เจาะลึกยอดคนในประวัติศาสตร์สามก๊ก (พิมพ์แล้วใน จดหมายเหตุสามก๊ก)

ตอนที่ 11 : ม้าเฉียว เหมิ่งฉี (Ma Chao) - ขุนศึกหน้าหยกสิ้นเผ่าพันธุ์ (ปรับปรุงเนื้อหาแล้ว)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26,381
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    11 ธ.ค. 58




ม้าเฉียว เหมิ่งฉี (หม่าเฉา)

“ขุนศึกหน้าหยกสิ้นเผ่าพันธุ์”

 

จากจดหมายเหตุชีวประวัติม้าเฉียว โดยเฉินโซ่ว

(Biography of Ma Chao)

 

            ม้าเฉียว หรือ หม่าเฉา (Ma Chao) ชื่อรอง เหมิ่งฉี (Mengchi) เกิดปีค.ศ.176 ตำบลฟู่เฟิง เมืองเหมาหลิง มณฑลซานซี เป็นบุตรชายคนโตของม้าเท้ง ขุนศึกชื่อดังซึ่งเป็นสหายสนิทกับหันซุยแห่งเมืองเสเหลียง ดินแดนทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ในสมัยพระเจ้าฮั่นเลนเต้

            ปีค.ศ.192 (ตรงกับปีฉู่ผิงที่ 3) ม้าเท้งและหันซุยได้นำกำลังคนเดินทางเข้าเมืองเตียงอัน (ฉางอาน) และทั้งสองคนก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายพลคุมกำลังทหารโดยราชสำนักฮั่น ม้าเท้งได้รับแต่งตั้งเป็นนายพลผู้พิชิตประจิม “เจิ้งซื่อเจียงจวิน” (General Who Conquers the West) คอยประจำการอยู่ที่ถวินเม่ย ส่วนหันซุยได้รับแต่งตั้งเป็นนายผลผู้พิทักษ์ประจิม “เจินซื่อเจียงจวิน” (General Who Defends the West) คอยประจำการอยู่ที่จิ้งเฉิง

            เผยซงจือแทรกเชิงอรรถจากบันทึกเตียนหลู่ กล่าวถึงประวัติของม้าเท้งไว้ว่ามีชื่อรองคือโซ่วเฉิง เป็นบุตรชายของม้าอ้วนซึ่งเคยเป็นเจ้าเมืองเทียนสุย แต่ต่อมาโดนปลดจากตำแหน่ง แล้วจำต้องระเห็จไปอาศัยอยู่ทางแดนประจิมร่วมกับชนเผ่าเกี๋ยง ครอบครัวของม้าอ้วนต้องประสบความยากลำบากและมีฐานะยากจนมาก ต่อมาเขาก็ได้แต่งงานกับสตรีชาวเกี๋ยง และได้บุตรชายคือม้าเท้งในที่สุด

เมื่อม้าเท้งยังวัยเยาว์ ความยากลำบากของชีวิตในดินแดนอันแร้นแค้นทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตนั้นไร้ค่า เขาหาเลี้ยงชีพด้วยการตัดไม้จากบนภูเขาแล้วแบกไปขายภายในเมือง มีบันทึกว่าม้าเท้งมีรูปร่างสูงใหญ่ถึง 8 เซียะ จมูกโด่งหนา พละกำลังมาก จิตใจดีและมีความกล้าหาญ ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความเคารพนับถือตั้งแต่วัยหนุ่ม ต่อมาเมื่อพระเจ้าฮั่นเลนเต้ขึ้นครองราชย์ ที่เมืองเสเหลียงเกิดการก่อกบฏโดยชนเผ่าเกี๋ยงและตี้ ราชสำนักสั่งเกณฑ์ไพร่พลเพื่อปราบปราม ม้าเท้งจึงได้เข้าร่วมเป็นทหารในกองทัพและแสดงความสามารถเป็นที่ถูกใจ จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกองคุมกำลังพลจำนวนหนึ่ง  

            ม้าเท้งช่วยเหลือในการปราบกบฏอย่างได้ผล จึงได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นเป็นรองแม่ทัพ และได้เป็นขุนพลของแดนประจิมในเวลาต่อมา ระหว่างปีศักราชฉู่ผิง เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายพลผู้พิชิตแดนบูรพา แต่เนื่องจากเสเหลียงเป็นแดนกันดาร ม้าเท้งจึงขอย้ายไปอยู่ที่ชื่อหยางซึ่งมีความอุดมสมบูรณมากกว่า แต่เนื่องจากมีทหารอยู่น้อย จึงโยกย้ายไปที่ฉางผิง อย่างไรก็ตาม ขุนพลอองเฉิงซึ่งอยู่ที่นั่นมีความกลัวว่าม้าเท้งจะเป็นอันตรายต่อเขา ดังนั้นจึงชิงลอบโจมตีค่ายของม้าเท้งโดยไม่ให้ตั้งตัว ม้าเท้งพ่ายแพ้จึงต้องหนีกลับไปทางตะวันตก

            ม้าเท้งไม่ได้กลับไปที่ดินแดนทางตะวันออกอีก ต่อมาเขาได้สาบานเป็นพี่น้องกับหันซุย ขุนพลผู้พิทักษ์ประจิม ทั้งสองมีความสนิทสนมกันมากและได้ร่วมกันเป็นพันธมิตรต่อมา

            ปีค.ศ.210 ม้าเท้งและหันซุยนำทัพบุกโจมตีนครเตียงอัน แต่ไม่ประสบผล จึงต้องถอยทัพกลับไปตั้งมั่นที่เมืองเสเหลียง แต่หลังจากนั้นจงฮิว ซึ่งเป็นเจ้าเมืองลกเอี๋ยงและยังควบตำแหน่งเจ้ากรมราชทัณฑ์ของราชสำนักฮั่น (จงฮิวยังเป็นขุนนางอาวุโสคนสำคัญของโจโฉด้วย) ก็ได้ส่งจดหมายไปหาม้าเท้งและหันซุย ยื่นข้อเสนอให้พวกเขาช่วยกันทำศึกปราบสองขุนศึกก้วยเอี๋ยนและกอกั๋นซึ่งกำลังลุกฮือที่ผิงหยาง ฝ่ายม้าเท้งยอมรับข้อเสนอ จึงสั่งให้ม้าเฉียวเป็นแม่ทัพเข้าทำศึก จากนั้นนายทหารคนสนิทของม้าเฉียวคือบังเต๊ก ก็สามารถสร้างผลงานสังหารก้วยเอี๋ยนลงได้

ปีค.ศ.211 จากผลงานการปราบก้วยเอี๋ยนและกอกั๋น ม้าเท้งจึงโดนเรียกให้เข้าไปรายงานตัวในนครหลวง และได้รับพระราชทานตำแหน่งขุนนางเป็นนายพลองครักษ์ คอยดูแลเสหลียงและเมืองวุ่ยเหว่ย ส่วนม้าเฉียวได้รับแต่งตั้งเป็นรองแม่ทัพ “เพียนเจียงจวิน” ทำหน้าที่ควบคุมกองทหารของม้าเท้งต่อไป น้องชายของม้าเฉียวคือม้าฮิวได้เป็นนายพลกองรถม้า จากนั้นขุนพลในตระกูลม้าทั้งหมดนำโดยม้าเท้งก็เดินทางไปอยู่ที่เมืองเย่ ยกเว้นม้าเฉียวและม้าต้ายซึ่งยังคงประจำการอยู่ที่เสเหลียง

 เผยซงจือแทรกบันทึกว่า เมื่อม้าเท้งเข้ามารายงานตัวในเมืองหลวง โจโฉเคยเอ่ยกับม้าเท้งว่าต้องการได้ตัวม้าเฉียวมาเป็นขุนพล แต่ก็โดนปฏิเสธไป จากนั้นเมื่อม้าเท้งและน้องชายของเขาต้องเดินทางไปอยู่ที่เมืองเย่แล้ว ม้าเฉียวก็ได้เข้าควบคุมกองทัพทั้งหมดของบิดาหลังจากนั้น

           

อธิบายเสริม

            หากจะกล่าวไปแล้ว ม้าเท้งก็คือหนึ่งในขุนศึกสำคัญที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับตั๋งโต๊ะ แต่เขาไม่ได้เข้ามาร่วมก่อการในเมืองหลวงเมื่อตั๋งโต๊ะทำรัฐประหารชิงอำนาจ ต่อมาเมื่อตั๋งโต๊ะสิ้นชีพลง ดินแดนเสเหลียงซึ่งเคยอยู่ในอำนาจของตั๋งโต๊ะก็เริ่มแตกแยก บรรดาขุนศึกในดินแดนนี้ต่างแย่งชิงอำนาจกัน ซึ่งม้าเท้งและหันซุยก็เป็นสองขุนศึกที่สามารถช่วงชิงอำนาจในดินแดนนี้และมีชื่อเสียงมากที่สุด

            ต่อมาเมื่อโจโฉขึ้นเป็นสมุหนายก ควบคุมอำนาจปกครองราชสำนักฮั่นไว้ได้แล้ว ม้าเท้งและหันซุยก็ร่วมเป็นพันธมิตรบุกโจมตีนครเตียงอันซึ่งมีจงฮิวเป็นผู้ดูแล แต่จงฮิวนั้นมีสายสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีกับกลุ่มขุนศึกในแดนประจิมง ในชีวประวัติของจงฮิวและเตียวกี๋นั้นมีบันทึกว่าเขาใช้ให้เตียวกี๋ไปเป็นทูตเจรจากับม้าเท้งและหันซุยให้ช่วยปราบขุนศึกก้วยเอี๋ยนและกอกั๋น ซึ่งม้าเท้งและหันซุยยอมร่วมมือด้วย ซึ่งผู้ที่สร้างผลงานสำคัญในศึกนี้ก็คือม้าเฉียวและบังเต๊ก

จากนั้นม้าเท้งและหันซุยจึงได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนักฮั่นให้เป็นขุนนางระดับสูง กลายเป็นผู้ดูแลขุมกำลังที่ใหญ่ที่สุดในแดนประจิมนับแต่นั้น แต่ขณะเดียวกันก็ทั้งม้าเท้งและหันซุยก็ไม่ได้ถือว่าพวกเขาทำงานให้โจโฉ แต่รับใช้ราชสำนักฮั่น ในเวลาต่อมา ม้าเฉียวก็รวบรวมเหล่าขุนศึกในเสเหลียงเพื่อต่อต้านอำนาจของโจโฉในที่สุด

เหตุการณ์ที่ได้รับการบันทึกไว้เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงเส้นทางสู่การร่วมชิงอำนาจของตระกูลม้า ซึ่งม้าเฉียวก็ถือว่าเป็นขุนพลหนุ่มที่สร้างชื่อในสนามรบตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี เขาได้ช่วยเหลือม้าเท้งผู้เป็นบิดาในการขยายอำนาจเรื่อยมา จนอาจกล่าวได้ว่าในภายหลังเขาคือผู้ควบคุมกองทัพที่แท้จริงของตระกูลม้าด้วยซ้ำ ซึ่งการที่ม้าเฉียวมีอำนาจมากเช่นนี้ จึงน่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้เขาก่อการต่อต้านโจโฉโดยพลการในเวลาต่อมา

 

หลังจากนั้น ม้าเฉียวตัดสินใจรวบรวมกำลังทหารทั้งหมด เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับหันซุยและขุนศึกคนอื่นๆในแดนประจิม ได้แก่ เอียวฉิว ลิขำ แปออน เชงหงี เฮาชวน และอีกหลายคน เพื่อลุกขึ้นก่อกบฏต่อโจโฉ จากนั้นม้าเฉียวก็เป็นทัพหน้าบุกโจมตีที่ด่านตงก๋วน ทำศึกเอาชนะจงฮิว และสามารถยึดนครเตียงอันได้ จากนั้นก็เตรียมบุกประชิดนครลกเอี๋ยงต่อ  

โจโฉต้องมาบัญชาทัพด้วยตนเองเพื่อรับศึก เขาได้ส่งสารเชิญให้หันซุยและม้าเฉียวให้ขี่ม้าออกมาสนทนากันกลางสมรภูมิ ม้าเฉียวจึงวางแผนคิดจะจับตัวโจโฉในเวลานั้น แต่เนื่องจากโจโฉมีเคาทูเป็นองครักษ์ติดตามมาด้วย เคาทูถลึงตาจ้องใส่ม้าเฉียวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ม้าเฉียวไม่กล้าลงมือตามแผน

            จากนั้น โจโฉก็ได้กาเซี่ยงวางแผนอุบายที่จะสร้างให้เกิดความแตกแยกระหว่างม้าเฉียวและหันซุย ทำให้พวกเขาระแวงสงสัยกันและกัน ซึ่งผลจากแผนของกาเซี่ยง ทำให้ทัพพันธมิตรระหว่างม้าเฉียวและหันซุยต้องเกิดความแตกแยก และเป็นฝ่ายปราชัยต่อโจโฉไปในที่สุด

            เผยซงจือแทรกบันทึกเล็กน้อยเกี่ยวกับศึกครั้งนี้ว่า เมื่อโจโฉนำทัพข้ามแม่น้ำเพื่อเข้าไปในแดนประจิม ม้าเฉียวได้กล่าวกับหันซุยว่า “พวกเราควรจะนำทหารเข้าโจมตีทัพโจโฉทางตอนเหนือของแม่น้ำ ภายในไม่เกิน 20 วัน เสบียงของทัพโจโฉที่มาจาจากฝั่งตะวันออกของแม่น้ำก็จะหมดลงแล้วโจโฉก็จะต้องถอยทัพกลับไปอย่างแน่นอน” ฝ่ายหันซุยก็กล่าวว่า “พวกเราควรสั่งทหารให้ข้ามแม่น้ำด้วยเช่นกัน แล้วจากนั้นก็บุกโจมตีทัพโจโฉท่ามกลางสายหมอก นี่ย่อมดีกว่า”

ผลจากการผนึกกำลังของม้าเฉียวและหันซุย ทำให้กลศึกของโจโฉไม่อาจดำเนินการได้ เมื่อโจโฉทราบเรื่องก็เอ่ยปากกับนายทหารของตนว่า “ถ้าเจ้าหนูนั่น (ม้าเฉียว) ยังไม่ตาย ข้าคงไม่อาจสงบใจได้”

            หลังจากพ่ายศึกต่อโจโฉแล้ว ม้าเฉียวก็นำทหารหนีการตามล่าของทหารโจโฉจนกระทั่งไปถึงเมืองอั้นติง ฝ่ายโจโฉเมื่อกลับไปที่นครหลวง ก็นำตัวม้าเท้ง ม้าฮิว และญาติพี่น้องของม้าเฉียวไปประหารจนสิ้นทั้งหมด

จากนั้นม้าเฉียวก็ประกาศตั้งตนขึ้นเป็นนายพลผู้พิชิตแดนประจิม “เจิงซื่อเจียงจวิน” (General Who Conquers the West) และควบตำแหน่งเจ้าเมืองเป้ง เข้าควบคุมกำลังทหารในเสเหลียงทั้งหมด แล้วนำทัพกลับมาโจมตีหัวเมืองแถบเลียงจิ๋วอีกครั้ง อุยของเจ้าเมืองเลียงจิ๋วคิดยอมจำนน แต่สุดท้ายก็โดนม้าเฉียวสังหาร จากนั้นม้าเฉียวก็จัดเตรียมกองทัพเพื่อก่อการต่อไป

แม้อุยของจะสิ้นไปแล้ว แต่เขายังมีบริวารสำคัญคือเอียวหูและเกียงขิม ทั้งสองคนได้เปิดศึกกับม้าเฉียวเพื่อแก้แค้นแทนเจ้านายที่ล่วงลับไป พวกเขายังได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายโจโฉ เมี่อแฮหัวเอี๋ยนนำทัพจากเตียงอันมาช่วยเหลือด้วย สุดท้ายแล้วม้าเฉียวที่มีทหารน้อยกว่าก็ไม่อาจต้านทานต่อไปได้ จึงต้องหนีไปอยู่กับเตียวฬ่อที่เมืองฮั่นจง ส่วนเอียวหูและพวกก็ได้ไปเป็นขุนนางของโจโฉ

เอียวหูได้วิจารณ์ม้าเฉียวให้โจโฉฟังว่า “ม้าเฉียวผู้นี้มีความเก่งกล้าเปรียบประดุจลิโป้และหันซิ่น (วีรบุรุษสมัยราชวงศ์ฮั่น) และเขายังได้ใจของชาวเกี๋ยงและชาวฮั่นด้วย หากท่านโจโฉไม่รีบกำจัดโดยเร็วแล้ว ถ้าม้าเฉียวนำทัพกลับมาอีก ดินแดนแถบเลียงจิ๋ว (หลงซาง) ก็อาจจะตกเป็นของม้าเฉียวได้ ดังนั้นข้าหวังว่าท่านโจโฉจะไม่ถอนทัพกลับไปเสียก่อน”

ด้านเตียวฬ่อเมื่อได้ตัวม้าเฉียวมาอยู่ด้วย ก็มีความคิดจะดึงตัวเขามาเป็นบุตรเขยด้วยการยกบุตรีของตนให้แต่งงานกับม้าเฉียว แต่ก็โดนพวกเอียวเป๊กและเอียวสงทัดทานไว้ ม้าเฉียวคิดว่าคงเป็นการยากที่จะอยู่กับเตียวฬ่อต่อไปได้ ขณะเดียวกันม้าเฉียวได้ทราบข่าวว่าเล่าปี่กำลังปิดล้อมเล่าเจี้ยงอยู่ที่นครเฉิงตู จึงสนใจจะเข้าร่วมกับเล่าปี่ ดังนั้นม้าเฉียวจึงส่งจดหมายลับไปแจ้งว่าต้องการเข้าสวามิภักดิ์กับเล่าปี่ด้วย

           

อธิบายเสริม

            หากจะกล่าวไป ม้าเท้งก็คือหนึ่งในขุนศึกสำคัญที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับตั๋งโต๊ะ แต่เขาไม่ได้เข้ามาร่วมก่อการในเมืองหลวงเมื่อตั๋งโต๊ะทำรัฐประหารชิงอำนาจ ต่อมาเมื่อตั๋งโต๊ะสิ้นชีพลง ดินแดนเสเหลียงซึ่งเคยอยู่ในอำนาจของตั๋งโต๊ะก็เริ่มแตกแยก บรรดาขุนศึกในดินแดนนี้ต่างแย่งชิงอำนาจกัน ซึ่งม้าเท้งและหันซุยก็เป็นสองขุนศึกที่สามารถช่วงชิงอำนาจในดินแดนนี้และมีชื่อเสียงมากที่สุด

 

            เมื่อเล่าปี่ทราบว่าม้าเฉียวต้องการเข้าร่วมกับตนเองก็ยินดีมาก เล่าปี่ร้องว่า “เมืองเอ๊กจิ๋ว (เสฉวน) กำลังจะเป็นของข้าแล้ว” เขารีบส่งคนไปต้อนรับม้าเฉียวที่ประตูทิศเหนือของนครเฉิงตู การได้ม้าเฉียวมาเข้าร่วมกับเล่าปี่นั้น ส่งผลให้เล่าเจี้ยงและผู้คนในนครเฉิงตูหวาดกลัวอย่างมาก จากนั้นเล่าปี่ก็ส่งกันหยงเข้าไปเกลี้ยกล่อมเล่าเจี้ยงถึงในเมือง สุดท้ายแล้วเล่าเจี้ยงและนครเฉิงตูก็ยอมจำนนต่อเล่าปี่ หลังจากม้าเฉียวนำกองทัพของตนเดินทางเข้ามาร่วมด้วยไม่ถึง 10 วันเท่านั้น

            เล่าปี่แต่งตั้งให้ม้าเฉียวขึ้นเป็นนายพลผู้สยบแดนประจิม “ผิงซีเจียงจวิน” (General Who Pacifies the West) จากนั้นก็มอบตำแหน่งให้เป็นขุนนาง ภายหลังเมื่อเล่าปี่สถาปนาตนขึ้นเป็นฮั่นจงอ๋องแล้ว ก็เลื่อนให้ม้าเฉียวเป็นแม่ทัพฝ่ายซ้าย “จั๋วเจียงจวิน” และม้าเฉียวก็ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนายพลห้าทหารเสือของจ๊กก๊ก

            ปีค.ศ.221 (ตรงกับปีศักราชเจียงบู๊ที่ 1) ม้าเฉียวได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายพลกองทหารม้าเร็วขั้นที่สอง “เปียวฉีเจียงจวิน” ควบตำแหน่งเจ้าเมืองเสเหลียง และได้รับบรรดาศักดิ์ขุนนางเป็นชั้นพระยาผู้ปกครองแดนเสเหลียง

(ซึ่งในความเป็นจริง เสเหลียงยังอยู่ในอิทธิพลของโจโฉ ดังนั้นม้าเฉียวจึงได้แต่อยู่ดูแลเมืองเล็กๆอย่างหลินจวี้ ส่วนตำแหน่งเจ้าเมืองเสเหลียงนั้นเป็นตำแหน่งลอยๆเท่านั้น)

            มีเชิงอรรถบันทึกตำนานเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวที่ม้าเฉียวเข้ามาร่วมกับเล่าปี่แล้วได้รับการแต่งตั้งและพระราชทานตำแหน่งนายพลและขุนนางระดับสูงให้ไว้ว่า ม้าเฉียวเห็นว่าตนได้รับการปฏิบัติจากเล่าปี่เป็นอย่างดี จึงมักเรียกชื่อของเล่าปี่ด้วยฉายาหรือชื่อรองอยู่เสมอ (ชื่อรองของเล่าปี่คือเหี้ยนเต๊ก) เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กวนอูมาก แล้วยังขอให้เล่าปี่สังหารม้าเฉียวเสีย (มองในมุมของกวนอู นั่นคือม้าเฉียวซึ่งเป็นชนรุ่นหลังนั้นใช้วาจาตีตนเสมอเล่าปี่ที่เป็นเจ้านายซึ่งมีอาวุโสมากกว่าจนเกินไป อีกทั้งม้าเฉียวก็เป็นขุนศึกที่เพิ่งเข้ามาสวามิภักดิ์ด้วย)

แต่เล่าปี่ตอบว่า “ม้าเฉียวเข้ามาขอพึ่งพิงเราเช่นนี้ จะสังหารเขาด้วยสาเหตุที่ว่าเขาเรียกชื่อรองเช่นนี้ได้อย่างไร” ดังนั้นเตียวหุยจึงเสนอเล่าปี่ว่าให้เชิญม้าเฉียวมางานเลี้ยงในวันถัดไป เพื่อดูท่าทีของเขา

            ในวันถัดมา ม้าเฉียวมางานเลี้ยงตามคำเชิญของเล่าปี่แล้ว ม้าเฉียวก็ตกใจมากเมื่อพบว่าทั้งกวนอูและเตียวหุยต่างก็ยืนถืออาวุธในมือโดยไม่ยอมนั่ง แล้วจ้องมาที่เขาด้วยดวงตาถมึงทึงอยู่ตลอดเวลา ม้าเฉียวรู้สึกหวาดเกรงมาก ในงานเลี้ยงนั้นเขาไม่ได้เรียกเล่าปี่ด้วยชื่อรองหรือฉายาอีกเลย หลังจากงานเลี้ยงจบลงแล้ว ม้าเฉียวถอนใจแล้วกล่าวว่า “ข้ารู้แล้วว่าเหตุใดตนเองจึงพ่ายแพ้ ข้าเกือบจะโดนกวนอูและเตียวหุยรุมสังหาร เพียงเพราะข้าเรียกเจ้านายของพวกเขาด้วยชื่อรอง” นับแต่นั้นมา ม้าเฉียวก็ยิ่งให้ความเคารพและยำเกรงต่อเล่าปี่อย่างสูงยิ่งกว่าเดิม   

            เผยซงจือแทรกบทวิจารณ์เรื่องราวนี้ไว้ว่า “ไม่น่าเชื่อถือ” ประการสำคัญคือ ไม่มีเหตุผลใดที่ม้าเฉียวจะต้องโดนกวนอูและเตียวหุยโกรธ ชนิดที่เขาเกือบจะโดนสังหารเพียงเพราะไปเรียกชื่อรองของเล่าปี่ เนื่องจากนับตั้งแต่เล่าปี่ยอมรับการสวามิภักดิ์ของม้าเฉียวแล้ว ก็ได้ประทานยศตำแหน่งทางทหารและขุนนางในระดับสูงให้เรื่อยมา ต่อมาเมื่อเล่าปี่ยึดครองดินแดนเสฉวนได้แล้ว ก็ได้มอบหมายให้กวนอูประจำการอยู่ที่เกงจิ๋ว ซึ่งกวนอูนั้นไม่เคยก้าวเท้าเข้ามาในเสฉวนเลยแม้แต่ครั้งเดียว อีกทั้งจากในชีวประวัติของกวนอู ก็ยังการระบุถึงเหตุการณ์ที่กวนอูไม่พอใจเรื่องที่ม้าเฉียวได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายพล จนกระทั่งเขียนจดหมายมาหาขงเบ้งว่า “ม้าเฉียวมีความสามารถเปรียบได้กับผู้ใด” ทำให้ขงเบ้งต้องตอบจดหมายกลับไป

            ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ข้อมูลและเอกสารที่กล่าวถึงเรื่องเล่าของม้าเฉียวที่เกือบจะโดนกวนอูและเตียวหุยสังหารในงานเลี้ยงเช่นนี้ จึงไม่น่าเชื่อถือ และไม่เป็นความจริง อีกทั้งหากมองถึงสถานภาพของม้าเฉียวซึ่งเป็นขุนพลที่เพิ่งเข้ามาสวามิภักดิ์ เขาย่อมรู้ดีว่าอะไรที่ควรทำได้หรือไม่ได้อยู่แล้วด้วย

 

อธิบายเสริม

            เฉินโซ่วบันทึกเรื่องของม้าเฉียวไว้ค่อนข้างคลุมเครือในหลายจุด โดยเฉพาะช่วงที่อยู่ฮั่นจงกับเตียวฬ่อ ก่อนจะมาขอสวามิภักดิ์เล่าปี่ เผยซงจือได้แทรกเชิงอรรถที่แสดงว่าม้าเฉียวมีปัญหากับเอียวหู อดีตที่ปรึกษาของอุยของมาก และกลายเป็นความแค้นชนิดที่อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หลอก้วนจงได้เขียนเรื่องราวตอนนี้ในนิยายสามก๊ก อธิบายที่มาที่ไปของความแค้นที่เอียวหูมีต่อม้าเฉียวได้ชัดเจนว่า เมื่อม้าเฉียวได้สังหารอุยของซึ่งเป็นเจ้านายของเอียวหูทิ้งไปแล้ว แต่ก็กลับละเว้นชีวิตเอียวหูเพราะเห็นว่าเป็นคนสัตย์ซื่อ แต่กระนั้นเอียวหูก็มิได้ลดละความแค้นที่มีต่อม้าเฉียว เมื่อมีโอกาสตีตัวออกมา เขาก็ร่วมมือกับเกียงขิมเปิดศึกกับม้าเฉียว และได้แฮหัวเอี๋ยนเคลื่อนทัพมาช่วยจึงเอาชนะได้ ต่อมาเมื่อเอียวหูไปอยู่กับโจโฉแล้ว ก็ไม่ขอยอมรับตำแหน่งขุนนาง เพราะถือว่าตนไม่ได้สร้างผลงาน หรือในที่นี้ก็คือ เขายังไม่ได้สะสางความแค้นของนายเก่าด้วยการสังหารม้าเฉียวให้สำเร็จได้ ดังนั้นโจโฉจึงให้ความนับถือเขามาก

            นอกจากนี้ ตำนานที่แสดงว่าม้าเฉียวเกือบจะโดนกวนอูและเตียวหุยสังหาร เพียงเพราะเรียกชื่อเล่าปี่ด้วยความใกล้ชิดนั้น ก็ออกจะแปลกพิกล จริงอยู่ว่าในอดีตนั้น เตียวหุยเคยไม่พอใจเมื่อครั้งลิโป้เข้ามาที่ชีจิ๋ว แล้วเรียกเล่าปี่เป็นน้องชาย แต่สถานการณ์เวลานั้นกับตอนนี้ผิดกัน ลิโป้มีชื่อเสียงในทางเลวร้าย บรรดาขุนศึกไม่กล้ารับเข้ามาอยู่ด้วยเพราะกลัวจะโดนทรยศ แต่ม้าเฉียวกำลังมีชื่อเสียงโด่งดังเพราะเพิ่งทำศึกที่ด่านตงก๋วนและเกือบสังหารโจโฉได้ แม้ว่าจะพ่ายศึกมา แต่ชื่อเสียงของม้าเฉียวก็ยังเป็นที่ยอมรับ และที่สำคัญคือ เวลานั้นกวนอูอยู่โยงที่เกงจิ๋ว ไม่ได้เข้ามาที่เสฉวนเลย ซึ่งก็เป็นไปตามที่เผงซงจือแทรกบทวิจารณ์ไว้

การที่ในจดหมายเหตุแทรกตำนานเรื่องนี้เข้ามาด้วยนั้น แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลและเอกสารจำนวนมากเกี่ยวกับบทประวัติเหล่าขุนพลในยุคสามก๊กนั้น บางทีก็ต้องอาศัยการพิจารณาอย่างรอบด้าน ว่าเป็นเรื่องที่เชื่อถือได้ หรือเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าสนุกๆเท่านั้น

 

            มีบันทึกอ้างอิงจากคำกล่าวของเล่าปี่ถึงม้าเฉียวว่า

“ตัวข้า (เล่าปี่) นั้นไร้ความสามารถ และข้าได้ทำให้เกียรติภูมิของบรรพบุรุษต้องเสื่อมเสียลง ส่วนโจโฉและบุตรของเขาจะเป็นที่จดจำถึงความเลวร้ายที่ได้กระทำไว้ ขณะที่ในแผ่นดินจีนหลังจากนี้ไป จะบันทึกเรื่องประวัติศาสตร์ของชนเผ่าต่างๆไม่ว่าจะเป็นชนกลุ่มใหญ่หรือชนกลุ่มน้อย ไม่เว้นแม้แต่เผ่าตี๋และเกี๋ยง ซึ่งตัวท่าน (ม้าเฉียว) นับเป็นผู้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับชนชาวทางเหนือ และชื่อเสียงของท่านเป็นที่รู้จักดี ชนเผ่าเหล่านี้จะยอมติดตามท่านทำศึก เดินทางไกลนับพันลี้ อีกทั้งท่านก็ได้นำพาชนเผ่าเหล่านี้อพยพเข้ามาสู่วัฒนธรรมของชาวฮั่น ดังนั้นจึงสมควรแล้วที่ท่านจะได้รับความดีความชอบ”

            ปีค.ศ.222 ม้าเฉียวก็สิ้นชีพลงด้วยวัยเพียง 47 ปี ก่อนหน้าจะสิ้นชีพนั้น เขาได้เขียนฎีกาถึงเล่าปี่ มีใจความว่า

“ตัวข้านั้นเคยมีครอบครัวใหญ่โต มีคนมากกว่า 200 คน อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่พวกเขาทั้งหมดกลับโดนเมิ่งเต๋อ (โจโฉ) สังหารจนสิ้น บัดนี้จึงเหลือแต่เพียงม้าต้าย น้องชายของข้าซึ่งได้ติดตามร่วมทัพมาเพียงคนเดียวเท่านั้น ม้าต้ายเป็นผู้สืบสายเลือดของตระกูลม้าเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ ดังนั้นข้าขอวิงวอนให้นายท่าน (เล่าปี่) ช่วยดูแลเขาด้วย เพียงเท่านี้ข้าก็จะจากไปอย่างหมดห่วง”

            นอกจากนี้ยังมีบันทึกเสริมว่า เมื่อม้าเฉียวเข้าสู่เสฉวน ภรรยาคนที่สองของเขาคือตั๋งฮูหยิน และบุตรชายคือม้าฉิวนั้น ยังอาศัยอยู่กับเตียวฬ่อ ต่อมาเมื่อโจโฉสามารถปราบเตียวฬ่อได้แล้ว พวกเขาทั้งสองก็โดนโจโฉจับกุมตัวแล้วส่งไปให้เตียวฬ่อและเอียวหูสังหารทิ้ง

            หลังจากม้าเฉียวสิ้นชีพแล้ว ก็ได้รับการอวยยศย้อนหลังให้เป็นขุนนาง พระยาหน้าหยกผู้สง่างาม “เย่ว์เว่ยโหว” (Marquis of Yue Wei) จากนั้น ม้าเฉิง บุตรชายก็ได้รับตำแหน่งสืบทอดต่อ ส่วนม้าต้ายนั้นได้รับตำแหน่งให้เป็นนายพลผู้สยบแดนอุดร “ผิงเป่ยเจียงจวิน” (General Who Pacifies the North) และควบตำแหน่งเป็นพระยา “เฉินชางโหว” ส่วนบุตรสาวของม้าเฉียวก็ได้แต่งงานกับเล่าลิ อ๋องแห่งอันผิง ซึ่งเป็นบุตรชายของเล่าปี่ต่อมา

            เฉินโซ่ววิจารณ์ม้าเฉียวไว้รุนแรงที่สุดในบรรดานายพลห้าทหารเสือของจ๊กก๊กว่า ม้าเฉียวนั้นได้ทรยศต่อญาติพี่น้องและเผ่าพันธุ์ของตนเอง อีกทั้งยังปราศจากซึ่งความกล้าหาญโดยแท้จริง สร้างความผิดหวังแก่เผ่าพันธุ์ของตนอย่างยิ่ง

 

อธิบายเสริม

            สาเหตุที่เฉินโซ่ววิจารณ์ม้าเฉียวไว้รุนแรงนั้น อาจตั้งอยู่บนอคติที่ว่า ม้าเฉียวเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผู้คนในตระกูลและครอบครัวของตนต้องโดนโจโฉประหารทั้งหมด

เพราะการที่เขาตัดสินใจนำทัพเสเหลียงก่อการกบฏที่ด่านตงก๋วน ทั้งๆที่เวลานั้นม้าเท้ง ม้าฮิว และสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆอีกหลายร้อยยังอยู่ในดินแดนของโจโฉ การที่เขาก่อการกบฏโดยพลการเช่นนี้ จึงส่งผลให้ตระกูลม้าแทบจะล่มสลายลง แล้วต่อมาเมื่อม้าเฉียวเดินทางไปขอสวามิภักดิ์กับเล่าปี่ เขาก็ได้ทอดทิ้งภรรยาและบุตรของตนเองไว้เบื้องหลังด้วย พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้แสดงว่าควรค่าแก่การยกย่องเท่าใดนัก

            สำหรับเรื่องที่เฉินโซ่ววิจารณ์ว่าม้าเฉียวปราศจากความกล้าหาญที่แท้จริงนั้น อาจเพราะมีสาเหตุหลักจากเหตุการณ์ครั้งที่เขาคิดจะลอบสังหารโจโฉ ในระหว่างที่โจโฉขี่ม้าออกมาเจรจากับหันซุยกลางสมรภูมิ นั่นมิใช่พฤติกรรมของวิญญูชนและผิดต่อขนบจารีตของการทำสงครามอีกด้วย แม้ว่าสุดท้ายแล้วม้าเฉียวจะไม่ได้ลงมือ เพราะหวาดเกรงเคาทูที่ติดตามโจโฉมาด้วยก็ตามที

หรือถ้าหากม้าเฉียวลงมือลอบสังหารไปเลย ต่อให้กระทำการไม่สำเร็จ ก็ยังอาจจะได้รับคำชื่นชมยกย่องในความเด็ดขาดกล้าหาญมากกว่าที่เขาจะหวาดกลัวเคาทูเช่นนี้ก็เป็นได้

 

 

สรุปความแตกต่างเรื่องราวของม้าเฉียว ระหว่างประวัติศาสตร์และนิยาย


              1.เฉินโซ่วบันทึกในจดหมายเหตุว่าม้าเฉียวก่อกบฏหลังจากที่ม้าเท้งและครอบครัวของเขาเดินทางไปรายงานตัวกับโจโฉที่นครหลวง ส่วนหลอก้วนจงดัดแปลงว่า ม้าเฉียวก่อกบฏขึ้นเพราะม้าเท้งและครอบครัวโดนโจโฉสั่งประหารชีวิต การประกาศชูธงทำศึกกับโจโฉในนิยายสามก๊กนั้น จึงเป็นเรื่องของการแก้แค้นให้บิดาร่วมกับการปราบโจรให้ราชวงศ์ฮั่นด้วย จะเห็นว่าความชอบธรรมในการทำศึกของม้าเฉียวในประวัติศาสตร์และนิยายนั้น มีความแตกต่างกันมาก

                  2. ในนิยายสามก๊ก ม้าเฉียวได้ทำศึกเสมอกับเตียวหุย ต่อมาด้วยแผนของขงเบ้ง เขาจึงสวามิภักดิ์ต่อเล่าปี่ ซึ่งในประวัติศาสตร์ไม่มีเหตุการณ์นี้เลย

                  3.ในนิยายสามก๊กจะมีเหตุการณ์ที่ม้าเฉียวได้รับการเกลี้ยกล่อมจากแพเอี้ยง ขุนนางเสฉวนที่ไม่พอใจเล่าปี่ เขาชักชวนม้าเฉียวให้ก่อกบฏต่อเล่าปี่แล้วไปสวามิภักดิ์โจโฉด้วยกัน แต่ม้าเฉียววางแผนหลอกล่อให้แพเอี้ยงตายใจแล้วจึงนำเรื่องไปแจ้งให้เล่าปี่ได้ทราบ เรื่องนี้มีบันทึกในบทประวัติแพเอี้ยง ซึ่งเผยซงจือก็ทำเชิงอรรถไว้ด้วย แต่ในบทประวัติของม้าเฉียวกลับไม่ได้ลงรายละเอียดไว้ ดังนั้นเหตุการณ์นี้จึงน่าจะเกิดขึ้นจริง

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

1,584 ความคิดเห็น

  1. #1574 หม่าเท้ง (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2560 / 01:53
    หม่าเฉียวตายก่อนเล่าปี่ครับตายตอนตามขงเบ้งไปปราบเบ้งเฮ็ก
    #1574
    0
  2. #1571 Boat (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 มกราคม 2560 / 07:16
    ที่พวกคุณเขียนมาน่ะมันวรรณกรรมที่เค้าเขียนคือปวศครับ
    #1571
    0
  3. #1459 zoomopre (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 เมษายน 2556 / 18:29
    ใช่อย่างที่ความคิดเห็นที่ 1728 บอก ม้าเฉียวรบกับทัพ 5 ทัพ
    #1459
    0
  4. #1413 Akigi Raider (@akigiraider) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 / 06:14
    ม้าเฉียวป่วยตายครับไม่ใช่ตรอมใจตาย 100% และยังตายคาสนามรบด้วยครับ เท่าที่อ่านมาน่าจะเป็นอหิวาตกโรคนะ เพราะตายหลายพันคน และมีน้ำเข้ามาเกี่ยวข้องข้อมูลที่บอกว่าใช่ คือข้อความที่ว่าขงเบ้งและม้าต้ายผู้น้องได้ไปไหวหลุมศพของเหล่าผู้กล้าซึ่งเป็นวิญญาณเร่รอน โดยทั้งนี้มีม้าเฉียวอยู่ด้วย หลังจากยึดเมืองทางใต้แล้ว(ถ้าจำไม่ผิดวรรค์แรก บนสุด ช่วงกลางๆของเล่มสองฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน)ไม่ได้อ่านมาสิบกว่าปีลืมหน้าครับ

    ม้าเฉียวออกรบกับขงเบ้งตลอดเพราะคนแดนใต้กล้วม้าเฉียวคนแดนเหนือกลัวจูล่ง จึงต้องใช้คนให้ถูกที่ถูกเวลาครับ ถ้าเอาจูลงไปอาจไม่ได้ประสิทธิภาพเพราะแก่แล้วอีกทั้ง ทิ้งม้าเฉียวไว้หากโจโฉเข้าตีมีหวังไม่เอาไว้แน่ อาจแย่เหมือนคราวกวนอู เสียทั้งเมืองเสียทั้งคน ซึ่งม้าเฉียวน่าจะรู้เหตุผลดี หากยึดแดนใต้สำเร็จโจผีแกตายแน่(ช่วงนั้นโจโฉตายเพราะเนื้องอกในสมองตายไปแล้วครับ)

    ทำไมต้องยึดแตนใต้ก่อน  คงไม่มีใครอยากทำศึกสามด้าน จริงไหม   ยึดแดนใต้ได้ทหาร เสบียงแผ่นดินเป็นปึกแผ่น แล้วค่อยร่วมมือกับซุนกวนจัดการโจผี  แล้วค่อยล้างแค้นให้กวนอูต่อก็ได้(แค้นนี้ต้องชำระ)
    #1413
    0
  5. #1388 Ma chao (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 กันยายน 2555 / 21:21
    เ่่อ่ออ เจ้าของกระทู้เองก็บอกไม่ใช่หลอครับว่า ม้าเฉียวนั้นหนะ เป็นที่เกรงขามของคนเผ่า และพอเล่าปี่ ยกทัพไปนั้น



    เป็นเรื่องคล้ายๆกับการ บุกหน้าไม่พะวง หลัง อันนี้คึือความที่อาจจะเป็นไปได้ที่ปรากฏ



    ส่วนเรื่องโจผี 5 ทัพบุกมานั้น ผมรู้สึกว่าเป็นความชาญฉลาดของผู้แต่ง ที่แสดงให้เห็นถึงการแก้ปัญหาของขงเบ้ง



    จริงเท็จอย่างไรผมไม่ทราบเกิดไม่ทัน ยุึคนั้นไม่มีภาพถ่าย วิดีโอ
    #1388
    0
  6. #1353 เลียวฮัว (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2555 / 22:20
    ความคิดเห็นที่ 17 จูล่ง มันไปดวลเดี่ยวกับลิโป้ตอนไหนคับ
    #1353
    0
  7. #1350 กิตติ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 / 22:04
    ม้าเฉียว ถูกสุงไปคุมเมืองฮันต๋ง สกัดทัพโจผีกับอุยเอี๋ยน อุยเอี๋ยนเป็นแม่ทัพรองครับ ผมอ่านโจในหนังสือหน้าสมุด



    เป็นของพระยาคลังอะครับ แล้วก็ป่วยตายหลังจากกวนอูตาย เตียวหุยตาย เล่าปี่ตาย ฮองตงตาย



    แล้วม้าเฉียวก็ป่วยโรคระบาดตาย แล้วจูล่งก็แก่ตาย นี่ครับประวัติ 5ทหารเสือ ตายตามลำดับ



    (เล่าปี่ไม่เกี่ยวนะเสริมเฉยๆ) คนที่เก่งที่สุด คือ จูล่งครับ ทำไมนะหร๋อ จูล่ง สู้กับ ลิโป้ ตัวต่อตัวครับ



    เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเก่งกาจ ที่ว่า 3 พี่น้องปะทะ ลิโป้ แต่งขึ้นมาครับ จูล่งต่างหากที่สู้ก่อน



    แล้ว เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย โจโฉ เคาทู แฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยว ถึงเข้ามาช่วย ในศึกแห้ฝือ



    มีปัญญา ใครๆก็รู้ไม่งั้นจะเป็นที่ฌปรดปราณของเล่าปี่กับขงเบ้งได้ไง มีความซือสัตย์ใครก็รู้



    แถมไม่เคยแพ้ใครเลยในสมรภูมิ ตายก็ตายอย่างสงบ อายุยืนที่สุด การันตีได้เลยว่า เทพเจ้าแห่งสงครามตัวจริง



    ลิโป้มันตัวปลอมมีแต่กำลัง สมองไม่มีเหมือนพวกหนูปลวก อิอิ พูดสะยาวเลย
    #1350
    0
  8. #1315 เสียงสัน จูล่ง (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 มีนาคม 2555 / 13:03
    ม้าเียวเป็นผู้ที่มีบทน้อยสุดใน5ทหารเสือ แต่ฝีมือไม่เป็นรองใคร
    #1315
    0
  9. #1249 Tan 3 kingdom (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2554 / 07:46
    ตอนเล่าเสี้ยนได้ครองราชย์

    ขงเบ้งก็ใช้ม้าเฉียวนี่ครับ

    ให้ไปรบกับกองทัพของห่อปี่

    แล้วหลังจากนั้นไม่นานมากก็เสียชีวิต

    ไม่ใช่หรอครับ?

    ถ้าผิดอะไรก็แย้งได้นะครับ
    #1249
    0
  10. #1241 Devil2clash (@devil2clash) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 กันยายน 2554 / 09:04
    ^_^ ขอบคุณความรู้ดีๆครับ
    #1241
    0
  11. #1185 จ๊กก๊กจงเจริญ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2554 / 16:04
    ม้าเฉียวเทพที่สุด แต่ตายเร็วไปหน่อย

    ส่วนเรื่องที่ว่าเล่าปี่ไม่ค่อยใช้งานคงเป็นเพราะเพิ่งเข้าร่วมกับก๊กได้ไม่นาน ผิดจากจูล่ง กวนอู เตียวหุย แถมชอบมีคนบอกว่าม้าเฉียว มีแต่ฝีมือการรบ แต่ไม่มีสติปัญญา เลยไม่มีใครไว้ใจในตัวม้าเฉียวเท่าไร
    #1185
    0
  12. #1168 มอด (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2554 / 11:10
    ม้าเฉียวตายหลังเล่าปี่ เพราะตอนหลังยังรับราชการอยู่ในสมัยเล่าเสี้ยน
    #1168
    0
  13. #1149 da-nga (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 เมษายน 2554 / 10:49
    ม้าเฉียวตรอมใจตาย เพราะไม่ได้แก้แค้นให้ผู้เป็นบิดา และไม่มีกล้าสู้หน้าชาวเสเหลียง
    #1149
    0
  14. #1142 DemoNz,,,* (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 มีนาคม 2554 / 10:47
    ตอนที่อ่า่นเราก็ข้องใจอยู่ว่าทำไมม้าเฉียวถึงหายไปจากหน้าหนังสือเฉยๆ ก็เลยลองมาเสิร์ชหาข้อมูลดู ม้าเฉียวตายแบบเงียบๆ ในหนังสือไม่มีกล่าวถึงเลย
    #1142
    0
  15. #1115 Ma su (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 / 20:06
    ม้าเฉียวได้รับหน้าที่ไปดูแลชายแดนฝั่งตะวันตกของจ๊กก๊กเพราะเป็นที่เกรงขามของชนกลุ่มน้อยในแถบนั้น แต่ม้าเฉียวกลับป่วยตายตอนอายุ47ปี แต่เขาก็เก่งเทียบเท่ากับทหารเสือคนอื่นๆเสียดายตายเร็วไปหน่อย
    #1115
    0
  16. #1100 หงษ์ดรุณ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 มกราคม 2554 / 22:05
    ม้าเฉียวตาย 225 ครับ จำไม่ได้เหรอ หลังจากเล่าปี่ตาย โจผียกทัพห้าแสนบุกมา ขงเบ้งให้ม้าเฉียวไปต้านห่อปี่ไง
    #1100
    0
  17. #957 ว้าวววว (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 เมษายน 2553 / 21:42
    น่าสงสาร ม้าเฉียว แต่ก็เป็นโรคประหลาดตายอะคับถูกแล้ว



    น่าเสียดายที่มีบทบาทน้อยเกินไป
    #957
    0
  18. #943 ผู้ที่ยกย่องม้าเฉียว (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 มีนาคม 2553 / 16:20
    นี่ใครรุ้มั่งม้าเฉียวตายยังไงอ่านสามก็กมาหลายแบบหลายเรื่องล่ะไม่เคยเจอเลยอ่ะ
    #943
    0
  19. #882 Kingcrasher (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 มกราคม 2553 / 12:53
    ฝีมือระดับพระกาฬ



    แต่อยู่ดีๆก็หายไปเลยหลังจากมาเข้าด้วยเป็น 5 ทหารเสือ



    แต่ก็ยังได้รับมอบหมายให้ไปรักษาเมืองหน้าด่านไม่ใช่หรือ



    ตอนที่โจผีจะยกมาตีตอนนั้นก็มีบทบาทให้ไปคั้งสกัดด้วยนี่



    แต่อย่างว่าตายหายไปจากหนังสือซะงั้นๆ อ่านๆอยู่อ้าว......



    เสียดายยิ่งๆ
    #882
    0
  20. #739 บุรุษปริศนา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2552 / 21:29
    เราว่าม้าเฉียวเก่งที่สุดใน5ทหารเสือแล้วนะ
    #739
    0
  21. #670 ม้าเท้ง (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2552 / 17:53
    จริงๆ เป็นเพราะโจโแเคยชมว่าม้าเฉียวเหมือนลิโป้วัยหนุ่มเล่าปี่เลยกัลวนิสัยจะเหมือนลิโป้ด้วยเลยไม่กล้าให้กำลัง เดี๋ยวจะเหมือนลิโป้ไง
    #670
    0
  22. #656 แปดพิสดาร (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2552 / 14:10
    รักม้าเฉียวครับ



    ^^
    #656
    0
  23. #616 รึยังไง (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 เมษายน 2552 / 09:18
    แต่เราจำได้ว่าขงเบ้งให้ม้าเฉียวไปรบกับห่อปี่

    ตอนที่ทัพโจผีบุกมา 5 ทางไม่ใช่หรอ

    หลังจากเล่าปี่ตายแล้วอ่ะ
    #616
    0