เจาะลึกยอดคนในประวัติศาสตร์สามก๊ก (พิมพ์แล้วใน จดหมายเหตุสามก๊ก)

  • 90% Rating

  • 2,836 Vote(s)

  • 396,836 Views

  • 1,581 Comments

  • 949 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,024

    Overall
    396,836

ตอนที่ 1 : จากผู้เขียน ประวัติสามก๊กและสามก๊กแต่ละฉบับในเมืองไทย (บทความอุทิศแด่ผู้สร้าง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21462
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    16 มี.ค. 56

จากใจผู้เขียน

เนื่องจากผู้เขียนในขณะนี้ กำลังทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เอกประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในประเด็นและหัวข้อเกี่ยวกับสามก๊ก จึงได้นำหัวเรื่องของวิทยานิพนธ์ตนเองที่อยู่ระหว่างพัฒนา โดยขอยกมาเฉพาะเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสามก๊กและการเข้าสู่ประเทศไทยของสามก๊ก ข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือสามก๊กฉบับมาตรฐานเท่าที่มีในเมืองไทย เพื่อมาลงแทนที่บทนำเรื่องเดิม ทั้งนี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้ผู้ที่ต้องการค้นคว้าและหาความรู้เพิ่มเกี่ยวกับสามก๊ก รวมถึงคนที่อยากจะเริ่มอ่านสามก๊กเป็นครั้งแรกด้วย

..ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งการอ่าน
..และมหากาพย์ของโลกที่เล่าขานไม่รู้จบ..

 


ประวัติเรื่องสามก๊ก (Sanguo / ซานกว๋อ)

                เมื่อกล่าวถึงสามก๊ก คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์จีน หรือเป็นเรื่องแปลมาจากวรรณกรรมของจีน ซึ่งเรื่องราวในสามก๊กนั้นมีการแปลเป็นภาษาไทยและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย กลายเป็นวรรณกรรมที่มีความผูกพันต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง ยิ่งในปัจจุบันก็มีแต่จะยิ่งทวีความนิยม กลายเป็นวรรณกรรมที่ผูกติดอยู่กับ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม แนวคิด ของคนไทยอย่างขาดไม่ได้ และยังสามารถเข้าถึงคนในวงกว้าง ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้มีความรู้หรือผู้ที่อ่านหนังสือเท่านั้น ทั้งยังสามารถอธิบายและผูกโยงกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้ดีอีกด้วย นับว่าเป็นปรากฏการณ์พิเศษเฉพาะที่ไม่อาจหาได้ง่ายในประเทศไทย

คนไทยนั้นรู้จักเรื่องสามก๊กมานานมาก เริ่มจากการเป็นนิทานเล่าสู่กันฟัง จนกระทั่งได้รับการจดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ในสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช องค์รัชกาลที่ 1 ซึ่งโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นผู้แปลและเรียบเรียง ทำให้คนไทยมีความคุ้นเคยกับเรื่องสามก๊กมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจุดประสงค์การแปลจะเป็นไปเพื่อการเมืองก็ตาม แต่เพราะเนื้อหาที่สนุก ฉีกไปจากขนบวรรณคดีไทยทั่วไป และสำนวนการแปลที่ดีเด่น ทำให้สามก๊กฉบับนี้ก็กลายเป็นแม่แบบของสามก๊กฉบับต่างๆในประเทศไทยและแพร่หลายกว่าฉบับอื่นๆ

แต่ประวัติของสามก๊กเริ่มต้นมาอย่างไรและเข้ามามีความสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยได้เช่นไรนั้น คนทั่วไปยังไม่ค่อยทราบเรื่องราวนัก เหตุเพราะสามก๊กเป็นวรรณกรรมซึ่งอิงจากประวัติศาสตร์เมื่อสองพันปีที่แล้วของจีน จึงมีการเขียนบันทึก แต่งเติม ปรับปรุงมายาวนาน หลายฉบับและหลายรูปแบบ จึงขอกล่าวถึงความเป็นมาของวรรณกรรมสามก๊กดังต่อไปนี้

 

เรื่องย่อของสามก๊ก

                สามก๊กเป็นเรื่องราวการชิงอำนาจ ทำสงคราม ชิงไหวชิงพริบทางการเมือง การทหาร ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก โดยแผ่นดินมีการแตกแยกเป็นก๊กโดยเหล่าขุนศึก และกลายเป็นสามอาณาจักร ได้แก่ วุยก๊ก (Wei) จ๊กก๊ก (Shu) ง่อก๊ก (Wu) และจบลงด้วยการกลับมารวมเป็นอาณาจักรเดียวกันอีกครั้งโดยสุมาเอี๋ยน ปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์จิ้น (Jin) โดยเรื่องราวในสามก๊กมักจะเดินเรื่องด้วยตัวละครหลักเช่น เล่าปี่ (Liu Bei) โจโฉ (Cao Cao) ซุนกวน (Sun Quan) ซึ่งเป็นผู้นำและผู้ก่อร่างสร้างแคว้นทั้งสามก๊กขึ้น และยังมักจะกล่าวถึงตัวละครหลักอื่นๆๆ เช่น กวนอู (Guan Yu) เตียวหุย (Zhang Fei) จูล่ง (Zhao Yun) จูกัดเหลียง (Zhuge Liang) จิวยี่ (Zhou Yu) สุมาอี้ (Sima Yi)  ฯลฯ เป็นต้น

เรื่องสามก๊ก มีจุดเริ่มต้นมาการปกครองอันเหลวแหลกของพระเจ้าฮั่นเลนเต้ ฮ่องเต้องค์ที่ 28 แห่งราชวงศ์ฮั่น (Han) ซึ่งได้ลุ่มหลงมัวเมาในสุรานารี ทำให้อำนาจการปกครองตกไปอยู่ในมือสิบขันที สร้างความเดือดร้อน และแร้นแค้นไปทั่ว จนเกิดการลุกฮือขึ้นของกองกำลังชาวนาทั่วแผ่นดิน ซึ่งเป็นการลุกฮือของชาวนาครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน กองกำลังชาวนานี้ถูกเรียกว่ากองโจรโพกผ้าเหลือง ซึ่งได้สร้างความวุ่นวาย แตกแยก ไปทั่ว ราชสำนักฮั่นจึงสั่งระดมขุนศึกและทหารอาสาจากทั่วประเทศเพื่อปราบปรามโจรผ้าเหลือง ในบรรดาผู้ที่เข้าร่วมปราบโจรผ้าเหลือง มีบุคคลที่แสดงตัวได้โดดเด่น ได้แก่ เล่าปี่ โจโฉ ซุนเกี๋ยน ซึ่งในภายหลังทั้งสามคนได้กลายเป็นบุคคลที่ก่อร่างสร้างรากฐานของแคว้นซึ่งจะกลายเป็นอาณาจักรที่แบ่งแยกกันเป็นสามก๊ก

เมื่อโจรผ้าเหลืองถูกปราบปรามจนสงบ พระเจ้าเลนเต้ก็สิ้นพระชนม์ สิบขันทีจึงแย่งชิงอำนาจในราชสำนัก แต่ก็ถูกตั๋งโต๊ะ ขุนศึกจากเสเหลียงซึ่งถือเป็นส่วนชายแดนภาคเหนือ นำกองทัพเข้ามาปราบและสยบความวุ่นวายในเมืองหลวง จากนั้นจึ้งเข้ายึดอำนาจ ทำรัฐประหาร ตั้งตันลิวอ๋องในวัย 8 ชันษา ขึ้นเป็นพระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้ เพื่อให้เป็นหุ่นเชิด ส่วนตนเองใช้อำนาจปกครองเมืองหลวงตามใจชอบ สั่งหารขุนนางดีไปมาก จนผู้คนพากันต่อต้าน โจโฉซึ่งมีตำแหน่งทางทหารในเมืองหลวงจึงหลบหนีออกมาและปลอมพระราชโองการเพื่อประกาศระดมกองทัพของขุนศึกจากทั่วแผ่นดินให้ก่อตั้งกองทัพพันธมติรเพื่อปราบปรามตั๋งโต๊ะและช่วยเหลือฮ่องเต้

เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย สามพี่น้องร่วมสาบานเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพพันธมิตร และได้สร้างผลงานต่อสู้กับลิโป้ ขุนพลของตั๋งโต๊ะซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดได้ จากนั้นตั๋งโต๊ะจึงตัดสินใจเผาเมืองหลวงลกเอี๋ยง และย้ายเมืองหลวงและพาฮ่องเต้หนีไปเตียงอัน และสุดท้ายกองทัพพันธมิตรก็สลายตัว เพราะทุกฝ่ายต่างมุ่งหวังผลประโยชน์ ไม่ได้คิดทำเพื่อบ้านเมืองจริงจัง ในขณะที่ตั๋งโต๊ะและลิโป้ก็เกิดผิดใจกัน ลิโป้สังหารตั๋งโต๊ะ จนเกิดการแย่งชิงอำนาจในเมืองหลวง ส่งผลให้แผ่นดินจีนเข้าสู่ยุคแห่งความวุ่นวาย บรรดาขุนศึกต่างสะสมไพร่พล ตั้งตัว แยกเป็นก๊ก และทำสงครามแย่งชิงอำนาจกัน

โจโฉซึ่งเป็นบุคคลที่เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ สามารถสะสมไพร่พล ขุนพล และขุนนางได้มากที่สุด จนสร้างกองทัพขยายอิทธิพลครอบครองดินแดนภาคกลางและตอนเหนือของจีนได้ทั้งหมด และอาศัยการอุ้มชูฮ่องเต้ ทำให้มีอำนาจบัญชาขุนศึกทั่วหล้า ฝ่ายซุนเกี๋ยนนั้นมีทายาทที่รับสืบทอดอำนาจต่อมาคือซุนกวน อาศัยขุนพลและขุนนางที่เก่งกาจ ช่วยกันทำนุบำรุงและสร้างดินแดนภาคใต้จนเป็นฐานที่มั่น สุดท้ายฝ่ายเล่าปี่ซึ่งมีกำลังอ่อนแอที่สุด อาศัยการอ้างตนเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น และมีชื่อเสียงในด้านคุณธรรมทำให้ได้ใจประชาราษฎร์ จากนั้นจึงได้ขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษาและเสนาธิการกองทัพ ทำให้สามารถตั้งหลักได้ และเข้ายึดดินแดนเสฉวนทางภาคตะวันตกเป็นที่มั่นได้สำเร็จ ทั้งหมดนี้ทำให้แผ่นดินกลายสภาพเป็นสามฝ่ายคานอำนาจกัน และก่อตั้งเป็นอาณาจักร นั่นคือ วุยก๊กของโจโฉ จ๊กก๊กของเล่าปี่ และง่อก๊กของซุนกวน[1]  

ภายหลังโจผี บุตรชายของโจโฉขึ้นมารับสืบทอดอำนาจต่อ ก็ได้ทำการปลดพระเจ้าเหี้ยนเต้ ฮ่องเต้องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์ฮั่นอย่างสมบูรณ์ และสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าวุยบุ๋นตี้ (Wei Wendi) ซึ่งในทางประวัติศาสตร์ ถือว่านี่คือการนับเริ่มต้นช่วงเวลาของยุคสามก๊กอย่างแท้จริง จากนั้นเล่าปี่และซุนกวนก็ตั้งตนเป็นฮ่องเต้ตามมาเช่นเดียวกัน 

ทั้งสามก๊ก ต่างก็ทำสงครามรบพุ่งกันอย่างยาวนานหลายสิบปี สูญเสียชีวิตผู้คนไปมาก แต่ในที่สุด แผ่นดินก็ถูกรวบรวมได้โดยฝีมือของคนตระกูลสุมา โดยมีสุมาอี้ ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของฝ่ายวุยก๊ก ได้เป็นผู้เริ่มวางรากฐาน และมาสำเร็จลงได้ในสมัยของสุมาเอี๋ยน สามารถกลืนกินวุยก๊ก ปราบจ๊กก๊กและง่อก๊กลงได้สำเร็จ สถาปนาตนเป็นพระเจ้าจิ้นหวู่ตี้ (Jin Wudi) ปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์จิ้น

เมื่อสุมาเอี๋ยนขึ้นครองราชย์ ก็ได้มีรับสั่งให้เฉินโซ่วหรือตันซิ่ว (Chen Sou) นายอาลักษณ์ประจำราชสำนักซึ่งถูกพาตัวมาจากจ๊กก๊ก ให้รับหน้าที่เรียบเรียงและชำระประวัติศาสตร์สามก๊ก นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียบเรียงเรื่องสามก๊กจนกลายเป็นวรรณกรรมเอกของโลกในปัจจุบัน[2]

 

สามก๊กฉบับภาษาจีน

                สามก๊กฉบับภาษาจีนซึ่งถือว่าเป็นต้นฉบับและที่มาของสามก๊กฉบับภาษาไทยที่ปรากฏในประเทศไทยทุกฉบับนั้น มีคำนิยามซึ่งเหมาะสม จากสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งได้ทรงกล่าวถึงไว้ว่า

หนังสือสามก๊กไม่ใช่เป็นพงศาวดารสามัญ จีนเรียกว่า “สามก๊กจี่” แปลว่า จดหมายเหตุสามก๊ก เป็นหนังสือซึ่งนักปราชญ์จีนคนหนึ่งเลือกเอาเรื่องในพงศาวดารตอนหนึ่งมาแต่งขึ้น โดยประสงค์จะให้เป็นตำราสำหรับศึกษาอุบายทางการเมือง การสงคราม ซึ่งแต่งได้ดียิ่ง จึงเป็นหนังสือเรื่องหนึ่งซึ่งได้รับการนับถือกันทั่วไปในประเทศจีน และตลอดไปจนถึงประเทศอื่นๆ[3]

                สามก๊กจี่หรือจดหมายเหตุสามก๊ก จึงเป็นที่มาทั้งหมดของสามก๊กฉบับภาษาไทยดังที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวไว้ แต่สามก๊กจี่ไม่ใช่ค้นฉบับในการถ่ายทอดเป็นภาษาไทยโดยตรง เพราะสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน ใช้เป็นต้นแบบในการแปลเป็นภาษาไทยโดยตรงนั้น คือสามก๊กฉบับที่เรียกว่า สามก๊กจี่เอี้ยนหงี หรือเรียกสั้นๆว่า สามก๊กเอี้ยนหงี (ซานกว๋อเอี้ยนหงี / Sanguo Yanyi) รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษคือ Romance of the Three Kingdom

                ด้วยเหตุดังนี้ จึงควรทำความเข้าใจและรู้จักสามก๊กฉบับภาษาจีนแต่ละฉบับกันก่อน

 

สามก๊กจี่ (ซานกว๋อจื้อ) Sanguo Zhi

                สามก๊กฉบับแรกสุดของโลก ประพันธ์โดย เฉินโซ่ว (ตันซิ่ว = Chen Sou) นายอาลักษณ์ของจ๊กก๊ก (ราชวงศ์ซู่ฮั่น) อันเป็น 1 ใน 3 อาณาจักรซึ่งแย่งชิงอำนาจในยุคนั้นจนถูกเรียกว่าเป็นยุคสามก๊ก หลังจากจ๊กก๊กพ่ายแพ้ให้กับจิ้นก๊ก เฉินโซ่วก็ได้ถูกพาไปที่ราชสำนักจิ้นและได้รับหน้าที่นายอาลักษณ์ เขาได้รับคำสั่งจากพระเจ้าสุมาเอี๋ยน ปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์จิ้นให้ทำการรวบรวมและชำระประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก เฉินโซ่วใช้เวลาหลายปีในการรวบรวมข้อมูลของก๊กทั้งสาม ทั้งจากจดหมายเหตุ บันทึกส่วนตัว และจากบันทึกประวัติศาสตร์ทั้งหลาย จนประพันธ์ขึ้นมาเป็นเอกสารที่มีตัวอักษรจีนถึง 360,000 ตัว ความยาว 65 เล่ม ประกอบด้วยเอกสารจดหมายเหตุวุยก๊ก 30 เล่ม จดหมายเหตุจ๊กก๊ก 15 เล่ม และจดหมายเหตุง่อก๊ก 20 เล่ม เป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ของยุคสามก๊กชุดแรกที่มีความสมบูรณ์ที่สุด โดยในตอนแรกสามก๊กฉบับนี้ไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ เพราะมีลักษณะเป็นจดหมายเหตุและชีวประวัติบุคคลต่างๆ จนกระทั่งในราชวงศ์ซ้อง (ช่วงราชวงศ์เหนือใต้) สามก๊กฉบับนี้จึงได้ถูกบัณฑิตนามเผยซงจือเป็นผู้ตั้งชื่อเรียกให้ว่า สามก๊กจี่ [4]

                สามก๊กฉบับนี้ ถูกเขียนขึ้นในฐานะเอกสารทางประวัติศาสตร์ เฉินโซ่วนั้นย่อมต้องเขียนโดยยึดเอาราชวงศ์จิ้นซึ่งเขาทำงานอยู่เป็นหลักของแผ่นดินและมีความชอบธรรมในการสืบทอดอำนาจต่อ เฉินโซ่วจึงยกให้วุยก๊กเป็นก๊กที่ปกครองแผ่นดินจีนอย่างถูกต้อง รวมกับอาณาเขตเนื้อที่ของวุยซึ่งกินพื้นที่ปกครองและมีประชากรมากกว่าอีกสองก๊กที่เหลือ ส่วนจ๊กก๊กและง่อก๊กนั้น เขาถือว่าเป็นเพียงรัฐที่มีการปกครองเพียงบางส่วนของประเทศจีนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้มุมมองในการเขียนสามก๊กจี่ฉบับนี้ของเฉินโซ่วจึงมีความแตกต่างจากสามก๊กที่นิยมในปัจจุบันอย่างมาก เช่น การเรียกชื่อของกษัตริย์ เฉินโซ่วจะเรียกกษัตริย์ของวุยทุกพระองค์ด้วยราชทินนาม เช่น วุยบู๊เต้ (โจโฉ) วุยบุ๋นเต้ (โจผี) วุยหมิงเต้ (โจยอย) ส่วนอีกสามยุวกษัตริย์ที่เหลือคือ โจฮอง โจมอ และ โจฮวน ก็ใช้คำเรียกพระราชประวัติว่า จี้ ซึ่งแปลว่าพระราชประวัติ ส่วนการเขียนถึงประวัติของกษัตริย์จ๊กก๊กและง่อก๊ก เขาใช้เพียงคำว่า จ้วน ซึ่งแปลว่าชีวประวัติบุคคลเท่านั้น โดยกษัตริย์ของจ๊กก๊ก เฉินโซ่วก็ยังให้คำเรียกที่ยกย่องอยู่บ้าง เช่น เรียกเล่าปี่ว่า เฉวียนจวู่ แปลว่าเจ้าครองรัฐองค์แรก และเรียกเล่าเสี้ยนว่า โฮวจวู่ แปลว่าเจ้าครองรัฐองค์หลัง ซึ่งคงเพราะถือว่าเป็นเจ้านายเก่า จึงยังคงให้ความเคารพอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับกษัตริย์ง่อก๊กแล้ว เฉินโซ่วไม่ได้ให้เกียรตินัก และเขียนโดยเรียกชื่อโดยตรงเช่น ซุนกวน ซุนเหลียง เป็นต้น

                เฉินโซ่วยังเปลี่ยนชื่อเรียกก๊กของเล่าปี่ จากฮั่น เป็น จ๊ก (ซู่ =Shu) ทั้งนี้อาจเพราะหากใช้คำว่าฮั่น ก็จะกลายเป็นว่าก๊กของเล่าปี่สืบต่อราชอาณาจักรฮั่นอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้วุยกลายเป็นฝ่ายที่ไม่ชอบธรรมในการสืบทอดอำนาจ โดยเมื่อพิจารณาแล้ว การที่เฉินโซ่วนับเช่นนี้คงเพราะมองว่าวุยก๊กเป็นก๊กมีอาณาเขตปกครองกว้างขวาง ประชากรมากที่สุดในสามก๊ก ทั้งยังสืบทอดวัฒนธรรมภาคกลาง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมราชวงศ์ฮั่นมาอย่างเต็มที่ ศูนย์อำนาจในการปกครองจีนยังคงเป็นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงคติมายาของจีนโบราณที่ถือว่าภาคกลางของจีนหรือตงง้วนคือศูนย์กลางของโลก ด้วยเหตุนี้จึงต้องลดฐานะของเล่าปี่ลงเป็นเพียงเจ้าก๊กเท่านั้น เพราะในการบันทึกประวัติศาสตร์ของจีนซึ่งยึดถือแนวคิดของสุมาเซียนนั้น แม้ประเทศจะมีช่วงที่แบ่งแยกเป็นก๊กมากแค่ไหน แต่ก็จะยึดถือในการบันทึกว่าให้มีเพียงแคว้นเดียวเท่านั้นเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์โดยชอบธรรม จะไม่มีมากกว่าหนึ่งเด็ดขาด แต่เรื่องนี้ก็ทำให้เฉินโซ่วถูกตำหนิจากนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังว่ามีใจเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายวุยและจิ้นมากเกินไป และมีอคติกับขงเบ้ง เนื่องจากความแค้นส่วนตัวที่ขงเบ้งเคยลงโทษบิดาของเฉินโซ่ว [5]

ซึ่งเมื่อพิจารณาในแง่นี้แล้ว นับว่าไม่เป็นธรรมต่อเฉินโซ่วนัก เพราะเขาเขียนสามก๊กฉบับนี้ด้วยรับสั่งจากพระเจ้าสุมาเอี๋ยนแห่งราชวงศ์จิ้น เขาย่อมไม่อาจเขียนในเชิงโจมตีหรือทำให้ราชวงศ์จิ้นและการขึ้นสู่อำนาจของตระกูลสุมาเป็นที่เสื่อมเสียได้ เพราะหากเขาทำเช่นนั้น คนที่จะเป็นภัยย่อมเป็นตัวเขาแน่นอนเมื่อเราพิจารณาในแง่นี้ เขาควรที่จะเขียนโจมตีฝ่ายวุยก๊กและตระกูลโจของโจโฉด้วยซ้ำ เพราะตระกูลสุมาได้อำนาจมาด้วยการกลืนกินตระกูลโจอย่างโหดเหี้ยมและเลือดเย็น เฉินโซ่วยิ่งควรเขียนเพื่อแสดงให้เห็นถึงความชอบธรรมของตระกูลสุมาในการจะกำจัดตระกูลโจ หรือแสดงให้เห็นว่าวุยก๊กเป็นฝ่ายตัวร้าย ซึ่งแย่งชิงบัลลังก์มาจากราชวงศ์ฮั่น แล้วตระกูลสุมาเป็นผู้มาแก้แค้นแทนจึงจะถูก ดังนั้นในข้อที่ว่าเฉินโซ่วมีความลำเอียงเข้าข้างฝ่ายวุย จึงดูจะเป็นการกล่าวร้ายเฉินโซ่วมากเกินไป และออกจะเป็นการไม่มองปัจจัยทางการเมืองซึ่งส่งผลต่องานเขียนของเฉินโซ่วเลย

                ด้วยเหตุนี้ จึงถือกันว่าสามก๊กจี่ของเฉินโซ่วเป็นสามก๊กฉบับแรกของโลกที่มีการเรียบเรียงและบันทึกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร สมบูรณ์ทั้งเรื่อง และมีความเที่ยงตรงที่สุดในทางประวัติศาสตร์ แต่สามก๊กฉบับนี้ก็ไม่ใช่สามก๊กที่เหมาะจะใช้อ่านในเชิงวรรณกรรม เพราะมีความเป็นจดหมายเหตุเชิงประวัติศาสตร์และชีวประวัติบุคคลอยู่มาก อีกทั้งสามก๊กเป็นเหตุการณ์เรื่องยาวที่กินระยะเวลาในการทำสงครามระหว่างรัฐยาวนานเกือบร้อยปี การจะหวังให้ผู้เรียบเรียงในสมัยนั้นเขียนอย่างดีให้เรื่องราวต่อเนื่องโดยตลอดย่อมเป็นเรื่องยาก และเนื่องจากเฉินโซ่วได้ข้อมูลเกี่ยวกับทั้งสามก๊กมาอย่างยากลำบากและมีความละเอียดมากน้อยไม่เท่ากัน จึงทำให้เหตุการณ์หลายตอนและชีวประวัติของบุคลหลายคนนั้นสั้นและย่นย่อเกินไป[6]

                แต่ถึงกระนั้น สามก๊กจี่ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นสามก๊กฉบับสมบูรณ์ชุดแรกและเป็นสามก๊กฉบับประวัติศาสตร์ที่มีความเที่ยงตรงทางเนื้อหา และเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ยุคสามก๊กที่ทรงคุณค่าที่สุด

 

สามก๊กฉบับเผงซงจือ (ไป่ซ่งจี๋) Pei Songzhi

                เรื่องสามก๊กของเฉินโซ่วนั้นมีการเขียนไว้อย่างย่นย่อมาก จนกระทั่งในสมัยราชวงศ์ซ้อง หลังจากเฉินโซ่วตายไปประมาณ 130 ปี ในรัชสมัยของพระเจ้าซ้องบุ๋นตี้ ได้มีรับสั่งให้บัณฑิตและนายอาลักษณ์ของราชสำนักชื่อ เผยซงจือ ทำการชำระจดหมายเหตุสามก๊กและเขียนคำอธิบายเพิ่มเติมประกอบสามก๊กจี่ของเฉินโซ่ว งานนี้เผยซงจือได้ตั้งใจทำอย่างละเอียดเป็นการใหญ่ เขาค้นคว้าหนังสือหลายเล่ม แล้วจึงค่อยเริ่มอรรถาธิบายประกอบเพื่อสนับสนุน คัดค้าน และวิจารณ์ข้อความบางตอนในสามก๊กจี่ของเฉินโซ่วอย่างละเอียด โดยอ้างอิงเอกสารต่างๆจำนวนมาก

                เผยซงจือยึดหลักปฏิบัติในการทำอรรถาธิบายสามก๊กจี่ของเฉินโซ่วไว้ ดังนี้

-                   เหตุการณ์เรื่องใดที่สมควรจะบันทึก แต่เฉินโซ่วไม่ได้บันทึกไว้ เผยซงจือจะบันทึกเพิ่มเติม

-                   เรื่องใดที่เป็นเหตุการณ์เดียวกัน แต่ข้อความในหนังสือเล่มหนึ่งกับอีกเล่มไม่ตรงกัน และไม่อาจตัดสินได้ว่าข้อความใดถูกต้อง เผยซงจือจะเพิ่มไว้ทั้งสองข้อความ เพื่อให้เกิดความเห็นที่แตกต่าง

-                   ข้อความเดิมตอนใดที่เฉินโซ่วบันทึกไว้ไม่สมเหตุผล เขาก็จะทักท้วงไว้

-                   ข้อความบางตอนที่เฉินโซ่วบันทึกไว้ ซึ่งอาจจะถูกหรือผิด เขาจะแสดงความคิดเห็นในเชิงสนับสนุน คัดค้านและวิจารณ์ไว้ด้วย

ด้วยเหตุที่เป็นการทำอรรถาธิบายแก่สามก๊กครั้งแรก ทำให้สามก๊กฉบับนี้เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับ

สามก๊กชิ้นแรกของโลก และสามก๊กของเฉินโซ่วถูกเรียกว่าสามก๊กจี่เป็นครั้งแรกในฉบับนี้[7]

 

สามก๊กจี่ผิงหั้ว (ซานกว๋อจื้อผิงฮว่า) Sanguo Ping Hua

                เป็นสามก๊กที่มีแรงบันดาลใจและแนวคิดในขนบประเพณีโบราณของชาวจีน ซึ่งยึดถือตามแนวทางขงจื๊อ ซึ่งขุนนางต้องมีความจงรักภักดีต่อฮ่องเต้หรือเจ้าเหนือหัวอย่างไม่มีเงื่อนไข และด้วยเหตุที่โจโฉใช้อำนาจบัญชาเหนือพระเจ้าเหี้ยนเต้ ส่วนโจผีก็บังคับพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้สละบัลลังก์ อันเป็นการสิ้นสุดราชวงศ์ฮั่น ตามหลักขงจื๊อจึงถือว่าตระกูลโจเป็นพวกโจรปล้นราชบัลลังก์ จึงมีสามก๊กบางฉบับที่มีความแตกต่างไปจากสามก๊กฉบับราชสำนักที่เฉินโซ่วเขียนขึ้น

                ในสมัยราชวงศ์ถัง ห่างจากยุคสามก๊กราว 200 ปี มีนักปราชญ์ไม่ปรากฏนามทำการรวบรวมสามก๊กขึ้นเขียนเป็นนิทานสำหรับเล่นงิ้ว เรียกว่า ซานกว๋อผิงฮว่า โดยอ้างอิงความเชื่อและแนวคิดในศาสนาพุทธและลัทธิเต๋าร่วมกัน โดยผูกโยงเข้ากับนิทานพื้นบ้านเรื่องไซฮั่น ซึ่งเป็นนิทานจีนที่บอกเล่าถึงเรื่องราวในสมัยยุคปลายราชวงศ์จิ๋นและก่อนราชวงศ์ฮั่น โดยเน้นที่เรื่องราวการชิงอำนาจของเล่าปังและเซี่ยงหยี่ จนกระทั่งเล่าปังชนะและสถาปนาราชวงศ์ฮั่นขึ้นมา

สามก๊กฉบับนี้ได้ทำการสมมติเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวละครในสามก๊กว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากผลกรรมที่ได้ทำไว้ในยุคไซฮั่น เช่น โจโฉ คือ หันซิ่น กลับมาเกิด ส่วนพระเจ้าเหี้ยนเต้ คือ เล่าปังกลับมาเกิด เพราะเนื่องจากในยุคไซฮั่น เล่าปังเคยใช้งานหันซิ่นในฐานะแม่ทัพใหญ่จนทำให้ได้ราชบัลลังก์มาครอง แต่เมื่อเสร็จงานแล้วก็กำจัดทิ้ง ทั้งสองจึงกลับมาเกิดในยุคสามก๊กเพื่อชดใช้กรรมของกันและกัน โดยคราวนี้โจโฉกลับมาเป็นฝ่ายข่มขี่พระเจ้าเหี้ยนเต้แทน เป็นต้น และสมมติให้มีบุคคลชื่อ สุมาต๋ง เป็นผู้ทำการตัดสินให้ตัวละครในยุคไซฮั่นแต่ละคนว่าจะไปเกิดเป็นตัวละครใดในยุคสามก๊กและจะมีชะตาแบบใด ซึ่งสุดท้ายแล้ว เรื่องจะปิดลงด้วยเหตุการณ์ที่ยมบาลให้สุมาต๋งมาเกิดเป็นสุมาอี้ ซึ่งเป็นผู้วางรากฐานในการรวมสามก๊กได้สำเร็จ

ซานกว๋อผิงฮว่า เป็นสามก๊กซึ่งถูกเรียบเรียงและแต่งขึ้นเพื่อการเป็นนิทานงิ้ว เน้นความบันเทิงเป็นหลัก เนื้อหาจึงมีความผิดพลาดจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มาก แต่สามก๊กฉบับนี้ก็กลายเป็นแม่แบบให้หลอก้วนจงนำมาเรียบเรียงต่อ[8]

 

สามก๊กจี่ทงซกเอี้ยนหงี หรือเจี่ยซิ่ง (ซานกวั๋อจื้อทงซกเอี้ยนหงี)

Sanguo Yanyi , Sanguo Tongsok Yangyi (Romance of the Three Kingdom)

                เป็นสามก๊กฉบับนิทานอิงพงศาวดารสามก๊ก คำว่า ทงซก แปลว่าเหมาะแก่สามัญชนทั่วไป ส่วน เอี้ยนหงี แปลว่าการแสดงความหมายของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ให้ชัดเจน ดังนั้นชื่อเต็มของสามก๊กจี่ทงซกเอี้ยนหงี จึงมีความหมายว่า นิทานแสดงความหมายของจดหมายเหตุสามก๊กสำหรับสามัญชน ซึ่งอาจเรียกได้ว่า สามก๊กจี่เอี้ยนหงี หรือ สามก๊กเอี้ยนหงี

                ผู้ประพันธ์สามก๊กฉบับนี้คือ หลอก้วนจง หรือ ล่อกวนตง (Luo Guanzhong) เป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่ในปลายสมัยราชวงศ์หยวนถึงต้นราชวงศ์หมิง หลอก้วนจงเป็นศิษย์ของซีไน่อัน ผู้ประพันธ์เรื่อง ซ้องกั๋ง หรือ ที่คนไทยรู้จักในชื่อ 108 ผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซาน อันเป็นหนึ่งในสี่วรรณกรรมเอกของจีน ร่วมกันกับ สามก๊ก ไซอิ๋ว และ ความฝันในหอแดง[9]

                สามก๊กฉบับนี้เป็นฉบับที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากหลอก้วนจงได้นำเอาสามก๊กจี่ของเฉินโซ่วและสามก๊กฉบับนิทานงิ้วของชาวบ้านมาเรียบเรียงให้สมบูรณ์ขึ้นในแบบฉบับของตนเอง และยังนำเอาเหตุการณ์ร่วมสมัยในช่วงต้นราชวงศ์หมิงซ้อนทับเข้าไปในสามก๊กอีกด้วย ผลคือเขาได้เปลี่ยนเรื่องทางประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นวรรณกรรมที่ต่อสู้กันระหว่างฝ่ายดีและฝ่ายชั่วอย่างชัดเจนโดยเป็นแนวทางของนิทานงิ้วที่ต้องขีดเส้นแบ่งเขตของพระเอกและผู้ร้ายไว้ ในสามก๊กฉบับนี้ ได้มีการจัดให้ฝ่ายเล่าปี่เป็นตัวแทนของฝ่ายพระเอกหรือฝ่ายธรรมะที่พยายามต่อต้านและปราบปรามฝ่ายโจโฉซึ่งเป็นฝ่ายผู้ร้ายหรืออธรรมซึ่งเป็นโจรกบฏต่อราชวงศ์ฮั่น ในสามก๊กฉบับนี้นักประวัติศาสตร์ต่างเห็นว่าหลอก้วนจงลำเอียงเข้าข้างเล่าปี่อย่างชัดเจน แต่ก็ยังถือว่ามีความถูกต้องตามประวัติศาสตร์เป็นส่วนใหญ่[10]

                สามก๊กฉบับนี้มีเนื้อหาทั้งสิ้น 24 เล่ม แบ่งเป็นเล่มละ 10 ตอน จึงมีความยาว 240 ตอน ภายหลังมีผู้นำมาจัดแบ่งตอนใหม่ รวมสองตอนเป็นหนึ่ง จึงเหลือเพียง 120 ตอน ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน[11] โดยในการประพันธ์ หลอก้วนจงใช้เนื้อหาจากแหล่งต่างๆดังนี้

-                   เนื้อหาจากจดหมายเหตุสามก๊กหรือสามก๊กจี่ของเฉินโซ่วเป็นแกนในการดำเนินเรื่อง

-                   ใช้บทอรรถาธิบายของเผยซงจือประกอบ

-                   อาศัยเค้าของตำนานและเรื่องเล่าต่างๆ ซึ่งมีนักเล่านิทานเคยใช้หากินตั้งแต่สมัยก่อน

-                   ในบางตอนหรือบางเหตุการณ์ที่พอมีช่องว่างให้จินตนาการเองได้ หลอก้วนจงก็จะแต่งเสริมตามจินตนาการในฐานะนักเขียนของตน เพื่อให้มีความเพลิดเพลินและสนุกสนานในการอ่าน สมเป็นวรรณกรรมมากขึ้น ตัวอย่างสำคัญเช่น เรื่องของนางเตียวเสี้ยน[12] เป็นต้น

สำหรับแนวทางในการประพันธ์สามก๊กฉบับนี้ หลอก้วนจงใช้แนวทางที่ตรงกันข้าม

กับเฉินโซ่ว เนื่องจากสามก๊กจี่ของเฉินโซ่วนั้นเขียนโดยยึดวุยก๊กเป็นก๊กที่สืบทอดความเป็นฮั่นอย่างเต็มภาคภูมิ เพราะถือว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้โอนราชสมบัติให้โจผี แต่ของหลอก้วนจงถือว่าจ๊กก๊กของเล่าปี่เป็นก๊กที่สืบราชสมบัติและความชอบธรรมในฐานะราชวงศ์ฮั่นต่อมาจากพระเจ้าเหี้ยนเต้ ดังนั้นหลอก้วนจงถือว่าเล่าปี่เป็นผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น การดำเนินเรื่องในนิทานสามก๊กฉบับนี้ จึงเน้นในการเรียกขานชื่อก๊กของเล่าปี่ว่าฮั่น ไม่เรียกว่าจ๊กก๊กดังที่เฉินโซ่วเรียก

                สำหรับขอบเขตและระยะเวลาในการดำเนินเรื่องนั้น หลอก้วนจงใช้การบรรยายเริ่มตั้งแต่ศักราชตงเผ็งปีที่ 1 ของรัชกาลพระเจ้าเลนเต้ ไปจนจบในปีแรกของศักราชไทคังในรัชกาลพระเจ้าจิ้นบู๊เต้ (สุมาเอี๋ยน) รวมระยะเวลากว่า 100 ปี เป็นเรื่องเดียวกันอย่างมีเอกภาพ[13] สมกับเป็นวรรณกรรม

สรุปแล้ว สามก๊กฉบับของหลอก้วนจงจึงถือว่าเป็นสามก๊กฉบับแรกที่มีการขีดเส้นแบ่งฝ่ายพระเอกและผู้ร้ายในเรื่องสามก๊กอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก ทำให้เกิดภาพพจน์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบางอย่างของตัวละครในสามก๊ก ซึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็มักจะมีการนำเอกลักษณ์ของตัวละครสามก๊กมาเปรียบเทียบเพื่ออธิบายพฤติกรรมต่างๆในภายหลัง

แต่สามก๊กฉบับที่แปลภาษาไทยจนแพร่หลายในประเทศไทยนั้น เป็นการแปลจากฉบับอื่น ซึ่งมีการเรียบเรียงขึ้นใหม่ในราชวงศ์ชิง โดยทำการปรับปรุงสำนวนและแก้ไขฉบับของหลอก้วนจง นั่นคือสามก๊กจี่เอี้ยนหงี หรือ ซานกว๋อเหยียนอี้ ดังที่จะอธิบายต่อไปนี้

สามก๊กจี่เอี้ยนหงี หรือ จี่อิงหงี (ซานกว๋อเหยียนอี้)

Sanguo Yanyi (Romance of the Three Kingdom)

นี่คือสามก๊กต้นฉบับที่คนไทยคุ้นเคยกันในปัจจุบัน เป็นสามก๊กซึ่งถูกเรียบเรียงขึ้นใหม่โดยสองพ่อลูก เหมาหลุนและเหมาจงกังในสมัยราชวงศ์ชิง ทั้งสองพ่อลูกได้ทำการปรับปรุงสามก๊กของหลอก้วนจงอีกครั้งและให้กิมเสี่ยถ่างเป็นผู้เขียนคำนำเรื่อง สามก๊กฉบับนี้ยึดแนวทางการเขียนเช่นเดียวกับหลอก้วนจง นั่นคือให้จ๊กก๊กของเล่าปี่เป็นฝ่ายที่มีความชอบธรรมในการสืบทอดราชอำนาจของราชวงศ์ฮั่น และเป็นฝ่ายพระเอก ส่วนวุยก๊กของโจโฉเป็นโจรกบฏ แต่หนักข้อยิ่งกว่าของหลอก้วนจงเสียอีก เพราะสามก๊กฉบับนี้เอียงเข้าข้างฝ่ายเล่าปี่อย่างหนักมากและสร้างภาพพจน์ชั่วร้ายของโจโฉให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ เหมาจงกังยังได้แก้ไขสำนวนภาษาของหลอก้วนจงซึ่งเป็นลักษณะภาษาพูดในราชวงศ์หยวนให้เป็นภาษาเขียนแบบราชวงศ์ชิง มีการปรับบุคลิกลักษณะนิสัยของตัวละครให้แหลกใหม่ไปจากเดิมตามแนวคิดของตนเอง และยังเปลี่ยนชื่อสถานที่ ตำแหน่งขุนนางผิดไปจากชื่อจริงๆในยุคนั้น ซึ่งสามก๊กของหลอก้วนจงนั้นยังเขียนในจุดนี้ตรงตามประวัติศาสตร์ แต่ข้อดีของเหมาหลุนเหมาจงกังก็คือการปรับปรุงการเดินเรื่องให้ดีขึ้น ขัดเกลาภาษา ท่าที คำพูดของตัวละครให้อ่านสนุก ไม่เยิ่นเย้อ กลายเป็นภาษาวรรณกรรมสมบูรณ์แบบ[14]

ซึ่งสามก๊กฉบับซึ่งเจ้าพระยาพระคลังหน นำมาแปลเป็นภาษาไทยครั้งแรกนั้น ก็ได้นำเอาสามก๊กเอี้ยนหงีของเหมาหลุนและเหมาจงกังนี้มาทำการแปลนั่นเอง นี่จึงเป็นต้นฉบับของสามก๊กฉบับที่แพร่หลายและเป็นที่รู้จักในประเทศไทย

 

 

การแปลสามก๊กเป็นภาษาต่างๆ

                สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกถึงประวัติการแปลสามก๊กเป็นภาษาต่างๆไว้ในในตำนานหนังสือสามก๊ก ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อใช้ประกอบสำหรับหนังสือสามก๊กซึ่งรวบรวมไว้ตั้งแต่ถึงปีพ.ศ.2470 ดังนี้

 

ภาษาที่แปล                           ปีที่แปล (พ.ศ.)

ภาษาญี่ปุ่น                            ตีพิมพ์ พ.ศ.2235

ภาษาไทย                              แปลครั้งแรก พ.ศ.2345 และตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2408

ภาษาสเปน                           ตีพิมพ์ พ.ศ.2373

ภาษาฝรั่งเศส                        ตีพิมพ์ พ.ศ.2388

ภาษาเกาหลี                          ตีพิมพ์ พ.ศ.2402

ภาษาญวน                             ตีพิมพ์ พ.ศ.2452

ภาษาอังกฤษ                         ตีพิมพ์ พ.ศ.2469 ก่อนหน้านี้มีการตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษบ้างแล้ว แต่

ฉบับ พ.ศ.2469 เป็นการตีพิมพ์ตลอดทั้งเรื่อง โดย Briwett Taylor

 ภาษาเขมร                           ไม่ทราบปีที่แปลแน่ชัด แต่เชื่อว่าต้นฉบับที่แปลตลอดทั้งเรื่องเอามาจาก

ฉบับภาษาไทย

ภาษามลายู                            ไม่ทราบปีที่แน่ชัด แต่พิมพ์ที่สิงคโปร์

ภาษาละติน                           ไม่ทราบปีที่แน่ชัด แต่มีต้นฉบับอยู่ที่ Royal Asiatic Society โดยมี

บาทหลวงในศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิคผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นบิชอปอยู่ในประเทศจีนเป็นผู้แปล[15]

                สำหรับการแปลสามก๊กเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเกิดขึ้นก่อนปีพ.ศ.2348 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โดยรับสั่งให้เจ้าพระยาพระคลังหนเป็นผู้อำนวยการแปล เป็นหนังสือ 95 เล่ม สมุดไทย จากนั้นได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ ปีพ.ศ.2408 เป็นสมุด 4 เล่ม จากนั้นในปีพ.ศ.2457 คณะกรรมการวรรณคดีสโมสร ซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงตั้งขึ้นสำหรับพิจารณาหนังสือไทยที่แต่งดีควรยกย่อง ได้มีมติยกย่องให้เรื่องสามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน เป็นยอดความเรียงเรื่องนิทาน และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ยกย่องว่าสามก๊กเป็นหนังสือที่แต่งดีทั้งตัวเรื่อง สำนวนที่แปลเป็นภาษาไทย จึงได้ใช้เป็นตำราเรียนอยู่อีกเรื่องหนึ่ง และบางส่วนของสามก๊กได้กลายเป็นตำราภาษาเรียนไทยในชั้นเรียนเรื่อยมา[16]

 

การเข้าสู่ประเทศไทยของสามก๊ก

เมื่อเราพิจารณาจากประวัติศาสตร์ไทยในอดีต จะพบว่าประเทศไทยตั้งแต่โบราณ มีการติดต่อค้าขายกับจีนมาอย่างต่อเนื่องและมาช้านานแล้ว ซึ่งโดยธรรมชาติของคนจีนเมื่อมีการเข้าไปติดต่อค้าขายกับประเทศใด ก็มักนำเอาวัฒนธรรมของตนเองเข้าไปเผยแพร่ด้วย ดังนั้นหากจะสืบสาวย้อนไปว่าสามก๊กเข้าสู่เมืองไทยตั้งแต่เมื่อใดนั้น คงเริ่มตั้งแต่เมื่อจีนเข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยในราชวงศ์หมิงและชิงของจีน

ประวัติการแปลสามก๊กเป็นภาษาไทย ไม่ปรากฏไว้ในจดหมายเหตุ มีเพียงคำบอกเล่าว่า สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช องค์รัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีรับสั่งให้แปลหนังสือพงศาวดารจีนเป็นภาษาไทย 2 เรื่อง นั่นคือ สามก๊กและไซฮั่น และทรงโปรดเกล้าให้ กรมพระราชวังหลัง เจ้าฟ้าทองอิน กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ เป็นผู้อำนวยการแปลเรื่องไซฮั่น และให้เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นผู้อำนวยการแปลเรื่องสามก๊ก ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงสันนิษฐานว่าการแปลสามก๊กฉบับภาษาไทยเริ่มขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2348 เพราะเจ้าพระยาพระคลังหนได้เสียชีวิตลงในปีนั้น การแปลจึงย่อมจะเกิดก่อนปีนั้นแน่นอน ซึ่งก็ได้แปลแล้วเสร็จรวมเป็นหนังสือ 95 เล่มสมุดไทย[17]

เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีการพิมพ์ การแปลจึงเป็นการคัดลอกด้วยมือและคงทำไว้หลายสำนวนเพื่อนำไปใช้ศึกษาในวัง ซึ่งเรื่องสามก๊กเป็นที่นิยมของบรรดาเจ้านายและชนชั้นบรรดาศักดิ์ ผู้ที่ชอบสะสมหนังสือมักจะทำการคัดลอกเรื่องสามก๊กไว้เพื่ออ่านหรือศึกษา การที่สามก๊กได้รับความนิยมและแพร่หลายนั้นคงเป็นเพราะเนื้อหาเป็นประโยชน์ในด้านการเมือง การปกครอง และการทหาร โดยข้อนี้ พิจารณาได้จากบทละครนอกเรื่อง คาวี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์ไว้บทหนึ่งดังนี้

 “เมื่อนั้น                                              ไวยทัตหุนหันมาทันตรึก

อวดรู้อวดหลักฮักฮึก                           ข้าเคยพบรบศึกมาหลายยก

จะเข้าออกยอกย้อนผ่อนปรน            เล่ห์กลเรานี้อย่าวิตก

ทั้งพิชัยสงครามสามก๊ก                     ได้เรียนไว้ในอกสารพัด

ยายกลับไปทูลพระเจ้าป้า                   ว่าเรารับอาสาไม่ข้องขัด

ค่ำวันนี้คอยกันเป็นวันนัด                 จะเข้าไปจับมัดเอาตัวมา”[18]

                เมื่อพิจารณาจากบทละครนอกเรื่องคาวีซึ่งมีการอ้างอิงถึงพิชัยสงครามสามก๊กแล้ว แสดงว่าสามก๊กเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในหมู่ชนชั้นสูงมาแต่นาน และแนวความคิดที่ว่าการศึกษาสามก๊กเป็นการเพิ่มพูนความรู้ที่จำเป็นต่อการทำสงคราม การเมือง การปกครอง ก็เห็นจะเป็นจริง และข้อสันนิษฐานที่ว่ามีการแปลสามก๊กเป็นภาษาไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ก็น่าจะถูกต้อง เพราะไม่เช่นนั้นรัชกาลที่ 2 ก็คงมิได้ทรงอ้างอิงไว้ในบทละครเช่นนี้ได้แน่ และเหตุผลสำคัญคือ เจ้าพระยาพระคลังหนนั้น ถึงแก่อสัญกรรมในปีพ.ศ.2348 จึงเป็นไปไม่ได้แน่นอนว่าจะแปลหลังจากนั้น แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่อาจระบุปีที่เริ่มแปลได้แน่ชัด[19]

                เมื่อสามก๊กเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในชนชั้นสูงและในราชสำนัก ซึ่งตามที่ค้นคว้าไว้จากเดิมว่ามีการคัดลอกสำเนาและเนื้อหาไว้โดยชนชั้นสูงมากขึ้นนั้น ส่งผลต่อวัฒนธรรมการอ่านในราชสำนักไม่มากก็น้อย อีกทั้งพระมหากษัตริย์ของราชวงศ์จักรี นับตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย องค์รัชกาลที่ 2 , พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์รัชกาลที่ 3 และ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์รัชกาลที่ 4 ล้วนทรงเป็นกษัตริย์ที่มีความเป็นกวีอย่างสูงล้น ทรงพระราชนิพนธ์บทกวีล้ำค่าขึ้นมามากมาย ทั้งยังช่วยแต่งเสริมเติมให้สำหรับวรรณคดีไทยโบราณที่มีการเรียบเรียงขึ้นใหม่ เรียกได้ว่ากษัตริย์ไทยมีการสนับสนุนในเชิงวรรณกรรม ทั้งการอ่าน บทละคร ต่อเนื่องถึงสามพระองค์ จึงไม่น่าแปลกที่เรื่องสามก๊กซึ่งถือเป็นผลงานแปลชิ้นสำคัญจะแพร่หลายไปในหมู่ชนชั้นสูง หรือหากจะถ่ายทอดลงมายังประชาชนก็ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด

                แม้ไม่มีบันทึกอย่างเป็นทางการหรือตรวจสอบได้ว่าเรื่องสามก๊กเข้ามาแทรกซึมเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในหมู่ประชาชนทั่วไปตั้งแต่เมื่อใด แต่ก็พอจะคาดได้จากการติดต่อค้าขายกับชาวจีน ซึ่งจะมีลักษณะสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือชาวจีนไม่ว่าจะไปติดต่อค้าขายที่ประเทศใด ก็จะนำวัฒนธรรมของตนเองเข้าไปเผยแพร่ด้วย และในประวัติศาสตร์ไทยนั้นก็แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีการติดต่อกับคนจีนเรื่อยมาโดยไม่มีขาดช่วงตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์ ย่อมไม่แปลกที่เรื่องสามก๊กจะแพร่หลายเข้าสู่ประชาชนทั่วไปในรูปแบบเรื่องเล่า นิทาน หรืองิ้ว

ดังนั้น สรุปแล้วสามก๊กฉบับแปลไทยแต่ละฉบับนับตั้งแต่เริ่มการตีพิมพ์และวางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น ชุดแรกคือฉบับของโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ และได้รับการชำระ ดัดแปลง ปรับปรุงเรื่อยมา มีการนำมาตีพิมพ์จากหลายสำนักพิมพ์ด้วยสไตล์และเป้าหมายที่แตกต่างกัน นอกเหนือจากสามก๊กฉบับมาตรฐานแล้ว ในเมืองไทยเองก็ยังปรากฏสามก๊กที่ถูกเขียนขึ้นในเชิงแตกย่อยหรือต่อยอดในเชิงธุรกิจ การค้าขาย การจัดการ และยังมีการดัดแปลงลงสื่ออื่นๆอีกมากมาย

 

 

หนังสือสามก๊กฉบับมาตรฐาน

ความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของวรรณกรรมสามก๊กในประเทศไทย นั่นคือการเป็นวรรณกรรมแปลที่ถูกตีพิมพ์และเรียบเรียงออกมามากมายหลายฉบับ แต่กระนั้นก็ยังคงมีออกมาต่อเนื่องเรื่อยๆ และคำถามสำคัญคือ “เราควรจะเริ่มอ่านฉบับไหนก่อนดี” หรือ “เราจะอ่านฉบับไหนจึงจะตรงความมุ่งหมายในการอ่านของเรา”

แม้สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนจะถูกนับเป็นฉบับมาตรฐานและหากพูดถึงความเข้าใจของคนทั่วไป ก็จะหมายถึงสามก๊กฉบับนี้ แต่เพราะความคลาดเคลื่อนและขีดจำกัดทางการแปลตามที่อธิบายไว้ดังกล่าว การอธิบายและศึกษาถึงสามก๊กฉบับต่างๆจึงมิได้จำกัดแค่ของเจ้าพระยาพระคลังหนเท่านั้น อีกทั้งในท้องตลาดทุกวันนี้ ก็จะปรากฏสามก๊กในฉบับมาตรฐานสำหรับนักอ่านจำนวนมาก หลายรูปแบบ แม้แต่ฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนเอง ก็ยังถูกนำมาแปลใหม่ หรือย่นย่อเนื้อหา ดัดแปลงรูปแบบการเล่าในมุมใหม่ จนมีออกมาหลายฉบับให้ได้เลือกอ่านกัน จนบางครั้งก็มักเกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วสำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มสนใจสามก๊ก ควรอ่านฉบับใดก่อน แล้วหากต้องการความครบถ้วนสมบูรณ์ของเนื้อหาจริงๆ ควรจะอ่านฉบับไหน หรือควรมีลำดับในการอ่านอย่างไร

                ด้วยเหตุนี้เอง สามก๊กจึงเป็นวรรณกรรมเรื่องเดียวในเมืองไทยที่มีการจัดพิมพ์และแปล เรียบเรียงออกมาหลายรูปแบบ แต่กระนั้นก็ยังมีคุณค่า สามารถหาอ่านได้ทุกฉบับตามแต่ความพอใจหรือวัตถุประสงค์เฉพาะของผู้อ่าน ซึ่งแต่ละฉบับก็จะไม่ได้เสียอรรถรถไปเท่าใดนัก

                เพื่อให้สะดวกและเข้าใจง่ายสำหรับการอธิบายและศึกษาสามก๊กแต่ละฉบับที่มีการตีพิมพ์ จึงขอจัดทำ Time Line ของการตีพิมพ์สามก๊กฉบับมาตรฐานเท่าที่รวบรวมได้ ดังนี้


 

หนังสือสามก๊กฉบับมาตรฐานในประเทศไทย

 

 

ปีพ.ศ.ที่พิมพ์

(ปีล่าสุด)

ผู้แต่ง/แปล/เรียบเรียง “ชื่อหนังสือ”

จำนวนพิมพ์ซ้ำ

2408 (2554)

เจ้าพระยาพระคลังหน “สามก๊กฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์”

7

2471 (2554)

เจ้าพระยาพระคลังหน ,สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ,พระเจนจีนอักษร “สามก๊กฉบับราชบัณฑิตยสภาชำระ,ฉบับหอพระสมุด”

25 ขึ้นไป

2521 (2554)

วรรณไว พัธโนทัย “สามก๊กฉบับแปลใหม่”

7

2542 (2554)

วิวัฒน์ ประชาเรืองวิทย์ “สามก๊กฉบับสมบูรณ์พร้อมคำวิจารณ์”

12



สามก๊กเจ้าพระยาพระคลังหน ฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์

-ตีพิมพ์ครั้งแรก ปีพ.ศ.2408 ไม่ทราบจำนวนชุด (สูญหายหมดแล้ว)

-ตีพิมพ์ซ้ำครั้งที่ 7 ปีพ.ศ.2554 จำนวน 1,000 ชุด (จัดทำพิเศษ เพื่อถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ)

                สามก๊กสำนวนเจ้าพระยาพระคลังหน ฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ เป็นสามก๊กฉบับแปลไทยฉบับแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ในประเทศไทย ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกที่โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์[1]ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งได้จัดพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ.2408

ซึ่งก่อนหน้าที่จะตีพิมพ์ บรรดาผู้มีศักดิ์ฐานะมักจะนิยมเก็บสะสมคัดลอกสามก๊กไว้ในห้องสมุดของตน ด้วยเหตุนี้จึงมีต้นฉบับหลายฉบับ ดังปรากฏในหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งมีทั้งฉบับที่เขียนด้วยเส้นหรดาน เส้นฝุ่นและเส้นดินสอ ต่อมาเมื่อหมอบรัดเลย์มีการตั้งโรงพิมพ์ที่ปากคลองบางใหญ่เพื่อพิมพ์หนังสืออกขาย ก็ได้ต้นฉบับเรื่องสามก๊กมา 2 ฉบับ และยืมจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์มาทำการสอบกันก่อนลงมือพิมพ์ ทั้งฉบับ 4 เล่ม ขายฉบับละ 20 บาท รัชกาลที่ 4 ทรงรับช่วยซื้อจากหมอบรัดเลย์ราว 50 ฉบับ แล้วพระราชทานให้พระราชโอรสและพระราชธิดาละฉบับทั่วกัน ที่เหลือนั้นก็จะพระราชทานแก่ผู้อื่นทั่วไป สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงได้รับพระราชทานมา 1 ฉบับในช่วงที่เพิ่งเริ่มอ่านหนังสือได้ และเห็นสาเหตุให้ทรงชื่นชอบเรื่องสามก๊กมาก เพราะอ่านสนุก[2]

ต่อมาโรงพิมพ์หมอสมิทมิชชันนารีเห็นว่าเรื่องสามก๊กขายดี จึงจัดพิมพ์บ้าง แต่พิมพ์ได้เพียงเล่ม 1 เล่มเดียวเท่านั้น ก็เกิดการขัดแย้งกันระหว่างการตีพิมพ์สามก๊กของทั้งสองโรงพิมพ์ ดังนั้นสมเด็จเจ้าพระยาฯ จึงไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองโรงพิมพ์ทำการพิมพ์หนังสือคนละประเภทกันเสียเลย นั่นคือมอบให้หมอบรัดเลย์พิมพ์ผลงานประเภทร้อยแก้ว ส่วนหมอสมิทพิมพ์ผลงานประเภทร้อยกรอง ภายหลังยังมีโรงพิมพ์อื่นๆพิมพ์ต่อมาด้วย แต่การพิมพ์ต่อๆกันมานั้นเป็นการอาศัยฉบับที่พิมพ์ก่อนหน้านี้เป็นต้นฉบับ และบางฉบับซ้ำมีผู้แก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำลงตามอำเภอใจ จึงมีความเป็นไปได้ว่าหนังสือสามก๊กที่มีจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาดจะมีความคลาดเคลื่อนไปจากต้นฉบับเดิมไม่น้อย[3]

จากกรณีความขัดแย้งที่กล่าวมาของทั้งสองโรงพิมพ์ คือโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ และโรงพิมพ์หมอสมิท กับบทสรุปด้วยการรอมชอมและแยกกันตีพิมพ์ประเภทผลงานไปเลยนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า กรณีนี้ถือเป็นข้อพิพาทและปัญหาทางด้านการแย่งสิทธิ์การตีพิมพ์เรื่องสามก๊กฉบับแปลไทย เป็นครั้งแรกเท่าที่มีปรากฏในประวัติศาสตร์การพิมพ์ของไทย

                ส่วนความคลาดเคลื่อนในการแปลจากต้นฉบับดังที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น ทำให้สามก๊กหลายฉบับที่มีการแปลสืบต่อมามีปัญหาไม่น้อย กระทั่งมีผู้สนใจศึกษาเรื่องสามก๊กจากต่างประเทศ เช่น M.Briwett Taylor ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ทำการแปลสามก๊กจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษ ได้ทำการวิจารณ์สามก๊กฉบับแปลภาษาไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า ฉบับแปลภาษาไทยมีความขาดตกบกพร่อง ไม่ครบตามต้นฉบับเดิมในภาษาจีน โวหารที่ใช้ก็แปลกๆ เช่นในภาษาจีนเดิมอธิบายว่าเป็นหน้าหนาวหิมะตก แต่ในฉบับภาษาไทยว่าเป็นหน้าแล้ง เป็นต้น[4] ซึ่งทำให้ความหมายที่ต้องการสื่อออกมาแท้จริงนั้นผิดเพี้ยนไป เนื่องจากคำความหมายของหน้าหนาวหิมะตกกับหน้าแล้งนั้นเป็นตรงกันข้ามเลย

                อีกทั้งเรื่องสำคัญในสำนวนการแปลสามก๊กฉบับนี้ก็คือ การเลือกใช้ภาษาจีนสำนวนฮกเกี้ยนในการแปล ซึ่งทำให้ชื่อตัวละครและสถานที่ในสามก๊กมีการอ่านและออกเสียงผิดแผกไปจากสามก๊กฉบับจีนของหลอก้วนจง ซึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ปัจจุบัน จะอ่านชื่อตัวละครและสถานที่ในสามก๊กด้วยภาษาจีนกลางเป็นหลัก

อิทธิพลของการแปลชื่อตัวละครและสถานที่ด้วยสำนวนฮกเกี้ยนของสามก๊กฉบับนี้ ส่งผลอย่างมากต่อสามก๊กที่ถูกแปลไทยทั้งหมดหลังจากนั้น และยังส่งผลให้คนไทยรู้จักชื่อตัวละครในสามก๊ก เป็นชื่อที่อ่านด้วยสำนวนฮกเกี้ยนอีกด้วย จุดสำคัญที่น่าสนใจคือ คนจีนส่วนใหญ่ที่เข้ามาอาศัยในเมืองไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยองค์รัชกาลที่ 1 นั้น เป็นชาวจีนแต้จิ๋ว แต่เหตุใดสามก๊กที่เจ้าพระยาพระคลังหนเป็นผู้อำนวยการแปล จึงใช้สำนวนฮกเกี้ยน แทนที่จะเป็นแต้จิ๋ว ซึ่งน่าจะเอื้อต่อชาวจีนส่วนใหญ่ในเมืองไทยมากกว่า ทั้งนี้อาจสันนิษฐานได้ว่า เพราะคณะคนจีนที่รับหน้าที่แปลสามก๊กให้เจ้าพระยาพระคลังหนในสมัยนั้นเป็นชาวจีนฮกเกี้ยน ซึ่งเรื่องนี้ย่อมน่าจะแสดงให้เห็นถึงการเข้าสู่ราชสำนักไทยของขุนนางและพ่อค้าจีนฮกเกี้ยนซึ่งเป็นชายฝั่งจีนใต้ ซึ่งถือว่าเป็นผู้กำหนดรูปแบบการผลิตวัฒนธรรม[5] หรืออีกทั้งอาจจะเป็นเพราะเป้าหมายในการแปลที่มุ่งเน้นให้คนไทยเองอ่าน ไม่ได้แปลมาสำหรับคนจีน ซึ่งถือว่าคนจีนแต้จิ๋วที่เข้ามาในกรุงเทพฯยุคนั้นเป็นแรงงาน ซึ่งไม่ได้อ่านหนังสือเป็นกลุ่มหลักอยู่แล้ว

ซึ่งสำนวนการเรียกชื่อตัวละครและสถานที่ พอจะแสดงให้เห็นตัวอย่างได้ดังนี้

ราชอาณาเขตของพระเจ้าโจผี สำนวนจีนกลาง (ตามระบบ พินอิน) เรียก เว่ยกั๋ว จีนฮกเกี้ยนเรียก วุยก๊ก จีนแต้จิ๋วเรียก งุ่ยก๊ก จีนกวางตุ้งเรียก ง่ายโกะ จีนไหหลำเรียก หงุ่ยก๊ก

ราชอาณาเขตของพระเจ้าเล่าปี่ สำนวนจีนกลางเรียก ซู่กั๋ว จีนฮกเกี้ยนเรียก จ๊กก๊ก จีนแต้จิ๋วเรียก จ๊วกก๊ก จีนกวางตุ้งเรียก ซกโกะ จีนไหหลำเรียก ต๊กก๊ก

ราชอาณาเขตของพระเจ้าซุนกวน สำนวนจีนกลางเรียก หวูกั๋ว จีนฮกเกี้ยนเรียก ง่อก๊ก จีนแต้จิ๋วเรียก โหง็วก๊ก จีนกวางตุ้งเรียก อื๋อโกะ จีนไหหลำเรียก โง่วก๊ก[6]

ส่วนชื่อตัวละครนั้น

เล่าปี่ จีนกลางเรียก หลิวเป้ย จีนฮกเกี้ยนเรียก เล่าปี่ จีนแต้จิ๋วเรียก เล่าปี๋ จีนกวางตุ้งเรียก เหลาปี๋ จีนไหหลำเรียก ลิ่วปี

โจโฉ จีนกลางเรียก เฉาเชา จีนฮกเกี้ยนเรียก โจโฉ จีนแต้จิ๋วเรียก เช่าเฉา จีนกวางตุ้งเรียก โช่วเชา จีนไหหลำเรียก เซ่าเซ่า

ซุนกวน จีนกลางเรียก ซุนก๋วน จีนฮกเกี้ยนเรียก ซุนกวน จีนแต้จิ๋วเรียก ซึงขวน จีนกวางตุ้งเรียก ซุ่นคิ่น จีนไหหลำเรียก ตุนเขียน[7] เป็นต้น

สำหรับปัญหาของสำนวนการแปลที่ยังส่งผลมาถึงปัจจุบันนั้น คาดว่าคงไม่อาจแก้ได้ เพราะชื่อตัวละครเช่น เล่าปี่ โจโฉ กวนอู ขงเบ้ง กลายเป็นความคุ้นเคยของคนไทยแล้ว ซึ่งทำให้หากคนไทยไปพูดเรื่องสามก๊กกับคนจีน อาจจะสื่อสารไม่เข้าใจกันก็เป็นได้ เพราะเราเรียกชื่อตัวละครและสถานที่ผิดกันโดยสิ้นเชิง

                สามก๊กเจ้าพระยาพระคลังหนฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์จึงเป็นสามก๊กแปลไทยฉบับแรกที่มีการวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ ปีพ.ศ.2408 เป็นชุด 4 เล่มจบปัจจุบันต้นฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกได้สาบสูญไปจากวงการหนังสือไทยแล้ว เหลือเพียงฉบับพิมพ์ซ้ำครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ.2427 เท่านั้น ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ที่กองวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ส่วนฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 3-6 นั้น ก็แทบจะหาไม่ได้แล้ว ส่วนฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 6 นั้นคาดว่าถูกตีพิมพ์ก่อนปีพ.ศ.2471 เพราะสามก๊กที่มีการตีพิมพ์หลังจากนั้นจะเป็นฉบับราชบัณฑิตยสภานำมาชำระใหม่แล้ว

สามก๊กฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ ปัจจุบันได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 7 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช องค์รัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนม์พรรษาครบ 7 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2554 ของ ดำเนินการโดยสมาคมเผยแผ่คุณธรรมเต๊กก่า จีจีนเกาะโดยอาศัยการถ่ายภาพจากฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ทีละหน้า เพื่อทำการตีพิมพ์ใหม่ ซึ่งฉบับนี้ยังสามารถหาซื้อได้ จากร้านจำหน่ายหนังสือของกองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร หรือติดต่อผ่านทางสมาคมฯ ในราคาชุดละ 2400 บาท

                สรุปแล้ว คุณค่าของสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน ฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์นี้ มิได้อยู่ที่ว่าแปลถูกต้องครบถ้วนตามฉบับภาษาจีนหรือไม่ หากอยู่ที่การเรียบเรียงออกมาเป็นวรรณกรรมที่งดงาม เรื่องอ่านเข้าใจง่ายได้ความสนุกสนานและสติปัญญา[8] บุคลิกตัวละครแม้จะค่อนข้างเป็นมิติเดียว แต่ก็มีบุคลิกชัดเจนประทับใจผู้อ่าน และจุดเด่นที่สุดอยู่ที่สำนวนแปลซึ่งยาขอบว่าเป็น “สำนวนที่จะยั่งยืนเหมือนเมฆ” ประโยคขึ้นต้นเรื่องของสามก๊กฉบับนี้ที่ว่า “เดิมแผ่นดินจีนทั้งปวงนั้น เป็นสุขมาช้านานแล้วก็เป็นศึก ครั้นศึกสงบแล้วก็เป็นสุข” นั้นแปลได้ทั้งอรรถและรสความงามของประโยคอย่างครบถ้วนเหมือนต้นฉบับภาษาจีน แต่เป็นการแปลเอา อรรถ และ รส ไม่ได้แปลให้ตรงตามคำในภาษาจีน คุณค่าด้านอื่นก็อยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกับฉบับภาษาจีน จึงนับเป็นการแปลวรรณคดีจากภาษาหนึ่งให้เป็นวรรณคดีในอีกภาษาหนึ่งได้ดีเยี่ยม เป็นหนังสือที่คนทั่วไปอ่านก็ชอบใจ ด้วยเหตุนี้ สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนนี้ จึงได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่า เป็นยอดความเรียงนิทาน ซึ่งหมายถึงเรียบเรียงดี ไม่ใช่แปลดี[9]

                ด้วยความดีเด่นของสามก๊ก จึงส่งอิทธิพลต่อวรรณกรรมไทยมาก ที่เด่นชัดที่สุดคือมีการแปลนิยายอิงพงศาวดารตามมาอีกนับหลายร้อยเรื่อง และเกิดมีผู้สนใจศึกษาเรื่องสามก๊กและเขียนหนังสือเกี่ยวกับสามก๊กขึ้นอีกจำนวนมากจนมาถึงปัจจุบัน

 

 

 

สามก๊กเจ้าพระยาพระคลังหน ฉบับราชบัณฑิตยสภา

-ตีพิมพ์ครั้งแรก ปีพ.ศ.2471 ไม่ทราบจำนวนชุด

-ตีพิมพ์ซ้ำครั้งที่ 20 กว่าขึ้นไป (ไม่สามารถระบุจำนวนการพิมพ์ซ้ำที่แน่ชัดได้) ครั้งล่าสุด ในปีพ.ศ.2554 ทั้งหมด 1,000 ชุด (โดยทำสำเนาโดยตรงจากต้นฉบับชุดแรก)

                เนื่องจากสามก๊กเจ้าพระยาพระคลังหนฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ได้รับความนิยมมากและมีการตีพิมพ์ซ้ำตามมาอีกหลายครั้ง แต่ฉบับที่ตีพิมพ์ซ้ำครั้งหลังๆนั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงตรัสว่า นอกจากฉบับที่ตีพิมพ์ครั้งแรกๆแล้ว ฉบับหลังๆไม่ได้รับการพิสูจน์อักษรหรือตรวจสอบให้ดี จึงมีความคลาดเคลื่อน ลักลั่นไปมาก ดังนั้นในปีพ.ศ.2470 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งดำรงตำแหน่งนายกของราชบัณฑิตยสภาขณะนั้น จึงได้ดำเนินการนำสามก๊กฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์มาตรวจชำระ โดยมีพระเจนจีน (สุดใจ ตัณฑากาศ) เป็นกำลังสำคัญในการตรวจสอบ สามก๊กฉบับนี้ได้รับการตรวจสอบกับฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ซึ่งเป็นฉบับที่พิมพ์ครั้งแรก จึงเป็นการทำให้เนื้อหาจากต้นฉบับแรกไม่เสียไปแล้วคงคุณค่าทางวรรณกรรมไว้[10]

 ทั้งนี้ สามก๊กฉบับชำระของราชบัณฑิตยสภานั้น ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ.2471 โดยโรงพิมพ์โสภณพิพัฒธนากร ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากมาจากความตั้งใจในการชำระฉบับของเจ้าพระยาพระคลังหนโดยราชบัณฑิยสถาน ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงเล่าไว้ในตำนานหนังสือสามก๊กอันเป็นหนังสือสามก๊กภาคผนวกที่เขียนขึ้นเพื่อใช้ประกอบไปกับสามก๊กฉบับนี้ว่า มีจุดเริ่มมาจากสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรนิต ปรารภจะทรงพิมพ์สามก๊ก สำหรับประทานในงานพระสุเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมารศรี พระอัครราชเทวี สมเด็จพระชนนีของกรมพระนครสวรรค์ฯ ในต้น ปี พ.ศ.2471 ซึ่งท่านก็คือย่าทวดของ มรว.สุขุมพันธ์ บริพัตร์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครฯ คนปัจจุบันนั่นเอง[11]

โดยการนี้ ทางราชบัณฑิตยสภาได้มอบหมายให้มหาเสวกโทพระยาพจนปรีชา (ม.ร.ว.สำเริง อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา) เป็นบรรณาธิการ ดำเนินการตั้งแต่ชำระต้นฉบับ ตรวจฉบับพิมพ์ และให้รองอำมาตย์ตรี ขุนวรรณรักษณ์วิจิตร (เชย ชุมากร เปรียญ) เป็นผู้ช่วย ซึ่งหนังสือที่ใช้เป็นต้นฉบับชำระมีทั้งสิ้น 2 ฉบับ คือหนังสือสามก๊ก ฉบับคัดลอกเก่าของกรมหลวงวรเสรฐสุดา ซึ่งถูกยอมรับว่าเป็นฉบับที่เขียนได้สมบูรณ์ดีกว่าฉบับอื่นทั้งหมด และเพื่อความถูกต้องของเนื้อหา ยังมีการเพิ่มเติมด้วยการใช้ฉบับพิมพ์ภาษาจีนมาเปรียบเทียบและแปลตรวจสอบเพิ่มเติมเมื่อมีจุดที่สงสัย หรือกรณีที่ฉบับภาษาไทยมีจุดขัดแย้งกัน แต่เมื่อไม่อาจชี้ได้ว่าฉบับไหนถูกต้อง ก็จะยึดของฉบับของจีนเข้าช่วย[12]

                กระนั้น ด้วยความที่ต้นฉบับของเจ้าพระยาพระคลังหนถูกแปลด้วยความยากลำบาก และขีดจำกัดทางด้านภาษาจีนของพระองค์ในสมัยนั้น อีกทั้งสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนได้มีการปรับเปลี่ยนและตัดทอนเนื้อหาบางส่วนที่ไม่เหมาะสมต่อวัฒนธรรมไทยหรือ แนวคิด ความเชื่อของคนไทยออกเสีย เหตุเพราะจุดมุ่งหมายในการแปลฉบับแรกนั้นมีเรื่องของการเมืองแฝงนัยยะเข้ามาตามที่ได้อธิบายและอ้างอิงไว้ในหัวข้อที่ผ่านมา ทำให้การเปรียบเทียบและการชำระในการแปลใหม่ของราชบัณฑิตยสถานเอง ก็ไม่ได้เที่ยงตรงกับฉบับจีนเท่าใดนัก

นอกจากนี้ สามก๊กฉบับหลอก้วนจงซึ่งถือว่าเป็น “นิยายสามก๊ก” ที่แพร่หลายที่สุดในโลกนั้น ก็ไม่ใช่ต้นฉบับดั้งเดิมที่ทางเจ้าพระยาพระคลังหนนำมาแปล แต่ฉบับที่นำมาแปลไทยนั้นคือฉบับของสองพ่อลูกเหมาหลุน เหมาจงกัง ซึ่งเป็นฉบับที่นำเอาฉบับของหลอก้วนจงมาแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติมอีกทอดหนึ่งแล้ว เหตุที่มีการสันนิษฐานเช่นนี้มาจาก ถาวร สิงขโกศล ความว่า “ฉบับนิยายดั้งเดิมของหลอก้วนจงและฉบับแก้ไขเหมาจงกังนั้นไม่เหมือนกัน ซึ่งเราใช้แปลเป็นฉบับแก้ไขแล้วของเหมาจงกัง เพราะที่จีนเองฉบับที่พิมพ์จำหน่ายส่วนมากเป็นฉบับนี้ ฉะนั้น เวลาเราพูดถึงสามก๊กฉบับภาษาไทย ก็ต้องหมายถึงฉบับเหมาจงกังที่แก้ไขแล้ว” ดังกล่าว[13]

สำหรับประวัติและลำดับการตีพิมพ์สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน ฉบับราชบัณฑิตยสภาชำระ นับตั้งแต่เริ่มพิมพ์ครั้งแรก เท่าที่ค้นพบ มีดังนี้  

พิมพ์ครั้งแรก – งานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี พ.ศ.2471

พิมพ์ครั้งที่สอง –สำนักพิมพ์อุดม พ.ศ.2487

พิมพ์ครั้งที่สาม – องค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2491

พิมพ์ครั้งที่สี่ – สำนักพิมพ์เพลินจิตต์ พ.ศ.2498

พิมพ์ครั้งที่ห้า – สำนักพิมพ์คลังวิทยา พ.ศ.2506

พิมพ์ครั้งที่หก – สำนักพิมพ์คลังวิทยา พ.ศ.2506

พิมพ์ครั้งที่เจ็ด – สำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร พ.ศ.2508

พิมพ์ครั้งที่แปด – พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ใดไม่อาจทราบได้

พิมพ์ครั้งที่เก้า – งานพระราชทานเพลิงศพ นายจุลินทร์ ล่ำซำ พ.ศ.2509

พิมพ์ครั้งที่สิบ – สำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา พ.ศ.2510

พิมพ์ครั้งที่สิบเอ็ด – สำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร พ.ศ.2510

พิมพ์ครั้งที่สิบสอง – สำนักพิมพ์คลังวิทยา พ.ศ.2511

พิมพ์ครั้งที่สิบสาม – สำนักพิมพ์บรรณาคาร พ.ศ.2512

พิมพ์ครั้งที่สิบสี่ – สำนักพิมพ์แพร่พิทยา พ.ศ.2513

พิมพ์ครั้งที่สิบห้า – สำนักพิมพ์บำรุงสาส์น พ.ศ.2516

พิมพ์ครั้งที่สิบหก – สำนักพิมพ์คลังวิทยา พ.ศ.2518

พิมพ์ครั้งที่สิบเจ็ด – สำนักพิมพ์ดอกหญ้า พ.ศ.2536

พิมพ์ครั้งที่สิบแปด – สำนักพิมพ์ดอกหญ้า พ.ศ.2540

พิมพ์ครั้งที่สิบเก้า – พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ใดไม่อาจทราบได้

พิมพ์ครั้งที่ยี่สิบ – สำนักพิมพ์ดอกหญ้า พ.ศ.2543

พิมพ์ครั้งที่ยี่สิบเอ็ด – สำนักพิมพ์ดอกหญ้า พ.ศ.2543 – 2545

พิมพ์ครั้งที่ยี่สิบสอง – สำนักพิมพ์ดอกหญ้า พ.ศ.2545 – 2547[14]

พิมพ์ครั้งที่ยี่สิบสาม – สำนักพิมพ์ดอกหญ้า พ.ศ.2547 - 2548

พิมพ์ครั้งที่ยี่สิบสี่ – สำนักพิมพ์ดอกหญ้า พ.ศ.2548 - 2550

พิมพ์ครั้งที่ยี่สิบห้า – สำนักพิมพ์สุขภาพใจ พ.ศ.2554

 

                เมื่อสามก๊กของเจ้าพระยาพระคลังหนฉบับราชบัณฑิตยสภาได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปีพ.ศ.2471 ก็ได้รับความนิยมอย่างมากและมีการตีพิมพ์ซ้ำเรื่อยมาเกินกว่า 20 ครั้งขึ้นไป แต่เนื่องจากการพิมพ์ซ้ำแต่ละครั้งมักจะเกิดปัญหาคลาดเคลื่อนและผิดพลาด เนื่องจากฉบับที่ถูกตีพิมพ์ซ้ำแต่ละฉบับนั้นไม่ได้รับการตรวจทานหรือพิสูจน์อักษรที่ดีพอ ในขณะที่ฉบับที่ตีพิมพ์ซ้ำต่อมาก็จะอาศัยฉบับก่อนหน้าเป็นต้นฉบับ เมื่อยิ่งพิมพ์ซ้ำจึงยิ่งมีความผิดพลาดมากขึ้นเรื่อยๆ[15]

                ในปีพ.ศ.2534 สำนักพิมพ์ดอกหญ้าร่วมกับหอพระสมุด จึงได้ขอทำการชำระสามก๊กฉบับราชบัณฑิตยสภาเสียใหม่ให้ตรงกับต้นฉบับครั้งแรก และตีพิมพ์ใหม่ ลดขนาดตัวอักษร แต่ก็ไม่ได้ตัดเนื้อหาส่วนใดออก จึงทำให้เหลือทั้งชุดเพียง 3 เล่ม และจัดทำเป็นชุดรวมกับหนังสือตำนานสามก๊กของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ[16] และมอบให้แก่ห้องสมุด ซึ่งก็เป็นฉบับที่ยังคงสำนวนของเจ้าพระยาพระคลังหนไว้ไม่ผิดเพี้ยน

การตีพิมพ์เรื่องสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนซ้ำมากเกินกว่า 20 ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความนิยมในเรื่องสามก๊กสำนวนนี้อย่างมาก และหากเราพูดถึงสามก๊กฉบับแปลไทยแปลไทยที่มีแพร่หลายในปัจจุบัน ตามความเข้าใจของคนทั่วไปและในรายงานฉบับนี้ย่อมหมายถึงสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนซึ่งผ่านการชำระแล้วเป็นหลัก ซึ่งสำนักพิมพ์แต่ละแห่งก็ได้มีการขออนุญาตทางกรมศิลปากรในการนำต้นฉบับสำนวนของเจ้าพระยาพระคลังหน ตีพิมพ์ซ้ำออกมาเรื่อยๆ

ปัจจุบัน เพื่อการอนุรักษ์ต้นฉบับชุดแรกที่เริ่มตีพิมพ์ในปีพ.ศ.2471 เอาไว้ เป็นการสร้างคุณค่าทางด้านวรรณกรรมของสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ทำการสืบค้นและค้นคว้าศึกษา จึงมีการขอยืมต้นฉบับชุดแรกในปีพ.ศ.2408 มาจากกองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์กรมศิลปากร ทำการสำเนาโดยตรงและจัดพิมพ์ขึ้นในปีพ.ศ.2554 ทั้งสิ้น1,000 ชุดเท่านั้น มอบให้ห้องสมุดแห่งชาติ 200 ชุด ให้ห้องสมุดโรงเรียนทั่วประเทศ 500 ชุด ส่วนอีก 300 ชุด วางจำหน่ายในราคาชุดละ 2,500 บาท ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด ซึ่งหากต้องการก็สามารถติดต่อได้ที่สำนักพิมพ์สุขภาพใจ[17]

 

สามก๊กฉบับแปลใหม่ (วรรณไว พัธโนทัย)

ตีพิมพ์ครั้งแรก – พ.ศ.2521 (ไม่ทราบจำนวนชุด)

ตีพิมพ์ครั้งล่าสุด – พ.ศ.2554 พิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 7 (1,000 ชุด)

                เนื่องด้วยสามก๊กฉบับราชบัณฑิตยสภาซึ่งผ่านการตีพิมพ์มามากกว่า 20 ครั้ง ยังคงมีความผิดพลาดของสำนวนเนื้อหาในการแปล ซึ่งไม่ได้แปลงตรงตามเนื้อหาของฉบับหลอก้วนจงทั้งหมด ในภายหลัง วรรณไว พัธโนทัย จึงมีความพยายามที่จะแปลใหม่โดยยึดจากฉบับของหลอก้วนจง โดยอาศัยต้นฉบับภาษาจีนและฉบับภาษาอังกฤษของ Briwett Taylor เป็นตัวเทียบเคียงในการแปลใหม่ เพื่อความถูกต้องและใกล้เคียงกับต้นฉบับของหลอก้วนจงมากที่สุด

                สามก๊กฉบับนี้ วรรณไว พัธโนทัย ได้ร่วมกับบิดาคือ สังข์ พัธโนทัย ซึ่งเป็นผู้แต่งหนังสือพิชัยสงครามสามก๊ก และดร.มั่น พัธโนทัย ซึ่งทั้งสามต่างก็เป็นผู้รู้ในภาษาจีน ช่วยกันแปลและเรียบเรียงต้นฉบับจากหลอก้วนจง เพื่อให้ใกล้เคียงที่สุด ได้ตีพิมพ์ครั้งแรก ในปีพ.ศ.2521 แยกขายเป็นเล่มขนาดเล็ก

                สามก๊กฉบับแปลใหม่ของวรรณไว พัธโนทัย พยายามที่จะแปลเนื้อหาในสามก๊กให้มีความถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดตรงตามต้นฉบับของหลอก้วนจง โดยไม่ไปเสริมเติมแต่งหรือตัดตอนสิ่งใดออก อันเป็นแนวคิดการแปลนิยายในยุคสมัยปัจจุบัน รวมถึงอธิบายแผนที่และภาพประกอบเหมือนกับฉบับของเจ้าพระยาพระคลังหนราชบัณฑิตยสภาอีกด้วย สามก๊กฉบับนี้จึงมีคุณค่าในแง่ของความพยายามในการแปลและเรียบเรียงเนื้อหาให้เหมือนต้นฉบับเดิมของหลอก้วนจง และสามารถตีพิมพ์ออกมาได้เป็นฉบับแรก แต่อจ.ถาวร สิกขโกศลก็ได้กล่าวไว้ว่า สามก๊กฉบับนี้ยังคงมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนมาก ในด้านคุณภาพเชิงวรรณคดีจึงไม่อาจเทียบกับสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนได้[18] ซึ่งหากมองให้เป็นกลางแล้ว อาจพูดได้ว่า สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนนั้นเป็นยอดวรรณคดีเอกของไทยไปแล้ว มิใช่ของชาวจีนอีก เพราะสำนวนและเนื้อหาต่างๆถูกปรับเพื่อให้สอดคล้องและเข้ากับสังคมไทย ส่วนสามก๊กฉบับแปลใหม่นี้ มิได้มีการปรับแต่งเสริมเติมอะไรเพื่อให้กลายเป็นวรรณคดีไทย จึงเรียกได้ว่าเป็นหนังสือแปลของเรื่องสามก๊กจากจีนมากกว่า ซึ่งปัจจุบัน สามก๊กฉบับนี้ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 7 ในปี พ.ศ.2554[19] จึงได้จัดทำใหม่ให้สวยงามเป็นรูปเล่ม 2 เล่มจบ พร้อมแผนที่ประกอบ โดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจ

สรุปแล้ว สามก๊กฉบับแปลใหม่นี้เป็นสามก๊กฉบับที่แปลใกล้เคียงกับต้นฉบับของหลอก้วนจงและฉบับภาษาอังกฤษของ Briwett Taylor โดยมีทั้งบทร้อยกรองและลักษณะการตัดจบตอนต่อตอนมาครบ ตามแนวคิดการแปลนิยายภาษาต่างชาติในปัจจุบัน แต่ในคุณภาพเชิงวรรณคดีไทยแล้ว ยังถือว่าไม่อาจเทียบกับสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนที่โดดเด่นในเรื่องสำนวนภาษาและการเป็นยอดความเรียงได้ แต่ก็นับว่าเป็นสามก๊กฉบับมาตรฐานชุดแรกสุดที่มีความพยายามนำสามก๊กฉบับหลอก้วนจงมาแปลและแก้ไขใหม่จนครบทั้งเรื่องสมบูรณ์ และตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในเมืองไทย

 

สามก๊ก ฉบับสมบูรณ์ พร้อมคำวิจารณ์ (วิวัฒน์ ประชาเรืองวิทย์)

ตีพิมพ์ครั้งแรก – ปีพ.ศ. 2542 (1,000 ชุด)

ตีพิมพ์ครั้งล่าสุด – พิมพ์ซ้ำครั้งที่ 12 ปีพ.ศ.2554 (1,000 ชุด)

                ด้วยความที่สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน มีขีดจำกัดและข้อผิดพลาดในการแปล และสามก๊กฉบับแปลใหม่ของวรรณไว พัธโนทัยได้พยายามทำการแปลเนื้อหาสามก๊กฉบับหลอก้วนจงให้ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น แต่กระนั้นก็ยังไม่ได้แปลจนครบถ้วนทุกอย่างเหมือนต้นฉบับหลอก้วนจง เช่นในส่วนของคำวิจารณ์ บทแทรกต่างๆ ก็ไม่ได้แปลไว้  

ดังนั้นปีพ.ศ.2542 อจ.วิวัฒน์ ประชาเรืองวิทย์ จึงได้ทำการแปลเนื้อหาสามก๊กจากฉบับของหลอก้วนจงและเทียบเคียงไปกับฉบับภาษาอังกฤษของ Briwett Taylor โดยครั้งนี้เป็นการแปลที่ต้องการให้ครบถ้วนสมบูรณ์มีทุกอย่างตามต้นฉบับเดิมที่สุด รวมถึงคำวิจารณ์และบทแทรกของเหมาจงกังซึ่งใช้ชื่อว่ากิมเสี่ยถางที่มีประกอบอยู่ในเรื่องจนครบหมดด้วย[20]

                สามก๊กฉบับนี้ใช้ชื่อว่าสามก๊กฉบับสมบูรณ์พร้อมคำวิจารณ์ หรือ พงศาวดารจีนสามก๊ก มีทั้งหมด 4 เล่ม จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ซีเอ็ด ยูเคชั่น ปัจจุบันได้รับการตีพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 12 ในปีพ.ศ.2554

สามก๊กฉบับนี้เรียกได้ว่าเป็นฉบับที่มี ”ทุกอย่าง” ของต้นฉบับหลอก้วนจงและเหมาจงกัง แต่ด้วยความที่มีรายละเอียดมากถึงขนาดนี้เอง ก็ทำให้สามก๊กฉบับนี้ค่อนข้างอ่านได้ยาก ไม่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการทำความเข้าใจเรื่องสามก๊กในขั้นแรก แต่จะเหมาะกับผู้ต้องการค้นคว้าหรืออ่านเรื่องสามก๊กในเชิงลึกและการวิเคราะห์ วิจารณ์ที่นอกเหนือจากในเนื้อหาสามก๊กมากกว่า อีกทั้งสำนวนการแปลที่ใช้นั้น อจ.วิวัฒน์ใช้สำนวนจีนแต้จิ๋วซึ่งเป็นสำนวนจีนที่ตนถนัด ชื่อตัวละครและสถานที่จึงเปลี่ยนแปลงไปจากสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนและฉบับอื่นๆที่แปลด้วยสำนวนฮกเกี้ยนทั้งหมด ดังนั้นผู้อ่านจึงสับสนได้ค่อนข้างมาก แต่กระนั้นอจ.วิวัฒน์ก็แปลได้ตรงตามต้นฉบับจีนที่สุด กล่าวคือเนื้อหาช่วงใดที่เรียกชื่อตัวละครเป็นชื่อรองหรือฉายา ก็จะแปลไว้ตามนั้น ไม่มีการเปลี่ยน[21]

สำหรับบทความและบทวิจารณ์ที่แทรกอยู่ในเล่มนั้นของเหมาจงกัง ซึ่งใช้ชื่อว่ากิมเสี่ยถางนั้น จะค่อนข้างเชิดชูและยกย่องฝ่ายเล่าปี่หรือจ๊กก๊กเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็จะตำหนิและวิจารณ์ฝ่ายโจโฉหรือวุยก๊กในเชิงลบตลอดทั้งเรื่อง แต่ก็จะมีชื่นชมบ้างตามสมควร อีกทั้งแนวคิดการเชิดชูฝ่ายเล่าปี่นั้นก็เป็นไปตามแนวคิดเจิ้งถ่งคือการเชิดชูสายเลือดกษัตริย์ว่าเป็นผู้มีความชอบธรรมในการสืบเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น และวิจารณ์โจโฉว่าเป็นโจรกังฉินที่ต้องการล้มล้างราชวงศ์เดิม ขณะเดียวกันอจ.วิวัฒน์ซึ่งจะเขียนบทวิจารณ์แทรกเสริมเข้าไปในเล่มนั้นก็ค่อนข้างจะเชิดชูและเห็นด้วยกับแนวคิดนี้เช่นกัน

โดยสรุปแล้ว สามก๊กฉบับนี้จึงเหมาะสมสำหรับผู้อ่านที่ได้อ่านสามก๊กเจ้าพระยาพระคลังหนมากมากพอและมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์จีนอยู่บ้างแล้ว และอาจไม่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นอ่านสามก๊กหรือผู้ที่ขาดความรู้ทางประวัติศาสตร์จีนเท่าใดนัก และยังไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่พร้อมจะอ่านบทความวิจารณ์ที่จะสอดแทรกและชี้นำความคิดคนอ่านอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ปัจจุบันสามก๊กฉบับนี้ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 2 โดยสำนักพิมพ์ซีเอ็ดยูเคชั่น ในราคา 2,000 บาท


 

2.หนังสือเล่าเรื่องสามก๊ก

                หนังสือสามก๊กประเภทนี้ ไม่ใช่หนังสือสามก๊กฉบับมาตรฐานที่เป็นการแปลโดยตรง แต่เป็นหนังสือที่เน้นการเล่าเรื่องราวในสามก๊กผ่านการวิเคราะห์ วิจารณ์ และใส่ความคิดเห็นของผู้เขียนตลอดจนความรู้เนื้อหาอื่นๆหรือในประวัติศาสตร์อื่นๆลงไปในไม่มากก็น้อย เปรียบได้ว่าผู้เขียนได้อ่านสามก๊กฉบับเต็มมาแล้ว จึงนำมาเล่าให้เราฟังอีกทอดหนึ่ง โดยอาจเล่าแบบเรียงลำดับเหตุการณ์ปีต่อปี หรือไม่ได้เล่าแบบเรียงเหตุการณ์แต่เลือกหยิบตัวละครแต่ละตัวแล้วเล่าผ่านมุมของตัวละครตามที่เกิดขึ้น หรืออาจเล่ามุ่งเน้นเฉพาะส่วนที่อยากเล่าเท่านั้น และบางฉบับก็มักเขียนเป็นตอนเพิ่มเติมขึ้นมาได้เรื่อยๆในส่วนที่ผู้เขียนอยากจะเล่า

                หนังสือสามก๊กประเภทเล่าเรื่องนี้มีอยู่มากมาย ทั้งค่อนข้างได้รับความนิยมและมักได้รับการตีพิมพ์ซ้ำ เพราะมีเนื้อหาและรายละเอียดไม่ซับซ้อนเกินไป อ่านง่าย และเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มหรือสนใจอยากอ่านสามก๊กแบบเต็มทั้งเรื่อง แต่ต้องการรู้จักตัวละครหลักหรือเนื้อเรื่องโดยรวมก่อน ตัวอย่างของสามก๊กประเภทนี้ เพื่อให้เข้าใจง่ายและสะดวกในการทำความเข้าใจถึงลักษณะและวัตถุประสงค์ของการเขียนสามก๊กแต่ละเล่ม จึงขอแยกเป็นช่วงเวลาและ Time Line ของการตีพิมพ์ แต่เนื่องจากหนังสือประเภทนี้มีจำนวนมาก และบางฉบับก็ไม่ได้รับการตีพิมพ์แล้วเป็นเวลานานจนไม่อาจสืบค้นได้ จึงขอจำกัดวงเฉพาะหนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้งและในช่วง 10 ปีหลังยังมีการตีพิมพ์อยู่ เท่าที่รวบรวมได้ดังต่อไปนี้

เรียงตามยุคสมัยการตีพิมพ์หนังสือเล่าเรื่องสามก๊ก

ปีพ.ศ.     ชื่อหนังสือ                                            ผู้แต่ง                                     รูปแบบเล่าเรื่อง                  

2471       ตำนานหนังสือสามก๊ก                       สมเด็จกรมพระยา               ภาคผนวกและสารานุกรม

ดำรงราชานุภาพ                                                                

2508       สามก๊กฉบับวิจารณ์                             จกลิ้วเฮียบ                             วิจารณ์เรื่องราวและตัวละคร

                                                                                สุทธิพล นิติวัฒนา

2513      พิชัยสงครามสามก๊ก                          สังข์ พัธโนทัย                      ย่อเนื้อหาหลักผ่านตัวละคร

2523       สามก๊กฉบับนายทุน                            มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช        วิจารณ์เชิงการเมือง

2529       สามก๊กฉบับวณิพก                              ยาขอบ                                   เล่าเรื่องตัวละคร

2533       สามก๊กฉบับเล่าชวนหัว                     เล่าชวนหัว                            วิจารณ์ตัวละคร

2533       ยกเครื่องเรื่องสามก๊ก                          เล่าชวนหัว                            เรียบเรียง Timeline

2543       สามก๊กฉบับคนขายชาติ                     เรืองวิทยาคม                        วิเคราะห์เชิงการเมือง

2548       สามก๊กฉบับนำร่อง                             วัชระ ชีวะโกเศรษฐ           เล่าเรื่องย่อ

2550      เล่าเรื่องสามก๊ก                                    เปี่ยมศักดิ์ คุณากรประทีป  ย่อเนื้อเรื่องสามก๊ก

2552       สามก๊กฉบับบริหาร                             เจริญ วรรธนะสิน               เล่าเรื่องเชิงบริหาร                                             

                ความจริงแล้วยังมีหนังสือเล่าเรื่องสามก๊กอีกมาก แต่จะขอยกมาเฉพาะส่วนที่จัดเรียงนี้ โดยแต่ละฉบับก็มีบริบทในการเขียนที่แตกต่างกันไป โดยไม่เพียงแต่เพราะจุดประสงค์ในการเขียนเท่านั้นหรือเพราะพื้นฐานของผู้เขียนแต่ละท่านเท่านั้น แต่ยังมักจะมีผลมาจากสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น และส่งผลสำคัญต่อการเขียนแต่ละฉบับอีกด้วย ทั้งนี้ จะขอยกฉบับที่นักอ่านสามก๊กมือใหม่หรือผู้ที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นในการอ่านอย่างไรดี ให้สามารถเริ่มอ่านได้จาก 4 ฉบับดังต่อไปนี้ จึงขออธิบายโดยสังเขป
 

ตำนานหนังสือสามก๊ก

ผู้แต่ง – กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ลักษณะการเขียน – เป็นภาคผนวกและสารานุกรมอย่างย่อให้แก่สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน

                ในปีพ.ศ.2471 เมื่อสามก๊กฉบับราชบัณฑิตยสภาชำระถูกตีพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรก ในงานพระสุเมรุของ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ได้ทรงออกหนังสือชื่อ “ตำนานหนังสือสามก๊ก” โดยสำนักพิมพ์คลังวิทยา เพื่อประกอบใช้เป็นภาคผนวกให้แก่สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน       ตำนานหนังสือสามก๊กถูกจัดพิมพ์รวมเป็นเล่มภาคผนวกประกอบไปกับสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนของราชบัณฑิตยสภาชำระในทุกครั้งที่มีการพิมพ์ซ้ำ ภายหลังเมื่อสำนักพิมพ์ดอกหญ้าได้นำสามก๊กเจ้าพระยาพระคลังหนมาชำระและตีพิมพ์ภายในชื่อสามก๊กเจ้าพระยาพระคลังหนฉบับหอพระสมุด ก็ได้ทำการตีพิมพ์ตำนานหนังสือสามก๊กนี้ประกอบไปด้วย โดยมีเนื้อหาทุกอย่างครบถ้วนเหมือนเช่นต้นฉบับทุกประการ

                ด้วยวัตถุประสงค์ของการตีพิมพ์นั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงจัดทำหนังสือชุดนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นภาคผนวกและสารานุกรมให้แก่สามก๊กฉบับมาตรฐาน โดยพิมพ์แจกคู่กับหนังสือสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนที่ตีพิมพ์เพื่อประกอบงานพระสุเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมารมาลศรี พระอัครราชเทวี สมเด็จพระชนนีของกรมพระนครสวรรค์ฯ[1]

                เนื้อหาในหนังสือชุดนี้ ถือเป็นมรดกสำคัญที่ช่วยให้นักอ่านสามก๊กหรือผู้ค้นคว้าเกี่ยวกับสามก๊กในยุคหลังสามารถอ่านและค้นคว้าได้สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติการพิมพ์ การแปลทั้งจากฉบับภาษาจีน และภาษาไทยอย่างละเอียด รวมถึงให้ข้อมูลตัวละคร เล่าเนื้อหาอย่างย่อ และอธิบายสถานที่ในเรื่องสามก๊กพร้อมแผนที่ประกอบอีกด้วย

                จึงกล่าวได้ว่า ตำนานหนังสือสามก๊ก ของ เป็นหนังสือและเอกสารงานวิจัยที่ค้นคว้าเกี่ยวกับสามก๊กที่เก่าแก่ที่สุดและถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในประเทศไทย และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพก็คือนักค้นคว้าและวิจัยเรื่องสามก๊กคนแรกในประเทศไทยเช่นกัน ปัจจุบันตำนานหนังสือสามก๊กยังมีการพิมพ์ซ้ำเกินกว่า 20 ครั้งถึงปัจจุบันควบคู่ไปกับสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน

 

 

พิชัยสงครามสามก๊ก

ผู้แต่ง - สังข์ พัธโนทัย

ลักษณะการเขียน – เล่าเรื่องสามก๊กโดยย่อทั้งเรื่องผ่านตัวละครหลัก

                หากว่าตำนานหนังสือสามก๊กของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นหนังสือสามก๊กในเชิงแยกย่อยและภาคผนวกเล่มแรกที่มีการตีพิมพ์ในเมืองไทยแล้ว น่าจะกล่าวได้ว่า หนังสือสามก๊กชื่อ “พิชัยสงครามสามก๊ก” ของสังข์ พัธโนทัย คือหนังสือสามก๊กที่มีรูปแบบการเล่าเรื่องแปลกใหม่และเป็นการเล่าเรื่องแบบย่นย่อผ่านทางตัวละคร แต่สามารถครอบคลุมเรื่องราวหลักได้เกือบทั้งหมด เป็นฉบับแรกของเมืองไทย

                ประวัติโดยสังเขปของ สังข์ พัธโนทัย ผู้เขียนหนังสือชุดนี้ รับราชการในกรมโฆษณาการและเป็นที่ปรึกษาคนสนิทของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ภายหลังต้องเหตุแปรผันทางการเมืองทำให้ในสมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ทำให้ต้องโทษเป็นอาชญากรสงครามและถูกจำคุกในที่สุด ซึ่งนายสังข์ได้อาศัยช่วงเวลาที่ถูกกักขังอยู่ในคุก ทำการแต่งหนังสือเกี่ยวกับสามก๊กขึ้น โดยร่วมมือกับผู้มีความสามารถทางภาษาจีนที่ถูกขังด้วยกันนำสามก๊กต้นฉบับจีนและฉบับแปลภาษาอังกฤษของ Briwett Taylor มาช่วยประกอบ จุดประสงค์ในผลงานของสังข์นั้น ต้องการมุ่งเน้นอธิบายว่า สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนที่แพร่หลายอยู่นั้น มีความผิดเพี้ยนหลักอยู่ถึงสามประการ นั่นคือ 1.ความผิดพลาดในชื่อตัวละคร 2.ความผิดพลาดในชื่อสถานที่ 3.ความผิดพลาดในเรื่องการแปล ด้วยความต้องการที่จะอธิบายและแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านี้รวมกับความที่เรื่องสามก๊กเป็นเรื่องที่มีความยาวและตัวละครเยอะมาก ผู้อ่านสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนเป็นครั้งแรกนั้นยากที่จะทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ จึงคิดที่จะเขียนสามก๊กฉบับที่เล่าเรื่องราวทั้งหมดโดยย่อเรื่องราวผ่านทางตัวละครหลัก ทำให้เกิดเป็นผลงานชื่อ “พิชัยสงครามสามก๊ก” ขึ้นมา[2]

                พิชัยสงครามสามก๊ก ถือเป็นหนังสือที่เขียนเรื่องสามก๊กแบบใหม่เป็นเล่มแรกเท่าที่มีการตีพิมพ์ในเมืองไทย ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปีพ.ศ.2512 เพื่อเป็นหนังสืองานศพของร้อยโท จงกล ไกรฤกษ์[3] โดยใช้การย่อเนื้อหาและใช้การเล่าที่แปลกใหม่ อาศัยการเล่าเรื่องราวสามก๊กทั้งหมดในแบบย่อผ่านทางตัวละครหลักในเรื่องสามก๊ก

                ข้อเด่นของหนังสือชุดนี้คือ ใช้การเล่าเรื่องสามก๊กผ่านทางตัวละคร เล่าเรื่องราวให้สอดคล้องกับตัวละครนั้น ใช้ภาษาเข้าใจง่าย ในส่วนท้ายเล่มยังมีประวัติตัวละครเป็นนามานุกรมบุคคลในสามก๊กอย่างละเอียด ทั้งตัวละครหลักและตัวละครรอง โดยส่วนหนึ่งเอามาจากจดหมายเหตุสามก๊กของเฉินโซ่ว อีกส่วนหนึ่งเอามาจากนิยายสามก๊กเอง นอกจากนี้ยังมีการเทียบสำนวนชื่อตัวละครแบบฮกเกี้ยนกับจีนกลาง ทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ว่าในภาษาจีนกลางอ่านออกเสียงอย่างใด นับว่าเป็นฉบับแรกที่มีการเทียบชื่อตัวละครเช่นนี้ รวมถึงมีปทานุกรมภูมิศาสตร์สามก๊กที่ช่วยระบสถานที่พร้อมคำอธิบายอีกด้วย แต่เนื่องจากในสมัยที่คุณสังข์เขียนเรื่องนี้ ภาษาจีนยังไม่มีระบบพินอิน การอ่านออกเสียงจึงใช้เป็นระบบ Wade ทำให้สำนวนการอ่านจีนกลางเป็นระบบเก่า[4]

                พิชัยสงครามสามก๊กได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือสามก๊กฉบับที่อ่านง่ายและเหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มอ่านสามก๊กเป็นครั้งแรก เพื่อจะได้ทำความเข้าใจเนื้อหาโดยรวมทั้งหมดและมีโอกาสรู้จักตัวละครหลักได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังเสริมด้วยสารานุกรมตัวละครและสถานที่เพิ่มเข้าไปมากกว่าในตำนานหนังสือสามก๊กของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ปัจจุบันเท่าที่สืบค้น ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 5 ในปีพ.ศ.2553โดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจ

 

สามก๊ก ฉบับวณิพก

ผู้แต่ง – ยาขอบ (โชติ แพร่พันธุ์)

ลักษณะการเขียน – เล่าเรื่องราวตัวละครหลักสามก๊ก

                สามก๊กฉบับวณิพกของยาขอบ (โชติ แพร่พันธุ์) เป็นสามก๊กฉบับที่นับว่ามีรูปแบบการเขียนที่แปลกประหลาดและพิสดารที่สุดฉบับแรกเท่าที่มีการตีพิมพ์ในเมืองไทย นั่นคืออาศัยการเล่าเรื่องราวและประวัติของตัวละครหลักในเรื่องสามก๊ก แต่จะไม่ใช่การเล่าประวัติธรรมดาทั่วไปที่จะเริ่มเล่าตั้งแต่เกิด สร้างวีรกรรมไปจนถึงตายเสมือนเล่าชีวประวัติหรือเป็นความเรียง แต่จะเป็นการเล่าในรูปแบบวณิพก

                โชติ แพร่พันธุ์ หรือนักเขียนชื่อดัง นามปากกา “ยาขอบ” นั้น มีชื่อเสียงโด่งดังสุดขีดจากการแต่งนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ สำหรับอีกผลงานหนึ่งซึ่งโด่งดังไม่แพ้กันก็คือการเขียนสามก๊กฉบับวณิพก เหตุผลที่ใช้ชื่อว่าฉบับวณิพกและเลือกเขียนในรูปแบบเหมือนนักเล่านิทานจีนสมัยโบราณข้างถนนที่เล่าเรื่องด้วยภาษาง่ายๆและเศษสตางค์นั้น ยาขอบ ได้เขียนถึงแรงบันดาลใจในเรื่องนี้ไว้ในบทเกริ่นนำของเรื่องขงเบ้ง ซึ่งเป็นเล่มแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ ความเป็นทำนองโดยย่อว่า “ตามตำบลที่มีคนจีนอยู่คับคั่ง และบังเอิญเกิดไฟไหม้ จะได้พบเห็นคนจีนที่ค่อนข้างมีอายุและคงแก่เรียนมาเล่าปาหี่ที่ทำนองอวดสรรพคุณของยากอเอี๊ยะ ขี้ผึ้งวิเศษใช้บำบัดโรค และแทนที่จะป่าวประกาศขายยาเฉยๆ ก็จะมีตะเกียงขึ้นมา 1 ดวง ผ้าแดงเล็กๆ 1 ผืน พัดด้ามจิ๋ว 1 เล่ม และหนังสือที่จะเล่าแบบนิยาย เรื่องที่เล่ามักใช้สามก๊กเป็นพื้น เพราะคนจีนทั่วไปมักถือสามก๊กเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งในหมู่ชาวจีนหัวเก่าเหมือนจะถือสามก๊กเป็นประวัติศาสตร์อันหนึ่งที่ทุกคนควรได้รู้ได้ฟัง หรือเช่นคนใดทำการสำเร็จสิ่งใดสำเร็จด้วยความฉลาดไหวพริบ เป็นต้น คนจีนเรียกคนชนิดนี้ว่า ซำก๊กนั้ง[5] คือคนเจริญในโวหาร ปัญญาดุจคนเกิดในยุคสามก๊ก ผู้ถูกเรียกเช่นนี้จึงเหมือนผู้ที่สำเร็จศาสตร์ชนิดหนึ่งแล้ว การเล่าเรื่องนี้จึงมีผู้นิยมฟังมาก ผู้แสดงเหนื่อยน่อยกว่าเล่นปาหี่ทุบอกชกหัว แต่รายได้ดูเหมือนจะกลับได้มากกว่ากัน ด้วยความนิยม ผู้เฒ่านักเล่าสามก๊กนี้ จะเล่าเจื้อยไปตามหนังสือนั้นหามิได้ จะเลือกลัดตัดตอนเอาแต่เฉพาะตัวที่จะยั่วให้คนฟังเพลิน ตัวสามก๊กที่จะนำมาเล่าโดยส่วนใหญ่จะเป็นตัวหลักๆในหนังสือสามก๊ก ได้แก่ ขงเบ้ง เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ฯลฯ เป็นเรื่องๆ โดยเฉพาะไป ให้ฟังสนุกยิ่งกว่าฟังสามก๊กทั้งหมด เมื่อเล่าเรื่องใด ก็แค่ยกตอนที่ตัวซึ่งถูกเอ่ยเป็นตัวเอกเอามาลำดับติดต่อเป็นพฤติการณ์ของคนเดียวกันไปตลอด ไม่มากหน้าหลายตาเหมือนเปิดกรุสามก๊กขึ้นมาทั้งหมด”[6]

ดังที่ยาขอบเขียนเกริ่นไว้นี้เอง ทำให้ยาขอบเกิดความคิดขึ้นในใจ และแต่นั้นมาก็ได้นำพฤติกรรมนี้มาและแทนที่จะเล่าเป็นเรื่องราวให้ใครๆหรือเพื่อนพ้องฟังเพลินๆเท่านั้น เขากลับนำเอาวิธีการนี้มาเขียน แจกแจงพฤติกรรมของตัวละครในหนังสือสามก๊ก และด้วยเชิงเล่าด้วยวิธีเขียนนี้ ยาขอบจึงได้กระทำได้สำเร็จงดงามกลายเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกอีกชิ้นหนึ่งขึ้นมาดังเป็นที่ประจักษ์อยู่[7]

                ยาขอบเริ่มเขียนสามก๊กฉบับวณิพกเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2484 โดยเริ่มจากการเขียนเรื่องของกวนอูเป็นคนแรก แต่เรื่องกวนอูของยาขอบนั้นเป็นลักษณะการเขียนแบบลองเชิง เพื่อลงหนังสือพิมพ์ประชาชาติ จึงยังไม่ได้มีเนื้อหามากมายนัก จากนั้นจึงเขียนเรื่องของตัวละครอื่นๆต่อมาเป็น 18 ตัวละคร และเชื่อกันว่าหากยาขอบไม่เสียชีวิตไปก่อน เขาน่าจะเขียนเรื่องของสุมาอี้ได้จบและเป็นตัวละครตัวที่ 19 ได้แน่ หลังจากนั้น สำนักพิมพ์คลังวิทยาได้จัดพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในปีพ.ศ.2529 ต่อมาสำนักพิมพ์ดอกหญ้าต้องการจะเก็บรักษาผลงานวรรณกรรมโบราณของยาขอบเอาไว้ จึงได้เริ่มจัดพิมพ์รวมเล่มในปีพ.ศ.2530[8] เป็นการจัดพิมพ์ในรูปแบบพ็อคเก็ตบุ๊คส์ ตีพิมพ์แยกเป็นเล่ม 6 เล่ม โดยเรียงลำดับการพิมพ์ออกมาดังนี้

เล่ม 1 ได้แก่ ขงเบ้ง – ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร

เล่ม 2 ได้แก่ จิวยี่ – ผู้ถ่มน้ำลายรดฟ้า

เล่ม 3 ได้แก่ โจโฉ – ผู้ไม่ยอมให้โลกทรยศ (ผนวกกับตัวย่อยคือ เอียวสิ้ว – ผู้คอขาดเพราะขาไก่ และยี่เอ๋ง – ผู้เปลือยกายตีกลอง)

เล่ม 4 ได้แก่ เล่าปี่ – ผู้พนมมือให้แก่ทุกชนชั้น

เล่ม 5 ได้แก่ ตั๋งโต๊ะ – ผู้ถูกแช่งทั้งสิบทิศ (ผนวกด้วยตัวย่อย ลิโป้ – อัศวินหัวสิงห์ ,เตียนอุย – ผู้ถือศพเป็นอาวุธ ,โจสิด – ผู้ร่ายโศลกเอาชีวิตรอด ,และ ลกเจ๊ก – ท่านนี้หรือชื่อลกเจ๊ก)

เล่ม 6 ได้แก่ จูล่ง – สุภาพบุรุษจากเสียงสาน (ผนวกด้วยตัวย่อย กวนอู – เทพเจ้าแห่งความสัตย์ซื่อ ,เตียวหุย – คนชั่วช้าที่น่ารัก ,สุมาเต๊กโช – ผู้ชาญอาโปกสิณ ,ชีซี – ผู้เผ่นผงาดเสมอเมฆ , และม้าเฉียว – ทายาทแห่งเสเหลียง)[9]

ในการเขียนถึงตัวละครหลัก ยาขอบได้เขียนอุทิศแด่ผู้มีอุปการคุณไว้ในคำนำประจำเรื่อง เท่าที่ปรากฏมี 6 เรื่องด้วยกัน เป็นการแสดงให้เห็นถึงแรงบันดาลใจบางอย่างในการเขียนถึงตัวละครหลักแต่ละตัวของเขา เท่าที่ปรากฏก็ได้แก่

เรื่องแรก กวนอู เขียนอุทิศให้ นายถนิม เลาหะ วิไลย ครูประจำชั้นเรียนชั้นสุดท้ายในโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์

เรื่องที่สอง ขงเบ้ง เขียนอุทิศให้ นายเทียน เหลียวรักวงศ์ เพื่อนผู้เสมือนพ่อ

เรื่องที่สาม จิวยี่ เขียนอุทิศให้แด่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ บิดาแห่งวงการโบราณคดี

เรื่องที่สี่ ตั๋งโต๊ะ เขียนอุทิศให้ พ.ต.อ.พระบริหารนครินทร์ (เติม จารกุล) ผู้เป็นที่พึ่งใบบุญตอนยังเยาว์

เรื่องที่ห้า เล่าปี่ เขียนอุทิศให้เจ้าพระยาพระคลังหน บิดาแห่งสามก๊กฉบับภาษาไทย[10]

เรื่องที่หก จูล่ง เขียนอุทิศให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร สหายเชื้อพระวงศ์ที่คอยช่วยเกื้อกูลยาขอบตอนตกยาก[11]

กลวิธีการเขียนและเล่านั้น ยาขอบใช้วิธีการเล่าเรื่องสามก๊กผ่านตัวละครทั้งหมด 18 ตัว ซึ่งแม้จะเป็นตัวละครตัวที่ไม่ได้มีบทบาทเด่นมากหรือเป็นตัวละครหลักในสามก๊ก ยาขอบก็ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องอันเป็นความสามารถเฉพาะตัวทำให้เป็นเรื่องที่น่าสนใจได้ เช่นเรื่องราวของ ยี่เอ๋ง เอียวสิ้ว ลกเจ๊ก เป็นต้น ซึ่งก็ทำให้นักอ่านคนไทยเริ่มรู้จักตัวละครบทน้อยเหล่านี้มากขึ้น

เอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่ยาขอบได้สร้างไว้ให้นักอ่านสามก๊กในประเทศไทยนั่นคือการตั้งฉายาให้แก่ตัวละครในสามก๊ก[12] โดยยาขอบได้ตั้งชื่อตอนไว้ให้แก่ตัวละครแต่ละตัว และได้กลายมาเป็นฉายาและเอกลักษณ์ของตัวละครนั้นๆ ทำให้คนอ่านสามก๊กในประเทศไทยจดจำเป็นเอกลักษณ์ไปในที่สุด ซึ่งฉายาของตัวละครทั้ง 18 ตัวที่ยาขอบเขียนถึง ได้แก่

กวนอู                     เทพเจ้าแห่งความสัตย์ซื่อ

ขงเบ้ง                    ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร

จิวยี่                         ผู้ถ่มน้ำลายรดฟ้า

เล่าปี่                       ผู้พนมมือแก่ชนทุกชั้น

ชีซี                          ผู้เผ่นผงาดเสมอเมฆ

ม้าเฉียว                  ทายาทแห่งเสเหลียง

โจโฉ                      ผู้ไม่ยอมให้โลกทรยศ

ตั๋งโต๊ะ                   ผู้ถูกแช่งทั้งสิบทิศ

โจสิด                      ผู้ร่ายโศลกเอาชีวิตรอด

ลิโป้                        อัศวินหัวสิงห์

จูล่ง                         สุภาพบุรุษจากเสียงสาน

เตียวหุย                  คนชั่วช้าที่น่ารัก

ยีเอ๋ง                       ผู้เปลือยกายตีกลอง

เอียวสิ้ว                  ผู้คอขาดเพราะขาไก่

เตียนอุย                 ผู้ถือศพเป็นอาวุธ

ลกเจ๊ก                    ท่านนี้หรือชื่อลกเจ๊ก

สุมาเต๊กโช            ผู้เชี่ยวชาญอาโปกสิณ

                ผู้หญิง

 

                ในบรรดาตัวละครทั้ง 18 ตัว มีเพียงตัว ผู้หญิง ซึ่งหมายถึงซุนฮูหยินเท่านั้นที่ยาขอบ ไม่ได้ตั้งฉายาให้ โดยทิ้งไว้เป็นปริศนา และเป็นเรื่องเดียวที่ยาขอบเขียนไว้ด้วยลีลาที่แตกต่างไปจากตัวละครอื่น และได้แยกไปพิมพ์รวมไว้ในงานชุดเรื่องสั้นเล่ม 3 ในการพิมพ์ครั้งแรก แต่ก็ถือเป็นงานในชุดสามก๊กฉบับวณิพกนี้เอง ภายหลังจึงได้นำมาไว้ในการพิมพ์ใหม่ด้วย[13]

                ข้อดีเด่นของสามก๊กฉบับวณิพกคือ ใช้การเล่าเรื่องเหมือนวณิพกสมัยก่อน ที่มีลักษณะการเล่าคือใช้การจุดตะเกียงปูเสื่อเล่าเรื่องราวเพื่อแลกกับเศษสตางค์ประทังชีวิต ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องแบบข้างถนน ใช้ภาษาง่ายๆแบบชาวบ้าน ทำให้ผู้อ่านสามารถรู้สึกเพลิดเพลินและเป็นกันเอง ช่วยลดการสับสนจากการอ่านสามก๊กฉบับมาตรฐานให้แก่ผู้เริ่มอ่านได้ อีกทั้งยาขอบยังพยายามที่จะสืบค้นและค้นคว้าเกี่ยวกับปัญหาด้านการแปลที่ผิดเพี้ยนของสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน และพยายามอธิบายแทรกไว้ถึงสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างสามก๊กฉบับภาษาไทยและจากฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งยาขอบแปลความจากสามก๊กฉบับภาษาอังกฤษของ Briwett Taylor โดยยาขอบก็ยังเชิดชูและยกย่องสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนในแง่วรรณกรรมไทยที่มีจุดเด่นคือสำนวนอันเป็นอมตะของเจ้าพระยาพระคลังหน[14]

แต่ปัญหาหลักของสามก๊กฉบับนี้คือ ยาขอบแปลความจากฉบับภาษาอังกฤษของ Briwett Taylor แบบตรงตัว ไม่ได้แปลตามระบบ Wade ในการออกเสียงแบบที่ Briwett Taylor ใช้ จึงทำให้สับสนในการอ่านออกเสียงชื่อตัวละครหรือสถานที่ได้ เช่น ชื่อรองของโจโฉ ซึ่งหากอ่านออกเสียงด้วยระบบ Wade จะอ่านเป็น เมิ่งเต๋อ (Meng Te) ยาขอบก็ออกเสียงเป็น เม้งเต้ เป็นต้น[15]

                นอกจากนั้นก็มีข้อผิดพลาดเรื่องข้อมูลเล็กๆน้อยๆอยู่บ้าง แต่ความเด่นดังของสามก๊กฉบับวณิพกนี้ในแง่การเล่าเรื่องราวได้อย่างมีสีสันน่าสนใจก็สามารถกลบจุดด้อยเหล่านั้นได้ และก็ถือเป็นสามก๊กฉบับแรกๆที่มีการเขียนในเชิงเล่าเรื่องตัวละครด้วยภาษาที่ทำให้เข้าใจง่าย และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเล่าเรื่องสามก๊กในลักษณะนี้ตามมาอีกหลายฉบับด้วยกัน

สามก๊กฉบับวณิพกนี้ได้รับความนิยมมากและตีพิมพ์ซ้ำถึง 13 ครั้ง ครั้งสุดท้ายที่จัดพิมพ์เป็นพ็อคเก็ตบุ๊คส์คือในปีพ.ศ.2537 ต่อมารูปแบบการพิมพ์หนังสือเริ่มนิยมพิมพ์เป็นเล่มยก 16 ดังนั้นทางสำนักพิมพ์ดอกหญ้าจึงคิดจะทำเป็นรูปแบบเล่มยก 16 บ้าง และจัดพิมพ์ด้วยรูปแบบนี้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2537 ปีเดียวกัน โดยแบ่งพิมพ์เป็น 3 เล่ม[16] และเพื่อให้แต่ละเล่มมีขนาดไล่เลี่ยกัน จึงจำต้องคัดเลือดตัวย่อยมารวมคละไว้ต่างกับการพิมพ์ครั้งก่อนๆ กำหนดไว้ดังนี้

เล่ม 1 ประกอบด้วย ขงเบ้ง ,จิวยี่

เล่ม 2 ประกอบด้วย เล่าปี่ ,กวนอู ,เตียวหุย ,จูล่ง และ ผู้หญิง

เล่ม 3 ประกอบด้วย ตั๋งโต๊ะ ,โจโฉ ,ลิโป้ ,เตียนอุย ,สุมาเต๊กโช ,ชีซี ,เอียวสิ้ว ,ยี่เอ๋ง ,ม้าเฉียว ,โจสิด ,ลกเจ๊ก

                ต่อมาในปีพ.ศ.2551 สำนักพิมพ์แสงดาว ต้องการจะจัดทำสามก๊กฉบับวณิพกขึ้นใหม่เพื่อเป็นการฉลองครบรอบชาตกาล 100 ปี ของยาขอบ จึงนำสามก๊กฉบับวณิพกทั้งหมดมารวบรวมจัดทำเป็นชุดละ 2 เล่ม หนังสือปกแข็ง ในราคา 650 บาท

                สามก๊กฉบับวณิพกของยาขอบ ถือเป็นสามก๊กฉบับแรกๆที่ใช้การเขียนเล่าถึงตัวละครในสามก๊กแบบการเล่าเรื่องราว ด้วยภาษาง่ายๆ และเล่าเจาะไปทั้งเรื่องราวชีวิต ยาขอบยังมีการเขียนชื่อตัวละครทั้งชื่อจริงชื่อรอง และบอกชื่อจีนกลางประกอบ แตกต่างไปจากสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน อีกทั้งสามก๊กฉบับวณิพกยังนับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เกิดการเขียนในเชิงเล่าเรื่องราวของตัวละครแต่ละตัวแยกเป็นเล่มหรือเจาะลึกลงไป ซึ่งปัจจุบันเราจะสามารถหาพบสามก๊กที่เขียนในลักษณะนี้ได้มากและยังมีการเขียนหรือตีพิมพ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

สามก๊กฉบับนายทุน

ผู้แต่ง – ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ลักษณะการเขียน – เขียนเล่าถึงตัวละคร โจโฉและเบ้งเฮ้ก ในเชิงเปรียบเทียบการเมืองไทยกับตัวละครทั้งสองในมุมมองที่แตกต่างไป

                เป็นสามก๊กฉบับเล่าเรื่องราวเฉพาะเหตุการณ์และตัวละครสองคนคือโจโฉและเบ้งเฮ้ก ซึ่งเขียนโดย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี นักการเมืองและนักเขียนคนสำคัญในเมืองไทย ได้นำตัวละครโจโฉและเบ้งเฮ้กซึ่งอยู่คนละฝ่ายกับเล่าปี่และขงเบ้งที่เป็นพระเอกในนิยายสามก๊ก โดยหยิบมาเล่าเขียนด้วยมุมมองว่าโจโฉเป็นฝ่ายพระเอกและฝ่ายรัฐบาลที่ถูกต้อง มีการแทรกความคิดเห็นในเชิงเปรียบเทียบสามก๊กกับการเมืองไทยตลอดทั้งเล่ม

                ในปีพ.ศ.2490-93 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ซึ่งขณะนั้นเป็นนักการเมืองคู่แข่งของจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงย่อมมีความรู้และเชี่ยวชาญในแวดวงการเมืองไทยอย่างมาก สาเหตุของการเขียนสามก๊กฉบับนายทุนนั้น นายสละ ลิขิตกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ซึ่งเป็นดั่งเพื่อนสนิทของมรว.คึกฤทธิ์ ได้เล่าถึงที่มาของสามก๊กฉบับนายทุนไว้ในหนังสือต้นกำเนิดสยามรัฐว่าเกิดขึ้นในวงเหล้า และมรว.คึกฤทธิ์ได้สั่งเหล้าเอามาทาแขนกันแมลง พร้อมทั้งบอกว่าลองสั่งอาหารทานแบบนายทุนดูไหม จากนั้นจึงสั่งอาหารจำนวนมากมาชิมบ้าง ดมบ้าง เมื่อเสร็จแล้ว จึงบอกว่าจะเขียนหนังสือแบบนายทุนให้ และกลายเป็นที่มาของชื่อหนังสือชุดนี้

                ข้อเด่นของสามก๊กฉบับนายทุนคือ การริเริ่มเขียนถึงตัวละครและเหตุการณ์ในสามก๊กด้วยมุมมองที่แตกต่างออกไปจากฉบับมาตรฐานเดิมที่ไม่เคยมีใครเขียนถึงมาก่อน ในเรื่องสามก๊กฉบับหลอก้วนจงนั้น เล่าปี่และขงเบ้งถือเป็นฝ่ายพระเอกที่ถูกยกย่องในฐานะผู้ที่คิดฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นและต่อสู้กับฝ่ายโจโฉซึ่งถูกตราให้เป็นผู้ร้ายที่ทำการข่มขี่ฮ่องเต้และใช้อำนาจบัญชาเหล่าขุนศึก มุมมองเดิมของเรื่องสามก๊กเป็นเช่นนี้ แต่มรว.คึกฤทธิ์ ได้เขียนในมุมมองที่ว่า “เรื่องสามก๊กนั้นแม้จะแต่งดี แต่ผู้แต่งเป็นฝ่ายเล่าปี่ ในขณะที่โจโฉถูกตราหน้าให้เป็นฝ่ายผู้ร้าย ดังนั้นถ้าลองกลับกัน หากผู้แต่งเป็นฝ่ายโจโฉ ก็อาจดำเนินความในเรื่องสามก๊กให้ผู้อ่านเข้าใจกลับกันได้ว่า โจโฉเป็นผู้ทำนุบำรุงแผ่นดิน เป็นผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือฮ่องเต้และฟื้นฟูบ้านเมืองเอาไว้แทน ในขณะที่เล่าปี่เป็นฝ่ายที่คิดก่อความวุ่นวายและโจมตีรัฐบาลกลาง”[17] ส่วนสำนวนภาษาที่ใช้จะเป็นภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย เข้าใจว่าอาจจะได้แรงบันดาลใจมาจากสามก๊กฉบับวณิพกของยาขอบซึ่งเขียนขึ้นก่อนหน้านี้อยู่บ้าง

                สามก๊กฉบับนายทุนตอนโจโฉนายกฯตลอดกาลได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ชัยฤทธิ์ ในปีพ.ศ.2492 ส่วนตอนเบ้งเฮ้กผู้ถูกกลืนกินทั้งเป็นถูกตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์รัชดารมภ์ ในปีพ.ศ.2492 ปัจจุบันทั้งสองเล่มได้รับการตีพิมพ์มากกว่า 12 ครั้ง โดยหลายสำนักพิมพ์ ครั้งล่าสุดที่สืบค้นพบคือสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ในปีพ.ศ.2552



***เนื้อหาทั้งหมดที่นำมาลง ได้ผ่านการเขียน เรียบเรียง และค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลมากมายหลายชิ้น เพื่อให้ผู้ที่ใจรักในสามก๊กได้มีโอกาสรู้ถึงต้นกำเนิดและที่มาของสามก๊กทุกฉบับเท่าที่ปรากฏและการเข้ามาในเมืองไทย ซึ่งนักอ่านทุกคนและผู้เกี่ยวข้องกับสามก๊ก ควรยิ่งที่ต้องซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของ องค์รัชกาลที่ 1 ผู้สั่งให้ดำเนินการชำระ และ อีกสองท่านที่จะขาดไม่ได้คือ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ผู้ที่อำนวยการแปลสามก๊กทำให้ผลงานวรรณกรรมของโลกชิ้นนี้กลายเป็นวรรณกรรมจีนในรูปแบบไทยที่เป็นต้นแบบของวรรณกรรมอิงพงศาวดารแทบทั้งหมดในเมืองไทย และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ค้นคว้าเรื่องสามก๊กคนแรกในเมืองไทยและผู้นำสามก๊กกลับมาพิมพ์ซ้ำอีกครั้งเพื่อสืบทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับสามก๊กเอาไวสืบต่อให้คนรุ่นหลัง ดังนั้นบทความในส่วนนี้ ผู้เขียนจึงขออุทิศให้ เพื่อหวังว่าจะทำให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสสืบทอดและเผยแพร่ต่อไป***

[1] ตำนานหนังสือสามก๊ก ,สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ,คำนำ ,หน้า 6

[2] พิชัยสงครามสามก๊ก ,สังข์ พัธโนทัย ,คำนำ ,หน้า 8

[3] อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธ์แท้ ,ชัชวนันท์ สันธิเดช ,พิชัยสงครามสามก๊ก ,หน้า 132

[4] อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธ์แท้ ,ชัชวนันท์ สันธิเดช ,พิชัยสงครามสามก๊ก ,หน้า 135

[5] สามก๊กฉบับวณิพก ,ยาขอบ ,ขงเบ้ง ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ,บทเกริ่น ,พ.ศ.2486 ,หน้า 11

[6] สามก๊กฉบับวณิพก ,ยาขอบ ,ขงเบ้ง ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ,บทเกริ่น ,พ.ศ.2486 ,หน้า 11

[7] สามก๊กฉบับวณิพก ,ยาขอบ ,ขงเบ้ง ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ,คำนำสำนักพิมพ์ พ.ศ.2530 ,หน้า 5

[8] สามก๊กฉบับวณิพก ,ยาขอบ ,ขงเบ้ง ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ,ถ้อยแถลงสำนักพิมพ์ในการพิมพ์ครั้งปรับปรุงใหม่ พ.ศ.2537 ,หน้า 11

[9] สามก๊กฉบับวณิพก ,ยาขอบ ,ขงเบ้ง ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ,ถ้อยแถลงสำนักพิมพ์ในการพิมพ์ครั้งปรับปรุงใหม่ พ.ศ.2537 ,หน้า 10

[10] สามก๊กฉบับวณิพก ,ยาขอบ ,จิวยี่ ผู้ถ่มนำลายรดฟ้า ,ก่อนจะอ่านผู้ถ่มน้ำลายรดฟ้า พ.ศ.2531 โดยช่วย พูลเพิ่ม ,หน้า 18

[11] สามก๊กฉบับวณิพก ,ยาขอบ ,จูล่ง สุภาพบุรุษจากเสียงสัน ,คำนำของยาขอบ ,หน้า 14

[12] สามก๊กฉบับวณิพก ,ยาขอบ ,ขงเบ้ง ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ,ถ้อยแถลงสำนักพิมพ์ในการพิมพ์ครั้งปรับปรุงใหม่ พ.ศ.2537 ,หน้า 9

[13] สามก๊กฉบับวณิพก ,ยาขอบ ,ขงเบ้ง ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ,ถ้อยแถลงสำนักพิมพ์ในการพิมพ์ครั้งปรับปรุงใหม่ พ.ศ.2537 ,หน้า 9

[14] สามก๊กฉบับวณิพก ,ยาขอบ ,จิวยี่ ผู้ถ่มนำลายรดฟ้า ,ก่อนจะอ่านผู้ถ่มน้ำลายรดฟ้า พ.ศ.2531 โดยช่วยพูลเพิ่ม ,หน้า 10

[15] อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้ ,ชัชวนันท์ สันธิเดช ,สำนักพิมพ์เคล็ดไทย ,เรื่องสามก๊กฉบับวณิพก ,หน้า 141

[16] สามก๊กฉบับวณิพก ,ยาขอบ ,ขงเบ้ง ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ,ถ้อยแถลงสำนักพิมพ์ในการพิมพ์ครั้งปรับปรุงใหม่ พ.ศ.2537 ,หน้า 9

[17] สามก๊กฉบับนายทุน ตอน โจโฉ นายกฯตลอดกาล ,มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ,คำนำ ,หน้า 8

 


[1] ตำนานหนังสือสามก๊ก ,สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ,ว่าด้วยแปลหนังสือสามก๊ก ,หน้า 48

[2] ตำนานหนังสือสามก๊ก ,สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ,ว่าด้วยแปลหนังสือสามก๊ก ,หน้า 48

[3] สมบัติ จันทร์วงศ์ ,เรื่องเดิม ,ความนำ หน้า 3-4

[4] สามก๊ก ฉบับวณิพก ตอน จิวยี่ผู้ถ่มน้ำลายรดฟ้า รวมพิมพ์ในสามก๊กฉบับวณิพก ,ยาขอบ (โชติ แพร่พันธุ์) ,ประพันธ์สาส์น ,2512 ,หน้า 45-46

[5] ดร.เครก เจ.เรย์โนลด์ ,เรื่องเจ้าสัวและขุนศึก สามก๊กฉบับนายเครก ,สถาบันไทยคดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การแสดงปาถกฐาทางวิชาการชุดไทยคดีซีรีย์ 2 ,11 ม.ค.2536 ,หน้า 7

[6] สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ,เรื่องเดิม ,คำนำ ,หน้า 7

[7] สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ,เรื่องเดิม ,คำนำ ,หน้า 7

[8] สามก๊กฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ ,สมาคมเผยแผ่คุณธรรมเต๊กก่า ,คำนำโดย ถาวร สิกขโกศล ,ประวัติสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน ,หน้า 23

[9] สามก๊กฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ ,สมาคมเผยแผ่คุณธรรมเต๊กก่า ,คำนำโดย ถาวร สิกขโกศล ,ประวัติสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน ,หน้า 24

[10] สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ,เรื่องเดิม ,คำนำ ,หน้า 1

[11] ถาวร สิกขโกศล ,เรื่องเดิม ,เว็ปไซต์ไทยโพสต์ 2 เม.ย.55

[12] สมบัติ จันทร์วงศ์ ,เรื่องเดิม ,ความนำ หน้า 4

[13] มองสามก๊กจากต้นฉบับภาษาจีน ,ถาวร สิกขโกศล ,วารสารเอเชียตะวันออกศึกษา ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 ธ.ค.2532 ,หน้า 95-96

[14] สามก๊กเจ้าพระยาพระคลังหน ,ฉบับราชบัณฑิตยสภาชำระ ,ประวัติการพิมพ์สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน ,ฉบับพิมพ์ซ้ำครั้งที่ 22 ปี 2547 ,หน้า 5

[15] ตำนานหนังสือสามก๊ก ,สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ,คำนำ ,ประวัติสามก๊กราชบัณฑิตยสภา ,หน้า 16

[16] สามก๊กเจ้าพระยาพระคลังหน ,ฉบับหอพระสมุด ,คำนำสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ,หน้า 16

[17] ถาวร สิกขโกศล ,เรื่องเดิม ,เว็ปไซต์ไทยโพสต์ 2 เม.ย.55

[18] สามก๊กฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ ,สมาคมเผยแผ่คุณธรรมเต๊กก่า ,คำนำโดย ถาวร สิกขโกศล ,จากวรรณคดีเอกของจีนมาเป็นวรรณคดีเอกของไทย ,เล่ม 1 ,หน้า 24

[19] วรรณไว พัธโนทัย ,เรื่องเดิม ,ความนำ ,หน้า 3

[20] สามก๊กฉบับสมบูรณ์พร้อมคำวิจารณ์ ,วิวัฒน์ประชาเรืองวิทย์ ,คำนำ ,หน้า 8

[21] อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้ ,ชัชวนันท์ สันธิเดช ,สำนักพิมพ์เคล็ดไทย ,พงศาวดารจีนสามก๊ก ,หน้า 144


 




[1] อินไซด์สามก๊ก (ฉบับอ่านสามก๊กอย่างไรให้แตกฉาน) ,ณรงค์ชัย ปัญญานนทชัย , พิมพ์ครั้งแรก ,กรุงเทพ ,ดอกหญ้า , 2550 เรื่องย่อสามก๊ก หน้า 24-27

[2] ณรงค์ชัย ปัญญานนทชัย ,เรื่องเดิม , เรื่องย่อสามก๊ก หน้า 27-28

[3] สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ “ตำนานหนังสือสามก๊ก” สามก๊กและตำนานสามก๊ก เล่ม 1 ,พิมพ์ครั้งที่ 15 ,กรุงเทพ ,บรรณาคาร 2516 ,หน้า 8

[4] การศึกษาสามก๊ก สามแนวทาง ,สุนันท์ จันทร์เมลือง ,ต้นอ้อแกรมมี่จำกัด ,พิมพ์ครั้งแรก 2539 ,ประวัติความเป็นมาของสามก๊ก ส่วนของสามก๊กจี่ หน้า 25 โดยอ้างอิงเพิ่มจากบทความ ยง อิงคเวทย์ “หนังสือพงศาวดารสามก๊ก ชุด สามก๊กจี่และสามก๊กจี่เอี้ยนหงี ,วารสารจันทรเกษม ,ฉบับที่ 117 มีค.-เมย. 2517 ,หน้า 6-15

[5] ณรงค์ชัย ปัญญานนทชัย ,เรื่องเดิม ,ความเป็นมาของบทประพันธ์สามก๊ก หน้า 12-13

[6] สุนันท์ จันทร์เมลือง ,เรื่องเดิม ,ประวัติความเป็นมาของสามก๊ก หน้า 25-26

[7] สุนันท์ จันทร์เมลือง ,เรื่องเดิม สามก๊กฉบับของเผยซงจือ หน้า 26-27

[8] ณรงค์ชัย ปัญญานนทชัย ,เรื่องเดิม ,สามก๊กจี่ผิงหั้ว หน้า 14-15

[9] Four Great Classical Novels of Chinese literature ,Shenzen Daily ,16/11/2007 ,ถูกนำมาอ้างอิงเป็นภาษาไทยโดยคอมลัมน์รู้ไปโม้ด ,น้าชาติ ประชาชื่น , 4 สุดยอดวรรณกรรมจีน ,ข่าวสดออนไลน์  ,หน้า 24

[10] ณรงค์ชัย ปัญญานนทชัย ,เรื่องเดิม ,สามก๊กฉบับเจี่ยชิง หน้า 15

[11]สามก๊ก : การศึกษาเปรียบเทียบ ,ประพิณ มโนมัยวิบูลย์ ,วิทยานิพนธ์ ปริญญาโทบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,2510 ,หน้า 43

[12] ตรงกับเนื้อหาสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน ตอนที่ 7

[13] สุนันท์ จันทร์วิเมลือง ,เรื่องเดิม ,สามก๊กฉบับหลอก้วนจง ,หน้า 28-29

[14] ณรงค์ชัย ปัญญานนทชัย ,เรื่องเดิม ,สามก๊กฉบับเอี้ยนหงี หน้า 16-17

[15] ตำนานหนังสือสามก๊ก ,สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ,ว่าด้วยแปลหนังสือสามก๊ก ,หน้า 28

[16] สมบัติ จันทรวงศ์ ,เรื่องเดิม ,ความนำ ,หน้า 4  

[17] สุนันท์ จันทร์วิเมลือง ,เรื่องเดิม ,สามก๊กฉบับภาษาไทย ประวัติการแปลและพิมพ์ หน้า 30

[18] ความหมายทางการเมืองของสามก๊ก ,สมบัติ จันทรวงศ์ ,ความนำ หน้า 2 ,อ้างอิงจากบทละครนอกเรื่องคาวี ของสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

[19] สมบัติ จันทร์วงศ์ ,เรื่องเดิม ,ความนำ หน้า 2

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

9 ความคิดเห็น

  1. #1564 เจียวต้าย (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 เมษายน 2559 / 14:59
    หนังสือเรื่องสามก๊ก ที่เอามาบอกกล่าวนั้น น่าจะมีน้อยกว่าหนังสือที่ำพิมพ์มาแล้ว หลายเท่าตัวนะครับ.
    #1564
    0
  2. #1543 Oooo (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2558 / 12:22
    ขอบคุณครับ
    #1543
    0
  3. #1404 eagle(Original) (@eagle) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 / 01:57
    จากใจผู้เขียน


    เนื่องจากความต้องการเผยแพร่ข้อมูลที่ตนได้รวบรวม วิเคราะห์ และเรียบเรียงเขียนไว้ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ที่มาทั้งหมดของสามก๊กและการเข้ามาสู่เมืองไทย รวมถึงสามก๊กทุกฉบับเท่าที่ปรากฏ เพื่อเป็นความรู้สืบต่อให้ผู้ที่ต้องการค้นคว้า และคนที่กำลังเริ่มสนใจอยากอ่านสามก๊ก แต่ตั้งคำถาว่าควรอ่านฉบับไหนดีหรือควรทำความเข้าใจอย่างไร ได้รับความรู้นี้ต่อ จึงปรับปรุงเนื้อหาในบทนำ ด้วยการยกเอาข้อเขียนและเนื้อหาในวิทยานิพนธ์ที่ตนเองกำลังร่างอยู่มาไว้แทนที่บทความเดิม ทั้งนี้เพื่อเป็นการอุทิศแด่ผู้เกี่ยวข้องต่อการสร้างสรรค์สามก๊กขึ้นในโลกและเมืองไทยด้วย

    หวังว่าจะทำให้น้องๆและคนรุ่นใหม่ๆ ได้รับสืบทอดความรู้ต่อ และเข้าสู่โลกของสามก๊กด้วยความเพลิดเพลิน

    ด้วยจิตคารวะ
    Eagle
    #1404
    0
  4. #1359 ^0^ Junsu X Shine ^0^ (@junsuxshine) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2555 / 12:13
    อ่านเมื่อ 10 ปีก่อน กับอ่านอีกตอนนี้ ความคิดความเข้่าใจ ่างกันเยอะมาก เหมือนกับความที่เราโตขึ้นความคิดก็ต่างขึ้นจากเดิม
    #1359
    0
  5. #1311 คันทาโร่ (@1006906) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มีนาคม 2555 / 21:27
    ตอนแรกๆก็ไม่ค่อยรู้จัก3ก๊กเท่าไหร่ ก็รู้แค่ว่ามี จ๊กก๊กของเล่าปี่ วุยก๊กของโจโฉ(มันเขียนCao Cao พี่พาเรียก เกา เกา) ง่อก๊กของซุนกวน ก็ไม่ได้รู้อะไรมาก พอมาเล่นDnasty Warrios 4 ก็เริ่มติดและสนใจขึ้นเรื่อยๆ 

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 15 มีนาคม 2555 / 21:34
    #1311
    0
  6. #1289 rainbow-light (@rainbow-light) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2554 / 20:09
    เราเป็นคนนึงนะที่ชอบอ่านสามก๊ก
    กำลังหาเรื่องแบบนี้อ่านอยู่พอดีเลย
    ขอบคุณนะคะ ที่เอาลงให้อ่านกัน
    #1289
    0
  7. #1286 aca (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2554 / 10:20
    ชอบผลงานการเขียนหรือเรียกได้ว่าบอกกล่าว ของคุณมากครับอ่านแล้วดูออกว่าได้ใส่ความเหนส่วนตัวลงไปน้อยมากเน้นไปที่การเปรียบเทียบ ชอบจิงๆ
    #1286
    0
  8. #987 to3y (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2553 / 01:33
    อยาก อ่าน 3ก๊ก ฉบับ จี่







    มี ภาษาไทยไหมครับ T___T
    #987
    0
  9. #982 มังกรในสายลม (@wayu) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 เมษายน 2553 / 02:25
    เตียวจูล่ง  วีระกรรมกล้าหาญ ในโลกนี้ไม่มีสอง
    #982
    0