(จบแล้ว/อ่านฟรี) 90Days พิสูจน์รัก (Boy's love)

ตอนที่ 29 : ตอนที่ ๑๖--(๑๐๐)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,313
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 84 ครั้ง
    9 ต.ค. 60



บ่ายแก่ของวัน อัครดนย์ตื่นขึ้นมาก็ได้ทราบข่าวว่ากันตวีย์ถูกย้ายไปอยู่ห้องธรรมดาได้แล้ว ชายหนุ่มได้ฟังก็ดีใจ อยากกลับไปดูให้เห็นกับตาตนเอง หากไม่ถูกพยาบาลเอ็ดเพราะความเอาแต่ใจไม่ยอมดูแลร่างกายตนเองเสียก่อนคงได้ทำตามใจ 

กระทั่งเห็นกริชเปิดประตูเข้ามาในช่วงหัวค่ำ สีหน้าของกริชดูมีกำลังใจมากขึ้น พลอยให้อัครดนย์รู้สึกใจชื้นขึ้นมาเช่นกัน

ช่วงสายวันต่อมาอัครดนย์จึงสามารถออกไปหากันตวีย์ได้ กริชเล่าว่าร่างกายของกันตวีย์ตอบสนองต่อการรักษาทุกอย่างและเป็นไปได้ด้วยดี เหลือเพียงก็แต่รอให้ฟื้นขึ้นมา จึงสามารถดูอาการอีกครั้งได้ เห็นดังนั้นแล้วชายหนุ่มรีบเข้าหาคนป่วยซึ่งเคยมองอยู่ห่างไกลโดยไว กันตวีย์ยังคงหลับลึกไม่ยอมตอบกลับ แม้นว่าจะถูกใครเรียกให้เลิกขี้เซาก็ไม่เป็นผล

“ดูสิ เรียกยังไงก็ไม่ยอมตื่น ขี้เกียจเกินไปแล้ว” คนกล่าวกุมมือซึ่งวางราบกับเตียง

กริชยกยิ้ม “ทำงานทุกวัน ถือโอกาสพักร้อนหรือไง”

“ผมก็ว่างั้น นี่ฝันไปกี่เรื่องแล้วครับพี่กาย หืม” 

คนกล่าวชะโงกเข้าไปใกล้กันตวีย์กระซิบถาม เก็บกลั้นน้ำเสียงเจ็บปวดให้ดูสดใสขึ้นกว่าเมื่อก่อน อัครดนย์เชื่อว่าคนตรงหน้าอยากได้ยินมันมากกว่า ชายหนุ่มยิ้ม อย่างน้อยพี่ชายตรงหน้าก็มีโอกาสรอด ขอเพียงแค่พวกเขาได้ให้กำลังใจเพื่อการต่อสู้ครั้งนี้

“เอ้อ โอ๊ค เรื่องที่จะออกจากบริษัทน่ะไม่ต้องแล้วนะ” กริชพูดขึ้น

“ทำไมครับ”

“พ่อพี่เปลี่ยนใจแล้วน่ะ คงเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเหตุผลมั้ง”

“มันต้องแย่แน่ถ้าท่านรู้เรื่องผมกับพี่กาย

“พ่อพี่ ท่านรู้แล้วแหละ” กริชบอก เรียกคนป่วยต้องหันไปมองด้วยความไม่เข้าใจ รุ่นพี่ตัวใหญ่จึงได้ทีแจงให้ฟัง “ท่านถามพี่เมื่อวานน่ะว่าแกกับกายเป็นอะไรกัน แล้วเรื่องของแกกับพี่ พี่อธิบายให้ท่านเข้าใจแล้วนะว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้เราอยู่ในสถานะไหน จากนี้ไปแกไม่ต้องกังวลเรื่องของพี่นะ ทำทุกอย่างอย่างที่แกอยากทำเลย”

“ผมจะกลับไปทำงานที่นั่นได้ยังไง ในเมื่อพี่กายยังเป็นแบบนี้ อีกอย่าง ผมก้าวร้าวใส่ท่านไปเยอะเลย”

กริชหัวเราะเล็กน้อยเมื่อนึกขึ้นมาได้ 

“ก็จริงของแก วันนั้นพ่อโกรธจนเส้นเลือดปูดเลยล่ะ”

คนฟังย่นคิ้วทันทีหลังจากนั้น กระทั่งมีใครสักคนเคาะประตูแล้วเดินเข้ามา อัครดนย์เห็นเป็นหญิงค่อนข้างมีอายุ ใบหน้ามีร่องรอยความสวยในวัยสาวฉายเด่นเป็นสง่าห์ นางแต่งตัวดี เดินถือของเยี่ยมเดินเข้ามาชะงักขาเมื่อเห็นกริชและอัครดนย์นั่งอยู่ในนี้

สายตาผู้มาใหม่มองยังกริชราวกับเจอของไม่ชอบ ชิงชัง นางสะบัดหน้ามาวางของที่ถือแล้วก้มลงจัดผ้าห่มให้กันตวีย์ราวรู้หน้าที่ อัครดนย์ทำได้เพียงหันมองกริชในความเงียบ และส่งคำถามจากสีหน้าด้วยความใคร่ทราบอย่างยิ่งว่า หญิงผู้นี้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับกันตวีย์ 

กริชยกมือไหว้เป็นอันดับแรก 

“สวัสดีครับ น้าษา” แม้ว่าจะถูกเมินก็ตาม

อัครดนย์จึงต้องพลอยทักทายด้วย “สวัสดีครับ”

“โอ๊ค นี่น้าษา แม่ของกาย”

ได้ฟังแล้วอัครดนย์หูผึ่งไปชั่วอึดใจหนึ่ง ครั้นพอได้รู้แล้ว ความคล้ายกันของสองแม่ลูกผุดขึ้นมาราวกับมายากล ทว่าดูเหมือนตั้งแต่น้าษาของกริชมาถึง บรรยากาศในห้องนี้ดูอึมครึมขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะสายตาดุยามผละสบกับกริช ชวนให้อัครดนย์ตั้งคำถามว่าสรุปแล้ว สองคนนี้ไม่ใช่แม่ลูกกันอย่างนั้นหรือ ดูจากสายตาไร้เยื่อใย และเหมือนกริชจะรับรู้ดีเสียด้วยว่าอีกฝ่ายคิดเช่นไรกับตน

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สน กริชผายมือไปยังรุ่นน้อง “นี่โอ๊คครับ เขาอยู่กับกายวันเกิดเหตุด้วย”

อัครดนย์พยักหน้ารับเล็กน้อยเสริม มองผู้อาวุโสหันมาสบตา “เหรอ”

“วันนี้น้าษาเอาอะไรมาเยี่ยมน้องครับ เดี๋ยวผมเอาไปเก็บให้”

“ไม่ต้อง ฉันจะทำให้กายเองทุกอย่าง พวกเธอไม่มีอะไรก็กลับไปกันได้แล้ว อยู่นี่นาน ๆ จะรบกวนเขา”

“ผมว่ากายอาจจะอยากได้กำลังใจจากโอ๊คนะครับ”

“เธอจะไปรู้อะไร กำลังใจไหนจะสำคัญกว่าแม่ตัวเอง” นางหันไปสบตากริชอยู่ครู่ แล้วหัวเราะหึกล่าวต่ออีก “ลืมไปนี่นะว่าเธอไม่มีแม่ แม่เธอตายไปแล้วตั้งแต่เธอยังเด็กเลยนี่ คงไม่รู้หรอกว่าการมีแม่มันรู้สึกยังไง”

“คุณป้าไม่ควรพูดกับพี่กริชแบบนั้นนะครับ พี่กายเขาฟังอยู่ ถึงเขาจะนอนอยู่แต่ก็ได้ยินเราพูดนะครับ” อัครดนย์ลุกขึ้นยืนมองตามารดากันตวีย์เขม็ง ในขณะที่กริชยังคงใจเย็นกับคำที่ถูกสาดใส่พร้อมโทสะ 

ดูเหมือนคนถูกปรามจะไม่ค่อยพอใจ ครั้นหันขวับมาสบตาอัครดนย์ในระยะเห็นชัดแจ้งมากกว่าเมื่อครู่ นางเบิกตากว้าง ยกนิ้วชี้ชี้หน้าเขาราวกับเห็นผีหรือตัวอะไรน่าตกใจ

“เธอ” น้าษามือสั่นราวเจ้าเข้า “เธอ เธอคือ

คนพูดก้มลงมองลูกชายสลับกับอัครดนย์อยู่พักหนึ่งอย่างตกใจ จากนั้นไม่รู้น้ำตามาอย่างไร หล่นเป็นเม็ดลงราวกับฝนกำลังเทหนักหน่วง อัครดนย์ไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ทำได้เพียงเดินอ้อมไปพยุงคนร้องไห้ตัวโยนให้ทรุดกายนั่งพัก มือเล็กของนางสั่นจนต้องจับกุมให้กำลังใจ

“เธอคือเด็กคนนั้น”

นางกุมมืออัครดนย์แน่นทั้งจ้องตา พร้อมกับความสงสัยของชายหนุ่ม “ผมหรือครับ”

“ฉันจำเธอได้ เธอคือคนที่ทำให้กายเปลี่ยนตัวเองจากเมื่อก่อน เขาซึมอยู่หลายเดือนก็เพราะเธอหายไป” คนพูดยังคงน้ำตาไหล อัครดนย์เลิกคิ้วหลังจากนั้น ทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้นอกจากย้อนถาม 

“คุณป้ารู้จักผมด้วยเหรอครับ”

“ฉันจำเธอได้ เธอมักจะมาที่บ้านแล้วช่วยงานคนใช้ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ ฉันเลยถามว่าเธอเป็นใครจากเด็กที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ยุ่งอะไรเพราะเมื่อก่อนฉันเป็นแม่ที่แย่ เอาแต่คอยตามใจกายมาโดยตลอดไม่ว่าเขาอยากจะทำอะไร จนวันหนึ่งเขากลับมาซึม ไม่ยอมไปเรียน เพราะเป็นห่วงเลยเข้าไปถามแล้วชวนให้เขานัดกันสังสรรค์กับเพื่อนเผื่อจะดีขึ้นมาบ้าง พอพูดแล้วกายเขาก็ร้องไห้โฮบอกว่าไม่ต้องการพูดถึงเรื่องนั้นอีก เพราะไม่มีเธอแล้ว เขาดูเสียใจมากจนฉันเองก็ตกใจที่เห็นเขาในแง่นี้”

ได้ฟัง อัครดนย์หันไปมองคนนอนหลับนิ่ง

“พี่กายเขารู้สึกผิดต่อผมมาโดยตลอดซีนะ”

ชายหนุ่มเข้าใจแล้ว

“ฉันไม่รู้ว่าระหว่างพวกเธอเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ฉันต้องขอบคุณ ที่เธอทำให้ลูกชายฉันเปลี่ยนตัวเองขึ้นมาได้”

“ผม

“ฉันเคยบอกว่าจะออกตามหาเธอ แต่เขาบอกว่าไม่ต้อง แล้วก็พร่ำว่าเธอคงไม่อยากเจอเขาหรอก ทั้งที่ตัวเองก็กำลังช้ำใจ ทุกข์ใจที่ทำให้เธอต้องหายตัวไป เขาต้องดีใจแน่ที่ได้กลับมาพบเธออีก เขาต้องดีใจแน่” 

คุณอุษาบอกเล่า อัครดนย์จำความรู้สึกแรกเมื่อกลับมาเจอกับกันตวีย์อีกครั้งไม่ได้ เขาไม่รู้เลยว่าการทำตัวเมินเฉยใส่อีกฝ่ายจะทำให้เจ้าตัวรู้สึกแบบใด ชายหนุ่มปัดความรู้สึกปวดหนึบในใจออก หันไปหาคนนอนหลับ

“ตื่นขึ้นมาสิ” 

อยากบอกอะไรเขาก็จะได้บอก ทีนี้อัครดนย์จะตั้งใจฟัง “ตื่นขึ้นมาได้แล้วพี่กาย

อัครดนย์ไม่รู้เลย ว่าเสียงเครือสั่นประสมยามร้องไห้ตอนนี้ กันตวีย์จะได้ยินหรือไม่ เขาเพียงต้องการปลอบใจตัวเองก็เท่านั้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากมีปาฏิหาริย์ครั้งที่สอง กันตวีย์จะตื่นขึ้นมา

แต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้ง่าย ผ่านมาสองวันจนถึงเวลาที่อัครดนย์ควรออกจากโรงพยาบาลแล้ว หากทว่ากันตวีย์ก็ยังไม่ยอมตื่น 

หลังจากจัดการเรื่องค่าใช้จ่าย อัครดนย์ซึ่งเปลี่ยนมาสวมชุดลำลองตั้งใจว่าควรแวะไปหากันตวีย์ก่อนกลับ เมื่อเห็นชายหนุ่มไปที่นั่น ดูเหมือนอุษาจะดีใจราวกับเห็นลูกชายตัวเอง นางดิ่งไปรับอัครดนย์ด้วยรอยยิ้ม พร้อมทั้งนำอาหารที่ทำเองให้ทานก่อน

ตลอดเวลาที่อยู่รักษาตัว อัครดนย์รู้สึกเบาใจขึ้นกว่าเมื่อก่อน คงเป็นเพราะอุษาใจดีต่อเขามากกระมัง จะมีเรื่องที่ชวนกลุ้มใจก็เพียงแต่ยามที่กริชมาก็เท่านั้น ดูเหมือนนางไม่ค่อยชอบกริชเท่าไรนัก

กริชยอมเล่าให้ฟังว่าเพราะนางเป็นภรรยาผู้มาทีหลัง เคยมีปัญหากับมารดาของกริชจนเป็นเรื่องใหญ่มาก่อนหน้า ส่งผลให้ไม่ชอบหน้าลูกชายด้วย เพราะเรื่องนี้น้าอุษาจึงถูกบังคับให้ย้ายไปอยู่ที่อื่นกับกันตวีย์และถูกเรียกว่าเมียน้อย  ทำให้กันตวีย์รู้สึกมีปมด้อยและมองตัวเองว่าไม่ถูกบิดาเหลียวแลด้วย จะมีก็แต่คุณย่าที่ใหญ่กว่าบิดาที่คอยเอาใจกันตวีย์เสมอจนเคยชิน

กระทั่งท่านเสียไป กันตวีย์จึงกลายเป็นหมาหัวเน่า

“เดี๋ยวป้าจะออกไปหาอะไรดื่มข้างนอก ฝากพี่กายกับเธอไว้ก่อนได้ไหมจ๊ะ”

นางคลี่ยิ้มให้ด้วยความใจดี อัครดนย์พยักหน้ารับ “ครับป้าษา”

“โอ๊คไม่รีบใช่ไหม”

“ที่จริงผมกะว่าจะกลับไปทำความสะอาดบ้านบ้างสักหน่อย ไม่อยู่หลายวันคงมีฝุ่นจับ”

“ถ้าไม่ติดอะไรก็ไปนอนที่บ้านป้าซีจ๊ะ ห้องพี่กายเขาก็ว่าง ทำความสะอาดอยู่ทุกวัน นี่ยังไม่ค่อยหายดีจะกลับไปทำความสะอาดมันก็ยังไงอยู่ เดี๋ยวอาการพลอยจะทรุดลงไปด้วย” น้ำเสียงของอุษาเต็มไปด้วยความเอ็นดู แววตามีเพียงความเมตตาฉายเด่นเมื่อเห็นท่าทีลำบากใจของผู้ฟัง นางยกยิ้มรู้ทันว่าต้องถูกปฏิเสธแน่ แต่ก็ไม่ยอมเปิดโอกาสให้เด็กหน้าลูกครึ่งพูดได้

“งั้นตกลงตามนี้นะจ๊ะ เดี๋ยวป้าลงไปหากาแฟดื่มก่อน รู้สึกหนัก ๆ ตาขึ้นมาเสียแล้ว”

“เอ่อ” คนอายุน้อยที่สุดมองตามโดยที่ไม่สามารถแย้งอะไรได้เลย อัครดนย์เพียงแค่ถอนใจหลังจากคุณป้าอุษาเดินออกจากห้องไปด้วยรอยยิ้ม ที่จริงวันนี้เมื่อได้พบกัน สีหน้าของนางดูเปลี่ยนไปจากที่พบเห็นครั้งแรกมาก อาจเพราะกำลังวางใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

ชายหนุ่มเคลื่อนกุมมือใหญ่ของผู้นอนหลับบนเตียง ขยับเข้าไปนั่งชิดใกล้อยู่พักหนึ่ง เพราะวันนี้เป็นวันแรกที่เขาได้กลับมาอยู่กับกันตวีย์สองคน ทุกครั้งมักจะมีคนอื่นอยู่ด้วยเสมอ

เขาควรพูดอะไรให้กันตวีย์ได้ยินบ้าง

“พี่กาย พี่จะนอนแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน” 

คนกล่าวก้มลงเข้าไปกระซิบใกล้ เคลื่อนละเลียดสัมผัสอ่อนแผ่วบนผิวละเอียดสีน้ำผึ้งเบื้องหน้า ทำเป็นบ่นด้วยน้ำเสียงไม่เศร้านัก “พี่ไม่เป็นห่วงป้าษาที่ต้องรอเหรอ หลายวันแล้วนะครับ จะสบายแต่ตัวเองได้ยังไง แบบนี้มันไม่แฟร์เลยนะรู้ไหม ผมเหงาปากจะแย่ที่ไม่ได้เถียงกับพี่”

แม้จะรู้ว่าอีกคนอาจไม่ได้ยิน อัครดนย์ก็ยังคงพูดต่อไป

“พี่ยังไม่ได้ฟังในสิ่งที่ผมจะบอกพี่เลยนะ ตอนอยู่บนรถ ผมมีเรื่องอยากจะบอกพี่แต่ก็ไม่ทัน ผมกลัวว่าตอนนี้มันจะไม่ทันอีก พี่ได้ยินผมหรือเปล่า ผมกำลังจะบอกพี่ว่าผมยอมรับความพยายามของพี่แล้ว ตื่นขึ้นมาได้ไหมครับพี่กาย ตื่นมาฟังผมก่อน”

มือขาวซีดยกมือใหญ่มาบีบแน่น ซุกใบหน้าไว้ในนั้น

“ไอ้พี่กายบ้า ไอ้บ้าอำนาจ ตื่นขึ้นมาได้แล้ว” 

น้ำตาก่อขึ้นมารวดเร็วและร่วงเผาะภายในไม่กี่วินาที อัครดนย์เก็บเสียงสะอื้น จูบหลังมือใหญ่นั้นซ้ำ ๆ ทั้งน้ำตา “คนมันเป็นห่วงนะรู้ไหม ถ้าหลงทางอยู่ก็ฟังเสียงของผมสิ เดินตามเสียงของผมมา ถ้าพี่รักผมจริง ๆ ได้โปรดเถอะ ผมไม่อยากเสียพี่ไปอีกคน

หนุ่มลูกครึ่งจ้องคนหลับนิ่ง โน้มลงไปจูบริมฝีปากที่ปิดสนิท

“ทำไมคนที่ผมรัก ต้องจากผมไปทุกคนเลย

มือยาวกอดคนหลับ ซุกใบหน้าไว้กับอก สิ่งเดียวที่ยืนยัน บอกชายหนุ่มได้เป็นอย่างดีว่ากันตวีย์ไม่ได้ห่างไปไหน คือลมหายใจและร่างกายที่ยังคงอบอุ่น อัครดนย์ได้ยินเสียงหัวใจของคนหลับยังคงเต้นเป็นจังหวะอยู่ “ถ้าผมไม่รักพี่ พี่ก็จะไม่โชคร้ายแล้วเป็นแบบนี้ใช่ไหม พี่กาย ถ้าผมไปจากพี่ตอนนี้ยังจะทันไหม พี่จะตื่นขึ้นมาไหม”

อัครดนย์ถอนใจ อยู่ในความเงียบงันระหว่างทั้งคู่

“ไม่ให้ไปไหนทั้งนั้น...”

ใจคนฟังชาวาบ 

เมื่อเสียงแหบดังขึ้น พร้อมกับมือใหญ่เคลื่อนลูบผมของอัครดนย์อ่อนแผ่ว ชายหนุ่มยกศีรษะขึ้นไปมองให้เห็นกับตา ว่าเจ้าของเสียงเป็นคนที่ต้องการจริงหรือไม่ พบกันตวีย์ลืมตาอยู่ และจ้องเขาด้วยสีหน้าที่ไม่ชอบใจนัก อัครดนย์ปล่อยให้น้ำตาไหล ลุกลี้ลุกลนทั้งที่ยังคงร้องไห้เพราะความดีใจ 

“พี่กาย พี่กายตื่นแล้ว พยาบาลครับ พยาบาล!

“ไม่ต้องเรียก ไม่ต้อง ๆ” คนกล่าวบีบมืออัครดนย์ทั้งพริ้มตาลงอีกครั้งราวกับเปลือกตาหนักจนสู้ไม่ไหว สีหน้าบอกว่ามีอาการใดอาการหนึ่ง

“พี่กาย พี่ต้องให้หมอตรวจอาการก่อน”

“บอกพี่มา พี่ได้ยินแกบอกว่ารักพี่ แล้วทำไมถึงคิดที่จะทิ้งกันไปอีก”

คนฟังชะงัก ไม่รู้จะหาคำไหนมาตอบ 

“ผม

“พี่ได้ยินที่แกพูดทุกคำ”

“เพราะผมมันตัวซวยไง ผมอยู่กับใครคนนั้นก็ต้องมาเจอเรื่องร้าย ทั้งพ่อกับแม่ ทั้งลุงกับป้าต่างต้องตายทั้งที่ยังไม่สมควรตาย ผมไม่อยากให้พี่ต้องมาจบชีวิตลงเพราะคนไร้ค่าอย่างผม”

“เหลวไหลไร้สาระ”

คนกล่าวเสียงเบาและแหบแห้งหันหน้าไปทิศอื่นเมื่อพูดจบประโยค ดูเหมือนคำพูดของอัครดนย์จะทำให้คนป่วยไม่พอใจ ชายหนุ่มกอบกุมมือใหญ่ขึ้นมาแนบใบหน้าต้องการคุยด้วย หากทว่าคนตัวใหญ่เหมือนกำลังอารมณ์เสีย ไม่ตอบสนองท่าทีอย่างเคย เพราะกันตวีย์กำลังป่วยและมีอาการไม่ค่อยสู้ดี อาจทำให้มีอารมณ์หงุดหงิดด้วย อัครดนย์ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้

“ให้ผมเรียกหมอให้ไหมครับ พี่กายเพิ่งตื่นควรดูอาการหน่อย”

“ไม่ต้อง พี่แค่อยากพัก”

กันตวีย์รั้น คนฟังยกมือเช็ดคราบน้ำตาของตัวเองทอดถอนใจ เดินวนไปยังอีกฝั่งเพราะอยากเห็นหน้า อยากคุยด้วย ซึ่งเจ้าตัวก็เชยตาขึ้นสบ หากทว่าเป็นแววตาเรียบเฉย ไม่มีแววอบอุ่นและทะเล้นเหมือนที่เคยทำ 

หนุ่มลูกครึ่งกุมใบหน้าหล่อเหลานั้นไว้ในอุ้งมือทั้งสองข้างนิ่ง ส่งสายตาแสดงถึงความดีใจไปให้ 

“ขอบคุณที่ตื่นขึ้นมานะครับ”

กล่าวจบ โน้มลงไปแนบริมฝีปากบนหน้าผากชายเบื้องหน้า ยังไม่ทันผละออกน้ำตาก็ไหลเผาะลงไปบนแก้มของผู้ฟังให้รับรู้ว่าอัครดนย์ดีใจเพียงไหน มือหนาเคลื่อนกอบกุมมือที่บรรจงประคองใบหน้าตนเองบอกว่าได้รับในสิ่งที่พยายามสื่อแล้ว “อย่าร้องไห้”

“ก็ผมดีใจ ผมเป็นห่วงพี่แทบแย่”

กันตวีย์ยังคงไม่ละสายตาไปที่ไหน “เป็นห่วง แต่คิดแต่จะหาทางไปจากกันนี่นะ แกมันก็แบบนี้”

“ถ้าผมไม่อยู่ พี่อาจตื่นขึ้นมาก็ได้ ผมมันตัวซวย”

“หึ ไร้สาระ!

“แต่ที่มันเป็นแบบนี้ก็เพราะผม”

“เป็นความคิดที่เหลวไหลมาก แกไม่ใช่จุดศูนย์กลางของโลกสักหน่อย ทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นเพราะตัวแก มันเกิดขึ้นจากเหตุของมันเอง” กันตวีย์ส่ายหน้า นัยน์ตาอสรพิษดูอ่อนล้ากว่าปกติแม้จะเพิ่งตื่น

“แล้วทำไมพี่ต้องทำแบบนั้นเพื่อผม เพราะอะไร”

คนเอนหลังบนเตียงถอนใจ “ไม่รู้สิ ฉันแค่อยากให้คนที่รอดเป็นแกก็แค่นั้น”

คนฟังกลืนน้ำลาย มองตามร่างกายที่ยังคงมีร่องรอยการบาดเจ็บอยู่ กันตวีย์มักจะแสดงสีหน้าเมื่ออยากจะขยับตัวหรือแม้กระทั่งยามหายใจแรง ๆ มือขาวซีดสัมผัสใบหน้าคนป่วย กวาดสายตาสำรวจร่างกายไปที่ละส่วนเพื่อหาจุดที่เสียหาย รู้สึกเจ็บปวดไปด้วยเมื่อค้นพบแต่ละที่

“เจ็บมากไหม”

คนฟังผละสายตาไปทิศอื่น

“เจ็บหัวใจมากกว่า

คนฟังรู้สึกจุก ไม่กล้าเอ่ยคำไหนเป็นอันทำร้ายใจกันตวีย์ต่อ ทั้งสองเงียบไปแค่นั้น

คนตัวใหญ่ผละไปพริ้มหลับราวกับต้องการจะพักอีกครั้ง ใจอัครดนย์ปวดหนึบจนชาเมื่อเห็นดังนั้น ก้มลงมองมือใหญ่ที่ยังจับประสานกับเขาในความเงียบบนเตียง กันตวีย์โกรธเขาเพราะสิ่งที่ชายหนุ่มคิดถึงขั้นไม่ยอมพูดด้วย เขาไม่ควรปล่อยให้มันจบลงไปด้วยความไม่เข้าใจกันเช่นนี้ แต่ติดตรงที่ป้าษากลับขึ้นมาเร็วโดยที่ยังไม่มีโอกาสปรับความเข้าใจ

เมื่อเห็นนางเดินเข้ามา อัครดนย์คิดจะผละมือออก เพียงแต่แรงบีบจากคนหลับทำให้ไม่สามารถทำได้ หรือไม่ เขาก็ไม่กล้าปล่อยมือกันตวีย์เสียเอง เพราะกลัว

กลัวจะทำร้ายจิตใจอีกฝ่าย กลัวกันตวีย์ตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบเขา

“ขอบใจมากนะจ๊ะโอ๊ค นี่ป้าซื้อชามาฝากด้วย”

“ขอบคุณครับ” คิดว่าจะรับแก้วชาจากมือผู้ให้ หน้าอัครดนย์ขึ้นสีเมื่อสายตาผู้อาวุโสกวาดมาเห็นมือที่ประสานกันบนอกของกันตวีย์ ที่เจ้าตัวงัวเงียดึงขึ้นไปราวกับจงใจให้มารดาเห็น ผู้ถูกกระทำหน้าร้อนผ่าววางตัวไม่ถูกท่ามกลางรอยยิ้มแปลก ๆ ของนาง 

“งั้น ป้าวางไว้ตรงนี้ดีกว่านะ”

อัครดนย์เกาศีรษะแก้เก้อ ยกยิ้มไปพลางหลบสายตาคนแก่กว่าไปพลาง แล้วนึกถึงเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้ “ป้าษาครับ เมื่อกี้ พี่กายตื่นขึ้นมาแล้วแต่ดื้อ ไม่ยอมให้ผมเรียกพยาบาลมาตรวจดูอาการ เราควรเรียกให้พวกเขามาดูตอนที่พี่กายหลับดีไหมครับ”

“ตายจริง ป้าลืมบอกโอ๊คไปน่ะ” 

รอยยิ้มของอุษาทำให้อัครดนย์สงสัย นางพูดต่ออีกด้วยสีหน้าของผู้หญิงเป็นสุขที่คิดว่าตนเองโชคดีที่สุดในโลก “ที่จริงกายเขาตื่นตั้งแต่เมื่อคืนแล้วน่ะจ้ะ หมอก็รีบมาตรวจให้แล้ว บอกว่าอาการพี่เขาดีวันดีคืน นี่ก็หลับ ๆ ตื่น ๆ มาหลายครั้งจนถึงตอนนี้ ป้าเลยต้องโด๊ปกาแฟไงจ๊ะ เมื่อคืนไม่ค่อยได้นอนเลย มัวแต่ดูแลพี่กายเขาเพราะอิ่มใจ”

คนฟังอ้าปากค้าง “อะไรนะครับ

“ก็เมื่อคืนน่ะดึกมากแล้ว ป้าไม่ได้ไปบอกเพราะไม่อยากรบกวนโอ๊คที่กำลังพักผ่อนน่ะ ป้าดีใจมากเลยที่เขาต่อสู้เก่งขนาดนี้”

มิน่าเล่า กันตวีย์ถึงไม่ยอมให้เรียกพยาบาล

อีกอย่างที่เขาฉุกคิดได้ ถ้าหากกันตวีย์ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แล้วไอ้บทเศร้าที่อัครดนย์นำมาทิ้งไว้เมื่อครู่ที่ผ่านมาหมายความว่าอย่างไรกันเล่า 

อัครดนย์เก็บสีหน้าแห่งความอับอายของตนสุดขีด ท่ามกลางความดีใจของคุณป้าต่อหน้า ดวงตาสีน้ำตาลมองไปยังคนป่วยด้วยความหน่ายใจ แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาพร่ำพูดก็ตาม อย่างไรเสียมันก็เป็นเรื่องขายขี้หน้าที่สุดอยู่ดี

แต่ถึงอย่างนั้น อัครดนย์ก็ยังไม่กล้าผละออกจากมือของคนหลับอยู่ดี เพราะสีหน้า เพราะท่าทางสบายขึ้นของกันตวีย์ยามนี้แสดงให้เห็น การที่รับรู้ว่ามีอัครดนย์อยู่เคียงข้าง ทำให้เจ้าตัวดูมีความสุขขึ้นกว่าเมื่อก่อน

เขาคงต้องอยู่อย่างนี้จนกว่าคนตัวยักษ์จะตื่นขึ้นมาอีกรอบกระมัง แล้วค่อยคุยกันอีกรอบหนึ่ง

คราวนี้ เขาจะยอมตอบคำถามเจ้าตัวทุกอย่าง อย่างไม่อิดออดแม้แต่คำถามเดียว



-------------------------------------------------



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 84 ครั้ง

281 ความคิดเห็น

  1. #270 Earn Waranluk (@w-earn) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 01:17
    แนะ แกล้งนัอง หวานเว่อ
    #270
    0
  2. #244 pcy921 (@chanchanchan) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 20:19
    ขนาดป่วยยังเนียนนะคะพี่กาย เอ้ดเต้ลอเด้อยังเรียกพ่อ
    #244
    0
  3. #201 Kviinz (@ka-win-no) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 20:25
    ผ่านดราม่ามาแล้ว โอยยย ไรท์เก่งมากกก ❤
    #201
    1