(ลงขายที่งานหนังสือ18-29ต.ค.นี้ สนพ.hermit books) 1 Month รักนี้ ใครกำหนด รอภาค๒ [Yaoi]

ตอนที่ 8 : 1 MONTH--7(เลือดสาด)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,034
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    18 ธ.ค. 57

 

ตอนที่ 7

 

เสียงรถมอเตอร์ไซต์ดังมาตามทาง

 

ลมแรงขึ้นจริงๆ ฟ้าเริ่มมืดสลัวขึ้นมา ปอมันให้ผมนั่งกอดมันจากด้านหลังเพราะจะได้ขับถึงรีสอร์ทไวๆ อีกทั้งผมตั้งใจจะนั่งอยู่แล้ว ขืนนั่งท่านั้นกลับไปมีหวังได้อายอีกรอบ ผมกอดมันแน่นเมื่อหยาดฝนปรอยลงมาพร้อมกับลมกรรโชกแรง ยังดีที่ปอมันพาลงจากผาสูงๆ มาได้แล้ว เหลือแค่ทางนอกเมืองที่ต้องขับเข้าไป และทางก็ลาดยางไว้ใหม่เอี่ยมขับรถได้ง่าย

 

ดวงตามองออกไปเห็นฟ้าสว่างวาบตามมาด้วยเสียงดังครืนๆ ขู่พวกเรา หยาดฝนใหญ่น้อยสาดลงมาพร้อมกับลมแรงที่แทบจะพัดผมกับมันลอยได้ น่ากลัวชิบ!

 

มือข้างหนึ่งของมันยกมาป้องเม็ดฝนที่ตกมากระทบใบหน้า ดูขนาดของเม็ดน้ำแล้วมันเจ็บนะ ส่วนไอ้ผมก็ยกผ้าที่ใช้ปูนั่งตอนกินข้าวมาคลุมหัว ก็สงสารมันอยู่หรอกแต่มันก็ตัวโต ก็แค่เม็ดฝนเล็กๆ จะไปทำอะไรผู้ชายตัวถึกๆ อย่างมันได้ อีกทั้งเป็นเป็นคนออกคำสั่งให้ผมเอาคลุมหัวไว้เองอีกต่างหาก

 

มันใจดีแบบนี้ผมคงขัดใจไม่ได้ มือกำผ้าและแนบหน้ากับหลังอุ่นๆ ของมัน เสียงลม เสียงฝน เสียงฟ้าดังระลอกแล้วระลอกเล่า ผมมองไม่เห็นทางทว่ารู้สึกว่าปอมันคงช่วยพาผมให้ไปที่ปลอดภัยได้

 

ผมเชื่อมันนะ

 

“อา แม่งฝนตกแรงแล้ว”

 

มันร้องว่า รู้สึกถึงความเปียกที่ไหลซึมมาจากผ้าบนหัว เสียงฟ้าร้องทำเอาผมสะดุ้ง ร่างกายรู้สึกเย็นวาบเมื่อน้ำซึมเข้ามาจากด้านหลัง ไม่ต้องถามถึงไอ้ปอว่ามันเปียกไหม ตัวมันเปียกไปหมดแล้ว

 

เสียงฟ้าร้องครืนใหญ่ ผมกำเสื้อมันแน่น ไม่ชอบช่วงท้องฟ้าคึกคะนองแบบนี้เลยวุ้ย

 

“ปอ แวะหลบก่อนไหม?” ผมร้องว่า

 

“หลบไม่ได้ ไม่มีร่มเลย มีแต่ต้นไม้”

 

“กูกลัวฟ้า” ผมว่าพลางซุกบนหลังอุ่นๆ ของมันที่ยังไม่ทันได้เปียก

 

“รอหน่อยนะภีม เดี๋ยวก็ถึง”

 

ก็บอกว่ากลัว ขับรถตอนฝนตกแบบนี้มันอันตรายนะเว้ย ถึงจะบอกว่าเชื่อใจมันก็เหอะ

 

“จอดก่อนปอ”

 

“ไม่ได้ เดี๋ยวมึงตากฝนนานๆ ก็ไม่สบายอีก”

 

ห่วงแต่กูอยู่นั่นแหละ ผมหลับตาผ่อนปรนอารมณ์ไม่งี่เง่ากับมันให้โดนรำคาญอีก ความหนาวเย็นเข้ามาสู่ร่างกาย ไม่ต้องบอกเลยว่าปอมันจะหนาวไหม ห่วงแต่ผม ดูสภาพมันตอนนี้สิ เห็นแบบนี้ผมก็รู้สึกผิดนะถ้ามันเกิดไม่สบายขึ้นมา

 

“ถึงหาดแล้วภีม…

 

เปรี้ยง!

 

“เฮ้ย!

 

ผมสะดุ้งภายใต้ผ้า พร้อมกันนั้นรู้สึกถึงรถที่มันถไลเสียการทรงตัวจนร่างของผมหลุดกลิ้งหลุนๆ ลงพื้นถนนหลายรอบ รู้สึกเจ็บขามาก แต่ยังดีเพราะผ้าคลุมหัวตัวส่วนบนอยู่ ร่างกายผมจึงไม่ถลอกนัก ใจผมหายวาบพร้อมกับพยายามลุกขึ้นนั่งแต่รู้สึกเจ็บขา มือก็ดึงผ้าที่คลุมหน้าออกด้วยความเจ็บปวด ดวงตาผมมองขาซึ่งมีเลือดอาบลงไปจนถึงข้อเท้า แผลใหญ่เอาการเลย โคตรเจ็บ!

 

ผมรู้สึกตาลายเพราะเห็นเลือดอาบขาตัวเองเยอะมาก โอย…รู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ อารมณ์อยากงี่เง่าก็เริ่มขึ้น นี่จะมาร้องไห้งอแงอะไรตอนนี้วะ

 

ปอมันขับรถยังไงของมันวะ

 

“ปอ ทำไมมึงขับรถแบบ…” ผมเงยมองมัน เห็นควันลอยออกมาจากรถที่ชนกับต้นไม้ซึ่งล้มลงมาขวางทาง

 

ใจหายเมื่อไม่เห็นร่างของมันอยู่ที่รถ ที่เกิดขึ้นมันคืออุบัติเหตุและทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ผมไม่ควรโทษมัน แต่ว่าปอมันอยู่ไหน ตอนนี้มันอยู่ไหน!

 

“ปอ…

 

ผมร้องว่า ใจหายขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงมัน ผมพาร่างของตัวเองลุกขึ้นเดินกระเผลกไปยังรถที่ล้มหน้าต้นไม้ต้นใหญ่นั้น เจ็บขาแต่สิ่งที่ทำให้ผมกลั้นน้ำตาไม่อยู่เพราะมัน

 

ผมหามันไม่เจอ!

 

“ปอ! อยู่ไหน” ผมร้องว่า น้ำตาอาบแก้มของผมเมื่อเห็นร่างของมันนอนอยู่ฝั่งตรงข้ามของรถ อีกฝั่งของต้นไม้ เลือดอาบหน้าและแขนของมันก็หักไปผิดรูปด้วย

 

ใจผมสั่นหวิวเมื่อเห็นมันหลับตาเลือดอาบไปทั้งหน้า อย่าตายนะมึง!

 

“พี่ปอ! พี่ปอ!

 

ผมลืมไปเลยว่าตัวเองเจ็บขา เมื่อตอนนี้ได้เห็นว่ามันเจ็บมากกว่าผมหลายเท่า น้ำตาผมไหลไม่หยุดพร้อมกับวิ่งข้ามต้นไม้ไปหามันอย่างลืมเจ็บและทุลักทุเลไม่น้อย มือสั่นระริกผมขยับกอดคอพยุงมันขึ้นนั่ง ให้ตายสิผมกลัวแขนมัน อารมณ์อยากเป็นลมก็ตีอกขึ้นมาอยากจะอาเจียนเพราะเลือดคาวๆ ที่ฟุ้งเข้าจมูก เป็นห่วงมันก็เป็นห่วง

 

ใจผมเต้นตึกๆๆๆ แทบจะทะลุออกจากอก

 

“อั่ก…ภีม” มันร้องว่าพลางแสดงถึงความเจ็บที่แขน ตัวผมสั่นไปหมดไม่เคยเห็นเลือดเยอะขนาดนี้มาก่อน

 

อย่าเป็นอะไรนะปอ

 

ผมกลัว…

 

“ปอ ทนก่อนนะ” ผมกลั้นสะอื้นว่า มือยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเลือดที่เปื้อนหน้าให้ มองแผลที่เหวอะบนตีนผมของมันแล้วน้ำตาก็ไหลไม่หยุด สงสารมันจับใจ

 

“พี่ขอโทษนะ เจ็บตรงไหนไหม?”

 

“ไม่ต้องมาพูดเลย!” ผมร้องว่าพลางกอดมันแน่น ทำหน้าเหมือนโกรธมันจะตายแต่โคตรเป็นห่วง “ตัวเองเจ็บอยู่ยังจะมาพูดดีอีก รอก่อนนะปอ กูจะไปตามคนมาช่วย”

 

มันยิ้มนิดๆ ว่า “กูแค่แขนหักภีม กูห่วงว่ามึงจะเจ็บ อะ…

 

“ไม่เอา เลิกพูดเลยปอ กูได้ยินเสียงรถมาเดี๋ยวจะไปขอให้เขามาช่วย รอตรงนี้นะ”

 

มันพยักหน้ารับนิดๆ ก่อนจะหยีหน้าเมื่อผมวางมันลงกับพื้นอย่างเดิม ร่างที่เปรอะไปด้วยเลือดของผมวิ่งไปยืนดักรอรถคันนั้น หันกลับไปมองมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความร้อนรน ผมไม่เคยเป็นแบบนี้เลย ไม่เคยห่วงใครขนาดมาก่อนเลยในชีวิต

 

ข้างหน้าที่รถแล่นมาช้าๆ เป็นรถปิ๊กอัพที่แล่นตรงมายังฝั่งในเมือง ผมกระโดดโบกมือและร้องขอให้เขาช่วยไปด้วย

 

“ช่วยด้วยครับพี่ ช่วยด้วย…” เมื่อรถจอด เขาเปิดกระจกออกมา เป็นผู้หญิงอายุเกือบๆ สามสิบแสดงความตกอกตกใจ

 

“น้องเป็นอะไรรึเปล่าคะ!

 

“ต้นไม้ล้มใส่เราครับ”

 

“ตายจริง ไหนๆ เป็นอะไรกันรึเปล่า”

 

“ผมแค่เจ็บขา แต่เพื่อนผมเขาแขนหัก ช่วยพาเพื่อนผมไปโรงพยาบาลหน่อยนะครับพี่ ผมขอร้อง” ผมยกมือไหว้พาลงหันหลังกลับไปมองไอ้ปอที่นอนอยู่ เธอพยักหน้ารับก่อนจะตอบ

 

“อย่าไหว้พี่เลยค่ะ พี่ต้องช่วยน้องอยู่แล้ว แต่บนเกาะไม่มีโรงพยาบาลใหญ่นี่สิคะน้อง จะลองไปคลินิกที่พี่รู้จักดูไหม หมอที่นั่นเห็นว่าใส่เฝือกได้”

 

“ไปที่ไหนก็ได้ครับพี่ขอให้มันถึงมือหมอ ช่วยมันด้วยเถอะครับ”

 

“ไปพาเพื่อนมาขึ้นรถเลยค่ะ”

 

“ขอบคุณครับพี่”

 

“ไหวรึเปล่า ให้พี่ออกไปช่วยไหม?” เธอว่าพลางมองไปยังต้นไม้

 

“ผมไหวครับ”

 

ผมกล่าวตอบแล้ววิ่งไปช่วยพยุงตัวปอขึ้นนั่ง มันร้องโอยทั้งขยับตัวลุกแล้วก้าวขากระเผลกเหมือนจะเจ็บเข่าด้วย มองออกไปฝนเริ่มซา ผมพามันขึ้นข้างหลังพยุงให้มันพิงตัวผมไว้ ผมกอดมันจากด้านหลัง ความอบอุ่นจากมือของผมนั้นกุมมันไว้แน่นพร้อมกับมันเองที่กุมผมอยู่เช่นกัน

 

ผมไม่อาจปล่อยให้มันรู้สึกกลัวคนเดียวได้อีกแล้ว

 

 

ถึงมือหมอแล้วและมันทำให้ผมอุ่นใจขึ้นมาเยอะ ยกมือไหว้ขอบคุณพี่สาวที่มาช่วย เธอยิ้มใจดีและให้ยืมโทรศัพท์โทรเข้าไปในรีสอร์ท ยังดีที่รีสอร์ทมีเบอร์ที่จำง่าย ผมติดต่อไปยังพี่ธามให้ทราบข่าว ก่อนพี่สาวใจดีจะขอตัวกลับเพราะมีธุระต้องจัดการ

 

หลังจากทำแผลเสร็จผมเห็นกลุ่มพี่ธามวิ่งเข้ามาด้วยความตกใจ ข้อศอกของผมถลอก หัวเข่ากระทุ้งกับพื้นจนปวดและถูกไม้ขูดเป็นรอยแผล ความเจ็บกลับคืนสู่ร่าง ผมเดินกระเผลกอยู่หน้าห้องทำแผลเข้าไปหาทั้งกลุ่ม

 

“เป็นไงบ้าง ปอเป็นอะไรมากไหม?” พี่ธามถาม ผมกลืนน้ำลายด้วยความยากเย็น เห็นสายตาไอ้ต้นมันกำลังสมเพชอีกแล้ว

 

“แขนหักครับ ไม่รู้ว่ามันเจ็บที่อื่นด้วยรึเปล่า” ผมตอบพลางนึกถึงมันไปด้วย

 

“ตอนจะไปภีมไม่รู้เหรอว่าฝนจะตก ยังดีนะที่ต้นเห็นเลยไม่ชวนพี่ธามออกไป”

 

ผมมองหน้ามันตอนที่ว่า นี่มึงคงจะรอทับถมกูแก้แค้นเรื่องเมื่อเช้าอยู่แน่ๆ ไอ้ต้น ผมถอนใจพูดไม่ออกเมื่อเสียงของเพื่อนในกลุ่มก็ว่าขึ้นมาอีกและเห็นด้วยกับไอ้ต้น

 

“เออ นั่นสิ คิดแค่อยากจะออกไปอย่างเดียว เอาแต่ใจคอยให้มันตามใจจนชินน่ะสิ เลยไม่รู้ว่ามันอันตรายรึเปล่า”

 

“เปล่านะ” ผมว่าก่อนจะก้มหน้าแก้ตัว “ปอมันเป็นคนชวนผมออกไป”

 

“มึงจะบอกว่ามันหลงมึงจนไม่รู้หน้ารู้หลังเลยงั้นสิ หึ…” ไอ้พี่พีมันว่าแทรก

 

ก็ปอมันบอกว่าไม่มีแดดน่าจะขับรถสบาย ผมเองก็ไม่นึกถึงเรื่องนี้มาก่อน

 

“พอเถอะน่า ไม่ใช่เวลาที่จะมาโทษว่าใครผิด น้องมันก็เจ็บเหมือนกันไม่เห็นเหรอ ไม่มีใครอยากให้มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาหรอก มารอดูว่าไอ้ปอจะเป็นยังไงดีกว่า”

 

ผมแม่งโคตรขอบคุณพี่ธามเลย จะคนดีเกินไปแล้ว รู้แล้วว่าทำไมถึงโดนคนเหี้ยๆ แบบไอ้ต้นสวมเขาได้น่ะ

 

เสียงหมอเปิดประตูออกมาเรียกเราทั้งกลุ่มหันไปสนใจ ด้านหลังเป็นไอ้ปอที่นั่งบนรถเข็นซึ่งมีพยาบาลอยู่ด้านหลัง ผมเดินเข้าไปหามันแทบจะทันที น้ำตาที่เพิ่งจะเหือดก็พาลจะไหลออกมาอีกรอบ กูยังตกใจไม่หาย นึกว่าจะตายซะแล้ว

 

“ปอ มึงเป็นไงบ้าง เจ็บไหม?” ผมว่าเสียงเบา มันเงยหน้ามามองผมนิ่งก่อนจะส่ายหน้า

 

“ไม่เป็นอะไรหรอก หมอใส่เฝือกให้แล้ว มึงอะเป็นไรไหม?” ผมส่ายหน้าเป็นการตอบ คือตอนนี้กูเจ็บแผลมากแต่มึงเจ็บกว่าไง กูเลยไม่สำออย กูยอมอดทน

 

มันมองหน้าผม และผมก็มองหน้ามัน แบบที่เดากันไม่ออกว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ท่ามกลางเสียงหมอที่กำลังคุยกับพวกพี่ธามบอกว่าอาการไม่น่าห่วง เชคสมองแล้วไม่มีการกระทบกระเทือน เข่าที่เจ็บก็ให้กินยา

 

ยังดีที่นี่เป็นคลินิกใหญ่ ส่วนใหญ่รักษาพวกเจ็บแบบฉุกเฉินจึงสามารถช่วยปอมันได้ทัน หนำซ้ำหมอก็เป็นชาวต่างชาติซึ่งรักความเป็นอยู่เรียบง่ายที่เมืองไทย มีภรรยาเป็นสาวไทยและมีเด็กน้อยลูกครึ่งหน้าตาน่ารักวิ่งเล่นรอบคลินิก

 

ใจผมชื้นขึ้นมา เออ โล่งเลยเหอะ!

 

 

เสียงฝนเม็ดเล็กๆ ปรอยลงบนหลังคา ผมพยุงมันที่เดินกระเผลกมานั่งลงปลายเตียงในห้องเมื่อเดินทางมาถึงบ้านพักในรีสอร์ท ซึ่งผมเองก็เดี้ยงไม่แพ้กัน มองเห็นของอยู่บนเตียงที่ถูกวางทิ้งไว้ พี่ธามเอาของที่อยู่ใต้เบาะรถซึ่งล้มมาให้หลังจากเดินทางไปเอารถเช่า มือผมพามันทรุดตัวลงนั่งก่อนจะหันมามองผมที่ยังทำหน้ารู้สึกผิดอยู่

 

รู้สึกถึงความอบอุ่นเมื่อมือมันยกมากุมแก้มหนึ่งข้างของผมเบามือ ก่อนจะว่าเสียงเบาที่สุดแทบเป็นกระซิบ

 

“ไม่ต้องสนใจคนอื่น อยู่กับกูก็แคร์แต่กู” ผมรู้สึกว่ามันเป็นการปลอบ ได้แต่พยักหน้ารับ มันกอดผมเข้าไปซุกอยู่ในตัวราวกับกลัวว่าผมจะหนาว ใจผมสั่นขึ้นมาเฉยๆ เมื่อถูกสัมผัสที่เบามือเช่นนี้

 

“กูเชื่อมึงนะปอ” ผมว่าตอบ รู้สึกถึงความร้อนของกลีบปากมันที่แนบบนหน้าผาก

 

ผมพริ้มตารับความร้อนนั้นและค่อยๆ ลืมตา เห็นดวงตามันกำลังมองกิริยาตอบสนองที่ทำไปเมื่อกี้ด้วยรอยยิ้มแล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาแปลกๆ นี่ผมไปตอบสนองมันแบบนั้นให้มันเห็นได้ไง เดี๋ยวแม่งก็ได้ใจ

 

“ปล่อยกูเลย มึงนี่เก่งแต่ฉวยโอกาสนะปอ” ผมว่า เฮ้ยๆๆๆ เสียงจะงอนไปไหน ไอ้ภีมตัวจริงมึงอยู่ไหนกลับเข้าร่างด่วน นี่ไม่ใช่กู! ไอ้ภีมแอ๊บแบ๊วนี่ไม่ใช่กูแน่!

 

“ก็มึงน่ารักนี่ภีม ทำหน้าแบบนี้เหมือนกลัวกูตายเลยนะ ยอมกูเลยเชียว กลัวกูไม่ใช้สิทธิ์ก่อนว่างั้น?”

 

“สิทธิ์อะไรของมึงวะ?”

 

“สิทธิ์ความเป็นสามีไง”

 

ไอ้หื่น ทำไมมึงยังไม่ตายวะ ต้นไม้น่าจะทับมึงให้ไส้ไหลไปเลยนะปอ!

 

ผมมุ่นคิ้วตัวเองมองหน้ามัน รู้สึกขัดใจ รู้สึกโหวง เห็นมันละรอยยิ้มตัวเองลงเมื่อผมไม่นึกสนุกกับสิ่งที่มันพูด มือข้างไม่หักก็เริ่มทำงาน เชยคางผมให้เงยไปจ้องตาคมเฉียบตรงหน้านิ่งงัน

 

“ที่กูยิ้มแบบนี้ เพราะกูดีใจที่มึงไม่เป็นอะไรมาก”

 

ผมหลบตาหันไปมองด้านอื่น ทำไมมันทำหน้าซึ้งแบบนั้นกับผมกันวะ เขินวุ้ยเขินๆๆๆ แต่ไม่รู้รึไง ผมรู้สึกไม่ดีที่มันเอาแต่ห่วงผมไม่ห่วงตัวเอง ทำไมไม่เหมือนที่ผมจินตนาการไว้เลยวะ ไอ้ปอในจินตนาการโคตรเลวโคตรเฮี้ย โคตรไม่รักษาน้ำใจ โคตรชอบทำร้ายจิตใจคนอื่น

 

แต่ตอนอยู่กับผมมันคนละเรื่อง นอกจากความเจ้าชู้เอาไม่เลือกแล้ว มันดีกับผมทุกอย่าง

 

ผมสะบัดความคิดออกจากหัว มองตามันและควรจะละทิ้งความคิดมากนี่ออกไปซะ นี่ผมเป็นอะไรวะเนี่ย ในหัวมีแต่เรื่องมัน อะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็เอามาคิด ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าเราตัวเปียกกันทั้งคู่

 

“เออ เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะปอ เสื้อมึงเปื้อนแต่เลือด” ผมว่าเสียงเบา มันพยักหน้าพลางยกมือถูหน้าตัวเองที่เหนียวด้วยคราบเลือด

 

“อืม กูโคตรอยากอาบน้ำเลย”

 

“เออๆๆ เดี๋ยวกูพาไปอาบ” ผมว่า มือก็พยุงมันลุกขึ้นยืน

 

น่านๆๆ สายตามึงน่ะ

 

พาไปอาบน้ำแล้วมึงอย่าคิดกดกูเชียวนะเว้ย! ผมมองรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของมันที่จู่ๆ ก็ยกยิ้มอยู่คนเดียว มึงอย่าแอบจินตนาการล่วงหน้าว่าจะทำกูท่าไหนเพราะแขนหักอยู่นะ กูสู้นะคราวนี้

 

“ใช้งานได้อยู่เหมือนกันนี่หว่า ไม่ได้ทำหน้าที่เมียแต่ก็รักษาการเมียได้อยู่นะ” มันว่าพลางโน้มหน้ามาจะจูบ ผมดันหน้ามันเบือนออกพร้อมกับว่า

 

“อย่าเล่นน่ะปอ ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้!” คือกูทำหน้าจริงจังมากนะแต่ทำไมมันหลุดยิ้มก็ไม่รู้

 

“คร้าบๆ คุณเมีย”

 

เรียกกูแบบนี้ โคตรอ้อนส้นเท้าเลยนะพี่ปอ

 

ผมปัดความเขินตัวเองออกเมื่อมันเรียกผมแบบนี้ มือเอื้อมไปโอบเอวของมันที่ยกมือมากอดไหล่ พาตัวเองเข้าห้องน้ำ มันก้มมามองผมก่อนจะฝังริมฝีปากมาจูบแก้ม ไอ้ผมก็ได้แต่เงยหน้าไปเอ็ดมันในใจ ตั้งใจจะฉวยโอกาสกูตลอด อารมณ์อยากมึงนี่มีทุกห้านาที เอะอะกอดเอะอะจูบ นี่แค่กูรู้สึกผิดหรอกถึงทำแบบนี้ไม่งั้นมึงไม่ได้แอ้มหรอก

 

จริงเหรอวะ

 

 คือตัวกูเองยังขัดแย้งตัวเองเลย นี่ท่าจะสับสนมากไปนะมึง

 

ผมถอดเสื้อให้มันด้วยความว้าวุ่นในสมอง พยายามเขย่งเต็มส่วนสูงจนมันต้องก้มโน้มตัวมาให้ถอด เปิดน้ำอุ่น ชุบน้ำ เช็ดหน้า เช็ดตัวให้ ทำหน้าที่เมียให้มึงเต็มที่ขนาดนี้แล้วจะมาบังคับข่มขืนกูอีกละกูตบหูหลุดแน่ ผมเม้มปากคิดในใจ หลบสายตาที่มันทั้งยิ้มทั้งยักคิ้วส่งมาให้ มันคิดว่ามันเหนือกว่าผมอยู่แน่ๆ

 

ตอนนี้กูเหนือกว่ามึงนะ มึงมันเหมือนเด็กเกิดใหม่ที่ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากปากหมา…

 

“เอ้า ถอดกางเกงด้วยสิครับเมีย มันก็เปียกอยู่นะ เปียกถึงโคนไข่เลยแหละ”

 

กูว่าแล้วไงว่าปากมันหมา ผมอ้าปากค้างจะว่ามัน เห็นเพียงรอยยิ้มกรุ่มกริ่มชวนลมตีแล้วได้แต่ละใบหน้าหนีไปทางอื่นเฉยๆ

 

ไอ้ทะลึ่งเอ๊ย!

 

“ไม่ต้องมาบอกกูก็ได้หรอก” ผมปลดกางเกงให้มัน โล่งใจที่เห็นบ๊อกเซอร์ มือก็ดึงมันออกจากเอวก่อนจะยกมือชูนิ้วกลางให้ มันยิ้มแล้วว่า

 

“บ๊อกเซอร์กูก็เปียก ถอดออกด้วย”

 

หน้าผมขึ้นสี แล้วแทบจะปรี๊ด มันเห็นสีหน้าของผมแล้วรู้เลยว่าแม่งมีความสุข ผมเอื้อมมือไปหยิบผ้าขนหนูมาพันเอวให้มันก่อนจะพ่นลมหายใจ นี่กูแฟนหรือขี้ข้าวะเนี่ย

 

“พันดีๆ นะภีม ถ้าหลุดล่ะสนุกเลยนะ”

 

“สนุกกับผีไรล่ะ” ผมว่า มือก็สั่น แม่งจะล้วงลงไปถอดยังไงวะไม่ให้โดนไอ้ปอน้อยได้วะ ผมมุ่นคิ้วตัวเองเมื่อเห็นคนตรงหน้ายิ้มราวกับว่ากำลังสนุก มือมันจับขอบผ้าพลางพยักหน้าส่งซิกให้ถอดออกไวๆ

 

เอาวะ ผมก้มลงไปล้วงมือดึงตรงชายกางเกง ทำไมมันดึงยากจังวะ แม่งใหญ่มากนักเหรอ!

 

เอวมันนะครับ

 

“ก็ดึงตรงขอบมันสิภีม มึงไม่เคยถอดกางเกงเหรอ เขาต้องรั้งตรงขอบกางเกงไม่ใช่ขากางเกง”

 

“หุบปากไปเลย!” มึงไม่ต้องคิดมาสอนกู เดี๋ยวปั๊ดบิดแขนเขียวเลยนี่ อย่าทะลึงคิดว่าผมจะบิดไข่มันเขียวนะครับ เห็นผมแบบนี้ก็ไม่ใจร้ายขนาดทำร้ายมันได้ขนาดนั้น ยกเว้นวันไหนที่อดทนไม่ไหวจริงๆ

 

เอาละนอกเรื่องไปตั้งไกล ผมควรมาโฟกัสตรงน้องชาย เอ๊ย! บ๊อกเซอร์ไอ้ปอว่าควรจะถอดมันออกยังไงดีกว่า ใบหน้าผมครุ่นคิด ถอนใจ มือก็ดึงมันสุดแรง กางเกงบ๊อกเซอร์หล่นมากองกับพื้นทว่าขอบผ้าขนหนูร่นจนหลวม ผมร้องเหวอพลางเอื้อมมือไปจับเพื่อจะพันให้อีกรอบ แต่ว่า

 

ชะอุ่ย! โดนกลางลำ

 

ขอเวลากูทำใจแป๊ป

 

ผมนับหนึ่งสองสามในใจ ได้ยินเสียงไอ้ปอหัวเราะร่วนกับมือผมที่ตะครุบน้องชายมันไว้ เงยขึ้นไปเห็นผ้าขนหนูหลุดออกมาแต่ปิดตรงที่ผมเอามือสองข้างปิดไว้นั่นแหละ มันโป๊อยู่แต่หัวเราะชอบใจขนาดนี่เนี่ยนะ หนังหน้ามึงหนาไปนะปอ

 

ใจผมเต้นมองผ้าส่วนที่เหลือที่กองอยู่บนพื้น อีกส่วนคือที่ที่ผมตะปปไว้ปิดไอ้ปอเบอร์สองแบบหมิ่นแหม่ คือกูจะเอาขึ้นยังไงไม่ให้มันหลุดมาหมดทั้งผืนวะ!

 

“เงียบเลยนะปอ! ช่วยกูจับผ้าเลย” ผมว่าพลางเงยมองมันที่กลั้นขำเมื่อได้ยิน

 

“เออๆ อืม…เอามาพันเอวดิ” มันว่าพลางจับผ้าขึ้นมาปิด มือสองข้างของผมก็เริ่มทำงาน พันเอวไว้ให้มันก่อนจะลุกขึ้นยืน

 

ฝันร้ายแน่กูคืนนี้

 

เกือบเห็นหนอนน้อยแล้วไหมละ ผมปาดเหงื่อพลางเดินออกไปเอาชุดมาให้มันใส่ ช่วงถอดที่ว่ายาก ช่วงใส่นี่โคตรยากเลยเหอะ แต่มันไม่ดื้อกับผมเลย อาสาใส่กางเกงเอง ผมหยิบบ๊อกเซอร์มันมาวางอ้าเอวไว้กับพื้นเหมือนใส่ให้กับเด็ก มันค่อยๆ ขยับขายกขึ้นสวมทีละข้าง มือข้างที่ไม่เป็นอะไรเกาะไหล่ผม เมื่อใส่ได้ ผมดึงมันขึ้นไปถึงชายผ้าขนหนูที่พันเอวและให้มันใช้มือที่ใช้ได้ดึงขึ้นไปจนถึงเอว

 

มันลอบมองผมอยู่บ่อยครั้ง เชื่อเหอะกูไม่แกล้งอะไรมึงหรอก ดวงตาผมมองมันที่ก้มหน้าก้มตามองมือผมที่กำลังติดกระดุมให้ด้วยความเงียบ ใส่เสื้อยืดธรรมดามันใสยาก ยังดีที่มันเอาชุดที่มีกระดุมมาด้วย

 

“ภีม”

 

 มันว่าผ่านความเงียบ ผมเงยขึ้นมองมันนิ่งเมื่อมันไม่ได้จะยิ้มจะแกล้งอย่างเคย หน้ามันดูซีเรียส ก่อนจะละไปมองด้านอื่นไม่ยอมมองคาอย่างเคย ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่ามันกำลังรวบรวมความกล้า ไม่จริงหรอก มันน่ะเก่งกาจไปหมดซะทุกอย่าง

 

คนแบบมันพูดอะไรออกมาได้ง่ายๆ ไม่ใช่คนขี้อายสักนิด จัดว่ากล้าแสดงออกมากไปจนหน้าด้าน

 

เออ สรุปคือมันเป็นคนหน้าด้านนั่นแหละ

 

“ใส่เสื้อผ้าเสร็จแล้วไปนอนพักหน่อยไหมปอ” ผมว่า หลังจากจัดเสื้อมันให้เข้ารูป มันพยักหน้ารับน้อยๆ ไม่อิดออดพร้อมกันนั้นก็ขยับตัวตามผมที่ช่วยพยุง ไม่พูดอะไรอีกเลย ไม่หยอกไม่แกล้งผมสักนิด ล้มตัวลงนอนและหลับไปอย่ารวดเร็ว มีกรนด้วย ผมหลุดยิ้มและละลงมองแขน

 

คงเจ็บมากสินะ

 

ดวงตาผมมองมันนิ่ง ตอนที่มันเรียกชื่อผม สายตาของมันเองก็สับสนไปไม่ต่างจากผมตอนนี้สักนิด ผมไม่อาจอธิบายว่าตอนนี้เป็นอะไร

 

แต่ปอแม่ง โคตรปากไม่ตรงกับใจเลย ทีตอนอยากจะเอากูยังกล้าทวงอย่างหน้าด้านๆ ทีงี้มาทำเป็นไม่มีอะไร จะพูดอะไรทำไมไม่พูดออกมาตรงๆ ทำท่าทางแบบนี้แล้วกูอึดอัด

 

กูอยากรู้ในสิ่งที่มึงจะพูดจะตายแล้วเนี่ย!

 

ผมก้มมองมันพลางยกมือไปกุมนิ้วมือเรียวๆ ยาวๆ ของมัน จำได้ตลอดเวลาว่าตอนที่มันเจ็บ มันจับมือผมไว้แน่นเหมือนกำลังกลัว กลัวว่าผมจะปล่อยมือไปจากมัน นิ้วมือของผมไล่ไปตามเส้นผมตรงของมันที่กำลังแนบใบหน้ากับหมอนสีขาวสะอ้าน มันเป็นคนที่ดีคนหนึ่งเลย ถ้าไม่เจ้าชู้และเจ้าอารมณ์แบบนี้

 

ใบหน้าตอนมันหลับ มันสิ้นฤทธิ์ เหมือนเด็กน้อยจอมงอแงที่ต้องการความรักจากพ่อแม่ เหมือนเจ้าแมวเหมียวจอมออดอ้อนที่ทำให้เจ้าของตกหลุมรักได้ไม่ยาก

 

ผมทิ้งตัวลงนอนข้างมันพร้อมกับเอื้อมมือไปกอดตัวอุ่นๆ ของมันใต้ผ้าห่มนวมผืนเดียวกัน ยอมรับว่าหลายคืนแล้วที่รู้สึกดีที่มีมันนอนแนบเบียดมอบความอุ่นมาให้ กอด ออดอ้อนขอร่างกายผมด้วยความเอาแต่ใจนั้น

 

ดวงตาพริ้มตาหลับพร้อมกับความร้อนพุ่งเข้ามา อารมณ์ความรู้สึกขึ้นมาสูงสุดเมื่อนึกเห็นภาพชั่วโมงที่ผ่านมา ผมตกใจจริงๆ

 

วินาทีแรกที่รู้และได้เห็นมันว่าเจ็บขนาดไหน ผมรู้เลยว่าผมเจ็บกว่าหลายเท่า รู้สึกเจ็บและปวดแทนมันไปทุกอณูความรู้สึก กลัวจนต้องร้องไห้ออกมา  และครั้นนึกถึงวันข้างหน้าหลังจากวันนี้ หากถึงวันที่ผมกับมันต้องเมินหน้ากัน

 

ผมคงจะเจ็บปวดมากไปกว่านี้

 

ผมว่า ผมหลงรักปอเข้าแล้วละครับ

 

 

สรุปแล้ว

 

เราต้องกลับและพาปอมันไปอยู่ที่บ้านเหมือนเดิม มันแสดงถึงความไม่พอใจหน่อยๆ ที่เพื่อนๆ เปลี่ยนแผนเพราะมันเป็นต้นเหตุ แต่คงจะค้านคนอื่นไม่ได้ด้วยเพราะใครๆ ก็ลงความเห็นว่ามันต้องกลับบ้านไปพักผ่อน ดังนั้นพี่ธามกับไอ้ต้นจึงตามติดมาด้วยเพื่อขับรถให้ ผมกับปอนั่งข้างหลัง มันทำท่าทำทางออดอ้อนผมเหมือนทุกวัน จับนิดจับหน่อยพอหอมปากหอมคอของมันไปเรื่อยๆ ท่ามกลางสายตาของไอ้ต้นพี่ธาม

 

ผมเห็นพี่ธามลอบมองผ่านกระจกมามองเราอยู่บ่อยๆ หรือเขารู้ว่าผมคิดอะไรกับไอ้ปอ ผมก้มหน้าก้มตาเล่นเกม ขี้เกียจฟังไอ้ต้นที่คอยมาเซ้าซี้ไอ้ปอตลอดทาง

 

เมื่อถึงโรงแรมที่เราพัก ผมเห็นพ่อของปอมันมายืนรออยู่ก่อนแล้ว เขาพยายามจะเข้ามาช่วยพยุงร่างมันเข้าไปในห้องทว่ามันก็ยังรั้นเหมือนเดิม ไม่ยอมรับการช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิน อวดเก่งชิบหาย

 

และเมื่อถึงห้องมันก็นอนพักอย่างเดียวราวกับอิดโรยจากการเดินทาง ก่อนหลับก็งี่เง่าเซ้าซี้บังคับผมอยู่ใกล้ๆ ตัวให้มันกอดจูบตลอด จับผมนอนบนเตียงให้มันกอด บังคับจูบปาก ลิ้นนี่แทบจะจุกคอตาย แทบจะดูดวิญญาณออกไปทางปากได้อยู่แล้ว พอไม่ยอมก็งอแงราวกับเด็กน้อยอ้อนกินนม ไอ้ผมก็ต้องยอมตามใจ จนมันพอใจคล้อยหลับไปเอง

 

ผมเดินออกมาเล่นข้างนอก เห็นว่าคนในโรงแรมเดินเข้าออกตลอด รู้ว่าไม่ควรมาเดินเกะกะเขาแต่ก็อยากออกมาสูดอากาศบ้าง เห็นพ่อของปอมันเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มใจดีอย่างเคย ผมรีบสาวเท้าเพื่อพูดคุยกับพ่อของมัน เขาพาผมเดินไปเรื่อยๆ แต่แววตาดูแปลกใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอผมมาพร้อมกับปอ เขามองผมนิ่งและจู่ๆ ก็กล่าวฝ่าความเงียบขณะที่เราเดินไปเรื่อยๆ ว่า

 

“เธอทำได้ยังไง ปอไม่เคยคิดจะแตะรถมอเตอร์ไซต์ที่ตัวเองรักมาสองปีแล้ว ทำให้เขากลับมาขับมันอีกได้ยังไง” เขาว่าพลางมองหน้าผม ผมอึกอักและคิดไม่ออกเหมือนกันว่ามันคิดอะไรอยู่

 

ผมคิดว่าเมื่อวานมันแค่อยากทำดีไถ่โทษผม พาผมไปเที่ยวเท่านั้นจริงๆ นะ

 

“ผมไม่ได้ทำอะไรเลย” ผมตอบเสียงเบา ไม่อาจเข้าข้างตัวเองได้

 

“ตั้งแต่แม่เขาไป ไม่ได้ตามติดเขาในสนามแข่งรถเหมือนเมื่อก่อนเขาก็เลิกขับรถไปด้วย ฉันขอให้เขากลับไปแข่งรถที่เขารักเหมือนเดิมแต่เขาไม่เคยคิดจะกลับไปเลย”

 

“ทำไมล่ะครับ?”

 

“เขาคิดว่าถ้าไม่มีแม่ของเขาคอยเชียร์อยู่ริมสนามมันก็ไม่มีความหมาย ไม่มีใครคอยแสดงความดีใจที่เขาประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขารัก…

 

“คุณพ่อไม่ไปแทนคุณแม่เหรอครับ”

 

เขาเบิกตามองผมที่ว่าแทรก “เพราะฉันงานยุ่งน่ะ”

 

“เพราะแบบนี้ไงละครับปอมันถึงได้โกรธคุณน่ะ” ผมว่า “คุณต้องเข้าหาเขาสิครับ เพราะคุณไม่ให้เวลากับเขาไงล่ะมันถึงได้เป็นแบบนี้ เงินน่ะแก้ปัญหาไม่ได้หรอก”

 

“ปอก็บอกฉันแบบนี้เหมือนกัน” เขายกยิ้มพลางเอื้อมมือยีผมอีกครั้ง ผมเกาหัวตัวเองก่อนจะแย้มยิ้มเมื่อคิดแผนได้

 

“งั้น เย็นนี้คุณพ่อมาทานข้าวกับเราสิครับ” เขาได้ยินจึงเลิกคิ้วตัวเองมองมายังร่างของผม

 

“ฉันไม่ได้กินข้าวพร้อมลูกชายนานมากแล้ว”

 

“นั่นไง มาเถอะนะครับคุณพ่อ” ผมยิ้มพลางว่า

 

“แล้วฉันต้องทำยังไงบ้าง?”

 

“เอาใจมันหน่อยก็ดีนะครับ ปอมันชอบให้คนเอาใจ ถ้ามีคนเอาใจมันจะใจอ่อนขึ้นมาง่ายๆ เลย” ผมแสดงความคิดเห็น อีกฝ่ายหัวเราะกับสิ่งที่ผมกล่าว

 

“แสดงว่าเธอคงจะเอาใจเก่งน่าดูสินะ หมอนั่นถึงดิ้นไม่หลุดแบบนี้” ผมเกาหัวตัวเองเมื่อได้ยิน ความเขินแล่นเข้ามาประดับบนใบหน้า คุณพ่อเขาคงจะเห็นแล้วแน่ๆ

 

“ผมเปล่าสักหน่อย” ดวงตาละลงมองพื้นว่าอีกครั้ง “ลูกชายคุณต่างหากที่เอาแต่ใจ ผมนี่อยากทุบกะโหลกมันวันละสิบรอบ”

 

“งั้นเหรอ แต่เขาเป็นดีใช่ไหมล่ะ ลูกชายฉันน่ะ”

 

ผมหันไปสบตากับเขาพร้อมกับเลือดวิ่งขึ้นสู่ใบหน้าอีกครั้ง แม่งจะสูบฉีดดีไปไหน ยกมือเกาหัวตัวเองแก้เก้อไปพลางเดินไปเรื่อยๆ ไม่กล่าวตอบอะไร

 

“ปอเป็นเด็กน่ารักมาก เขาใจดีมากและชอบที่จะมาเล่าเรื่องการแข่งขันให้ฉันฟังบ่อยๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขามาชวนไปดูวันที่จะต้องแข่งระดับประเทศ แต่ฉันไม่ได้ไปน่ะ แล้วเขาก็ไม่ไปลงแข่งวันนั้นด้วยเพราะฉันไม่ได้ไปดูเขา ผิดนัดกับเขา ฉันโกรธตัวเองที่ทำให้เขาตัดสินใจประชดฉันไปแบบนั้น”

 

โห ปอมันไม่น่าดับอนาคตตัวเองแบบนั้นเลย ผมก้มหน้ามองพื้นพลางสาวเท้าเดินไปเงียบๆ ไม่กล้าออกความเห็น

 

“แต่เพราะเธอนะ ถึงทำให้ฉันคิดได้ว่าควรจะใส่ใจเขามากขึ้น แล้วดูเขาจะเปลี่ยนไป ทุกวันจะออกไปกลับมาก็รุ่งสาง ฉันโทรตามไม่เคยจะกลับสักที แต่พอมีเธอทุกอย่างเหมือนอยู่ในรอบขึ้นมาอย่างที่ควรจะเป็น”

 

ผมหันไปมองเขานิ่ง เปลี่ยนเหรอ คำว่าเปลี่ยนที่ผมนั่งคิดมาตลอดนั่นเหรอ

 

“เรื่องความรักของเขาฉันไม่เคยเคยห้าม ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวให้ลิทธิ์ขาดในการเลือกการตัดสินใจว่าจะมีแฟนแบบไหนยังไงก็ได้ เขาไม่เคยพามาที่นี่ มีแต่พามาเจอแบบบังเอิญ แต่ไม่มีใครเหมือนเธอเลยสักคน ฉันล่ะนับถือคนแบบเธอจริงๆ”

 

“คุณพ่อ…” ไม่ได้ทำบ้าอะไรเลยนะ ผมยกมือสองข้างส่ายไปมาด้วยความเขินเมื่อเขาหลุดยิ้มว่าต่อกับผมด้วยเสียงใจดี “อยู่กับเขานานๆ นะภีม ฉันขอร้อง”

 

ดวงตาผมชะงักนิ่งมองเขาตอนที่กล่าว ใบหน้าจริงจัง ชายวัยสี่สิบกว่าปีนี้ดึงแขนผมให้หยุดก้าวเดินและกล่าวออกมาด้วยแววตาจริงจังกว่าที่เคยเพื่อย้ำอีกว่า

 

“ฝากปอด้วยนะ ช่วยไปยืนเชียร์เขาที่ขอบสนามแข่งแทนพ่อที”

 

เขาแทนตัวเองว่าพ่อ

 

ผมนิ่งมองตาของคุณพ่อไม่ละ ไม่รู้อะไรทำให้ดวงตาของผมแดงขึ้นมาแม้เขาจะละเดินนำไปแล้ว ความรู้สึกเต็มตื้นที่เขาแสดงความหวังที่มีไว้กับผมนั้น มันจริงจังจนผมแทบจะนึกไม่ถึงในวันที่ผมกับปอต้องแยกจากกัน

 

เขาเชื่อมันในผมกว่าผมที่เชื่อมันตนเองเสียอีก

 

 

 

 

สวัสดีจ้า555 ที่บอกเรื่องจะเกิดอะปอจะพาภีมรถล้มค่ะ ทีนี้ปอแขนหัก นางจะข่มขืนน้องไม่ได้แล้ว อ่าว รีดเดอร์อดอ่านฉากรีดเลือดซะละ อะแน้.... แอบคิดใช่มั้ยล่ะตะเอง

ความจริงอะฉากนี้มีแน่แต่ยังไม่ถึงเวลาอันเหมาะสม ระหว่างที่รออะ อ่านฉากหวานๆ ฟินๆ น่ารัก มุมทะเล้นๆ ของน้องภีมไปก่อนละกัน นับวันเริ่มจะกวนทีนขึ้นไปทุกทีแล้ว 555 ยิ่งช่วงแขนหักพวกนางสองนางจะรักกันมุ้งมิ้งมากโดยเฉพาะอิปอค่า นางออดอ้อนเต็มสรีมแน่ๆ คอยอ่านกันนะคะ ปมต่างๆ ก็จะเริ่มขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้ไม่ค่อยดราม่าค่ะ ออกแนวเน้นความสัมพันธ์พระเอกนายเอกมากกว่า จะดร่ามาตอนท้ายๆ โน่น

อ่านแล้วก็คอมเม้นเป็นกำลังใจเค้าด้วยนะ ไม่เม้นไม่โกรธ ไม่งอน แต่ไม่อัพ อ้าว 5555 เดี๋ยวบอกทางเพจนะคะว่าจะอัพตอนไหน ที่สำคัญ

ตอนหน้าเป็นพาร์ทพิเศษ พาร์ทของพี่ปอนะคะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

208 ความคิดเห็น

  1. #171 Yunyong (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 กันยายน 2558 / 21:05
    เกลียดต้นอะ ทำไมต้องว่าภีมด้วย
    #171
    0
  2. #128 secret secret (@sorrower-2542) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2558 / 16:41
    เอิ่มมม.. รุสึกนางต้นมันจะร้ายนะ แต่เพิ่ลบอกนางน่าสงสาร ตงไหนฟ่ะ!!??! โหย ไรต์อ่ะตกใจหมดเรยเนี้ย ขวัญหายหมดเรย ตอนน่าต้องมุ้งมิ้งนะ เรียกขวัญซักหน่อย5555
    #128
    0
  3. #49 Lilly June (@lin-salintip) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2557 / 18:38
    เราเริ่มเคืองต้นและคณะเพื่อนมาตงิดๆ(ยกเว้นพี่ธาม)คือทำไมต้องแขวะก็ไม่รู้ เอาถอะ แค่ภีมกับปอมุ้งมิ้งกันก็พอ^^
    #49
    0
  4. #20 1230 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2557 / 01:41
    วันนี้เพิ่งได้อ่านครั้งแรกอ่านแล้วติดมากแบบหยุดอ่านไม่ได้เลยไรท์เตอร์แต่งสนุกมากกกกกกก ^^

    สุ้ๆนะคะเป็นกำลังใจให้ มาต่อไวๆน้า
    #20
    0
  5. #19 shimbashi (@4-44082) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2557 / 00:04
    ปอเป็นคนอารมณ์ขึ้นง่ายเนอะ ทำให้เขาเสียใจแล้วตัวเองก็เสียใจตาม นี่ก็เอาใจช่วยอยู่นะเนี่ยยย
    #19
    0
  6. #18 Alonezy GY (@bewtyza1999) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2557 / 17:20
    ไม่อยาดคิดถึงตอนครบเดือนเลยมาม่ามันจะขนาดไหน ต่อคร้าา
    #18
    0