งผลให้ทัพฝ่ายวุยก๊กรวมศูนย์กำลังเพื่อพุ่งเป้ามาที่ทัพของเขา แต่จากนั้นเขาก็วางกลยุทธ์อันยอดเยี่ยมจนกระทั่งถอยทัพทั้งหมดกลับไปได้อย่างปลอดภัยแล้วด้วย แล้วทำไมลกซุนถึงต้องส่งทหารไปบุกตีตำบลและหัวเมืองเล็กๆ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านจำนวนมาก แล้วยังสังหารผู้บริสุทธิ์ไปมาก การจับกุมชาวบ้านไปพันกว่าคนนั้นก็ไม่ได้มีผลกระเทือนต่อวุยก๊กอีกต่างหาก

เผยซงจือยังได้เปรียบเทียบการกระทำของลกซุนกับขงเบ้งที่บุกภาคเหนือเพื่อปราบวุยก๊กว่า ขงเบ้งนั้นยึดหลักการทำศึกโดยกวดขันวินัยทัพ สั่งห้ามมิให้ทำร้ายชาวบ้าน ไม่สังหารผู้คนที่บริสุทธิ์ ซึ่งหากเทียบกับลกซุนแล้ว แม้เขาจะให้มีการช่วยเหลือพวกชาวบ้านไว้หลังจากนั้น แต่ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการช่วยเหลือลูกนกหลังจากทำลายรังของมันทิ้งไปแล้ว (ตบหัวแล้วลูบหลัง) สิ่งที่ลกซุนใช้คืนให้กับชาวบ้านนั้น ไม่อาจเทียบได้กับสิ่งที่พวกชาวบ้านนับพันต้องเผชิญความสูญเสียได้เลย แม้ว่าแผนนี้ของลกซุนจะทำให้ขุนนางในแถบกังแฮและชนเผ่าแถบนั้นพาผู้คนอพยพมาเข้าด้วยกับง่อก๊กก็ตามที

            ในจดหมายเหตุและในนิยาย โจยอยได้กล่าวชื่นชมลกซุนเกี่ยวกับการถอยทัพครั้งนี้ว่า ความสามารถในการศึกของเขาไม่แพ้ซุนหวู่เลย ทั้งที่พวกเขาเป็นศัตรูกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างประการหนึ่งระหว่างประวัติศาสตร์และนิยายคือ ไม่ได้มีการลงรายละเอียดสิ่งที่ลกซุนดำเนินการต่อจากนั้นเอาไว้

            การที่ลกซุนสั่งให้ทหารเข้าตีหลายตำบลแถบกังแฮและซื่อหยาง ได้ส่งผลให้ง่อก๊กได้ผู้คนอพยพมาเข้าด้วยเพิ่มขึ้นก็จริง แต่ก็ไม่ได้มีจำนวนมากมายเป็นหลักหมื่นคน แล้วก็ไม่ได้ดินแดนเพิ่มเติมขึ้นมาเท่าใดนัก คำสั่งครั้งนี้ของลกซุนได้สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่บริสุทธิ์ เพียงเพราะว่าผู้คนเหล่านั้นอาศัยอยู่ในเขตปกครองของวุยก๊ก ด้วยเหตุนี้เอง เผยซงจือจึงกล่าววิจารณ์โจมตีลกซุนอย่างรุนแรงมาก เป็นข้อด่างพร้อยของลกซุนที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์อย่างที่ไม่อาจลบเลือนไปได้ ซึ่งก็ยังเป็นที่น่าสงสัยว่า แล้วลกซุนจะให้ทหารทำลายบ้านเรือนไปจนถึงสังหารผู้คนในดินแดนแถบนั้นไปเพื่ออะไรกัน เพราะสิ่งที่ได้กลับมานั้นไม่ได้คุ้มค่าเอาเลย

            หรืออาจสันนิษฐานได้ว่า ลกซุนต้องการสร้างผลงานทางทหารบ้างเล็กน้อยก่อนที่จะให้ถอยทัพกลับไปหรือไม่ เพราะแผนการบุกโจมตีวุยก๊กครั้งนี้เป็นการเคลื่อนทัพครั้งมากของง่อก๊ก แต่กลับต้องล่มลงโดยไม่ได้ทำอะไรเพราะแผนการศึกรั่วไหลไปก่อน ดังนั้นลกซุนจึงอาจต้องการให้เกิดผลงานขึ้นบ้างก่อนจะถอยกลับโดยสมบูรณ์ หรือไม่ก็ทำไปเพื่อหาโอกาสสร้างความยำเกรงต่อเหล่าทหารและประชาชนในเขตปกครองของวุยก๊ก จึงได้กระทำการลงไปเช่นนั้นก็เป็นได้

 

            ต่อมา ลิเซ็กเจ้าเมืองกังแฮ ซึ่งเป็นขุนพลของวุยก๊ก ได้รับคำสั่งให้นำทหารเข้าก่อกวนแถบชายแดนของง่อก๊ก แต่วันหนึ่งเกิดมีปากเสียงกับบุนฮิว บุตรชายของบุนเพ่ง ซึ่งเป็นขุนพลใหญ่ของวุยก๊ก เมื่อลกซุนทราบเรื่อง จึงถือเป็นโอกาส เขาแกล้งปลอมจดหมายส่งถึงลิเซ็กเพื่อแสร้งลวงว่าลิเซ็กกำลังเจรจาขอแปรพักตร์มาอยู่ฝ่ายตน แล้วก็ให้ทหารนำจดหมายไปทิ้งไว้แถบชายแดน เมื่อทหารของลิเซ็กเก็บมาได้แล้วนำมาให้อ่าน ลิเซ็กก็หวาดกลัวมาก จึงส่งภรรยาและบุตรของตนให้ไปอยู่ที่นครหลวงลกเอี๋ยงเพื่อเป็นการแสดงตัวต่อโจยอยว่าเขาไม่รู้เห็นด้วย แต่สุดท้ายแล้ว บรรดามิตรสหายและบริวารของลิเซ็กก็พากันตีตัวออกห่าง ตัวเขาก็โดนโจยอยสั่งปลดจากตำแหน่งเจ้าเมืองกังแฮในเวลาต่อมา ตามแผนการของลกซุน

              ปีค.ศ.237 (ตรงกับปีศักราชเจียเหอที่ 6) จิวเต้ ขุนพลผู้พิทักษ์พระราชวังของง่อก๊ก ได้ขอคำสั่งเพื่อให้เกณฑ์ไพร่พลแถบเมืองกวนหยง ซุนกวนจึงส่งสารไปถามความเห็นจากลกซุน แต่เนื่องจากลกซุนประเมินแล้วคิดว่าผู้คนในเมืองกวนหยางนั้นมีทีท่าว่าอาจจะก่อจลาจลขึ้น และยังไม่ค่อยเคารพกฎหมายของง่อก๊กด้วย ดังนั้นการสั่งเกณฑ์ทหารในยามนี้จึงไม่เหมาะนัก แต่สุดท้ายจิวเต้ก็ได้สั่งเกณฑ์ทหารจนได้และก็เป็นผลให้เกิดกบฏขึ้นจริงๆตามที่ลกซุนกังวล โดยผู้นำกลุ่มกบฏคือ ง่อจู๋ ได้นำชาวเมืองกวนหยงก่อความวุ่นวายแล้วก็เจ้าสังหารจิวเต้ทิ้ง จากนั้นจึงเข้ายึดหัวเมืองได้หลายแห่ง ต่อมาเมื่อชาวเมืองหลูเจียงและอี้เจียงทราบเรื่องการลุกฮือครั้งนี้ ก็ลุกขึ้นมาก่อการไปด้วย ทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น

          เมื่อลกซุนทราบข่าวการก่อกบฏ จึงรีบนำทัพเข้าปราบปราม ง่อจู๋และเหล่าแกนนำต่างก็พากันยอมจำนน ลกซุนจึงยอมไว้ชีวิตแล้วให้คนเหล่านี้เข้ามาอยู่ในกองทัพ ทำให้เขามีกำลังพลเพิ่มขึ้นอีกราวแปดพันคน จากนั้นก็ทำให้ทั้งสามหัวเมืองกลับเข้าสู่ความสงบเรียบร้อยอีกครั้ง 

         ในเวลาเดียวกัน ลิอิ๊ด เจ้ากรมอาลักษณ์ของราชสำนักง่อ ซึ่งมีอำนาจดูแลรวบรวมเอกสารบันทึกคำร้องต่างๆนั้น กลับใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เขาได้กล่าวหาว่าเหล่าขุนนางดีของง่อหลายคน แล้วยังกล่าวหาลกซุนและพัวโยยว่ากระทำการต่างๆโดยมิชอบ สมควรได้รับการลงโทษ แต่ลกซุนและพัวโยยได้ร้องขอให้ซุนกวนพิจารณาคดีอีกครั้งหนึ่ง เสนาบดีโกะหยงได้รับความไว้วางใจจากซุนกวนให้พิจารณาคดี แล้วตัดสินได้ว่าลิอิ๊ดได้กล่าวใส่ร้ายลกซุนและพัวโยยซึ่งพวกเขาล้วนเป็นขุนนางตงฉินผู้บริสุทธิ์ ซุนกวนจึงมีคำสั่งสั่งให้ประหารชีวิตลิอิ๊ดไปเสีย

            ในเวลาเดียวกัน สองขุนนางสำคัญคือ เหยเอี๋ยนและเหยกง ได้ร่วมกับเหล่าขุนนางง่อก๊กหลายคน เสนอให้เพิ่มการเก็บภาษี เพื่อทำให้คลังหลวงมีรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อซุนกวนถามความเห็นลกซุน เขาก็วิเคราะห์แจกแจงว่า

            “บ้านเมืองนั้นก่อร่างสร้างขึ้นจากปวงชน ความเข้มแข็งก็ก่อร่างขึ้นด้วยแรงงานของปวงชนส่วนความมั่นคั่งทั้งหลายก็ล้วนมาจาภาษีของปวงชน ทั้งหมดนี้ล้วนมีที่มาจากปวงประชาชน ไม่เคยมีปรากฏในยุคสมัยใดว่าผู้คนทั่วไปร่ำรวยแล้วราชสำนักยากจน เช่นกัน ไม่เคยปรากฏว่าผู้คนยากจน ขณะที่บ้านเมืองมีความเข้มแข็ง ดังนั้นจากที่กล่าว การนำความผาสุกสันติและสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง มีแสนยานุภาพ ล้วนเกิดจากการเอาชนะจิตใจของปวงชน ขณะที่การก่อจลาจลหรือความวุ่นวายนั้นล้วนเกิดเพราะบ้านเมืองขาดแรงหนุนจากปวงชนนั่นเอง”

            “นอกเหนือจากนี้ การจะให้ประชาชนยอมเสียสละเพื่อบ้านเมืองโดยที่พวกเขามิอาจเห็นผลตอบแทนที่กลับคืนมาได้นั้น จึงเป็นเรื่องยากแสนเข็ญ ดังนั้น ในบันทึกซือจิง (หนังสือรวบรวมบทกวีนิพนธ์จีนในช่วง 1000 – 500 ปีก่อนคริสตกาล) มีบันทึกไว้ว่า หากผู้ใดสร้างคุณประโยชน์แก่ปวงชน แก่บ้านเมือง เขาผู้นั้นก็จะได้รับชื่อเสียงเกียรติคุณและลิขิตอันยิ่งใหญ่จากสวรรค์เอง”

            “ดังนั้น ข้าพเจ้าขอร้องต่อนายท่าน ให้แสดงความเมตตาปราณีต่อปวงประชาชนราษฏร์ แล้วหาวิธีการอื่นที่จะเพิ่มพูนรายได้แทน เพราะในคลังหลวงก็ยังมีทรัพย์สินมากพอที่จะใช้อีกมากในช่วง 2-3 ปีนี้”

          จากนั้นในปีค.ศ.244 (ตรงกับปีศักราชชื่อหวู่ที่ 7) ลกซุนได้รับการแต่งตั้งจากซุนกวน ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นสมุหนายก “เฉิงเซี่ยง” (The Prime Minister) เป็นการรับตำแหน่งแทนที่โกะหยงซึ่งได้สิ้นชีพไปก่อนนี้แล้ว ดังนั้นลกซุนจึงได้รับตำแหน่งฝ่ายบริหารสูงสุดควบคู่กับฝ่ายทหารของง่อก๊กไปโดยปริยาย (นั่นคือลกซุนได้กลายเป็นบุคคลหลายเลข 2 ของง่อก๊กรองจากซุนกวน)

         แล้วซุนกวนก็ได้มีพระราชโองการว่า “แม้ว่าตัวเราจะด้อยบารมีและไร้ความสามารถอันล้ำเลิศที่จะปกครองง่อก๊กให้ผาสุก แต่ด้วยลิขิตสวรรค์ จึงทำให้เราได้ครองราชย์บัลลังก์จนได้ แผ่นดินในเวลานี้ยังคงประสบความแตกแยกและวุ่นวาย เหล่าโจรร้ายยังคงก่อการไปทั่วแผ่นดิน ตัวเราได้แต่หวาดวิตกทั้งวันและคืนโดยมิอาจข่มตาหลับลงได้เลย”

“แต่ตัวท่าน (ลกซุน) เป็นผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาความสามารถอันยิ่งใหญ่ วีรกรรมและความสามารถของท่านได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วแผ่นดิน นับตั้งแต่ท่านขึ้นรับตำแหน่งเป็นแม่ทัพ ก็ได้สร้างเกียรติยศชื่อเสียงและคุณให้แก่บ้านเมือง สามารถทำศึกเอาชัยเหนือข้าศึกศัตรูได้ทุกครั้งไป มันเป็นสัจธรรมที่ว่า บุคคลผู้มีความสามารถอันล้ำเลิศเหนือคน ย่อมจะได้รับเกียรติยศชื่อเสียงอย่างยิ่งใหญ่ และบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญในการทำศึกและการบริหารปกครองบ้านเมือง ย่อมจักได้รับภาระดูแลกิจการบ้านเมืองเป็น”

“ในยุคโบราณ อี้อิน ได้สร้างเสริมอำนาจให้แก่ราชวงศ์ชาง ส่วนหลี่ว์ซัน (เจียงไท่กง) ก็ได้ช่วยก่อร่างสร้างราชวงศ์โจว แม้ว่าบุคคลทั้งสองจะมีพื้นเพเป็นเพียงสามัญชน แต่ก็เปี่ยมด้วยอัจฉริยะสามารถ ได้ช่วยสร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ให้แก่ราชวงศ์ทั้งสองในยุคอดีต ทั้งนี้พวกเขาก็ล้วนเช่นเดียวกับตัวท่าน ซึ่งเป็นผู้ที่คู่ควรจะได้รับมอบหมายความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ในการดูแลกิจการบ้านเมืองทั้งภายในและภายนอกโดยพร้อมกัน”

“มาวันนี้ ตัวเราขอประกาศแต่งตั้งให้ท่านขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นสมุหนายก และมีอำนาจบัญชาการในฟู่ฉาง อู่ฉาง และควบตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการ ซึ่งเราได้ส่งตราตั้งตำแหน่งให้แก่ท่านแล้ว ด้วยเรามีความวางใจในตัวท่านว่า จะช่วยเราดำรงไว้ซึ่งความชอบธรรม และทำให้เราบรรลุเป้าหมายสามารถพิชิตสี่คาบสมุทรในพื้นพิภพ แล้วรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวได้”

ก่อนหน้านั้น มีตำแหน่งขุนนางในสังกัดของสององค์ชายคือซุนโฮและซุนป๋าได้ว่างเว้นลง ดังนั้นบรรดาขุนนางทั้งหลายจึงพากันเสนอชื่อบุตรหลานและญาติมิตรของตนทั้งที่อยู่ในราชสำนักและภายนอกให้เข้าไปรับตำแหน่งที่ว่างเว้นลงนั้นแทนที่

เมื่อลกซุนทราบเรื่องจากกวนจ๋อง (เป็นขุนนางของง่อที่มีสายสัมพันธ์กับองค์ชายซุนป๋า) ลกซุนก็ได้แสดงความเห็นว่า บรรดาบุตรหลายเครือญาติของขุนนางเหล่านั้น หากปรากฏผู้มีความสามารถแท้จริงแล้ว ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ได้รับตำแหน่งใดๆเลย ดังนั้นจึงไม่ควรใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อให้ได้มา ยิ่งไปกว่านั้น องค์ชายทั้งสองเองก็มีอำนาจพอๆกัน การเอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่อาจทำให้สองฝ่ายต้องเกิดความขัดแย้งนั้น เป็นสิงที่คนฉลาดควรหลีกเลี่ยงมากกว่า อย่างไรก็ตาม บุตรชายของกวนจ๋องคือกวนกี๋ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางในสังกัดของหลู่อ๋องซุนป๋า แล้วยังมีส่วนวางแผนชิงตำแหน่งรัชทายาทจากซุนโฮด้วย

เผยซงจือแทรกเชิงอรรถเพิ่มเติมว่า แม้ว่าซุนโฮบุตรชายคนที่สามจะได้รับตำแหน่งรัชทายาทมาก็จริง แต่ซุนกวนได้แสดงออกว่ามีใจรักใคร่ซุนป๋าที่เป็นบุตรชายคนรองมากกว่า จึงทำให้ซุนป๋าคิดชิงตำแหน่ง แต่หลังจากเกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่ายแล้ว ซุนป๋าก็โดนราชโองการสั่งให้ฆ่าตัวตาย ซุนโฮเองก็พลอยโดนปลดจากตำแหน่งรัชทายาทไปด้วย

แต่ก่อนหน้าที่เรื่องราวจะลุกลามใหญ่โตนั้น ลกซุนได้เขียนจดหมายเพื่อเตือนกวนจ๋องว่า ให้พึงดูตัวอย่างในยุคอดีต จดหมายเตือนมีนั้นใจความว่า “สหายข้า ขอท่านอย่าได้เอาอย่างมี่ตี้ ขุนนางใหญ่ในสมัยพระเจ้าฮั่นหวู่ตี้เลย (เนื่องจากมี่ตี้นั้น มีบุตรชายซึ่งได้รับหน้าที่ให้เป็นผู้คอยดูแลองค์ชาย แต่กลับดื่มสุราจนละเลยหน้าที่ ในที่สุดมี่ตี้ก็โดนราชโองการให้สังหารบุตรชายของตนเองกับมือ) เรื่องนี้จึงพึงเป็นอุทาหรณ์ สหายเอ๋ย ขอท่านจงตักเตือนอากี๋ให้ระแวดระวังพฤติกรรมไว้ด้วย เพราะบัดนี้ท่านกำลังชักนำหายนะมาสู่ตระกูลของท่านแล้ว” แต่กวนจ๋องก็ไม่ได้ฟังคำเตือนเลย แล้วยังหมางเมินกับลกซุนอีกด้วย

ในเวลาต่อมา ตำแหน่งรัชทายาทของซุนโฮได้เกิดสั่นคลอน เพราะแผนการของซุนป๋าและพรรคพวก ลกซุนจึงตัดสินใจเขียนฎีกาถวายถึงซุนกวน มีความว่า

“องค์รัชทายาท (ซุนโฮ) มีความชอบธรรมในการสืบทอดอำนาจ จึงควรมีรากฐานอำนาจอันมั่นคงประดุจภูผาที่ไม่สั่นคลอน ในขณะที่หลู่อ๋อง (ซุนป๋า) มีศักดิ์เป็นรองกว่า จึงควรที่จะให้องค์ชายได้รับรู้สถานะของตนเอง ควรได้อำนาจน้อยกว่าองค์รัชทายาท ถ้าผู้คนทั้งหมดได้รับทราบลำดับฐานะที่ชัดเจนขององค์ชายทั้งสองนี้แล้ว เหล่าขุนนางทั้งหลายก็จะยอมอยู่ในความสงบแต่โดยดีไปเอง”

“ข้าพเจ้าขอยอมโขกศีรษะกระทั่งโลหิตไหลอาบใบหน้า เพื่อขอวิงวอนให้ฝ่ายบาทโปรดทรงวินิจฉัยในครั้งนี้ด้วยเถิด”

ลกซุนได้เขียนฎีกาและจดหมายส่งถึงซุนกวนเพื่อเตือนในเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง แล้วยังขอให้ซุนกวนประกาศออกเป็นราชโองการเพื่อออกให้ผู้คนในนครหลวงรับทราบโดยทั่วกันถึงสิทธิอันชอบธรรมขององค์รัชทายาท เป็นการแก้ไขเรื่องผิดให้เป็นถูก แต่ลกซุนก็ไม่เคยได้รับอนุญาตในเรื่องนี้เลยสักครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น หลานชายของลกซุนคือ โกะถำ โกะเตียง และ อ้าวซิ่น ต่างก็ตัดขาดออกจากกลุ่มเครือข่ายสัมพันธ์ที่มีกับรัชทายาทซุนโฮจนหมดสิ้น

นอกจากนี้ งอซานซึ่งมีศักดิ์เป็นราชครูให้แก่รัชทายาทซุนโฮนั้น ก็โดนซุนกวนสั่งจับขังคุกและโดนสั่งประหารชีวิต ด้วยข้อหาว่ามีการลักลอบติดต่ออยู่กับลกซุน (งอซานเป็นหนึ่งในกุนซือสำคัญของง่อก๊กที่เคยร่วมทำศึกตั้งแต่ศึกผาแดงจนถึงหับป๋า)

ซุนกวนได้สั่งปลดลกซุนออกจากตำแหน่ง แล้วยังส่งคนไปตำหนิลกซุนหลายต่อหลายครั้ง ด้วยความทุกข์และตรอมใจ ลกซุนก็ล้มป่วยแล้วสิ้นชีพลงด้วยอายุ 63 ปี โดยเหลือทรัพย์สมบัติทิ้งไว้ให้บุตรหลานและครอบครัวไม่มากนัก

เฉินโซ่วบันทึกเสริมท้ายว่า ก่อนหน้าที่ลกซุนจะเสียชีวิต ซุนกวนคิดจะให้สร้างพระราชวังขึ้นใหม่ตามคำแนะนำของกิเอี๋ยน แต่ลกซุนคัดค้านเพราะเห็นว่าจะก่อให้เกิดปัญหาตามมา

ลกซุนยังเคยกล่าวเตือนสติแก่จูกัดเก๊ก ซึ่งเป็นบุตรชายของจูกัดกิ๋นว่า “กับผู้มียศศักดิ์เหนือกว่า ข้าจะปฏิบัติด้วยความเคารพให้เกียรติและคอยช่วยเหลือ กับผู้ใต้บังคับบัญชา ข้าจะสนับสนุนและผลักดันให้พวกเขาได้เลื่อนตำแหน่งขึ้น แต่บัดนี้ ตัวเจ้ากลับหาเรื่องต่อผู้มียศสูงกว่า แล้วยังดูแคลนผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ที่ยศต่ำกว่า นี่ไม่ใช่วิถีทางที่เป็นผลดีต่อการใช้ชีวิตในวงราชการของเจ้าเลยสักนิด”

นอกจากนี้ ลกซุนยังเคยคาดการณ์ว่า เอียงจูแห่งเมืองกวางหลิง ซึ่งเป็นผู้ที่สร้างชื่อเสียงตั้งแต่วัยเยาว์ จะต้องพบภัยพิบัติในบั้นปลาย แล้วแนะนำให้เอียวม่อซึ่งเป็นพี่ชายตัดขาดเขาไปจากตระกูลเสีย เรื่องที่ลกซุนได้คาดการณ์ไว้เหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้นเป็นจริงตามนั้นทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ทางการเมืองที่ยอดเยี่ยมของลกซุนด้วย

ลกซุนมีบุตรชายสองคน ลกเอี๋ยนบุตรคนโตสิ้นลงตั้งแต่เป็นทารก ส่วนลกข้องบุตรชายคนรองก็ได้รับตำแหน่งสืบต่อมาหลังจากลกซุนสิ้นชีพลง และได้เป็นแม่ทัพใหญ่ของง่อก๊กสืบต่อมา ภายหลังเมื่อซุนฮิวขึ้นครองราชย์ จึงอวยยศย้อนหลังให้ลกซุนเป็นพระยาผู้ปราดเปรื่องปรีชา

            หากกล่าวย้อนไปแล้ว หลังจากซุนกวนขึ้นเป็นฮ่องเต้ ลกซุนก็ได้กลายเป็นบุคคลหมายเลข 2 ของง่อก๊กทั้งด้านการทหารและการปกครอง ต่อมาหลังจากโกะหยงสิ้นลง ลกซุนก็ได้รับตำแหน่งสมุหนายกต่อมา แต่ก็อยู่ในตำแหน่งเพียง 2 ปี ก็เกิดข้อขัดแย้งกับซุนกวนเกี่ยวกับปัญหาเรื่องรัชทายาท ทำให้เขาโดนซุนกวนตำหนิอย่างแรง จนล้มป่วยแล้วสิ้นชีพลงในที่สุด

            หลังจากสิ้นลกซุนไปแล้ว ความวุ่นวายของการชิงอำนาจภายในง่อก๊กยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การที่ลกซุนได้กล่าวเตือนจูกัดเก๊กซึ่งเป็นบุตรชายของสหายสนิทอย่างจูกัดกิ๋นนั้น เป็นเพราะต่อมาจูกัดเก๊กได้นำตัวเองเข้าไปพัวพันกับปัญหาภายในราชสำนักง่อ จนนำความตายมาสู่เขาและคนในตระกูลจูกัดในง่อก๊กจำนวนมาก

            มีนักประวัติศาสตร์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า การที่ลกซุนโดนซุนกวนสั่งปลดจากตำแหน่งแล้วยังส่งคนไปตำหนิขณะนอนป่วยหลายครั้งจนถึงแก่ความตายด้วยความเสียใจนั้น อาจเกิดจากความระแวงของซุนกวนก็เป็นได้ เพราะลกซุนมีอำนาจทหารในง่อก๊กมากและยังมีศักดิ์เป็นเขยของซุนกวนด้วย ซุนกวนจึงอาจหาเหตุกำจัดโดยอ้างเรื่องปัญหารัชทายาทพอดี แม้จะนับว่านี่เป็นข้อสันนิษฐานหนึ่งที่เป็นไปได้ แต่ ข้อสันนิษฐานนี้ก็อาจตกไป เพราะเมื่อพิจารณาว่าลกข้องซึ่งเป็นบุตรชายที่ยังเหลืออยู่นั้น ได้มีโอกาสเข้ารับราชการเป็นแม่ทัพใหญ่ค้ำจุนราชสำนักง่อในช่วงท้าย ซึ่งหากซุนกวนหวาดระแวงลกซุนขนาดนั้น คงไม่ได้ปล่อยบุตรชายของเขาเหลือไว้แน่        

   

     

สรุปข้อแตกต่างเรื่องราวของลกซุน ระหว่างจดหมายเหตุและนิยาย

          1.ในนิยายสามก๊กเล่าว่า หลังจากลกซุนได้ทำศึกเอาชนะเล่าปี่ที่อิเหลงแล้ว ลกซุนก็ยังนำทัพไล่ตามตีเล่าปี่ต่อไป แต่ระหว่างนั้นก็ไปหลงติดกับค่ายกลที่ขงเบ้งได้เตรียมป้องการไว้ก่อน จากนั้นลกซุนก็ได้พบกับพ่อตาของขงเบ้งเป็นผู้ช่วยชี้แนะทางออกไป 

          ซึ่งเรื่องราวนี้เห็นได้ชัดว่าหลอก้วนจงได้เสริมเติมเข้ามาในนิยายเพื่อให้เรื่องราวมีความสนุกและมีสีสันยิ่งขึ้น ในประวัติศาสตร์นั้นจะพบว่าสาเหตุหลักที่ลกซุนเลือกถอยทัพกลับ ก็เพราะมีความเชื่อกันว่าเวลานั้นลกซุนมีความหวาดระแวงว่าโจผีจะยกทัพบุกตลบหลังในระหว่างที่ตนกำลังเปิดศึกไล่ตามเล่าปี่ ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น โจผีก็ยกทัพบุกลงใต้มาจริงๆ ดังนั้นการตัดสินใจของลกซุนที่เลือกจะถอยทัพกลับง่อก๊กจึงนับว่าถูกต้องเหมาะสมแล้ว

          2.ในนิยายสามก๊กนั้น จะพบว่าลกซุนค่อนข้างมีภาพลักษณ์อย่างสูงว่าเป็นบัณฑิตเก่าที่คงแก่เรียนมาก่อนมากกว่าจะเป็นแม่ทัพนำทหารออกศึก แต่แท้จริงแล้วในบันทึกประวัติศาสตร์นั้นกลับเป็นตรงกันข้ามเลย เพราะลกซุนเคยได้มีโอกาสสร้างผลงานในฐานะขุนพลที่นำทหารเข้าปราบปรามการก่อความวุ่นวายของชนเผ่าซานเยี่ยทางใต้มาก่อนแล้วหลายปี อีกทั้งยังมีศักดิ์เป็นพระญาติในฐานะเป็นเขยของซุนเซ็ก ดังนั้นจึงได้รับความชื่นชมจากซุนกวนมาก พิจารณาแล้วในประวัติศาสตร์ จึงควรกล่าวว่าลกซุนเป็นยอดนักการทหารที่ได้ผ่านการเพาะบ่มประสบการณ์มายาวนานตั้งแต่อายุน้อย หาใช่ว่าเขาเป็นบัณฑิตที่ไม่เคยออกศึกเลยสักครั้งตามที่คนส่วนมากเข้าใจกันจากในนิยายสามก๊ก นี่จึงเป็นเทคนิคในการเขียนของหลอก้วนจงที่จงใจปั้นแต่งการปรากฏตัวของลกซุนให้เป็นที่จับใจของผู้อ่านสามก๊กมากกว่า 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

12 ความคิดเห็น

  1. #1508 เอก (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2557 / 10:25
    ขอตอบนะครับ

    โจโฉนั้น คนจีน และนักประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่ของจีน ยกย่องให้เป็นเทพเจ้าแห่งการปกครอง ยอดแห่งนักบริหารที่สุดในยุคนั้นนะครับ



    และนี่ก็เป็นหัวข้อศึกษาของผุ้นำจีนยุคสมัยระยะหลังๆมานี้ และที่เห็นได้ชัด คือ ประธานเหมา เจ๋อ ตุง ที่คนไทยรู้จักกันดีนั่นเอง
    #1508
    0
  2. #1375 TaritaJung (@Taritajung) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2555 / 12:17

    คห.2387
    ลกซุนสู้จิวยี่ไม่ได้หรอกค่ะ...เพราะถ้าลกซุนสู้จิวยี่ได้....
    จิวยี่จะ "กด" ลกซุนยังไง!? :D
    //me โดนตรบข้อหา Y ไม่รู้เวลา

    คห.2442+2446
    กระทืบไลค์ห้ายยยยย ลกซุนโชตะที่สุด >3<
    เชียร์ AllLuXun เลยที่เดี่ยว 555+ (จะกำเหลง เล่งทอง จิวยี่ ลิบอง ซุนกวน จิ้นมาหมดแล้ว กร๊ากกกกกกกกกก)

    /me วิ่งหนีให้ว่อง!!!!

    #1375
    0
  3. #1364 ผ่านมา (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2555 / 08:00
    คห.1765

    ปล่อยควายตัวเบ้อเริ่มเลย
    #1364
    0
  4. #1312 คันทาโร่ (@1006906) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 มีนาคม 2555 / 21:36
     Dnasty Warrios 6 ท่านลกซุนโชตะไร้เทียมทานจริงๆ ฮึก=w=
    #1312
    0
  5. #1308 Kooh Pangya (@iceaumice) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 มีนาคม 2555 / 20:29
    ปลื้มลกซุนมานานแล้วล่ะคะ ลกซุนบันไซ\T^T/
    #1308
    0
  6. #1251 แม่ทัพ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2554 / 08:13
    ลกซุนจะสู้จิวยี่ได้ไหมครับ
    #1251
    0
  7. #1140 Neutral (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 มีนาคม 2554 / 19:38
    มันก็มีหนังสือ จากที่อื่นอีกมากมาย ที่เขียนต่างไปกับ "นิยาย"

    จะฟังความเห็นหรือข้อมูล คนอื่นก็ควรคิดก่อนเชื่อเสมอๆ ไม่เห็นด้วยก็เก็บไว้ในใจ



    แต่อย่ามาแย้งว่าคนอื่นผิด เพียงเพราะ "เชื่อว่า"ก๊กเล่าปี่(ที่ได้รับเลือกเป็นพระเอกนิยาย) เป็นก๊กที่ดีที่สุด



    เรื่องโจโฉดีไม่ดี คนเขาคิดกันเองได้ครับ มันอยู่ที่มุมมองคนว่าจะชอบนโยบายของใคร

    แต่ว่ากันตามจริง สมัยนั้น คุณเชื่อว่าพวกผู้นำก๊กมันมีคนที่ดีเหรอ? ฆ่าคนก็คือฆ่าคน มันจะบอกว่าเพื่อคุณธรรมได้ยังไง?

    หนังสือสามก๊กมีอีกหลายฉบับ บางฉบับก็ต้องแปลจากภาษาจีนมาอีก มันก็ไม่แปลกที่จะมีข้อมูลอื่นๆ อีกเป็นร้อยๆ ข้อมูล



    แล้วก็ เว็บสารานุกรม อย่าไปเชื่อมาก เพราะใครอยากเข้าไปแก้ก็ทำได้

    จะหาข้อมูลในเน็ต ควรเปิดดูหลายๆเว็ป ไม่ใช่เปิดเว็บ wikipedia หรือ เว็บสารานุกรมอื่นๆที่แก้ได้ แล้วเชื่อทันที

    เว็บนี้ก็เป็นอีกหนึ่งข้อมูล อ่านเป็นข้อมูล คิดก่อนเชื่อก็พอแล้ว ไม่ใช่อ่านงานเขาแล้วไม่เห็นด้วยแล้วมาแขวะ ว่าไม่มีความเป็นกลาง ผมไม่ได้ใส่ใจก๊กไหนเป็นพิเศษอ่านแล้วก็ไม่รู้สึกว่า โอนเอียงไปทางฝ่ายไหนแบบเกินเลยเลย
    #1140
    0
  8. #1047 อุปราชไร้พ้าย (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2553 / 22:25
    ใช้ๆๆๆผมเห็นด้ยวกับคุณ1765เพราะตั้งแต่ผมอ่านของผู้เขียนมา



    ดูเหมือนเขาจะเกลียดขงเบ้งมากผมอยากรู้ว่าเกร็ดทีคุณเอาเขามาเสริม



    มันอ้างอิงมาจากไหน หนังสือเรื่องอะรัย ถ้าเปงเวปก็ช่วยเขียนชื่อเวปบอกด้วย



    ไม่ใช้อ้างเหตุผลลอยๆแต่ผมขอชมคุณที่เขียนซะโง่2คน1801กับ1781เชื่อคุณเป็นตุเป็นตะเลย



    เหมือนโจโฉเลยนะทีฮลาดเกลียกลอมคนที่ไม่คอยรูจริงให้มาเข้าพวกตน



    ยอยรับจริงๆ



    เออๆเกือบลืมถ้าว่าโจโฉดีจริงเขาก็ยกย่องโจโฉเป็นเทพเจ้าแล้วซิ
    #1047
    0
  9. #898 ตีน (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 / 17:01
    จะทะเลาะกันหา- -....
    #898
    0
  10. #689 ราเดน พิเลโกว (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2552 / 02:25
    คูณคนผ่านทาง ความเห็นที่ 1781 การแก้ไขความไม่รู้ของผู้อื่นโดยการให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เขาอย่างอ่อนโยนเป็นสิ่งที่ถูกค้องกว่านะครับ คุณหาว่าเขาไม่ละเอียดแล้วคุณละละเอียดนักหรือ เพราะมีคนขี้อวดอย่างคุณนั่นแหละ สั่งคมจึงถูกยุได้ง่าย น่าสมเพศจริงๆ
    #689
    0
  11. #669 คนผ่านทาง (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2552 / 15:14
    คุณความเห็นที่ 1765 ครับ

    ถ้าเกิดคุณไม่ได้ศึกษาเรื่องสามก๊กมาโดยละเอียดน่ะ
    อย่าเอาหลักฐานเลื่อนลอยมาเถียงดีกว่า เพื่อคุณจะได้ไม่หน้าแตก

    แค่ลกข้องกับลกซุนคุณยังแยกไม่ถูกผมก็ไม่รุ้จะพูดยังไงกับคุณแล้วล่ะ
    #669
    0
  12. #653 คนผ่านไปผ่านมา (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2552 / 03:38
    ลกข้องืคอชื่อของลกซุนในสำเนียงจีนฮกเกี้ยนไม่ใช่เหรอ??แล้วอีกอย่างศึกนั่นก็น่าจะมีจรงรึเปล่าในเว็ปสารานุกรมก็ยังเขียนบอกไว้เลยด้วยซ้ำวิเคราะห์ไว้ว่าไม่มีแล้วยังไปว่าหลอก้วนจงอีกเกินไปหรือเปล่าอคติเปล่าอ่ะ
    #653
    0