(ลงขายที่งานหนังสือ18-29ต.ค.นี้ สนพ.hermit books) 1 Month รักนี้ ใครกำหนด รอภาค๒ [Yaoi]

ตอนที่ 24 : 1 MONTH--23(คืนความสุข)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,102
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    2 ม.ค. 58

ตอนที่ 23

หึหึ

หึหึ

รู้จักไอ้ภีมน้อยไปซะแล้ว

เสียงคนจัดของ จับโน่นหยิบนี่ปนกับเสียงแอร์ดังขึ้นอยู่เนืองๆ เข้ามาในหัว แต่ตอนนี้ผมไม่สน ขอนั่งขำสักแปปได้ไหม

รู้ไหมครับที่นี่ที่ไหน

ผมยืนนิ่งมองไอ้คนตัวสูงที่กำลังเก็บกวาดเช็ดถูภายในห้องที่เดินเข้ามาคราวแรกนึกว่ากำลังหลงป่าดงดิบ กลัวเหยียบคองูเห่าจริงๆ เพราะมันรกเกินจะบรรยายน่ะสิ เสื้อผ้ากองพะเนินเทินทึก ของใช้ส่วนตัววาระเนระนาด แบบนี้มันยังมีหน้าจะมาชวนให้ผมมาอยู่ด้วยอีกนะ ดูสิสภาพห้อง มันกล้านอนเข้าไปได้ไงวะ

ยิ่งกว่ารังหนู

แต่ไม่เป็นไรให้อภัยได้ครับ

เพราะสิ่งที่มันน่าภูมิใจสุดๆ คือไอ้หมอนี่มันคุกเข่าคลานมาขอขมาผมเพื่อให้กลับไปคบกับมันอยู่หน้าโรงเรียน นี่ผมไม่ได้ใส่ไข่นะครับ ผมเห็นสองตาว่าไอ้ปอมันเข่าทรุดน้ำตาคลอเบ้ากอดเข่าผมอ้อนวอนใหญ่เลย เชื่อดิผมไม่ได้ใส่ไข่หรือโม้สักนิด

ได้ข่าวว่าใครไม่รู้ร้องไห้เข่าทรุดข้างรถมัน สำออยชิบหายเลย แต่ไม่ใช่ผมนะ ผมน่ะเหนือมันจะตาย ออกจะแมนขนาดนี้

คิดแล้วก็ขำจริงๆ ผมน่าจะเล่นตัว เอ้ย! เรียกร้องเอาคุณค่าของตัวเองให้มากกว่านี้สักหน่อยนะถ้าเห็นว่ามันยอมเทหน้าตักให้ขนาดนี้ ศักดิ์ศรีเยอะเกินไปแฮะ

แต่ไม่เป็นไร แค่นี้มันก็จะกราบแทบเท้าอ้อนวอนผมละ ถ้าไม่ยอมตกลงก็คงจะดูใจร้ายไปนิด

หึหึ ไอ้ปอเอ๊ย สุดท้ายมึงก็พ่ายมนต์ดำและเสน่ห์ยาแฝดกูจนได้ ไอ้เด็กน้อย

มึงน่ะตามไม่ทันเกมกูหรอก วะฮะฮ่า

ผลั่ก

“โอ๊ย!

ผมหันไปมองตามเสียงพลางยกมือลูบหัวตัวเองที่มีความเจ็บแล่นตุบๆ อยู่ เห็นมันยืนคำเอวต่อหน้าขมวดคิ้วตัวเองเป็นก้อนชี้หน้าว่า “ไปจัดเสื้อผ้าเข้าตู้เดี๋ยวนี้ มามัวยิ้มบ้าอะไรอยู่คนเดียวหา!

อื้อหืม

ผมยิ้มแห้งๆ ให้มัน มึงนี่ก็ปล่อยให้กูมโนหน่อยก็ไม่ได้นะ

ฮึ่ย เจ็บหัว!

“มึงตบมาได้ เจ็บนะเว่ย!” ผมว่าพลางทำน้างอใส่มัน เกาหัวตัวเองเดินออกมาทำตามคำสั่งโดยดีครับ ไม่ได้กลัวเลยนะจริงๆ พอหันกลับไปเห็นมันยิ้มๆ แล้วส่ายหน้า ทำไม รึมึงจะมีปัญหากับกู

“รีบจัดเลย ถ้าห้านาทีไม่เสร็จมึงโดน”

“มึงจะขู่ทำไม กูก็ทำอยู่” ผมว่าพลางเปิดกระเป๋าตัวเองทำตามที่มันว่า มึงจะมาโหดทำไมนักหนากับกูเนี่ย

“กูเปล่าสักหน่อยนี่”

“จะหาเรื่องกูตั้งแต่ย้ายเข้ามาเลยรึไง?” ผมว่าเย้า มันหันมาขมวดคิ้วใส่บ่งบอกว่าไม่ชอบคำนี้

“มึงเลิกเดาใจกูเถอะ”

“แล้วจะให้ทำยังไง?”

“ก็ถามมาตรงๆ สิ มึงน่ะนิสัยชอบสังเกตแล้วก็เดา พอเดาแล้วก็เอาเก็บไปคิดโน่นนี่นั่น ไม่พอใจอะไรก็ไม่บอกกันตรงๆ ทีนี้ก็ไม่เข้าใจกันสักที”

ผมก้มหน้ามองเสื้อผ้าตัวเองพลางยกยิ้ม ปอมันรู้จักคิดด้วยนะ

“เอาเป็นว่าตกลง ไหนๆ ก็จะอยู่ด้วยกันแล้วนี่”

พอจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อยนะปอ น่ารักชิบ

เสียงมันเงียบไปพร้อมกับผมที่ก้มหน้าก้มตายกเสื้อผ้าไปแขวนบนตูเสื้อผ้า คิดว่ามันคงกำลังตั้งหน้าตั้งตากวาดเอากองขยะกองเท่าตึกสิบชั้นไปทิ้งอยู่ ทว่าร่างกายผมชะงักไปอยู่ครู่เมื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลัง ลมหายใจอุ่นๆ ระแก้มจนต้องผละจากสิ่งที่ตัวเองสนใจหันไปมองคนที่วางคางไว้บนบ่าราวกับกำลังเหนื่อยอ่อน ทำไมล่ะ จะอ้อนเอาอะไรอีก รอยยิ้มผุดขึ้นมาบนใบหน้าของผมก่อนจะว่าดักคอมัน

“อะไรมึง อย่ามากวนกูนะ เมื่อกี้บอกให้รีบ เนี่ยจะครบห้านาทีละ”

มันถอนใจ “จะมาย้ำ ว่าอย่าเก็บทุกอย่างไว้ในใจ มึงกับกูต้องอยู่ด้วยกันนานๆ นะภีม อะไรข้องใจก็ขอให้บอกกูมาตรงๆ เข้าใจไหม?”

“กูไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยขนาดนั้นหรอกน่า” ผมว่า

“กูแค่อยากบอกเอาไว้เพราะเราต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน เมียก็คือผัว ผัวก็คือเมีย กูเองก็จะพยายามเข้าใจแล้วก็ฟังมึงให้มากขึ้นนะภีม ขึ้นชื่อว่าอยู่ด้วยกัน การไว้ใจซึ่งกันและกันเป็นเรื่องที่สำคัญ กูไม่รู้ว่ามึงเชื่อใจกูมากน้อยขนาดไหน แต่กูก็จะพยายามที่จะยอมอ่อนข้อแล้วก็รับฟังมึง ส่วนมึงอย่าเอาแต่ใจให้มันมากนัก เข้าใจไหม?”

“เอ๊ะ ใครเอาแต่ใจ มีแต่มึงนั่นแหละที่เอาแต่ใจ” ผมหันไปว่า

“มึงนั่นแหละเอาแต่ใจ ภีม”

“มึงนั่นแหละปอ”

“มึงนั่นแหละ” มันรีบว่า

เออ จะเถียงกูใช่ไหม!

“กูไม่เคยเอาแต่ใจ แต่ถ้ากูจะเอาแต่ใจขึ้นมาก็เพราะเห็นมึงเอาแต่ใจนั่นแหละ ถ้ามึงรักกูจริงมึงก็ต้องยอมกู” ผมหันไปว่าพลางเบ้ปาก เอื้อมมือเอาเสื้อชุดสุดท้ายขึ้นไปแขวนบนตู้ มันจะกอดกูแบบนี้ไปอีกนานไหมวะเนี่ย

“ก็ได้ พี่เอาแต่ใจเอง แต่ก็ต้องยอมเลิกเอาแต่ใจมาเอาใจเมียแทนนั่นแหละ”

“สุดท้ายมึงก็หาเรื่องโบ้ยมาใส่กู” ผมหันไปว่า ใบหน้าอยู่ในระยะแค่คืบ เห็นปอมันยิ้มรออยู่ก่อนแล้ว แล้วนี่มึงจัดห้องหับเสร็จแล้วงั้นเหรอมาลามปามลวนลามกูเนี่ยหา!

“ปล่อยเลย”

“เดี๋ยว” มันกระซิบข้างหูเรียกผมให้เกิดความรู้สึกอยากรู้ขึ้นมา แล้วมึงจะยิ้มอะไรของมึงนักหนาวะ “ไหนเมียบอกรักพี่ชัดๆ ซิ”

เชี่ย!

ผมหันไปเบิกตาขึงขังใส่มัน บอกเลยว่าตอนนี้กูยังไม่กล้าพูดต่อหน้ามัน ตอนมันหลับ ตอนที่พูดอยู่ในใจน่ะทำเป็นเก่ง แต่เชื่อเหอะพออยู่ต่อหน้ามันแบบนี้แล้วผมปากแข็ง รู้ตัวเลยเหอะว่าตัวเองแม่งปากแข็งน่ะ

ทำไงดีวะ

“มึงก็รู้อยู่แล้วนี่ จะฟังอะไรอีก” ผมว่าเสียงเบาบ่ายเบี่ยง ในใจนี้เขินม้วนจะตายละ

“น่า ขอพี่ฟังอีกทีเถอะนะ”

“อะ เอ่อไม่เอา” กูเขิน!

“ทำไม?”

ผมเม้มปากตัวเอง ก้มหน้าลงมองพื้นเก็บใบหน้าและความอายที่แล่นเข้ามา ทั้งๆ ที่รู้ๆ กันอยู่ว่าเรารักกัน แต่การพูดล้อเลียนคนที่ไม่รู้สึกอะไรด้วยคำว่ารักน่ะมันพูดออกมาง่าย แต่สำหรับคนที่รักจริงๆ ความรู้สึกมันเอ่อล้นจนไม่กล้าพูดออกมาเป็นคำให้เขารู้

ผมทำใจอยู่นานก่อนจะตอบมันเสียงเบา

“กูอาย

สิ้นคำ ปอมันหัวเราะ “อายทำไมวะ บอกรักคนที่ตัวเองรักน่ะ”

ผมก้มหน้า โธ่ มันเหนือผมอยู่

“เอาไว้วันหลังละกันนะ”

“ไม่ได้จะฟังวันนี้เดี๋ยวนี้ ทีกูยังพูดได้เลย” มันยิ้มว่า คงชอบใจที่ผมเขินและไม่เป็นตัวเองแบบนี้ มันขยับเข้ามาจูบแก้ม กอดผมและบอกว่ารักผมอีกครั้ง ทำไมกันวะ ทำไมปอมันถึงได้กล้าบอกคำนี้กับผม

ต่างกับผมสิ้นเชิง ผมอายจนไม่กล้าแม้แต่จะจ้องตามัน

แต่เสียงสวรรค์ก็มาโปรด เสียงโทรศัพท์ของมันกรีดร้องอยู่บนหัวเตียง ไอ้ผมก็รีบเนียนเดินไปหยิบมาให้มัน แต่ดวงตาชะงักเป็นรูปของเจ้าของเบอร์

แม่งโคตรน่ารัก มันเมมไว้ว่าเพื่อน ชื่อเพื่อน หรือเพื่อนจริงๆ วะ

ผมนิ่งมองมันอยู่แบบนั้นจนต้องชะงักเมื่อมันดึงออกจากมือไป “มัวมองอะไร คนโทรมาก้รอตายสิวะ”

ว่าแล้วชะงัก มึงชะงักทำไม เห็นเบอร์เห็นรูปเขาแล้วชะงักเนี่ยนะ!

นี่มึงเพิ่งบอกให้กูไว้ใจมึงนะปอ ไอ้เวรตะไล!

มันกดรับแล้วละสายตามามองผม ทำท่าทางมีพิรุธแล้วเดินละออกไปคุย นี่คุยต่อหน้ากูไม่ได้ด้วย หมายความไงปอมึงอธิบายมาให้กูเข้าใจพอสังเขปดิ!

ผมเกาหัวมองตามตัวสูงๆ ของมันที่ออกไปคุยอยู่ระเบียงโรงแรม เออ ก็มันเพิ่งจะบอกว่าให้เชื่อใจมันนี่หว่า ผมไม่ควรไปคิดกับมันแบบนั้น

หลังจากมันคุยเสร็จก็เดินกลับมา รายงานก่อนเลยว่าเพื่อน เหมือนพวกกลัวเมียยังไงยังงั้น ผมไม่ได้ตั้งใจจะเบ่งใส่มันหรอกนะ แต่ทำแบบนี้บ่อยๆ ก็ดีจะได้คิดมาก

หึหึ

บอกแล้วว่ารู้จักไอ้ภีมน้อยไป

วันนี้ทั้งวัน ผมกับมันช่วยกันเก็บกวาดห้องที่แลดูจะรกเป็นรังหนู นี่ไม่บวกกับขวดเหล้าของพี่ธามที่มากินทิ้งไว้หรอกนะ ไม่รู้ไอ้ปอมันจะเก็บไว้ทำไมไม่เอาลงไปทิ้งสักที จะทำความสะอาดสักทีเลยต้องเกณฑ์แม่บ้านหลายคนมาช่วยกันหอบหิ้วไปชั่งกิโลขาย

ปอมันแสดงความน่ารักกับผมขึ้นทุกวันที่อยู่ด้วยกัน หน้าที่การปลุกผมไปโรงเรียนยังไม่เปลี่ยน ทุกเช้ามันมักจะมาปลุกด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งกอด ทั้งจูบ ทั้งกด

ปุ่มเสียงนาฬิกาเรียกให้ผมตื่น

อะแน่!

อย่าคิดว่าผมจะยอมโดนมันฉีดยาแล้วล่ะ ผมยังไม่ได้ยอมมันเลยตั้งแต่กลับมาคืนดีกัน คืนดีกันแล้วไม่จำเป็นต้องหันมาตั้งใจฟีตเจอริ่งกันปะวะ อีกอย่าง ปอมันไม่เคยขอผมนอนด้วยเลยสักครั้ง บางทีผมก็คิดว่ามันผิดสันดาน เอ้ย! วิสัยผู้ชายอย่างมันไปหน่อย อยากจะถามอยู่หรอกแต่หน้าด้านไม่พอว่ะ

หรือมันแอบมีเล็กมีน้อยวะ

คิดแล้วขึ้นนะ ขึ้นไปชั้นบนจัดห้องนอนรอผัวก่อน จะถามดีๆ

ผมไม่ใช่คนหัวรุนแรงหรอก ทุบตีคน ลงไม้ลงมือน่ะไม่ใช่ผมเลย คนแบบผมไม่เคยใช่วิธีการอันป่าเถื่อนแบบนั้น ผมเป็นคนมีอารยธรรม พ่อแม่สอนให้พูดคุยกันด้วยสตินะครับ ที่จะทุบตีทำร้ายร่างกายสามีนี่ไม่เคยคิด ก่อนนอนผมกราบเท้าสามีทุกวันครับ

ส่วนคำพูดคำจาผมนี่มีหางเสียงตลอด พูดจ๊ะจ๋าให้สามีรักสามีหลง เรื่องงานบ้านงานเรือนของผมนี่ผู้หญิงต้องชิดซ้าย ไม่มีผู้ชายคนไหนที่โชคดีเท่าพี่ปอสุดหล่อของผมแล้ว เชื่อผมดิ

อันนี้ไม่ได้จะพรีเซ้นตัวเองนะครับ

แค่อยากบอกมันว่าถ้ามึงพลาดกูไปน่ะจะเสียดายไปตลอดชีวิต

พอๆๆ เลิกโม้สักแปปเถอะ

 

ผมอยากถามคุณว่า เคยดูหนังแขกไหมครับ

ถ้าคุณเคย คุณลองจินตนาการถึงแนวตนตรีแนวโจ๊ะๆ และเสียงนักร้องผู้หญิงแหลมๆ กระดกลิ้นพันกัน กับพระนางที่วิ่งไปจับกันไปมา ไปเกาะต้นไม้ต้นโน้นทีต้นนี้ทีให้พระเอกไปขยับซ้ายขยับขวาตาม ไล่จับ ทั้งๆ ที่พวกมึงก็อยู่คนละฝั่งต้นไม้เนี่ย!

ไม่ใช่ว่าผมจะอินกับเพลงหรอกนะ แต่ผมเห็นแล้วรำคาญ เมื่อไอ้พระเอกนางเอกมันเห็นผมเป็นต้นไม้แล้วขยับเข้าขยับออกหลบกันไปมาแบบนี้

“มาคุยกับกูเดี๋ยวนี้ต้น”

คนตรงหน้าผมว่าพลางจะเอื้อมมือไปจับ ไอ้คนข้างหลังก็เบี่ยงตัววิ่งวนมาอยู่ข้างหน้าผมร้องว่า “ไม่ เราไม่มีอะไรคุยกัน”

“มีสิ เรื่องไอ้พีไง ตกลงจะเอาไงหา?” พี่ธามว่าพลางวิ่งมาอยู่ตรงหน้าผมพร้อมไอ้ต้นวิ่งที่วิ่งหลบไปซ่อนตัวด้านหลัง

ชั่วโมงนี้ผมอยากอ้วกครับ เวียนหัวชิบหาย

“พี่ตกลงกับผมไปแล้วไง ลืมอะไรไปรึเปล่า?”

“มันไม่ใช่แบบนั้น นี่แหละที่พี่อยากคุยด้วย”

ถ้าพวกมึงยังคิดจะเล่นหนังแขกมันอยู่แบบนี้ ขอกูเดินออกไปจากวงจรชีวิตพวกมึงก่อนจะได้ไหมหา! กูอยากจะอ้วก โอยตาลายชิบหายเลยแม่ง ไอ้ต้นนี่ก็อะไรมากมาย เขามาขอเคลียร์ด้วยทำเป็นเล่นตัว พอเขาไม่สนใจก็ทำเป็นมาร้องไห้เศร้าสลด

“อะ ภีม ช่วยกูด้วย!” มันร้องว่าพลางดึงข้อมือตัวเองเมื่อพี่ธามจับตัวได้

“เออ โชคดี”

กูช่วยได้แค่อวยพรมึงละ

ผมได้แต่นิ่งมองตามร่างสูงๆ สวมชุดช็อปของพี่ธามที่ฉุดกระชากลากถูไอ้ต้นไปตามทางเดินแล้วส่ายหัว ยังมีหน้ามาขอให้กูช่วย ก่อนจะให้กูช่วยมึงหายาพารามาให้กูแดกแก้ปวดหัวก่อนสองเม็ด สร้างแต่เรื่องให้กูปวดหัวซะจริงเลยไอ้นี่

ผมส่ายหน้ากับตัวเองน้อยๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปคนเดียวเงียบๆ นึกถึงไอ้ต้น มึงตัดสินใจดีๆ นะ

ผิดนิดเดียวนี่บอกเลยว่าพลาดไปตลอดชีวิต

ดวงตากวาดไปเห็นร่างของใครสักคนกำลังเดินสวนขึ้นมา ผมนิ่งมองมันด้วยการวางสีหน้าตัวเองไม่ถูกเมื่อเราทั้งสองสบตากัน ความรู้สึกตั้งแต่ตอนนั้นตีตื้นขึ้นมาทำให้รู้สึกผิดแม้แค่มองตากัน ตั้งแต่คืนดีกับปอ ผมกับมันห่างเหินไปทุกที ผมอยากได้เพื่อนของผมกลับมาเหมือนเดิม พยายามยิ้มให้มันที่กำลังมองมายังผมอยู่เหมือนกัน และมันก็ยิ้มตอบอย่างเคย

ผมควรจะชวนมันคุย ปรับความเข้าใจกันตอนนี้ไหม หรือค่อยๆ ให้ทุกอย่างมันหายไปเอง

ไม่ ไม่เอา

เราควรที่จะเปิดใจคุยกันได้แล้ว ผมไม่อยากเสียกรีนไป

“เดี๋ยว

ว่าพลางเดินไปดึงต้นแขนให้มันหันกลับมา ใจผมว้าวุ่นเมื่อเห็นแววตาของมัน มันเองก็คงกำลังคิดมากและลังเล ผมรวบรวมคำพูดกล่าวต่อ “ขอเราคุยด้วยได้ไหมกรีน อย่าเดินหนีเราอีกเลย”

มันนิ่ง ก้มมองมือของผมที่กุมมันไว้ น้อยครั้งที่ผมกับมันแตะถึงเนื้อถึงตัวกัน มันคงกำลังรู้สึกแปลกๆ ก่อนจะยกยิ้มแล้วกล่าวตอบเสียงโคตรปกติ “ได้สิ

“กรีนโกรธเราใช่ไหม เราขอโทษนะสำหรับเรื่องวันนั้น” ผมว่าเสียงเบา ทว่าเห็นท่าทีที่ลนลานส่ายหน้าส่ายมือปฏิเสธของมันแล้ว ความรู้สึกอึดอัดของผมมันหายไป

“ไม่ ไม่ใช่หรอก”

ผมนิ่งมองหน้ามัน “อย่ามามัวรักษาน้ำใจกันอยู่เลย บอกเรามาตรงๆ เถอะ”

มันส่ายหน้า สีหน้าเหมือนลำบากใจ

“งั้นทำไมล่ะ ทำไมต้องหลบหน้าเรา?”

มันเกาหัวตัวเองละสายตาไปมองด้านอื่น ไม่กล้าจะสบตาผมตรงๆ ตอนกล่าว “เราไม่กล้ามองหน้าภีมน่ะ เพราะเรารู้ว่าตัวเองไม่มีเหตุผล”

ผมนิ่งมองมันที่กล่าวออกมา

“เราไม่ควรจะแสดงอาการตอบภีมไปแบบนั้นเลย ทั้งๆ ที่ภีมบอกว่าขอโทษ”

“ทำไมทำงี้ เราคุยกันดีๆ ปรับความเข้าใจกันก็ได้”

มันละร้อยยิ้มตัวเองลง หันมามองตาผม

“เพราะภีมคืนดีกับพี่ปอแล้ว ภีมคงไม่มีเวลาเจอเราเหมือนเดิม เราก็เลยคิดว่าแบบนี้มันจะง่ายกว่า”

“คิดเองเออเอง!

มันเบิกตาตัวเอง “งะ งั้นเหรอ เราขอโทษ”

“รู้ไหมเราคิดมากขนาดไหน ทำไมนายถึงทำแบบนี้นะ”

“เราขอโทษนะ เราไม่รู้จริงๆ ว่าภีมจะเก็บไปคิดแล้วรู้สึกไม่ดีขนาดนี้ เราขอโทษนะที่เอาแต่ใจ

ก็ดีแล้ว ยังไงก็ตามเราก็กลับมาเข้าใจกันจนได้ กลับมาเหมือนเดิมเถอะ “อย่าหลบหน้าเราอีกนะกรีน”

มันยกยิ้ม เกาหัวตัวเองละสายตาไปมองด้านอื่น

ราวกับว่ากำลังเขิน

แต่ช่างเถอะ ชั่วโมงนี้ผมโล่งใจอย่างน่าประหลาดเมื่อเห็นว่ากรีนมันไม่ได้โกรธหรือเคืองเรื่องที่ผมแสดงอาการแบบนั้นกับมัน โล่งใจไปเปราะหนึ่ง แต่มันคิดได้ยังไงว่าคบกับไอ้ปอแล้วผมจะไม่มีเวลาว่างที่จะพบเจอมัน ผมยังเป็นผมเหมือนเดิมนั่นแหละ

แค่ทุกเวลาของความคิดเท่านั้น ที่มักมีมันแทรกเข้ามาในหัวเรียกรอยยิ้มได้เสมอ

ก็เราถือไปว่าคบกันอย่างเป็นทางการแล้วนี่นะ

ไม่รู้ว่าจุดจบของการเคลียร์ปัญหาของไอ้ต้นมันเป็นยังไง ผมเอาใจช่วยให้มันเต็มที่ จะพยายามช่วยมันอย่างถึงที่สุดก็แล้วกัน

พาร่างตัวเองเดินเอื่อยๆ ไปเรื่อยอย่างไม่มีจุดหมาย ตอนนี้อยู่ในช่วงพักเบรกและกว่าจะถึงเวลาเรียนก็อีกครึ่งชั่วโมง พอมาอยู่คนเดียวแล้วสมองผมโล่งเลยแฮะ ไม่ได้คิดมากแบบนี้ก็ดีแล้ว

แต่

ก็อดจะคิดมากเรื่องไอ้ปอไม่ได้อยู่ดี ก็มันแปลกนี่ คนแบบมันจะอดทนได้ง่ายๆ ขนาดนั้น โดยที่ไม่ได้นอนกับใครมาตลอด ช่วงที่เลิกกับผม มันง่ายไปไหม

คิดแล้วก็นึกทำให้ตัวเองหงุดหงิด จะจับผิดมันทำไมวะเนี่ย อยู่กันดีๆ แบบนี้ก็ดีแล้ว

ไม่ได้ๆ กูยอมมันง่ายๆ ไม่ได้ มันจะนอกใจกูไม่ได้ จะต้องเคลียร์กันให้เข้าใจ ถ้าอยู่เฉยๆ แบบนี้มันต้องได้ใจและคิดว่าการนอกใจเมียเป็นเรื่องปกติ

โอ๊ย! แต่มันสัญญาไว้แล้วนี่ว่าจะไม่นอกใจ มันยิ่งบอกให้เชื่อมั่นในมันอยู่ด้วย

แม่ง คิดแล้วปวดหัว

“ทำอะไร!?

เฮ้ย!

ผมยกกำปั้นเตรียมจะต่อยคนที่จู่ๆ ก็ตะโกนใส่หน้าขณะที่กำลังครุ่นคิด มันยกมือบังหน้าเมื่อเห็นว่าการตอบสนองของผมคือจะใช้กำลังพลางร้องว่า “เฮ้ยๆๆๆ อย่าต่อย ตกใจขนาดนั้นเลยรึไง?”

ผมขมวดคิ้วตัวเองมองมันที่ยกมือป้องกันตัวเองอดที่จะยิ้มไม่ได้ คิดถึงปุ๊บก็มาปั๊บเลยนะ

“ใครใช้ให้มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงวะ?” ว่าพลางคลายกำปั้นตัวเองมองมันที่คลายความกลัว ใช่ แม่งกลัวผมว่ะ

ไอ้อ่อนเอ๊ย!

“เห็นมึงเดินอยู่คนเดียวก็เลยจะมาแกล้ง แล้วนี่เป็นอะไรเดินใจลอยขนาดนี้น่ะ”

คิดเรื่องมึงไงไอ้สัด

ผมขมวดคิ้วมองมันที่ถามหน้านิ่งๆ จู่ๆ ความแปลกๆ ก็แล่นเข้ามา พยายามส่ายสายตาสังเกตตัวมัน บนคอมันมีรอยจูบไหมแม่งสงสัย เผื่อมันแอบไปนอนกับใครมา แต่มองหายังไงก็ไม่มี ไหนดูซิแขนมีรอยข่วนไหม ผมจับมือมันมาพลิกซ้ายพลิกขวาทั้งสองข้างมองสำรวจ ถลกแขนเสื้อดูก็ไม่เห็น เห็นแต่น้ำมันเครื่องติดเล็บดำปี๋อย่างเดียว

โอย แม่งคิดมากว่ะ

“นี่ทำอะไรของมึงเนี่ย?” มันว่า

เอ่อ กูออกอาการมากไปปะวะ ผมเกาหัวแล้วยิ้มแห้งๆ ให้มันไปด้วย ทำท่าจับมือมันมาชี้นิ้วบอกว่า “เล็บดำจังเลยนะปอ ทำความสะอาดมั่งก็ดี”

“ก็ช่วงนี้กูยุ่งนี่หว่า ไม่มีเวลาคิดเรื่องไหนเลย” มันว่าพลางจับมือผมเดินไปทรุดตัวนั่งร่มไม้ เอามือขี้เล็บดำๆ นั่นแหละมาจัดทรงผมให้ ไอ้ผมก็ขยะแขยงอยู่หรอก แต่ถ้าแสดงอาการออกไปเดี๋ยวมันได้โกรธอีก ทำเป็นนิ่งๆ ไปก่อนแล้วกัน

“ถ้าช่วงนี้กูไม่ว่างก็อย่าโกรธนะ ต้องคิดงานโครงการก่อนจบไปเสนออาจารย์ ไหนจะวิจัยเป็นรูปเล่มอีก แต่ก็จะพยายามอยู่กับมึงแล้วกัน”

มันถึงกับออกปากแบบนี้ ผมนี่โคตรงี่เง่าเลยว่ะที่ไปคิดว่ามันจะนอกใจ ยังไงก็ควรจะลองเชื่อมันก่อนที่จะเกิดปัญหา มองและจับตาดูให้มันเข้าที่เข้าทางก่อน ผิดปกติยังไงก็ค่อยว่ากันอีกที

รู้สึกผิดว่ะ

มือผมเอื้อมไปแตะมือของมันที่วางทิ้งไว้บนตัก แววตามันสงสัยก่อนจะยกยิ้มให้ แต่ผมแม่งละอายแก่ใจว่ะ “กูจะไม่เอาแต่ใจละกัน ตั้งใจด้วยนะ”

“รู้แล้วน่า แล้วนี่เพื่อนๆ มึงไปไหน?” มันว่าพลางส่ายตาไปมองหา

“ไม่ต้องมองหาหรอก ไอ้ต้นมันเพิ่งจะถูกพี่ธามลากไปเมื่อกี้ พูดแล้วก็ปวดหัวไม่รู้ว่าจะเอายังไงแน่”

“เลิกคิดมากเรื่องคนอื่นได้แล้ว”

ก็นั่นมันเพื่อนกูนี่

ผมไล่ความคิดที่หมกมุ่นเรื่องของมันออกไปจากหัว มาอยู่กับมันแบบนี้อารมณ์เขินแปลกๆ เล่นเอาซะไม่กล้าสบตามันแฮะ ไม่เหมือนไอ้ภีมคนก่อนๆ เลย

“พี่ปอ”

เสียงของผมเบาหวิว ชอบนักที่จะเรียกมันว่าพี่แบบที่มันยังไม่ทันได้ตั้งตัว ไอ้ที่บังคับอยากให้เรียกว่าพี่น่ะจะไม่ยอมเรียก หมั่นไส้มัน คงเหมือนตอนมันพูดเพราะๆ กับผมนั่นแหละ พูดตอนที่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจและเหมือนอ้อนวอนจริงๆ

มันละใบหน้ามามอง ดวงตามีแต่คำถามมากมาย

“ขอบใจที่นะพยายามเข้าใจภีมมาตลอด”

มันยกยิ้ม “มาทำซึ้งอะไรของมึงเนี่ย?”

“แล้วมึงจะไม่ทำซึ้งตอบกูเลยรึไง”

แม่ง ชอบพูดจากวนตีน มันหลุดหัวเราะดึงหน้าผมที่หันไประงับอารมณ์ด้านอื่นไม่หันไปสบตามัน นี่ไม่ได้งอนนะ กูแค่โมโหมึงที่แม่งไม่เข้าใจกูเลย

“โอ๋ๆๆ อย่างอน”

“กูไม่ได้งอน ถอยไปเลยอย่ามาแตะกู”

“อะแหนะ งอนจริงๆ ด้วยเว้ยเมียกู” มันว่าเย้า นิ้วชี้ชี้หน้าล้อผม “นี่ภีม เป็นผู้ชายเขาไม่ให้งอนมากหรอกนะเว้ย ผัวจะหลงตามง้อตามงอนตลอด”

อื้อหืม กูขึ้นเลย

“หุบปากมึงไปเลย กูไม่ได้งอน”

“ถึงงอนก็ยังรักเหมือนเดิมนั่นแหละ ยอมรับมาก็ได้ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อยนี่ ผัวบอกแล้วไงว่าจะยอม อะๆ นี่ให้ตีทีหนึ่ง”

ว่าแล้วก็ยื่นแขนมาแล้วก็ยิ้มล้อเลียนผมใหญ่ ไอ้นี่มันก็เป็นซะแบบนี้ พอกูจริงจังทีไรทำเสียเรื่องตลอด แล้วจะไปเดาใจห่าอะไรได้วะไอ้นี่ บทจะโมโหอาละวาดก็ตามอารมณ์ไม่ทัน

แต่แม่งก็เขิน ให้กูตีกูก็จะตี คิดแล้วผมก็ฟาดแขนมันไปสุดแรง นั่นแหละจะได้หลาบจำไม่กล้ามาหือกับกูอีก มันร้องซี๊ดพลางลุบแขนตัวเองน้ำตาคลอเบ้า จริงๆ นะผมเห็นแวบๆ

“เจ็บนะเว้ย!

“ใครใช้มึงบอกให้กูตีล่ะ?” ผมว่า สมน้ำหน้าแม่ง

“ใครคิดว่ามึงจะตีจริงๆ วะ มานี่กูจะเอาคืน”

เหวอ!

ร่างผมลอยไปนั่งบนตักมัน นั่นตักนะเว้ย แถมกลางโรงเรียนมึงคิดว่ากูจะหน้าด้านเหมือนมึงไหมหะไอ้ปอ ผมดันตัวออกสุดแรงมองว่าจะมีใครแอบดูไหมเดี๋ยวแม่งเอาไปนินทาว่าร้ายกูอีก

“อย่าปอ ไอ้ปอ!” ผมว่าพลางทุบบ่ามันไปที โอ๊ย มือปลาหมึก

“จูบกูก่อนสิ แลกเปลี่ยนกัน” มันว่าพลางยักคิ้วล้อ

“มึงจะบ้าเหรอ นี่มันที่โรงเรียนเดี๋ยวใครจะมาเห็นเข้า”

“ผัวเมียกอดจูบกันไม่เห็นแปลก”

มึงเข้าใจไหมว่านี่มันโรงเรียนไอ้เวรตะไลเอ๊ย ผมดันหน้ามันออกพลางเบี่ยงหนีไม่ยอมง่ายๆ แม่งตั้งใจจะแกล้งผมชัวร์เลย พอผมทำหน้าไม่พอใจมันนี่ยิ้มแก้มปริชอบอกชอบใจใหญ่ เดี๋ยวกูขอเอาคืนบ้าง มึงจะต้องร้องไห้

“นี่มันโรงเรียน กูขอ” ว่าพลางตีหน้าน่าสงสาร ปอมันเห็นใจผมมากครับ มันตอบสนองมาอย่างสำนึกผิด ด้วยการกอดเอวผมแล้วขยับมือมากดท้ายทอยให้ลงไปจูบ

เชี่ย! มีใครเห็นกูไหม!

แค่จูบ แค่จุ๊บไปทีเดียวบนริมฝีปากไม่ถึงหนึ่งวินาที เลือดแล่นเข้ามาบนใบหน้าของผมทันทีเมื่อละออกมาเห็นแววตาของมัน เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แหงนมองผมนิ่งงันอยู่แบบนี้ราวกับสายตาของมันสาปให้ผมไม่อาจะกระดุกกระดิกตัวไปไหน

ทำไมเท่จังวะ

ปอตอนอบอุ่นโคตรเท่เลย

นี่แหละคือพี่ปอที่ผมหลงรัก

คนที่ยอมเชื่อฟังคำขอร้องของผม คนที่อดทนกับความงี่เง่าของผม

ผมยกมือกอดบ่ามันนิ่งพร้อมรอยยิ้ม ยิ้มรับมันที่ยั่งจ้องตากันเนิ่นนานราวกับพร่ำบอกว่ารักด้วยดวงตา เราเข้าใจความหมายของกันและกันดี อยู่อย่างนี้เถอะนะปอ อยู่ข้างๆ กูไปแบบนี้นานๆ

“พี่รักภีมนะ”

คนตรงหน้าผมว่าเสียงเบาเป็นกระซิบ เน้นการจ้องตาสื่อความหมาย ผมละดวงตาไปมองด้านอื่นเมื่อรู้สึกถึงความร้อนแล่นเข้ามายังดวงตา

ผมอยากร้องไห้

โคตรรู้สึกดีตอนที่มันใช้สายตาประกอบกับคำพูดนี้ออกมา ความหมายมันช่างดีเหลือเกิน ผมยกยิ้มกับตัวเอง วางคางไว้บนเส้นผมของมันและกอดปอไว้ในอกให้ยินเสียงของหัวใจที่เต้นระรัวถี่ ฟังหัวใจนะปอ ฟังหัวใจตอนที่กูอยู่กับมึง

รู้ไหมกูไม่เคยหายตื่นเต้น ทุกๆ ครั้งที่ได้ยินมึงบอกว่ารัก

และทุกๆ ที ที่คิดว่าจะบอกกลับคืนไปบ้าง หัวใจดวงนี้ก็เต้นรัวและโหวงเหวงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

 

“รักปอเหมือนกัน

 

มันเองก็คงตอบสนองมึง เพราะรัก รักมากๆ

รักมาโดยตลอด

และจะรักต่อไป

ตลอดกาล



สนุกกันไหมเอ่ย ปอภีมนัลล๊ากกกกกก ขอวิบัตินิดนึง 5555

ถ้าชอบก็คอมเม้นน้า เป็นกำลังใจที่ดีที่สุด ยิ้มตลอดอ่าาาา อิอิ

เจอกันตอนหน้า


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

208 ความคิดเห็น

  1. #146 secret secret (@sorrower-2542) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2558 / 14:34
    อ๊ากกกกก มุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้ง เกินไปแร้ว^//////^ นั๊ลลั๊กกกกกก <3
    #146
    0
  2. #94 Eyechanhaha (@hahacute123) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 3 มกราคม 2558 / 12:54
    รอค่าาา ><
    #94
    0
  3. #93 Lilly June (@lin-salintip) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 มกราคม 2558 / 21:05
    หวานอ่าหวานแบบหว๊านหวาน(เพื่อ?) 555 ชอบตอนแบบนี้มากมันชั่งเป็นบรรยากาศสีชมพู หัวใจลอยฟุ้งฟิ้ง/เป็นกำลังใจให้น้า รออ่านตอนหน้า สู้ๆ
    #93
    0