(จบแล้ว/อ่านฟรี) 90Days พิสูจน์รัก (Boy's love)

ตอนที่ 7 : ตอนที่ ๔--(๑๐๐)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,406
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 87 ครั้ง
    2 ก.พ. 60

 


แม้ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลง หากทว่าชีวิตคนเราต้องดำเนินต่อไป อัครดนย์เป็นคนหนึ่งซึ่งผ่านการเปลี่ยนแปลงรุนแรงมาหลายต่อหลายครั้ง ชายหนุ่มพยายามยืนหยัดมาด้วยลำแข้งของตัวเองเพื่อก้าวผ่าน ครั้งนี้ก็เช่นกัน เขาโตแล้ว เขาควรจะทำอะไรอื่นมากกว่าการเดินหนี

ร่างสูงโปร่งก้าวเท้าเข้าไปในลิฟท์ จุดมุ่งหมายคือห้องทำงานของท่านรองประธานบริษัท ขณะที่ก้มลงจัดเครื่องแต่งกายให้เข้าที่เรียบร้อยเพราะคิดว่าประตูปิดแล้ว ชายหนุ่มชะงัก เมื่อได้ยินเสียงของใครสักคนเอื้อมมือมากันมิให้มันปิด ใบหน้าลูกครึ่งเงยขึ้นไปมองด้วยสัญชาติญาณ นึกแปลกใจที่คนตรงหน้ามาเช้ากว่าที่คิด 

“อา ทันจนได้...”

เจ้านายของเขา เหตุใดจึงมาเร็วถึงเพียงนี้ ชายหนุ่มคิดว่าตนเองมาเร็วเพื่อมิอยากพบกัน ตอนนี้อัครดนย์ยังคงทำใจไม่ได้ที่จะอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมแสนแคบร่วมกับเจ้านายหน้ายักษ์ข้าง ๆ

“มาเช้าดีนี่” เสียงทุ้มของคนข้างกายเอ่ยขึ้น หากอัครดนย์ไม่รู้จะตอบอะไร เขาเพียงแค่ยืนนิ่งเงียบเสมือนอยู่คนเดียวในลิฟท์ เรียกให้เจ้านายตัวโตเหลียวมามุ่นคิ้วคล้ายระอาอยู่ในทีกับความเมินเฉยนี้ “นี่คุณ จะปั้นหน้าหยิ่งกับเจ้านายอย่างนี้ไม่ได้หรอกนะ มีบริษัทไหนเขาทำกับเจ้านายแบบนี้ไหม”

คนฟังหันมาสบตา “ครับ”

“คุณตอบคำถามครั้งที่แล้วหรือครั้งนี้”

หนุ่มลูกครึ่งราวกับตกอยู่ในภวังค์ หันหน้ามามองเจ้านายอยู่ครู่ “ในเวลางานคุณสามารถใช้งานผมแล้วก็พูดกับผมได้เฉพาะเรื่องงาน ผมยินดีรับฟังคำสั่งของคุณทุกอย่างอย่างเต็มใจ คุณเป็นเจ้านาย ผมเป็นลูกน้อง แต่นอกเหนือเวลางานไปแล้ว ถ้าเห็นผมข้างนอกกรุณาอย่าทักอีก”

“โอ้...”

กันตวีย์นิ่ง เหตุใดอีกฝ่ายจึงเกลียดเขารุนแรงนัก ชายหนุ่มรีบสาวเท้าเดินตามอดีตรุ่นน้องเข้าไปในแผนกที่ต้องเดินผ่านก่อนเข้าห้องทำงานทุกครั้ง มีพนักงานเข้ามาแล้วบ้างประปราย ต่างมองมายังเขากับเลขาด้วยสายตาประหลาดแก่ใจที่เห็นชายหนุ่มมาทำงานแต่เช้า และคงไม่เข้าใจที่เห็นอัครดนย์อีกครั้ง หลังจากทั้งคู่เข้ามาในห้องทำงานได้ ชายหนุ่มก็เริ่มพูดอีก “ได้ ถ้าคุณต้องการแบบนั้น ผมจะคุยกับคุณเฉพาะเรื่องงาน”

ความรู้สึกยามนี้เหมือนตอนที่ทั้งสองทะเลาะกันคราวนั้น ที่กันตวีย์รับคำท้าว่าจะแกล้งอัครดนย์เมื่อสิบปีก่อน

แล้วหลังจากนั้น เขาก็ทำตัวแย่ ๆ ใส่อัครดนย์เสมอมา

“มาช้า!

พูดจบก็ขยับขาถีบไอ้อ้วนตรงหน้าจนทรุดตัวล้มลงกับพื้น ดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายโกรธแต่ไม่กล้าทำอะไร มีหรือกันตวีย์จะสนใจว่าอีกฝ่ายคิดเห็นอย่างไร ยิ่งอัครดนย์ดื้อด้วยสายตาเช่นนี้ ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้รุ่นพี่อย่างเขามีอารมณ์รังแกมากขึ้นไปอีก “มองหน้าเหรอ ไม่พอใจเหรอ ไหนทำอีกซิ!

มือหนาผลักลงบนผมสีน้ำตาลย้ำจนทั้งตัวของผู้ถูกกระทำล้มกองกับพื้น เย็นแล้ว หลังเลิกเรียนอัครดนย์ต้องตามกันตวีย์ไปเป็นเด็กเสิร์ฟเหล้าที่บ้าน อันที่จริงก็ไม่ค่อยจำเป็นนัก แต่เขาอยากจะแกล้งอัครดนย์มากกว่า ใกล้ค่ำเช่นนี้เหลือนักเรียนเพียงบางกลุ่ม เด็กหนุ่มชำเลืองไปเห็นกลุ่มนักเรียนหญิงเดินถือไม้กวาดและไม้ถูพื้นเดินผ่านก็นึกสนใจ ขยับขาไปสะดุดจนหนึ่งในนั้นล้ม น้ำสกปรกในถังหกใส่อัครดนย์ที่นั่งอยู่บนพื้น

“แม่ง! รองเท้าเปียกหมด เดินยังไงวะ” กันตวีย์มองเด็กสาวรุ่นน้องตาขวาง แม้ร้องเท้าจะเปื้อนน้ำเพียงสองสามหยด เธออึกอักเพราะรู้สมญานามชายหนุ่มดีว่าร้ายเพียงไหน ทำได้เพียงยกมือไหว้แม้ตนจะเป็นฝ่ายถูกดึงเข้ามาเกี่ยว “ขะ ขอโทษค่ะพี่กาย หนูผิดเองที่ไม่ระวัง”

“มึง ไอ้อ้วน” กันตวีย์ราวกับไม่ได้ยินเสียงคนพูดด้วย หันมากล่าวกับอัครดนย์แทนว่า “ไหน ๆ เสื้อมึงก็เปื้อนไปแล้วก็ถอดออกมาให้กูเช็ดรองเท้าทีสิ จะได้ซักทีเดียวเลย” ได้ยินอัครดนย์จึงนิ่ง หลุบตาลงพื้นเมื่อช่วงวินาทีหนึ่งเหลือบเห็นแววตาร้ายของรุ่นพี่ด้านบน เจ็บใจแต่ทำอะไรไม่ได้

“ไม่เอาครับ”

ทฤษฎีปลาใหญ่กินปลาเล็กของกันตวีย์ที่อยากสั่งสอนมันเห็นภาพหมดแล้ว ที่นี่เขาอยู่ไม่ได้แน่ แต่อัครดนย์เองก็อยากจะเอาชนะอีกฝ่ายเช่นกัน “ของ ๆ พี่ พี่ก็รับผิดชอบด้วยตัวพี่เองซีครับ ผมไม่กะ...”

พูดไม่ทันจบ หนังหัวเด็กหนุ่มถูกกระตุกให้เงยขึ้นไปสุดแรง อัครดนย์หยีหน้า น้ำตาเอ่อด้วยความเจ็บ “แต่มึงก็เป็นของกู!

อัครดนย์ร้องไห้เสียงดังเพราะเย็นวันนั้นเขาไม่ได้เดินกลับบ้านเอง กันตวีย์ใช้วีธีกระตุกกระชากลากศีรษะของเด็กหนุ่มให้เดินตาม ไม่สนว่าใครจะมอง ไม่สนว่าเด็กหนุ่มจะขอร้องให้พอเพียงไหน เพื่อความสะใจและชนะอัครดนย์ได้ก็เป็นพอ กันตวีย์ไม่เคยขอโทษ ไม่เคยฉุกคิดว่าตนทำผิด มีเพียงความคิดเข้าข้างตนเองว่าสิ่งที่ทำมันดีเท่านั้น

กว่าจะถึงบ้าน ในรถของกันตวีย์มีเส้นผมของอัครดนย์หล่นอยู่เป็นกำมือ

นัยน์ตาคมผละมองลูกน้องที่ว่า กำลังตั้งใจอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตนเองหลังจากที่เขาสั่งงานไป สิบปีที่ผ่านมา กันตวีย์เรียนรู้อะไรได้หลายอย่างจากเวลา เมื่อหวนย้อนกลับไปก็รู้ได้ทันทีว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงจงเกลียดจงชังเขานัก กลับกันกับเขาที่พยายามมองผ่านความผิดพลาดของเจ้าตัว

“มองอะไรครับ” อีกคนถามขึ้น ดวงตาเฉยชาผละมามอง

“เปล่า ก็รับปากว่าจะพูดกันแค่เรื่องงาน ในข้อตกลงคุณก็ไม่ได้บอกผมนี่ว่าห้ามแอบมองด้วย”

คนฟังมุ่นคิ้วไม่พอใจ “ผมคิดว่าคุณสงสัยอะไรอยู่”

“ใช่ แต่สงสัยเรื่องส่วนตัวน่ะ ไม่ถามดีกว่าเพราะนี่มันเป็นเวลางาน ถูกไหม...”

เจ้านายดูเหมือนต้องการจะใช้คำนี้ย้อนมาเล่นงานให้ขัดใจ อัครดนย์ยิ่งมุ่นคิ้วไม่ชอบใจไปกว่าเดิม เพราะรู้อยู่แล้วว่ากันตวีย์เจ้าเล่ห์และร้ายกาจจากภายใน เจ้านายคนนี้คงกำลังคิดเรื่องอะไรบางอย่างอยู่แน่ ชายหนุ่มลุกขึ้นเก็บเอาแฟ้มงานรวบรวมในมือ เดินไปส่งให้กันตวีย์หลังจากทำเสร็จแล้ว

เพิ่งเห็นว่ากันตวีย์เปลี่ยนไปมาก ดูสุขุม ใจเย็น แต่แววตายังคงร้ายกาจคล้ายกับงูพิษตัวใหญ่ยามเชยขึ้นมาสบ พร้อมที่จะนำพิษแล่นเข้ามาสู่ใจของอัครดนย์ได้ทุกเมื่อ ชายหนุ่มนิ่ง เมื่อเจ้านายมุ่นคิ้วยามเปิดงานของเขาดู เพียงครู่เดียวก็ปิดมันลงแล้วกล่าวกับชายหนุ่มเสียงรำคาญอย่างชัดเจนว่า “ไม่ได้เรื่อง ห่วยแตก ไม่มีระเบียบ คำผิดบานตะไท ถามจริง ๆ เรียนจบนอกไม่ได้ช่วยอะไรเลยเหรอ”

อีกฝ่ายดูเปลี่ยนไปเมื่อทำงาน จริงจัง ดุดัน อัครดนย์กลืนน้ำลายเพราะน้ำเสียงมะนาวไม่มีน้ำนั้นฟังดูน่าเกรงขามและน่ากลัว ยอมรับว่าที่นี่คืองานแรกหลังจากเรียนจบ “ผมจะเอาไปแก้ไขให้ดีขึ้นครับ”

“ทำหน้าแบบนี้ เข้าใจรึเปล่าว่าดีขึ้นสำหรับผมมันหมายความว่ายังไง”

“คือ...เจ้านายของคุณเขาเป็นคนค่อนข้างเนี้ยบน่ะค่ะ” คำของดรุณีลอยเข้ามาในหัวทันที

อัครดนย์ถึงบางอ้อว่าทำไมกันตวีย์จึงไม่มีลูกน้องหรือเลขาเป็นตัวเป็นตนสักที เพราะทำตัวน่ากลัวอย่างนี้ไงเล่า แต่ทว่าชายหนุ่มไม่ได้คิดดูแคลนอีกฝ่าย เพียงคิดแค่ว่ามันท้าทายดีเหมือนกัน ครั้งหน้าสิ่งที่ทำเจ้านายจะพอใจหรือไม่ เขาสู้กับความสามารถของตัวเอง และพอจะเข้าใจแล้วว่าดีขึ้นของกันตวีย์คือดีที่สุด

“ทำงานกับผมไม่ต้องเลียแข้งเลียขา ไม่ต้องรีบเอาหน้า เพราะอย่างนั้นผมเน้นคุณภาพไม่ใช่เน้นเวลา จำไว้”

แฟ้มงานถูกโยนมาตรงหน้าของอัครดนย์ดังปังราวกับเจ้านายกำลังโมโห ชายหนุ่มหยิบมาถือ รู้สึกเจ็บจุกเมื่อได้ยินคำบอกกล่าวของอีกฝ่าย “ผมไม่ได้คิดแบบนั้น...”

“ผมไม่สนว่าคุณจะคิดยังไง ผมแค่บอก ไปทำงานต่อได้แล้ว” ใคร ๆ ก็ว่าคำพูดของเจ้านายมีโอกาสปั่นทอนความตั้งใจของลูกน้องถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับกันตวีย์แล้ว ทั้งสายตา ทั้งสีหน้า มิใช่เพียงแต่คำพูดที่ทำร้ายลูกน้องเท่านั้น อัครดนย์ขอยกให้คนคนนี้ไปหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เป็นเจ้านายที่ทุกคนหากหลีกเลี่ยงได้ควรจะรีบหลีกเลี่ยงเสียโดยเร็ว

อัครดนย์ไม่อยากมาทำงานที่นี่ เพียงแต่ว่า เขาควรทำให้กริชสบายใจขึ้น

กริชห่วง กลัวว่าเขาจะใช้ชีวิตด้วยตัวเองลำบาก และอีกหนึ่งอย่าง ที่นี่คือที่เดียวที่เขาสามารถพบกริชได้ แม้จะคิดว่าสิ่งที่ทำมันเสี่ยง มันไม่น่าทำ หากทว่าอัครดนย์เลือกทำไปแล้ว

“เที่ยงแล้ว คุณไปพักก่อนเถอะ” เสียงกังวานของเจ้านายทำให้อัครดนย์ใจหาย ผละไปมองอีกฝ่ายขณะเอ่ยตอบ “ไม่เป็นไรครับ ผมจะทำต่ออีกหน่อย...”

“ผมบอกให้ไปไง ผมไม่สนว่าคุณหิวรึเปล่าหรอกนะ แต่คุณต้องรู้จักเวลา” 

อัครดนย์หันไปมองคนพูด ถอนใจกับความบ้าอำนาจนี้ จำใจเดินออกมาอย่างเสียมิได้

ด้านล่างมีโรงอาหารของบริษัทอยู่ซึ่งมีคนใช้เยอะแยะ อัครดนย์จึงเลือกที่จะเดินออกมาด้านนอก บังเอิญเจอดรุณีที่หันมาทักทาย ชายหนุ่มคลี่ยิ้มให้พอเป็นพิธี เมื่อเธอแนะนำเพื่อนร่วมแผนกอีกสองสามคน ทั้งหมดพากันข้ามถนนไปร้านตรงกันข้าม หนึ่งในผู้ร่วมแผนกมีหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเคยทำความรู้จักกันก่อนหน้าแล้ว เขมิกา ดูเธอจะเป็นมิตรกว่าคนอื่นที่มองด้วยสายตาข้องใจ

“มีอะไรรึเปล่าโอ๊ค อยากดื่มกาแฟเหรอ” เขมิกาถามขึ้น อัครดนย์หันไปมองผู้ถามยิ้ม ๆ

“เปล่า แค่กะว่าจะซื้อไปให้คุณกายเขาที่ห้องน่ะ”

“อ๋อ ก็ดีเหมือนกันนะ เขาจะได้ใจดีกับโอ๊คขึ้นไง ว่าแต่ว่ามาทำงานวันแรกไม่โดนดุใช่ไหมจ๊ะ”

อัครดนย์ยิ้มรับ “ไม่นี่ เขาก็แค่เตือนให้ทำงานตามที่ต้องการ ถึงแม้จะใช้คำแรง ๆ หน่อยก็เถอะ”

อัครดนย์ถือของว่างและกาแฟเย็นเข้ามาพร้อมกับเพื่อนร่วมแผนก ชายหนุ่มขอตัวแวะไปเข้าห้องน้ำก่อน หลังจากนั้นจึงกลับเข้ามาด้านใน ผ่านหน้าลิฟท์ซึ่งเห็นหลังไวไวของใครสักคนเดินออกมา อัครดนย์รีบสาวเท้าวิ่ง ดึงแขนให้อีกฝ่ายหันขวับมาพบกันด้วยดวงใจระทึก ซึ่งคนถูกเรียกเองก็รู้สึกประหลาดใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เจอเขาที่นี่

“โอ๊ค...” คนตรงหน้าจ้องอัครดนย์นิ่ง ชายหนุ่มทำได้เพียงระบายยิ้มให้อย่างไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี “แกกลับมาทำงานที่นี่ได้ยังไง ไหนว่าจะไม่ทำแล้ว”

จะให้อัครดนย์ตอบไปตรง ๆ ว่าเพราะอยากพบกริชอย่างนั้นหรือ

“ผมคิดว่าอยากลองทำงานที่นี่ดู เพราะพี่อุตส่าห์ฝากให้ อีกอย่างวันนั้นเรายังคุยกันไม่จบเลย...”

“อย่ามาทักฉันอีก” คนตรงหน้ายังคงใช้ลำเสียงนิ่ง อัครดนย์หน้าชา เงยขึ้นสบตารุ่นพี่ที่เคยใช้แววอบอุ่นมองมายังเขา ชายหนุ่มพูดไม่ออก คงเพราะไม่อาจทราบว่าเหตุใดกริชจึงใช้คำพูดเช่นนี้กับตน

“พี่กริช ผม...ขอโทษที่พูดไม่เข้าหู...”

“อย่าทำเหมือนรู้จักฉันที่นี่ แล้วก็อย่าสำคัญตัวผิดไปล่ะ ถ้าอยากทำงานอยู่ที่นี่ก็เจียมเนื้อเจียมตัวแล้วก็ควรรู้ด้วยว่าฉันเป็นใครแล้วตัวเองน่ะเป็นใคร ฉันไม่ได้ให้ความสำคัญกับแกมากกว่าเมียของฉัน แกไม่ได้เข้าใกล้คำว่า ตัวเลือกสักนิดเดียว” แววตาของกริชไม่มีคำว่าล้อเล่นเผยอยู่ อัครดนย์นิ่ง ท้ายที่สุดเขาก็เสียผู้ชายที่ดีที่สุดในชีวิตไปแล้ว “ต่อไปนี้ฉันกับแกจะไม่รู้จักกัน”

“พี่กริชครับ”

“อย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของฉันอีก ไม่อย่างนั้น ฉันไม่ไว้หน้าแกแน่...”

เป็นอีกครั้งที่กริชไม่รับฟังอะไรเลย นอกเสียจากนัยน์ตาคมนั้นจะจ้องอัครดนย์เขม็งราวกับกริชคนละคนที่เคยก้าวเข้ามาในชีวิต รุ่นพี่เดินจากไปแล้วพร้อมกับคำพูดที่ฝากทิ้งไว้ให้ อัครดนย์รู้สึกหนักอึ้งทั้งร่างกายและภายใน อะไรร้อนรุมพลันแล่นเข้ามาจนมิสามารถสะกดกลั้นความเสียใจได้ เขาเสียไปแล้ว คนที่ดีที่สุด เสียไปกับความโง่เง่าเพียงชั่วครู่ชั่วคร วที่ฝันถึง

เขาเป็นใคร และกริชเป็นใคร...

ใช่...เขาสำคัญตัวเองผิดไปที่คิดว่ากริชเป็นห่วงและต้องการอยู่ใกล้ เขามันก็แค่ไอ้อ้วนที่น่าสงสาร

อัครดนย์ไร้เรี่ยวแรง ชายหนุ่มทรุดกายนั่งลงปิดบังใบหน้าบิดเบี้ยวที่กำลังร้องไห้อยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน แม้จะถึงเวลาทำงานแล้วก็มิสน โดยไม่รู้เลยว่ามีใครสักคนที่เดินออกจากลิฟท์มาเห็นช่วงเวลาอ่อนแอของเขา

“เป็นอะไรรึเปล่า”

เสียงทุ้มของคนด้านหลังเรียกสติของอัครดนย์ให้กลับมา ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ยกมือเช็ดน้ำหูน้ำตา มองเจ้านายที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า อีกฝ่ายมองตาเขา ในขณะที่อัครดนย์ยังคงพยายามสู้กับความทรมานในใจ มีอยู่แว่บหนึ่งที่คิดว่าเป็นคนแบบกันตวีย์เองก็ดีเหมือนกัน คนที่สามารถทิ้งความทรงจำไว้เพียงข้างหลังแล้วเชิดหน้าเดินต่ออย่างไม่สนใจอดีต แบบนี้คงมีความสุขไม่น้อย

“พี่เป็นอะไรหรือเปล่า”

เด็กหนุ่มตัวอ้วนเอ่ยขึ้นภายในความเงียบ ดวงตาภายใต้กรอบแว่นกวาดไปมองเจ้าของไหล่สูงที่นั่งบนเก้าอี้ยาวใต้ต้นไม้ ที่เดิมที่อัครดนย์มักจะเห็นกันตวีย์มา สวนดอกไม้ในห้องกระจกของโรงเรียน เป็นที่ส่วนตัวที่อีกฝ่ายมักมาใช้เวลาเงียบ ๆ พักผ่อนหย่อนใจ แต่เมื่อช่วงกลางวันที่ผ่านมา อัครดนย์เห็นกันตวีย์ถูกบิดาต่อว่าและตบหน้ามาสองสามที เรื่องที่เจ้าตัวมัวแต่เอ้อระเหย ไม่จริงจังกับชีวิต

ที่จริงตอนนั้นกันตวีย์ก็รุนแรงพอกัน ก้าวร้าว ย้อนบิดากี่คำคนฟังก็คิดว่าช่างน่าโมโห

“ไม่เกี่ยวกับมึง ไม่ต้องมายุ่ง” อีกฝ่ายตอบเสียงเครือ ดูเหมือนผ่านการร้องไห้ ดูเหมือนอัครดนย์จะค่อนไปทางสมน้ำหน้ามากกว่าที่เห็นรุ่นพี่เป็นเช่นนี้ แต่มาคิดดูอีกที กันตวีย์เองก็คงมีปัญหาชีวิตไม่ต่างกัน เด็กหนุ่มสาวเท้าเข้าไปใกล้ ยื่นพลาสเตอร์ยาให้

“ผมให้...”

อีกฝ่ายเงยขึ้นมามอง มุ่นคิ้ว “ไม่ต้องมาส่งสารกู!

“ถ้าไม่อยากให้คนอย่างผมสงสาร พี่ก็เลิกทำหน้าแบบนี้สิ”

“แบบไหน!

“ก็แบบนี้แหละ” อัครดนย์ชี้หน้า คนฟังพ่นลมหายใจฟืดฟาดลุกขึ้นมาขึ้นมาอีกครั้งด้วยความอารมณ์เสีย “มึงอย่ามากวนกูนะโอ๊ค อยากโดนกระทืบมากนักใช่ไหม หา!

“ถ้าพี่กระทืบผมแล้วพี่จะหายเศร้าไหม...”

คนฟังนิ่ง จ้องตาไอ้อ้วนที่เชยขึ้นมาสบราวกับไม่ได้หวั่นเกรงอะไรเลย หากทว่ากำมือแน่นราวกับรู้ตัวว่าตัวเองจะต้องโดนแน่ กันตวีย์ตบศีรษะคนตัวเตี้ยกว่าไปทีอย่างบันดาลโทสะจนแว่นกระดอนออกจากหน้า คนตัวสูงกว่าผละไปทรุดกายนั่งที่เดิมอย่างอารมณ์เสีย มองตามมือเจ้าเนื้อที่กำลังควานหาแว่นต “ไอ้อ้วน! ไปไกล ๆ กูเลยไป ขวางหูขวางตาว่ะ!

เท้าหนักเขี่ยไล่หากทว่าไม่ได้หาเรื่องอย่างเคย อัครดนย์เพียงมุ่นคิ้ว เงยไปมองเจ้าตัวครู่หนึ่งอย่างนึกระอา แต่ก็เพียงแค่เงียบควานหาของของตนเองเท่านั้นเพื่อความสงบระหว่างกัน

ทุกวันนี้ กันตวีย์ยังคงไม่เข้าใจคำถามนั้นของอัครดนย์เลยว่าหมายความว่าอย่างไรแน่

“ถ้าพี่กระทืบผมแล้วพี่จะหายเศร้าไหม...”

อัครดนย์อยากประชดประชัน หรืออยากทำอย่างนั้นเพื่อให้กันตวีย์หายเศร้าจริง ๆ

ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจำวันนั้นได้หรือไม่ กันตวีย์ไม่ได้ใส่ใจ ชายหนุ่มมองใบหน้าขาวที่ยังคงเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและเลือดฝาด ก้มลงมองแก้วกาแฟและของว่างที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเป็นพิเศษ หากทว่าชายหนุ่มรู้ดี ว่านั่นคือเศษเสี้ยวความทรงจำของระหว่างเขาและอัครดนย์

มันมีแต่ของที่เขาชอบทั้งนั้น

มือหนาเอื้อมไปกุมข้อมืออีกฝ่าย ฉวยถือของมาไว้กับตัว จูงพาอัครดนย์เดินตามหลังเข้าไปในแผนก ผ่านสายตาพนักงานกว่าครึ่งร้อยมุ่งสู่ห้องทำงาน ดูเหมือนคนด้านหลังกำลังดื้อจะยื้อมือกลับ กันตวีย์บีบไว้แน่น เปิดประตูและดุนดันให้เลขาหนุ่มลูกครึ่งเดินเข้าไปก่อน อัครดนย์ไม่พอใจ จะเดินไปยังโต๊ะทำงานขณะที่เจ้านายปิดประตู แต่ใจที่ว่าชื้นขึ้นก็หล่นหายลงไปพื้น

มือแข็งแรงของอีกฝ่ายกระตุกต้นแขนเขาให้เซไปแนบหลังกับประตู เชิญหน้าและแววตาดุดันในระยะใกล้ อัครดนย์เบิกตาด้วยความตกใจ ยกมือป้องปัดอีกฝ่ายให้ถอยห่างเมื่อเห็นว่าใบหน้าคมคายของเจ้านายนั้น กำลังขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นจนรับรู้ถึงแรงลมหายใจ

“พี่กาย จะ...จะทำอะไร!

ชายหนุ่มไม่เข้าใจสถานการณ์นี้เลยจริง ๆ



-------------------------------------------

อยากบอกว่า...กายคิดลึกกับหมูโอ๊คตั้งแต่วันนี้แหละค่ะ อาจมีคนสังเกต

กายทำแว่นโอ๊คหล่น แล้วอิน้องก็งมหา มองไม่เห็นว่าอิคนพี่ทำหน้าแบบไหนเวลามอง

ดูเหมือนอิคนพี่จะเปลี่ยนวิธีแกล้งน้องตั้งแต่วันนี้ แต่อะไรเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนน้องโกรธจนถึงขั้นหายไปจากชีวิตคนพี่(นอกจากข่มขืน ซึ่งยังเท้าความไม่ถึงและคลุมเครืออยู่) ต้องมาตามอ่านกันเน้อ

ขอกำลังใจหน่อยจ้า จะขยันปั่นขยันอัพน้า

รักคนอ่านค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 87 ครั้ง

281 ความคิดเห็น

  1. #268 Oo แว่นน้อย oO (@rose1412) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2561 / 04:15
    ตัดใจจากกริชเถอะ คนแบบนี้ มาซบพี่กายดีกว่าาาา
    #268
    0
  2. #258 nin28041992 (@nin28041992) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2561 / 20:30
    กริชนี้แระเลวสุด
    #258
    0
  3. #222 pcy921 (@chanchanchan) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 16:47
    ขอแบนพี่กริชนะคะ
    #222
    0
  4. #211 Sirikandadechhom (@Sirikandadechhom) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2561 / 02:14
    โธ่!!โอ๊ค ทำไมชีวิตหนูน่าสงสารจังเลยลูก
    #211
    0
  5. #96 kaohom_d (@kaohomd) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มกราคม 2560 / 18:02
    พี่กายปากแข็งมากก
    #96
    0
  6. #95 kaohom_d (@kaohomd) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มกราคม 2560 / 18:02
    พี่กายปากแข็งมากก
    #95
    0
  7. #18 NaNa.S (@6013434) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 / 22:27
    หวายๆๆๆๆ อิพี่กายจะทำอะไรน้องงงงง
    #18
    1
  8. #17 Garatkitti (@pond-zooza) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 / 11:11
    รอนักเขียนปั่นงานเขียนเรื่องดีๆ ต่อนะ มีปมมากมายรอเผย สู้ๆ นะ เราชอบเรื่องนี้
    #17
    1